สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 581 หมู่ดาวประทานพร
จั่วม่อดื่มด่าอยู่กับการอ่านเคล็ดความบนหลักศิลา ซือจื่อหมิงผู้นี้เป็น
อัจฉริยะสุดพิสดารโดยแท้ ตัวมันเองแม้ไม่ได้ฝึกปรือ แต่วิชาความรู้
เกี่ยวกับพลังทั้งหลายกลับถูกต้องแม่นยำเหนือธรรมดา อาศัยคำแยกแยะ
ของมัน พื้นฐานแก่นแท้ของพลังทั้งสามวิถีถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนแจ่ม
แจ้ง จั่วม่อได้รับประโยชน์นับอเนกอนันต์
นี่เป็นครั้งแรกที่ระบบพลังทั้งสามวิถีกลายเป็นกระจ่างแจ้งชัดเจนใน
ใจจั่วม่อ ในอดีตมันทุ่มเทความพยายามในการฝึกปรือพลังทั้งสามไม่น้อย
แต่ไม่เคยพบเจอจุดบรรจบของพวกมันมาก่อน พลังทั้งสามให้กำเนิด
ระบบฝึกปรือเฉพาะของตนเอง แต่ละวิถีเพียบพร้อมไปด้วยเคล็ดความ
มากมายเหลือคนานับ เวทวิชา ศาสตร์อสูร ทักษะปิศาจ วิถีบำเพ็ญเพียร
ใดไม่ได้ประกอบด้วยเคล็ดวิชานับล้านวิชา?
ไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งสามพลัง เพียงยกตัวอย่างวิถีพลังระบบเดียว คิดทำ
ความเข้าใจไปถึงแก่นแท้ของมัน ก็นับว่ายากเย็นดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์แล้ว
แต่ละระบบพลังมีความหลากหลาย แยกย่อยออกไปมากมาย ไม่ต่างจาก
เส้นแยกย่อยบนใบไม้ มีทั้งเส้นสาขาหลักและเส้นสาขาแยกย่อยอยู่ใน
ระบบเดียวกัน ผู้ที่สามารถทำความเข้าใจแก่นแท้ของเส้นสาขาหลัก ล้วน
เป็นยอดยุทธ์ระดับแถวหน้า
และการทำความเข้าใจแก่นแท้ของระบบพลังทั้งสามอย่างครบถ้วน
ในโลกนี้ยังมีผู้ใดสามารถทำได้?
นึกไม่ถึงว่าจะมีคนเช่นนี้จริง ๆ คือซือจื่อหมิงผู้ไร้พรสวรรค์เชิงยุทธ์ผู้
นี้เอง
ทอดตามองหลักศิลาตั้งตรงทะยานฟ้า จั่วม่ออดไม่ได้ให้รู้สึกราวกับ
ว่ากำลังจ้องมองขุนเขาตระหง่านง้าค้าฟ้า หากสิ่งเหล่านี้ถูกจารึกไว้โดย
ยอดยุทธ์ผู้มีฝีมือเลิศภพจบแดนในใต้หล้า จั่วม่อจะไม่ตื่นตะลึงเท่านี้
แต่ปิศาจอ่อนแอผู้ฝึกทักษะปิศาจเพียงไม่กี่วิชา กลับสามารถมอง
ทะลุความลี้ลับลึกซึ้งทั้งมวลจนปรุโปร่ง อัจฉริยภาพอันน่าแตกตื่นสะท้าน
โลกนี้ กระทั่งสามร้อยปีให้หลังยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องยอมศิโรราบ
คำอรรถาธิบายเรื่องพลังทั้งสามของซือจื่อหมิง ก่อเกิดความ
ประทับใจแก่จั่วม่ออย่างลึกล้า
เนื่องเพราะมันฝึกปรือพลังเทพ พลังทั้งสามในร่างมันผสานรวมเป็น
หนึ่ง เชื่อมประสานเข้าด้วยกัน แต่ในด้านความสัมพันธ์ของพลังทั้งสาม
มันมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ความเข้าใจของมันเดิมทีเลื่อนลอยเลือนรางเป็นอย่างยิ่ง แต่รอจน
พบเห็นคำบรรยายของซือจื่อหมิงในด้านความสัมพันธ์ของพลังทั้งสาม
เหมือนระฆังใหญ่ดังวังวาน ปลุกผู้คนในโลกิยะให้สำเหนียกถึงวิถีแห่งธรรม
มันพลันบรรลุความเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างในบัดดล
มันปลาบปลื้มยินดีจากก้นบึ้งของหัวใจ
จั่วม่อจ้องมองหลักศิลาตาเขม็ง จิตใจกระจ่างชัดผิดธรรมดา พลังทั้ง
สามในร่างของมันโคจรหมุนเวียนไปตามความเข้าใจใหม่ที่เพิ่งค้นพบ
ยามนี้วิกาลคล้อยดึก ล่วงเข้ายามเที่ยงคืนพอดี ท้องฟ้าเบื้องบน
ดารดาษไปด้วยทะเลดาว
ภายในมุมมืดด้านหนึ่ง บุรุษผมม่วงสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึก
เหลือเชื่อ กระซิบพึมพำปานละเมอ “หลักศิลาที่สามสิบสอง! หลักศิลาที่
สามสิบสาม… …”
มันหันไปมองส่วนลึกที่สุดของป่าศิลา ทันใดนั้นบังเกิดความคิด
ประหลาดประการหนึ่ง คนสองคนที่รุดหน้าผ่านหลักศิลาทักษะปิศาจมหา
สันติด้วยระดับความเร็วเหนือคนทั่วไปกลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน นี่ใช่
เป็นโชคชะตาหรือไม่
ในปีนั้น มันก็เฝ้ามองชีเตียวอวี่เดินผ่านหลักศิลาทักษะปิศาจเหล่านี้
ด้วยลักษณะอาการแทบไม่ต่างกัน มาบัดนี้ ปรากฏบุรุษหนุ่มอีกผู้หนึ่ง
รุดหน้าไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่าชีเตียวอวี่เสียอีก ความทรงจำมากมาย
ผุดขึ้นในห้วงคะนึง อดทอดถอนใจไม่ได้
แต่มันทราบกระจ่าง นี่เป็นคืนที่จะไม่มีขุมกำลังใดในนครมหาสันติได้
หลับตาลง!
ไม่มีขุมกำลังใดจะนั่งนิ่งเฉยได้ พวกมันจะต้องพยายามทาบทามยอด
อัจฉริยะหน้าใหม่ผู้นี้เข้าสังกัดให้จงได้!
ในเวลานี้เอง ลำแสงจากดวงดาวสายหนึ่งพลันสาดวาบลงมาจาก
ทะเลดาวเบื้องบน ส่องทาบลงบนร่างของเซี่ยวม่อเกอผู้ยืนเคลิบเคลิ้มอยู่
ด้านหน้าหลักศิลา!
ลำแสงสายนี้หนาแน่นเข้มข้น เต็มไปด้วยละอองแสงทรายดาว
ระยิบระยับไหลรินลงมา
ทันใดนั้นเซี่ยวม่อเกอร่างส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้า สะบัดไหวดุจ
เปลวไฟอันพิสดาร กระทั่งยืนหลบอยู่ห่างไกล บุรุษผมม่วงยังสามารถรู้สึก
ถึงพลังความร้อนแผดเผาที่แผ่ซ่านออกมาได้
แสงประกายของทรายดาวไม่ได้พร่างพรายสะดุดตา แต่ท่ามกลาง
แสงดาวเจิดจ้า พวกมันดูละเอียดงดงามอย่างบอกไม่ถูก
แสงสีทองจากร่างของเซี่ยวม่อเกอประดุจวังวนอันทรงพลัง ดึงดูด
ทรายดาวเข้าไปไม่ขาดสาย
นิมิตแห่งฟ้าดิน!
บุรุษผมม่วงเบิกตามองท้องฟ้าอย่างตื่นตะลึง เห็นหมู่ดาวมากมาย
เหลือคนานับหมุนคว้างอย่างแช่มช้า แสงดาวบาง ๆ ผนึกรวมรั้งเป็น
ลำแสงเจิดจ้าสายนั้น ภาพเหตุการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ บันดาลให้มัน
แทบไม่อาจสงบใจเอาไว้ได้
ถ้อยคำอันแปลกประหลาดและห่างไกลพลันผุดขึ้นในจิตใจมัน …หมู่
ดาวประทานพร!
ในส่วนลึกของป่าศิลา ชีเตียวอวี่นั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าหลักศิลาราว
กับหลวงจีนชรากำลังเข้าฌาน มันนั่งอยู่ในท่วงท่าเช่นนี้มานานกว่าหกชั่ว
ยามเต็ม ความเฉื่อยชาบนใบหน้าเลือนหายไปตั้งแต่แรก แทนที่ด้วยสีหน้า
จรดจดจ่อ ไม่เหลือเค้าทระนงถือดีของอัจฉริยบุรุษที่ไม่อาจแตะต้องได้ ชี
เตียวอวี่ในยามนี้ไม่ต่างจากบุรุษหนุ่มเผ่าปิศาจทั่วไป ความไม่แยแสลด
น้อยลง เพิ่มความสุภาพอ่อนโยนประการหนึ่ง
ทันใดนั้นมันเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซึ่งแทบไม่เคยบ่งบอกอารมณ์ถึงกับ
เปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
เห็นลำแสงสายหนึ่งสาดส่องจากทะเลดาวอันไพศาล ตกลงไปยังที่ใด
ที่หนึ่งในป่าศิลาใกล้ ๆ
“หมู่ดาวประทานพร… …”
มันดวงตาทอประกายวาบ ดีดกายเบา ๆ เหินขึ้นสู่ยอดหลักศิลา กวาด
ตามองไปยังทิศทางที่แสงดาวตกลงไป
เป็นมันนั่นเอง!
ชีเตียวอวี่ในดวงตาทอแววประหลาดใจวูบ มันมีความประทับใจกับ
จั่วม่ออยู่เล็กน้อย นั่นเป็นคนแรกที่ฟื้นตื่นจากสำเนียงสะกดวิญญาณใน
ยามที่มันผ่านเข้ามาในเมือง เป็นบุรุษหนุ่มผู้นี้เอง!
เพ่งมองอยู่เนิ่นนาน มันนิ่งเงียบงัน ไม่ปริปากแม้สักครึ่งคำ
หมู่ดาวประทานพร… …
เมื่อจั่วม่อบรรลุถึงหลักศิลาต้นที่ยี่สิบหก บรรดาขุมกำลังใหญ่ในนคร
มหาสันติก็เริ่มให้ความสนใจในทางลับ และเมื่อเวลาผ่านไป จั่วม่อกลับยิ่ง
รุดหน้าอย่างรวดเร็ว ขุมกำลังทุกฝ่ายเส้นประสาทเขม็งเกลียวทันที
รอจนจั่วม่อทำลายสถิติของชีเตียวอวี่ในปีนั้น นครมหาสันติกลาง
วิกาลแม้เงียบสงัดดุจป่าช้า แต่สายตาของขุมกำลังใหญ่ทั้งหมดล้วนจับ
จ้องมายังป่าศิลาเป็นตาเดียว
ยอดอัจฉริยะไร้คู่เปรียบอีกคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
แต่รอจนนิมิตแห่งฟ้าดินสำแดงพลัง นครมหาสันติที่กำลังบังเกิดคลื่น
ลับใต้น้าหนุนเนื่อง กลับกลายเป็นแตกตื่นอลหม่านในบัดดล!
ผู้คนมากมายเหินทะยานขึ้นฟ้า เบิกตาตื่นตะลึงมองลำแสงที่ประดุจ
เสาต้นใหญ่ ฉายส่องลงมาจากฟากฟ้า ลงสู่ป่าศิลาทักษะปิศาจ!
นิมิตแห่งฟ้าดิน!
บรรดาปิศาจที่พอจะรู้จักปรากฏการณ์เช่นนี้อยู่บ้าง อดร้องตะโกนคำ
‘หมู่ดาวประทานพร’ อันแปลกหูไม่ได้ ตื่นเต้นระทึกใจ แตกตื่นตะลึงลาน
อัศจรรย์ใจ สับสนงุนงง อารมณ์มากมายผสมปนเปอยู่บนใบหน้าเหล่า
ปิศาจภายในมหานครแห่งนี้
นอกเหนือจากแสงดาวลำนั้น ท้องนภาเหนือนครมหาสันติแทบจะมืด
มิดสนิทใจ เนื่องด้วยประชากรปิศาจเกือบทั้งหมดในเมือง ล้วนเหินทะยาน
ขึ้นจนบดบังท้องฟ้า
มันจู่ ๆ รู้สึกโล่งใจที่วันนั้นตรงหน้าประตูเมือง มันยอมถอยให้อีกฝ่าย
หนึ่งก้าว ก่อนหน้านี้เล็กน้อยมันยังมีความคิดจะทาบทามผู้อื่นเข้าร่วมกับ
มัน แต่รอจนได้รับข่าวที่ว่าเซี่ยวม่อเกอทำลายสถิติเดิมของชีเตียวอวี่ มันก็
ได้แต่ลอบทอดถอนใจ อัจฉริยะระดับนี้ไม่ใช่ผู้ที่ตระกูลหลันจะรองรับไว้ได้
แต่เมื่อประจักษ์แก่สายตาตัวเองว่าเซี่ยวม่อเกอบันดาลให้เกิดหมู่ดาว
ประทานพร ทางหนึ่งมันตะลึงพรึงเพริด แต่อีกทางหนึ่งอดหัวร่อฮี่ฮี่ออกมา
ไม่ได้
เนื่องเพราะมันทราบ วันพรุ่งนี้นครมหาสันติจะยุ่งวุ่นวายมาก!
บรรดาขุมกำลังที่คิดทาบทามเซี่ยวม่อเกอ คืนนี้… …
ช่างสนุกสนานน่าสนใจจริง ๆ!
ในที่พำนักของพวกมัน ทุกผู้คนล้วนอ้าปากค้าง บรรดาลูกสมุนของ
จั่วม่อสีหน้าปลาบปลื้มประโลมใจไม่ต่างจากเยี่ยหลิง แทบไม่อาจระงับ
ความตื่นเต้นลิงโลดของพวกมันเอาไว้ได้
เถาซิง ถังเฟยและคนอื่น ๆ ยืนเบิกตามองอย่างโง่งม อ้าปากกว้างจน
แทบหุบไม่ลง
แต่หากให้บอกว่าผู้ใดตื่นตกใจมากที่สุด คนผู้นั้นคือเขิงเหลียนเอ๋อร์
ในร่างกายของจั่วม่อฝึกปรือพลังอันใด ไม่มีผู้ใดทราบกระจ่างไปกว่า
นาง แต่ทว่า… …
?
?
ชั่วพริบตาที่จั่วม่อเรียกหาหมู่ดาวประทานพรลงมา ผูเยาเผ่นผึงขึ้น
สุดตัวราวกับก้นถูกไฟไหม้ เว่ยผู้วางท่าสงบเยือกเย็นอยู่เป็นนิตย์ยังทะลึ่ง
ตัวลุกขึ้นยืนอย่างลืมวางมาด
“หมู่ดาวประทานพร!”
คนทั้งสองร้องลั่นอย่างพร้อมเพรียง
ดวงตาสีโลหิตของผูเยาเบิกกว้างราวกับเห็นผีสาง สีหน้าเฉื่อยชาของ
เว่ยก็อันตรธานไปสิ้น มีแต่ความตะลึงลาน
“นี่เป็นไปไม่ได้!”
“มันทำได้อย่างไร?”
ทั้งสองร้องอุทานออกมาอีกครั้ง จากนั้นสบตากันวูบ ต่างฝ่ายต่างพบ
เห็นความรู้สึกเหลือเชื่อในสายตาอีกฝ่าย
ทั้งสองแหงนหน้าขึ้นมอง ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก เห็นทรายดาว
พร่างพรมลงมาดุจหิมะ รอจนเม็ดทรายดาวตกกระทบร่างของพวกมันทั้ง
สอง เงาร่างของพวกมันก็เริ่มกระจ่างชัดเจนขึ้นทีละน้อย
หลังจากนิ่งงันไปชั่วอึดใจใหญ่ สีหน้าตื่นตะลึงของพวกมันค่อย ๆ
เลือนหายไป
ผูเยาจู่ ๆ หวนคิดถึงดาวพร่างกลางทิวาที่เคยปรากฏขึ้นเมื่อครั้ง
กระโน้น นั่นเป็นนิมิตแห่งฟ้าดินครั้งแรกซึ่งเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของ
จั่วม่อไปตลอดกาล หากมิใช่เพราะดาวพร่างกลางทิวาในครั้งนั้น จั่วม่อ
อาจไม่เคยออกจากสำนักกระบี่สุญตาเลย
เว่ยดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ดุจดวงดาวบนฟากฟ้ายามค่าคืน “มัน
เป็นอัจฉริยะที่แท้จริงผู้หนึ่ง!”
เห็นสีหน้าของเว่ย ผูเยากลายเป็นระแวงระวังในทันที มันกล่าวเตือน
อย่างเย็นชา “อย่าแม้แต่จะคิด! เฮอะ วิถีของเจ้า ท้ายที่สุดก็มีแต่จะส่งให้
มันไปตาย!”
เว่ยพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน อุทานเสียงหลง “แย่แล้ว! เมล็ดพันธุ์ทั้ง
สาม!”
ผูเยางงงันวูบ จากนั้นพลอยหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรงไปด้วย!
เจ้านายของคนทั้งสามคือจั่วม่อ!
แท่นหินที่ชำรุดเสียหายค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้น
กลิ่นอายสภาวะอันอ่อนจางดุจระลอกน้าบางเบาแผ่ซ่านในอากาศ
คล้ายมีคล้ายไม่มี
ในถ้าลึกภายในหุบเขาเถาวัลย์พิษ
ทันใดนั้นทรายดาวไหลผ่านชั้นหินเบื้องบน ปกคลุมอยู่เหนือบ่อน้าดำ
บ่อน้าอันสงบเงียบคล้ายถูกปลุกให้ตื่นจากนิทราอันยาวนาน ค่อย ๆ
พลุ่งพล่านขึ้นทีละน้อย หยดน้าสีดำลอยออกมาจากบ่อน้าอย่างต่อเนื่อง
ลอยสูงขึ้น แล้วกลืนกินสะเก็ดทรายดาวลงไปอย่างแม่นยำ ประดุจแมลงสี
ดำตัวน้อยจับเหยื่อกิน
หยดน้าสีดำพอกลืนกินทรายดาวลงไป ก็หยดกลับลงไปในบ่อน้าสีดำ
เมื่อเวลาผ่านไป บนพื้นผิวของบ่อน้าสีดำบังเกิดชั้นแสงดาวอันเงียบ
สงบชั้นหนึ่ง
ภายในบ่อน้าสีดำ ร่างหนึ่งลอยขึ้นอย่างแช่มช้า
แสงดาวอันเงียบสงบราวกับเยื่อบาง ๆ ชั้นหนึ่ง ห่อหุ้มรอบกายร่างนั้น
อย่างแน่นหนา
กลิ่นอายคล้ายกระแสน้าคล้ายจันทรา ท่วมท้นไปทั้งโถงถ้า
แท่นเซ่นสรวงบูชาในส่วนลึกของทะเลทรายรกร้าง
กลุ่มทรายดาวคล้ายถูกกระแสลมเกรี้ยวกราดที่หมุนวนรอบแท่นบูชา
อย่างไม่หยุดยั้งดึงดูดเอาไว้ ละอองแสงของทรายดาวจมหายเข้าไปในแท่น
บูชาไม่ขาดสาย ลวดลายบนแท่นบูชาเริ่มหมุนคว้างอย่างเชื่องช้า
แท่นบูชาส่องประกายสว่างไสว ภายในทะเลทรายรกร้างห่างไกลและ
มืดมิดแห่งนี้ แท่นบูชาสว่างสดใสประหนึ่งดวงดาวใหญ่โตดวงหนึ่ง
ที่ใจกลางแท่นบูชา เงาร่างสีดำหมุนคว้างอยู่ภายใน แสงดาวเลือนราง
บัดเดี๋ยวปรากฏบัดเดี๋ยวจางหาย แสงดาวเหล่านี้คล้ายหลอมละลาย
เหมือนสะเก็ดน้าแข็ง จมหายลงไปในเงาร่างสายนั้น เงาดำถูกย้อมด้วยแสง
ดาวบางเบาชั้นหนึ่ง
เสียงกู่คำรามต่าลึกดังกังวานออกมาจากเงาดำ เต็มไปด้วยความพึง
พอใจ!