สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 583 คลื่นลมเริ่มโหมซัด
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อถูกจ้องจนอึดอัดใจแทบทานทนไม่ไหว ไม่อาจ
ยับยั้งตัวเองได้จริง ๆ ต้องกระแอมไอขึ้น “นี่ … เวลาไม่เช้าแล้ว ท่าน
ทั้งหลาย รีบเข้านอนกันเสียแต่เนิ่น ๆ เถอะ”
กล่าวจบคำ มันก็โบกมือไปรอบทิศ สองเท้าลื่นไหลเหลือนชโลม
น้ามัน รีบดึงซู่หลงกับพวก ตระเตรียมแหวกฝ่าฝูงชนหลบลี้หนีหน้า
สีหน้าของคนเหล่านี้ไฉน… …แปลกพิกลถึงเพียงนี้… …
เหลือบมองสีหน้าซู่หลงกับพวก จั่วม่อยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด แต่ใน
เวลาเช่นนี้ ไม่ใช่เวลาจะมัวมาซักถามมากความ มันรีบทะยานร่างเผ่นหนี
ทันที
บรรดาปิศาจมุงตามรายทางพากันหลบเลี่ยง เปิดทางให้แก่มันตาม
สัญชาติญาณ
สีหน้าของคนเหล่านี้ก็… …แปลกพิกลยิ่ง… …
จั่วม่อรู้สึกขนลุกเกรียว ลอบกลืนน้าลายอย่างฝืดคอ ไม่กล้าหยุดยั้งรั้ง
รอแม้แต่ชั่ววูบ
“เซี่ยวม่อเกอเซียนเซิง วันพรุ่งนี้หากมีเวลาว่าง ผู้น้อยขอเป็นตัวแทน
ตระกูลเต้อหลุน ขอเชิญเซียนเซิงให้เกียรติร่วมงานเลี้ยงในค่าคืนพรุ่งนี้…
…”
ในม่านวิกาลอันเงียบสงัด สุ้มเสียงนี้ฟังสดใสชัดเจนเป็นพิเศษ ไม่ต่าง
จากโยนประกายไฟลงในหม้อน้ามันเดือด นครมหาสันติที่เงียบสงัดเสมือน
ตายพลันแตกระเบิดแทบถล่มทลาย ตัวแทนจากตระกูลอื่น ๆ ดูเหมือน
ค่อยรู้สึกตัวขึ้นในยามนี้ เริ่มหาทางสานสัมพันธ์อย่างเอาเป็นเอาตาย
“เซี่ยวม่อเกอเซียนเซิง! ผู้น้อยเป็นตัวแทนตระกูลเอ่อลี่ข่า ไม่ทราบว่า
ผู้น้อยมีวาสนาพอจะเชื้อเชิญเซี่ยวม่อเกอเซียนเซิงไปเยือนตระกูลของเรา
สักคราได้หรือไม่… …”
“ผู้น้อยในนามของตระกูลอ้ายเหมิง… …”
“เซี่ยวม่อเกอเซียนเซิง… … ตระกูลเอ๋าเอ่อ … …”
สุ้มเสียงเชื้อเชิญไหลบ่ามาจากรอบทิศ ทำเอาจั่วม่อที่เดิมทีก็งุนงง
สงสัยอยู่แล้ว ถึงกับสมองขาวว่างเปล่าไปเลย สีหน้ามันยิ่งเลื่อนลอย
กว่าเดิม
เซี่ยวม่อเกอที่น่าสมเพช แทบไม่หลงเหลือเค้าอหังการเหยียดหยัน
โลกหล้าเหมือนเช่นปกติ มันในยามนี้เหมือนลูกแกะน้อยที่หวาดกลัวจนหัว
หดตัวหนึ่ง วิ่งแจ้นหายไปเร็วกว่าเดิมเสียอีก
จนกระทั่งถึงบัดนี้ มันยังไม่มีปัญญาเข้าใจ ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับ
คนเหล่านี้?
เกิดอะไรขึ้นกันหนอ
ชีเตียวอวี่ยืนตระหง่านบนยอดหลักศิลาดุจกระบี่เล่มหนึ่ง ดวงตาเย็น
ชาจ้องมองตามเงาร่างของจั่วม่อที่ลับหายไปอย่างครุ่นคิด
จั่วม่อพอหลบลี้หนีหาย ฝูงชนก็ค่อย ๆ แยกย้ายกันไป แต่การสนทนา
ถกเถียงอย่างร้อนแรงดังขึ้นทุกหัวระแหงในนครมหาสันติ การได้ชมดูนิมิต
แห่งฟ้าดินด้วยสายตาตนเอง สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วถือเป็นประสบการณ์
แปลกใหม่ พวกมันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสเกี่ยวกับหมู่ดาวประทาน
พร พลังดวงดาวอันยิ่งใหญ่ไพศาล และพากันขบคิดคาดเดาว่าเซี่ยวม่อ
เกอที่แท้ถือครองสังขารปิศาจชนิดใด… …
เป็นค่าคืนที่ยุ่งวุ่นวายมากจริง ๆ
หากบอกว่าการสังหารผังเฉินกลางลานประลอง เป็นเหตุให้จั่วม่อผุด
ขึ้นในสายตาของผู้คน เช่นนั้นนิมิตแห่งฟ้าดินหมู่ดาวประทานพร ก็ทำให้
ผู้คนจดจำนามเซี่ยวม่อเกออย่างลึกล้า
ยอดอัจฉริยะอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้ว!
“ต้าเหริน กองทัพพันธมิตรปิศาจเริ่มรวมกำลังแล้ว” นายกองผู้หนึ่ง
รายงานจากนอกประตู
เจียงเจ๋อกำหมัดแน่น เกร็งแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวซีด ดวงตา
อ่อนโยนตามปกติกลายเป็นโหดเหี้ยมดุดันราวกับดวงตาของสัตว์ร้ายที่
ได้รับบาดเจ็บ
มันจ้องมองตะเกียงที่มอดดับทั้งสองดวงตาไม่กะพริบ
ชั่วอึดใจให้หลัง สองมือค่อยคลายออก ประกายตาเหี้ยมเกรียมเลือน
หายไป ดวงตากลับเป็นอ่อนโยนอีกครั้ง
“บอกให้ทุกคนเริ่มเตรียมการ เราจะดำเนินการตามแผนเดิม”
สุ้มเสียงสุภาพอ่อนโยนเฉกเช่นยามปกติ
นายกองที่หน้าประตูลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก สีหน้าตื่นตัวราวกับ
ว่าได้รับแรงหนุนอีกครั้ง รีบรับคำ “รับคำสั่ง!”
ฟังเสียงผู้ใต้บังคับบัญชาเดินห่างออกไป เจียงเจ๋อเงยหน้าขึ้น รำพึง
เบา ๆ อย่างนุ่มนวล ทว่าเย็นเยียบจับใจ
“รอชมดูข้าถล่มอาณาจักรทะเลเมฆจนราบเป็นหน้ากลองเถอะ อีก
ไม่นาน…”
ในอาณาจักรทะเลเมฆแทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องการศึกริมแม่น้า ซึ่งเข่น
ฆ่ากองพันของวัดเสวียนคงทั้งสองกองพันจนพินาศสิ้น สายสืบเพียง
รายงานว่ามีกองทัพภายนอกปรากฏขึ้นใกล้กับแม่น้าอาณาจักรอย่าง
กะทันหัน แต่ถูกทำลายล้างอย่างรวดเร็ว
เรื่องนี้แทบไม่ก่อให้เกิดคลื่นลมอันใด ทุกผู้คนรู้สึกว่านี่เป็นเรื่อง
ธรรมดาสามัญยิ่ง
กระทั่งกองทัพปิศาจยังจมธรณีใต้ฝ่าเท้าของแม่นางน้อยต้าเหริน ยัง
จะมีกองทัพใดเป็นคู่มือของค่ายจูเชวี่ยได้อีกเล่า?
? นั่นเป็นเรื่องตลก
ที่ชวนหัวร่อตายเท่านั้น
โลหิตในกายของกงซุนชาเดือดพล่านอย่างบ้าคลั่ง มันหาได้เกรงกลัว
ไม่ การต่อสู้กับตัวตนมหายักษ์เช่นวัดเสวียนคง มีแต่จะทำให้มันตื่นเต้นเร้า
ใจเท่านั้น
เทียบกับทางด้านวัดเสวียนคง มันห่วงกังวลทางด้านของศิษย์พี่จั่วม่อ
มากกว่า
เวลานี้มันกำลังใคร่ครวญว่าสมควรทำศึกกับอาซาเก๋ออีกครั้งดี หรือ
จะไปเสาะหาอาณาจักรอื่นที่มีรอยแยกแห่งความโกลาหลแห่งใหม่ดี
ในไม่ช้ามันก็โยนความคิดเสาะหาอาณาจักรแห่งอื่นทิ้งไปจากใจ เรื่อง
นี้คาดหวังไม่ได้มากนัก พวกมันพบอาณาจักรยุ้งฉางกลางแห่งหนึ่งก็เรียก
ได้ว่ามีโชควาสนาไม่เลวแล้ว
เสาะหาอาซาเก๋อมาทำศึกตัดสินกันอีกครั้ง ดูจะสมเหตุสมผลกว่า
มาก
แม่นางน้อยตกลงใจไปเยือนอาซาเก๋อเพื่อหารือกันสักครา หากไม่
เป็นผล ค่อยต่อสู้กันก็ยังไม่สาย
กงซุนชาผู้ซึ่งในใจมีแต่ความคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงสามารถเข้าถึงตัว
ศิษย์พี่โดยเร็วที่สุด หลงลืมไปเรียบร้อยแล้ว ว่ามันเพิ่งจะบรรลุข้อตกลง
พันธมิตรกับอาซาเก๋อเมื่อไม่นานมานี้เอง
อนิจจา อาซาเก๋อผู้น่าสงสาร
นี่เป็นอาณาจักรแห่งที่สองในภพปิศาจซึ่งถูกซิวเจ่อยึดครอง แม้ว่าจะ
ไม่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการเท่ากับครั้งของเจียงเจ๋อ แต่นี่ก็เท่ากับว่าคุน
หลุนประกาศศักดาอันเกรียงไกรของพวกมันให้ประจักษ์แก่สายตาของชน
ชาวโลกเช่นกัน
อีกไม่กี่วันให้หลัง ข่าวอันน่าแตกตื่นสะท้านใจอีกสองเรื่องก็ระเบิด
ออกมา
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงแห่งเทียนหวนยึดครองอาณาจักรศิลาดำสำเร็จ!
กู่เหลียงเตา5แห่งซีเซวียนปราบพิชิตอาณาจักรตาข่ายแดนเหนือ!
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเป็นแม่ทัพเลื่องชื่อจากเทียนหวน นับว่าไม่แปลกอัน
ใด แต่กู่เหลียงเตาผู้นี้กลับไม่คุ้นหูผู้คน คล้ายกับว่าจู่ ๆ ก็ผุดออกมาจากที่
ใดไม่ทราบ
อย่างไรก็ตาม ข้อปลีกย่อยเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเฉลิม
ฉลองของผู้คนในสวรรค์สี่ดินแดน ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เกี่ยวกับสงคราม ยามนี้มหาสำนักทั้งสี่ล้วนบุกตะลุยรุดหน้า ผู้คนพากันฝัน
เฟื่องว่าสี่มหาสำนักจะสามารถประสบชัยอย่างต่อเนื่อง จวบจนกระทั่ง
ปราบพิชิตอสูรปิศาจอย่างราบคาบ เช่นเดียวกันกับมหาสงครามเมื่อหลาย
พันปีก่อน
สถานการณ์ดูคล้ายจะพัฒนาไปตามที่ผู้คนคาดหวัง
กู่เหลียงเตา – ดาบยักษ์แซ่กู่
จั่วม่อปากอ้าตาค้าง รับฟังคำบอกเล่าของซู่หลงกับคนอื่น ๆ อย่าง
อัศจรรย์ใจ
นึกถึงว่าตัวเป็นเองเป็นสาเหตุของฉากเหตุการณ์อันน่าหวาดสะพรึง
เมื่อครู่ จั่วม่อรู้สึกสลดหดหู่ยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาแรกของจั่วม่อคือแล่นเข้าไปในทะเลแห่ง
จิตสำนึก รีบสอบถามผู้เยากับเว่ยอย่างหวาดวิตก “เรื่องในวันนี้จะส่งผล
กระทบต่อแผนการหรือไม่
ผูเยากับเว่ยไม่กล่าววาจา เอาแต่จ้องมองจั่วม่อราวกับมองดูตัว
ประหลาด
จั่วม่อเริ่มอดรนทนไม่ได้ “บอกมาเร็ว!”
ตามแผนเดิมของพวกมัน จั่วม่อจะต้องดึงดูดความสนใจของตระกูล
ใหญ่ แต่กระทั่งจั่วม่อยังรู้สึกว่าการแสดงของมันในวันนี้เกินเลยไปมาก สิ่ง
ที่มันกังวลก็คือเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อแผนการ หากเรื่องนี้ทำให้มันไม่
สามารถดึงดูดให้เสียกงจู่มาเยือนได้ นั่นก็ย่าแย่แล้ว
“ไม่ต้องห่วง” คนที่เปิดปากก่อนคือผูเยา แม้ว่าสีหน้าของมันจะ
แปลกพิกล มันก็ยังคงเอ่ยปากอย่างเสียไม่ได้ “การแสดงของเจ้าในวันนี้
จะต้องดึงดูดเสียกงจู่ให้เร่งรุดมาโดยเร็วอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!” จั่วม่อคล้ายยกภูเขาออกจากอก
“อาจั่ว เจ้าช่างอัจฉริยะนัก!” เว่ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม ประโยคนี้ทำ
ให้ผูเยามีสีหน้าระแวงระวังขึ้นมาทันที
“แน่นอน เจ้าเพิ่งจะสังเกตเห็นเอาตอนนี้หรือ?”
? มียอดอัจฉริยะเช่นนี้อยู่เบื้องหน้าเจ้า เจ้าไม่คิดจะ
แสดงน้าใจอันใดสักหน่อยรึ
แต่พอเห็นสีหน้าตะลึงลานของเว่ย จั่วม่อผิดหวังขึ้นมาทันที ถลึงตา
มองเว่ยอย่างเหยียดหยาม รำพึงรำพันว่า “ที่แท้แค่ชมเชยปากเปล่ารึ ฮ่า
ยุคสมัยนี้กลายเป็นโลกที่ผู้คนเพียงชมเชยปากเปล่าไปเสียแล้วหรือ?
เมื่อออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อก็ประสานสบเข้ากับสายตา
อันสงบเยือกเย็นของเขิงเหลียนเอ๋อร์
“เจ้าไฉนก่อเกิดปรากฏการณ์หมู่ดาวประทานพรได้?” สุ้มเสียงของ
เขิงเหลียนเอ๋อร์ใต้ม่านรัตติกาลอันเงียบงันเช่นนี้ ดูคล้ายเลื่อนลอยเลือน
ราง คล้ายมีคล้ายไม่มี
“เนื่องเพราะ… …” จั่วม่อผู้ไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนเลย มองดูใบหน้า
ชวนลุ่มหลงตายของนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง พลางเน้นเสียงทีละคำ
“…เพราะ ข้าเป็นอัจฉริยะ!”
กล่าวจบคำ มันก็เมินดวงตาอันเบิกกว้างของเขิงเหลียนเอ๋อร์ เดิน
กลับเข้าห้องตัวเองทันที
ซึ่งความจริงกระทั่งตัวมันเองยังไม่ทราบ ว่าไฉนมันเรียกหาหมู่ดาว
ประทานพรได้
หลังจากตื่นตัวตลอดคืน มันกลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย กลับ
บังเกิดความรู้สึกราวกับว่าภายในร่างอัดแน่นไปด้วยพลังอันไร้ที่สิ้นสุด พอ
กลับเข้ามาในห้อง มันก็รีบเข้าสู่ห้วงฌานสมาธิ
สำหรับพลังฝีมือที่รุดหน้าในวันนี้ มันต้องศึกษาให้ดี
ยิ่งไปกว่านั้นมันยังจดจำได้ว่า ในช่วงที่แสงดาวเหล่านั้นพุ่งเข้าไปใน
แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์ที่กลางอก คล้ายมีบางสิ่งผุดขึ้นในใจมัน บาง
สิ่งที่สำคัญยิ่ง
ในห้วงฌาน จั่วม่อใบหน้าไม่สุขสันต์ไม่ทุกข์โศก เลือดเนื้อ กระดูก
เส้นเอ็น ทุกส่วนภายในร่างกายผุดขึ้นต่อหน้าสายตาของมันอย่างสมบูรณ์
ชัดเจน ระบบพลังทั้งสามที่ปรับปรุงใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ช่างน่าลุ่มหลง
โดยแท้
ภาพนับไม่ถ้วนวาบผ่านในจิตใจมัน
มันพลันลืมตาขึ้น สีหน้าคล้ายตื่นเต้นยินดีอยู่บ้าง!
มันในที่สุดก็ล่วงรู้ ในยามที่แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์ที่กลางอกถูก
พลังดวงดาวเข้าท่วมท้นจนล้นปรี่ สิ่งที่ระเบิดขึ้นในใจมันคืออะไร…
…การแปลงร่างครั้งที่หนึ่งของอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา!
ปู้เกิ้นสีหน้ามืดมนยิ่ง
เมื่อเห็นจั่วม่อก่อให้เกิดปรากฏการณ์หมู่ดาวประทานพร มันได้รับ
ความกระทบกระเทือนอย่างลึกล้า หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องไปกว่านั้น
ต้องบอกมันรู้สึกสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า!
การตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับอัจฉริยะผู้สามารถก่อให้เกิดนิมิตแห่งฟ้าดิน
หาใช่เรื่องที่ชาญฉลาดไม่ ทว่าความบาดหมางระหว่างพวกมันยากจะ
แปรเปลี่ยนกลับกลาย สายเกินไปที่จะยุติข้อบาดหมางด้วยสันติวิธี
ปู้เกิ้นสงบใจลงทันที ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองผู้หนึ่ง
จิตใจของมันย่อมแกร่งกร้าวมั่นคงดุจหินผา สีหน้าเผยแววเหี้ยมเกรียม
วิธีจัดการกับอัจฉริยะอายุเยาว์ที่ได้ผลที่สุด คือฆ่ามันเสียตั้งแต่ยังอยู่
ในเปลก่อนที่มันจะเติบใหญ่ขึ้นมา อัจฉริยะอายุเยาว์ที่ยังไม่ทันจะเติบโต
กล้าแข็ง หาได้มีจำนวนชีวิตมากไปกว่าผู้อื่นไม่
มันตัดสินใจติดต่อกับใครบางคนด้วยตัวเอง
จั่วม่อพลิกดูกองภูเขาเทียบเชิญรอบหนึ่ง จากนั้นสีหน้าสลดลง “ไม่มี
เทียบเชิญที่มาจากตระกูลอานเหวย!”
ไม่ใช่แค่เพียงตระกูลอานเหวยเท่านั้น แต่เทียบเชิญเหล่านี้ ไม่มีใบใด
ที่ส่งมาจากตระกูลระดับสูง เทียบเชิญทั้งหมดล้วนมาจากตระกูลเล็ก
?” จั่วม่อครุ่นคิด
ด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว
“ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่สะดุดตา” ผูเยาผู้ผ่านพบเรื่องราวใหญ่โตมามากมาย
สามารถอธิบายได้อย่างง่ายดาย “เจ้าได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างยอด
เยี่ยมแล้ว แต่ประการแรก ชาติกำเนิดของเจ้าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ และประการที่
สอง เจ้ายังไม่ผ่านการทดสอบในการต่อสู้จริง ผังเฉินแม้เป็นยอดยุทธ์ลือ
นาม แต่ทว่าในนครมหาสันติ มันไม่ได้จัดอยู่ในทำเนียบสุดยอดฝีมือ ยิ่ง
เป็นตระกูลใหญ่เท่าใด ข้อทดสอบของพวกมันก็ยิ่งระมัดระวังและเข้มงวด
มากขึ้นเท่านั้น”
จั่วม่อพลันกระจ่างแจ้ง เลิกคิ้วสูงชัน “ที่แท้พวกมันตำหนิว่าข้าไม่
แข็งแกร่งพอ
“เจ้าสามารถเข้าใจเช่นนั้นก็ได้” ผูเยาบนใบหน้าฉายรอยยิ้มสบายอก
สบายใจ “เจ้าแม้สำแดงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ แต่จะอย่างไรศักยภาพก็ยัง
ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง หากศักยภาพไม่อาจกลายเป็นความ
แข็งแกร่ง มันก็เป็นได้แค่ศักยภาพไปตลอดกาล การแก่งแย่งชิงดีในตระกูล
ใหญ่เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เด็กน้อยเยี่ยงเจ้าจะจินตนาการได้ พวกมันมียอด
ยุทธ์อายุเยาว์ที่เต็มไปด้วยศักยภาพนับไม่ถ้วน สิ่งที่พวกมันต้องการคือ
ยอดฝีมือแท้จริง ไม่ใช่เด็กน้อยที่มีศักยภาพ!”
“เข้าใจล่ะ!” จั่วม่อผุดลุกขึ้นยืน “ดูท่าว่าข้าจำต้องทุบตีคนเก่ง ๆ สัก
สองสามคนเสียก่อน จึงสามารถดึงให้พวกมันหันมาสนใจข้าได้”
โดยไม่กล่าวอันใดอีก มันไปหาเสาะหาเถาซิง
มุมมองที่เถาซิงมีต่อจั่วม่อ ยามนี้แปรเปลี่ยนปานพลิกฟ้าคว่าดิน
นิมิตแห่งฟ้าดินที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้มันอัศจรรย์ใจไม่น้อย ในฐานะที่มัน
เป็นเฉิงจู่ของเมืองหนึ่ง เดิมทีมันยังภาคภูมิถือดีอยู่บ้าง ไม่ว่ามันไปยังที่ใด
ผู้คนล้วนแสดงความเคารพนับถือต่อมัน แต่บัดนี้ความทระนงตนของมัน
ถูกทำลายสิ้น หมู่ดาวประทานพร นิมิตแห่งฟ้าดินที่มีอยู่แต่เพียงในตำนาน
กลับปรากฏขึ้นจริงต่อหน้าต่อตามัน
เทียบกับยอดอัจฉริยะอายุเยาว์ผู้นี้แล้ว เถาซิงสำนึกตัวว่ามันไม่มี
คุณค่าความหมายอันใดเลยจริง ๆ
สีหน้าท่าทีของเถาซิงเต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนน้อม “ต้าเหริน
เสาะหาข้ามีเรื่องอันใด
ท่าทีของเถาซิงทำเอาจั่วม่อแปลกใจอยู่บ้าง แต่มันยังไม่ว่างมาขุดคุ้ย
เรื่องนี้ เพียงเอ่ยปากอย่างไม่อ้อมค้อม “ช่วยบอกเล่าเรื่องบรรดายอดฝีมือ
ในนครมหาสันติให้ข้าฟังสักหน่อย”
“เหล่ายอดฝีมือในนครมหาสันติ?” เถาซิงงงงันวูบ ในใจลอบครุ่นคิด
เด็กหนุ่มผู้นี้หรือคิดท้าประลองกับผู้คนอีกแล้ว ในจิตใจมัน จั่วม่อเป็นคน
หุนหันพลันแล่น อยู่นิ่งเฉยไม่เป็นผู้หนึ่ง
แต่จั่วม่อเมื่อมาสอบถามมัน เถาซิงก็ไม่สะดวกจะปฏิเสธ มันตกลงใจ
อธิบายให้ละเอียดลออที่สุด เพื่อให้จั่วม่อเข้าใจอย่างชัดเจน ว่าผู้ใดตอแย
ได้และผู้ใดไม่อาจตอแย
“ในนครมหาสันติเต็มไปด้วยชนชั้นยอดฝีมือมากมาย พวกมันถูก
เรียกว่ายอดยุทธ์ลือนาม แต่ในหมู่ยอดยุทธ์ลือนามเหล่านี้ ยังมีการจัด
อันดับทำเนียบสุดยอดฝีมือด้วย ผังเฉินซึ่งถูกท่านสังหารเพียงเป็นยอด
ยุทธ์ลือนามทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้จัดอยู่ในทำเนียบสุดยอดฝีมือ ยอดยุทธ์ลือ
นามเหล่านี้ล้วนเป็นจอมปิศาจด่านเจียง ทั้งยังถือครองสังขารปิศาจ ส่วน
บรรดาสุดยอดฝีมือที่ได้รับการจัดอันดับ เรียกว่าทำเนียบปิศาจมหาสันติ
จัดอันดับสุดยอดฝีมือที่ร้ายกาจที่สุดในนครมหาสันติยี่สิบอันดับ สามคนที่
มีพลังฝีมือสูงเยี่ยมที่สุด ชางเยวียนฮ่าว อวี๋ซวง และหนานเหมินเสวี่ย พวก
มันอยู่ห่างจากด่านไสว้อีกเพียงก้าวเดียว ชีเตียวอวี่เองก็อยู่ที่ระดับชั้นนี้
เพียงแต่มันจากนครมหาสันติไปหลายปี ดังนั้นชื่อของมันไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน
อันดับสุดยอดฝีมือทำเนียบปิศาจมหาสันติ”
จั่วม่อตั้งใจรับฟังอย่างระมัดระวัง
“ระดับชั้นถัดมา เป็นอันดับที่สี่ถึงสิบสอง เหล่าสุดยอดฝีมือในจำนวน
นี้ เป็นพวกที่บรรลุด่านเจียงมานานปี ล้วนแล้วแต่เป็นยอดยุทธ์ที่บรรลุถึง
พลัง ‘เขตแดน’ ส่วนระดับชั้นสุดท้ายคือตั้งแต่อันดับที่สิบสามถึงอันดับที่
ยี่สิบ ยอดยุทธ์ที่ระดับชั้นนี้แม้ยังไม่บรรลุพลัง ‘เขตแดน’ แต่พวกมันหาก
มิใช่ว่าฝึกปรือสังขารปิศาจที่พิเศษเฉพาะ ก็เป็นพวกที่ใช้วิชาทักษะปิศาจ
?”
?
จั่วม่อสั่นศีรษะระรัวเป็นกลองป๋องแป๋ง แค่ฟังดูก็ทราบว่าทำเนียบ
ยอดยุทธ์ลือนามไม่มีน้าหนักมากพอ หากคิดสั่นคลอนตระกูลเก่าแก่ซึ่งมี
สายตาสูงส่งอยู่เหนือศีรษะ ดังเช่นตระกูลอานเหวย หากมันไม่สามารถ
เบียดเสียดเข้าสู่ทำเนียบสุดยอดฝีมือปิศาจมหาสันติ ฝ่ายตรงข้ามจะไม่
แม้แต่ชายตามองด้วยซ้า
นึกถึงเทียบเชิญโง่เง่ากองโตที่อยู่ในห้อง จั่วม่อหนังตากระตุก
มันถูกดูแคลน!
“อันดับที่ยี่สิบในทำเนียบปิศาจมหาสันติ! บอกมา มันเป็นใคร?”
เถาซิงเหม่อมองสีหน้าเหี้ยมเกรียมของจั่วม่อ รู้สึกแข้งขาอ่อนยวบ
ทรุดนั่งแปะลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
อาซาเก๋อประหลาดใจอยู่บ้าง กงซุนชาจู่ ๆ มาหามันอีกครั้ง มันไม่มี
ทางคาดเดาได้ว่าเป็นเรื่องราวใด พวกมันทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะเข้าเป็น
พันธมิตรกันเมื่อไม่นานมานี้เอง หรือว่ากงซุนชามีความคิดใหม่อันใด?
“พี่กงซุน วันนี้มาเยี่ยมเยือนผู้น้อง ไม่ทราบมีเรื่องใด?” อาซาเก๋อไม่
หวาดหวั่นกลัวเกรง กล่าวถามอย่างไม่อ้อมค้อม
ท่าทีตรงไปตรงมาของอาซาเก๋อพอดีตรงกับความต้องการของกงซุน
ชา มันกล่าวอย่างจริงจังว่า “ผู้น้องต้องการให้พี่อาซาเก๋อวางมือจากรอย
แยกแห่งความโกลาหล”
อาซาเก๋อสีหน้าแปรเปลี่ยนทันควัน ประกายตาเคร่งเครียดเย็นชาลง
“พี่กงซุนหมายความว่าอย่างไร?”
กงซุนชารู้ดีว่าสิ่งที่มันร้องขอเป็นเรื่องอุกอาจและเกินเลยไปมาก แต่
กับเรื่องนี้ย่อมไม่อาจคำนึงถึงเหตุผลได้ มันนิ่งเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะ
กล่าวว่า “ผู้น้องถูกเรื่องราวบีบบังคับ มิอาจไม่ทำเช่นนี้ ผู้น้องยินดีชดเชย
ให้แก่พี่อาซาเก๋อในด้านอื่นแทน”
อาซาเก๋อแย้มยิ้มเย็นชา “เราผู้ต่าต้อยอยากลองฟังดูว่าเป็นเรื่องราว
ใด!”
กงซุนชาตัดสินใจบอกเล่าสถานการณ์อย่างไม่ปิดบังอำพราง
นอกเหนือจากไม่เอ่ยชื่อจั่วม่อแล้ว ที่หลงเหลือล้วนบอกกล่าวอย่างชัดแจ้ง
อาซาเก๋อพอฟังเรื่องราวทั้งหมด โทสะพลันสลายคลาย มันเป็นบุคคล
ที่มีจิตใจละเอียดอ่อน ย่อมฟังออกว่าวาจาของกงซุนชาล้วนเป็นความสัตย์
จริง
แต่มันยังคงต้องสั่นศีรษะปฏิเสธ “พี่กงซุนเป็นสหายที่น่านับถือ ผู้
น้องมิอาจบอกว่าไม่หวั่นไหวใจ แต่ทว่าอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ที่ฟากโน้น
เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของตระกูลข้า แน่นอนว่าไม่อาจวางมือได้ หาก
พี่กงซุนเพียงต้องการผ่านทางไป ผู้น้องรับรองว่าไม่มีปัญหา”
แม่นางน้อยสั่นศีรษะบ้าง “เราจะต้องส่งกองทัพหนุนเสริมเข้าไป
อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังต้องการยอดยุทธ์เผ่าปิศาจมากขึ้น เพื่อเสริม
เข้าไปในกองทัพหนุนของเรา เกรงว่าลำพังการผ่านทางคงไม่เพียงพอ”
อาซาเก๋อพลันหัวร่อสนั่นหวั่นไหว “พี่กงซุนช่างจินตนาการบรรเจิด
นัก อสูรปิศาจเคียดแค้นชิงชังซิวเจ่ออย่างลึกล้า ไหนเลยจะยินยอมรับใช้
พวกเจ้า?”
กงซุนชาชายตามองอาซาเก๋อ กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “เช่นนั้นพี่อาซา
เก๋อ โปรดรอสักครู่”
ไม่กี่อึดใจให้หลัง ปิศาจฝูงใหญ่ก็พากันเข้ามาปรากฏตัวตรงหน้าแม่
นางน้อย ค้อมกายคารวะอย่างพร้อมเพรียง
อาซาเก๋อนิ่งขึงตะลึงงัน ถลึงจ้องเหล่าปิศาจที่เบื้องหน้า แทบไม่เชื่อ
สายตาตัวเอง!
ปิศาจ! เผ่าปิศาจของแท้แน่นอน! สิ่งที่ชวนตื่นตะลึงยิ่งไปกว่านั้น คือ
พวกมันล้วนเป็นปิศาจด่านถงหลิ่ง! คนเหล่านี้แม้จะอยู่ในกองทัพของมันก็
ยังถือเป็นชนชั้นยอด
ตรงหน้ามันถึงกับมีปิศาจเช่นนี้ถึงหลายสิบตน
“เชื่อว่าพี่อาซาเก๋อคงสามารถเห็นได้ว่าพวกมันเป็นปิศาจสายเลือด
แท้ มิหนำซ้าในร่างกายของพวกมันก็ไม่ได้มีอาคมหวงห้ามคอยสะกดอยู่”
วาจาของกงซุนชาปลุกอาซาเก๋อให้ได้สติ
อาซาเก๋อจ้องมองปิศาจเหล่านี้ตาเขม็ง แล้วพลันเอ่ยถามด้วยสุ้มเสียง
ต่าลึก “พวกเจ้าไฉนรับใช้ซิวเจ่อ?”
เอ้อเต๋อขมวดคิ้ว แย้งว่า “ผู้ใดรับใช้ซิวเจ่อ?
?
ตลอดเวลานี้กงซุนชาเอาแต่เมินมองไปทางอื่น แต่ยังลอบสังเกตสี
หน้าอาซาเก๋อ ในใจร้องว่า …มีหนทาง!
มันรีบตีเหล็กทั้งยังร้อน นำอาซาเก๋อไปชมดูการสาธิตพิชัยยุทธ์ใหม่
ของค่ายจูเชวี่ยทันที
จิตใจอันสับสนงุนงงของอาซาเก๋อกลับคืนสู่ความแจ่มใสในบัดดล มัน
ดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองกองทัพที่เหินทะยานอยู่บนฟ้าตาไม่กะพริบ!
มันสามารถมองเห็นได้ว่า โครงสร้างหลักของกองทัพนี้ยังเป็นกองทัพ
เดิมที่มันเคยประมือด้วย แต่เพิ่มเหล่าปิศาจด่านถงหลิ่งเข้ามา
มันเพิ่งจะเคยเห็นกองพันที่ประกอบด้วยซิวเจ่อกับปิศาจผสาน
รวมกันเป็นครั้งแรก กองพันที่ผิดแผกแตกต่างกันไปคนละทางนี้ ใช้พิชัย
ยุทธ์แปลกประหลาดที่เป็นเอกลักษณ์ยิ่ง แม้ว่ามันเพียงเห็นแค่ส่วนยอด
ของภูเขาน้าแข็ง ยังอดสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัว!
ในฐานะหนึ่งในสามยอดแม่ทัพแห่งตระกูลซิงหลัว อาซาเก๋อไหนเลย
จะเคยขาดพร่องด้านความกล้าหาญ
แต่ยามนี้มันสีหน้าซีดเผือด ประหนึ่งว่าเพิ่งพ่ายศึกอย่างยับเยินก็มิ
ปาน
มันทราบกระจ่างแก่ใจ หากทั้งสองฝ่ายทำสงครามห้าหั่นกันอีกครั้ง
มันจะไม่มีโอกาสได้ชัยแม้สักส่วนเสี้ยว