สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 585 พนัน
“มิผิด มันก่อให้เกิดปรากฏการณ์หมู่ดาวประทานพร ทั่วทั้งนครมหา
สันติล้วนเป็นประจักษ์พยาน อีกทั้งมันยังทำลายสถิติของชีเตียวอวี่เมื่อ
ครั้งกระโน้น หลายตระกูลเริ่มให้ความสนใจกับมันแล้ว”
“คอยติดตามสถานการณ์ต่อไป”
“เราสมควรทาบทามมันก่อนหรือไม่?
?”
“ไยต้องกระตุ้นเตือน? หรือเจ้ายังไม่เข้าใจ อัจฉริยะที่เอาตัวไม่รอดก็
ไม่มีค่าสำหรับเรา”
“ขอรับ… …”
“ไปหาปู้เกิ้น ช่วยเหลือมัน แต่อย่าได้ทิ้งร่องรอยใดไว้ จะอย่างไรนี่ก็
เป็นหมู่ดาวประทานพร เจ้าต้องปฏิบัติต่อมันเป็นพิเศษ! ข้ารู้สึกคาดหวัง
รอคอยอยู่บ้าง!”
“ขอรับ บริวารเข้าใจแล้ว”
“เช่นนั้นก็ไปได้”
สังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้าคล้ายแผ่เข้ากดทับพวกมันในทันที
โชคยังดีที่ทั้งสามอาณาจักรซึ่งถูกยึดครอง ล้วนห่างไกลจากนครมหา
สันติมาก แต่จะอย่างไรความหวาดหวั่นขวัญผวาก็ยังคงลุกลามไปดุจไฟ
ลามทุ่ง อยู่เหนือการควบคุมทั้งมวล
สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยอดฝีมือเพียงคนเดียวจะสามารถ
เปลี่ยนพลิกได้ นอกเสียจากว่าจ้าวปิศาจด่านหวังจะลงมือด้วยตัวเอง แต่
ในขณะที่ฝ่ายปิศาจมีจ้าวปิศาจด่านหวัง ซิวเจ่อเองก็มีชนชั้นต้าเฉิง6
เช่นกัน
แต่การต่อสู้ระหว่างสุดยอดฝีมือด่านสุดท้ายนี้ ถือเป็นไพ่ตายใบ
สุดท้ายของพวกมัน หากไม่มีความจำเป็นสุดยอดจริง ๆ ทั้งสองฝ่ายจะไม่
ใช้ไพ่ตายที่มีความเสี่ยงสูงมากเช่นนี้
ขอเพียงมีผู้คนและทรัพยากรมากพอ กองทัพชั้นยอดก็สามารถสร้าง
ขึ้นใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่ปี สามารถอาศัยศึกน้อยใหญ่ขัดเกลาให้เติบโต
กล้าแข็งขึ้นตามธรรมชาติ แต่สำหรับสุดยอดฝีมือในระดับชั้นเหนือโลก
หากพลาดพลั้งเสียชีวิตจะไม่อาจหาผู้ใดมาทดแทนได้อีก ไม่ใช่เพียงแค่
จ้าวปิศาจด่านหวังเท่านั้น แม้แต่จอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง ก็ยากยิ่งที่จะ
เพาะสร้างขึ้นมาได้ เรื่องนี้สามารถเห็นได้จากจอมปิศาจด่านเจียงมากมาย
ที่ติดค้างอยู่ชายขอบประตูสู่ด่านไสว้ เฉพาะในนครมหาสันติก็มีคนเช่นนี้
อยู่หลายคน
ความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องและกะทันหันเกินไป บันดาลให้นครมหา
สันติกลายเป็นเคร่งเครียดอึมครึม
ทุกผู้คนล้วนหวาดวิตก คล้ายไม่มีอารมณ์จะสนทนากัน
ด่านหวัง (อ๋อง) และด่านต้าเฉิง เป็นด่านพลังที่เจ็ดอันเป็นด่านสุดท้าย เหนือกว่าด่านไสว้หรือฝ่านซู
“พี่เหมียว ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
?” บรรดาสหายพอฟังต้องสนอกสนใจขึ้นมาทันที
รีบซักถาม “ไฉนไม่น่าประหลาดใจ
เหมียวจุนแยกแยะสถานการณ์ด้วยสุ้มเสียงเบาต่า “ไม่ว่าผู้คนจะ
ยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่ซิวเจ่อก็แข็งแกร่งกว่าพวกเราอสูรปิศาจ นี่เป็น
ความจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ สิ่งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากมหา
สงครามพันปีในครั้งกระโน้น ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ที่
ผ่านมา เรามีมหานครนภาโลหิตเป็นฉากกั้น แต่บัดนี้ด้วยผลกระทบจาก
มหาพิบัติฟ้าสลาย ทั้งสามภพกลายเป็นปราศจากพรมแดน เราสูญเสีย
ฉากกั้นระหว่างสามเผ่าพันธุ์ สามารถเผชิญหน้าและต่อสู้กันได้ทุกเมื่อ ใน
เวลาเช่นนี้สิ่งสำคัญที่สุด ย่อมต้องเป็นพลังอำนาจอันกล้าแข็ง ดังนั้นเรื่อง
ที่พวกเราพ่ายแพ้ก็หาได้น่าประหลาดใจไม่ เนื่องเพราะกล่าวถึงที่สุดแล้ว
อสูรปิศาจเราไม่ได้กล้าแข็งเท่าซิวเจ่อ”
“หากยึดถือตามที่พี่เหมียวกล่าวมา มิได้แปลว่าสุดท้ายแล้วพวกเราก็
ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอนหรือ
สหายอีกคนถามด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย
“การพ่ายแพ้ในตอนเริ่มต้นเป็นเรื่องที่จริงแท้แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มี
ผู้ใดแก้ไขกลับกลายได้ แต่หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ยากบอกได้”
เหมียวจุนอธิบายด้วยสุ้มเสียงเฉื่อยชา ช่วยให้ผู้คนเห็นว่ามันมีความคิด
เป็นมั่นเป็นเหมาะ “ซิวเจ่อเมื่อเริ่มต้นด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้น พวกมัน
ย่อมต้องรุกคืบต่อไปเรื่อยๆ พวกเราก็ต้องถอยร่นอย่างต่อเนื่อง แต่
ภายใต้วัฏจักรของการรุดหน้าและล่าถอยนี้เอง หลายสิ่งหลายอย่างจะ
ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ผู้อื่นเดินทัพทำศึกแดนไกลในต่างถิ่น ยิ่งรุกคืบ
ขยายพื้นที่มากเท่าใดพวกมันก็ยิ่งต้องเหน็ดเหนื่อยในการรักษาแนวรบ
เอาไว้มากเท่านั้น เผ่าปิศาจเราแม้อาจดูเหมือนถอยร่นอย่างไร้ทางสู้ แต่
เรามีข้อได้เปรียบที่ทำศึกในดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ยิ่งไป
กว่านั้น เมื่อเห็นภัยพิบัติผู้คนล้มตายตระกูลล่มสลายรอคอยอยู่เบื้องหน้า
เราจะไม่มีทางให้ถอยอีก ได้แต่ต้องต่อสู้ตอบโต้อย่างหลังชนฝา ถึงเวลา
นั้นสภาวะสู้ตายถวายชีวิตย่อมเป็นที่คาดหวังได้!”
วาจาเหล่านี้ทั้งกระจ่างชัดเจน ทั้งมีเหตุมีผล สหายทั้งหมดล้วนพากัน
ทอดถอนชมเชยอย่างไร้ข้อโต้แย้ง
ในเวลานี้เอง เหมียวจุนจู่ ๆ ดวงสาสาดประกายวาบ ตวาดด้วยสุ้ม
เสียงลุ่มลึก “เป็นสหายท่านใดให้เกียรติมาเยือน ไยไม่ออกมาสนทนากัน
สักคำ?”
แปะแปะแปะ!
จั่วม่อเดินเข้ามาพลางปรบมือชื่นชมอย่างเปิดเผย มันไม่ได้เสแสร้ง
แกล้งดัด แต่บังเกิดความรู้สึกว่าผู้อื่นกล่าวได้ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง สภาพ
สงครามสามเผ่าพันธุ์อันซับซ้อน กลับถูกวาจาไม่กี่คำบรรยายออกมาอย่าง
เรียบง่ายชัดเจน แจกแจงทีละประเด็นอย่างกระจ่างแจ้งและรัดกุม ลำพัง
สายตาคิดอ่านมองการณ์ไกลถึงระดับนี้ ก็เรียกได้ว่าไม่รวบรัดธรรมดามาก
แล้ว
เสี่ยวม่อเกอมักนิยมชมชื่นบุคคลผู้มีความคิดอ่านเหนือธรรมดา!
“เซี่ยวม่อเกอ!” เหมียวจุนเผยสีหน้าแปลกใจอยู่บ้าง ไม่ใช่แค่มันผู้
เดียว เหล่าสหายรอบกายมันพอเห็นว่าผู้มาเป็นใคร ล้วนมีสีหน้าแปลก
พิกลขึ้นมาทันที
ทุกผู้คนย่อมต้องรู้จักบุรุษหนุ่มนามกระฉ่อนที่อยู่เบื้องหน้าพวกมัน
นี่มิใช่เซี่ยวม่อเกอที่เพิ่งจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์หมู่ดาวประทานพร
หรอกหรือ?
จั่วม่อเพ่งมองสำรวจตรวจตราเหมียวจุน เหมียวจุนเองก็พินิจ
พิจารณาเซี่ยวม่อเกอเช่นกัน
หมู่ดาวประทานพรในค่าคืนนั้นบันดาลให้เหมียวจุนอัศจรรย์ใจไม่
น้อย แต่ความรู้สึกที่มากกว่านั้นคือความอิจฉาเลื่อมใส ในด้านของ
พรสวรรค์ ทั้งมันและบรรดายอดยุทธ์ในทำเนียบปิศาจมหาสันติไม่มีผู้ใด
ขาดตกบกพร่อง มิเช่นนั้นพวกมันไหนเลยจะถูกจัดอันดับเป็นยี่สิบสุดยอด
ฝีมือปิศาจมหาสันติได้ แต่เมื่อเทียบกับตัวประหลาดผู้ก่อให้เกิดหมู่ดาว
ประทานพรแล้ว รัศมีประกายของพวกมันก็กลายเป็นสลัวมัวหม่นลงทันที
เหมียวจุนบางคราถึงกับปรารถนาให้ตัวมันเองก่อเกิดหมู่ดาว
ประทานพรสักครั้ง แม้ว่าไม่อาจช่วยให้มันบรรลุถึงด่านไสว้ แต่คิดบรรลุ
พลัง ‘เขตแดน’ สมควรไม่มีปัญหาอันใด
แต่ไม่ว่ามันจะอิจฉาเลื่อมใสสักเพียงใด หลังจากตื่นตะลึงอยู่วันสอง
วัน จิตใจของยอดยุทธ์ระดับสูงเช่นมันย่อมต้องสงบราบคาบลง ดังนั้น
เหมียวจุนพอเห็นจั่วม่อในวันนี้ อดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้
“เดิมทีข้ามาเพื่อท้าประลองพี่เหมียว”
จั่วม่อพอกล่าวประโยคนี้ออกมา ทั้งห้องก็กลับกลายเป็นเงียบกริบ
ในทันที ถ้อยคำของมันทำเอาผู้คนตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน
“แต่พอฟังพี่เหมียวแยกแยะสถานการณ์เมื่อครู่ ผู้น้องเลื่อมใส
ความคิดอ่านมองการณ์ไกลของพี่เหมียวเป็นอย่างยิ่ง จึงเปลี่ยนความตั้งใจ
อย่างกะทันหัน” จั่วม่อกล่าวอย่างราบรื่นไม่กระดากปาก ประหนึ่งว่ามัน
เป็นยอดยุทธ์ไร้เทียมทานผู้หนึ่งก็มิปาน ไม่ได้มีทีท่าว่าจะประหม่าขลาด
เขลาแม้แต่น้อย
เหมียวจุนจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าน่าขบขันแทบตายแล้ว อดถามอย่าง
กระตือรือร้นสนใจมิได้ “อ้อ แล้วเจ้าเปลี่ยนความตั้งใจเป็นอย่างไร?”
มันแน่ใจว่าตอนที่ตัวมันยังอายุเยาว์ ไม่ได้อุกอาจบ้าบิ่นถึงเพียงนี้
กระมัง
เหล่าสหายคนอื่น ๆ ก็ไม่อาจระงับสีหน้าขบขันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อพวกมันเห็นสีหน้าสุดแสนจะจริงจังของจั่วม่อ บางคนอดหัวร่อออกมา
?
ชั่วอึดใจให้หลัง
“ฮ่าฮ่า!”
คนผู้หนึ่งสุดจะสะกดกลั้นอีกต่อไป ทิ้งตัวลงตบพื้นพลางหัวร่องอหาย
ราวกับว่าเพิ่งได้ฟังเรื่องชวนหัวที่สุดในโลก เสียงหัวร่อคล้ายระบาดใส่ผู้คน
ได้ แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทุกผู้คนในห้องพากันหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว
“ฮ่าฮ่า! มันคิดทาบทามพี่เหมียว! มันถึงกับคิดทาบทามพี่เหมียว…”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! หูข้าเฝื่อนไปหรือไม่ นี่มันวันอะไรกัน?”
“ฮ่าฮ่า โอย ข้าหัวร่อจนแทบขาดใจตายแล้ว!”
เด็กน้อยผู้หนึ่งถึงกับแล่นมาหาถึงที่ กล่าวอย่างจริงจังว่าคิดทาบทาม
เหมียวจุนเข้าสังกัด เกรงว่านี่ต้องเป็นเรื่องชวนหัวที่น่าขบขันที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ของนครมหาสันติแล้ว
กระทั่งเหมียวจุนยังอดหัวร่อไม่ได้ “ขออภัยยิ่ง ชีวิตข้าในยามนี้ดีมาก
แล้ว ข้าพึงพอใจพอสมควร”
จั่วม่อพลันเอ่ยว่า “กระทั่ง ‘แก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์’ เจ้าก็ไม่
สนใจแล้ว?”
รอยยิ้มของเหมียวจุนแข็งค้างในบัดดล ผุดลุกขึ้นทันควัน “เจ้ามี
‘แก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์’ หรือ?”
จั่วม่อไม่หลบหลีก ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า ปลดปล่อยพลังสภาวะ
แกร่งกร้าวดุดันออกมาอย่างฉับพลัน!
หลัวหลีขังตัวเองอยู่ภายในห้อง
ผิวพรรณซีดเซียวเหมือนคนตายของมันก่อนหน้านี้ เริ่มฟื้นคืนสู่
สภาพเดิม เคล็ดความของ ‘กุญแจเป็นตาย’ ไหลผ่านในจิตใจมันอย่าง
ต่อเนื่อง หลายวันมานี้มันคร่าเคร่งศึกษาเคล็ดวิชาที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง
นี้จนแทบไม่ได้พักผ่อน
สำหรับมัน ความตายไม่ใช่เรื่องยากเย็น ทั้งยังไม่ไกลห่างเท่าใด
บางครั้งการมีชีวิต ก็ต้องการความกล้าหาญมากกว่าความตาย
ความกล้าหาญนี้อาจเป็นเหตุผลประการหนึ่ง หรืออาจเป็นเศษเสี้ยว
แห่งความหวังสายหนึ่ง
หลัวหลีไม่มีสิ่งใดให้ต้องลังเล เนื่องเพราะมันไม่หลงเหลือสิ่งใดอยู่เลย
หัวใจมันกลับคืนสู่ชีวิต ไขว่คว้าเศษเสี้ยวความหวังเล็ก ๆ ที่แทบไม่มี
ตัวตนสายหนึ่ง
เมื่อเข้าสู่สถานะตายเทียม จะสามารถกระตุ้นศักยภาพของคนผู้หนึ่ง
ออกมาได้ถึงขีดสุด เช่นนั้นมันสามารถสร้างหว่อหลีขึ้นมาอีกครั้งใช่
หรือไม่?
แม้ว่านี่อาจจะเป็นการที่ทำให้มันได้พบเห็นนางเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม
หลัวหลีหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความมืดเข้าครอบงำโลกของมัน แต่
มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนจางสายหนึ่ง
จั่วม่อพอระเบิดพลังสภาวะออกมาอย่างสุดกำลัง คลื่นพลังไร้รูป
ประดุจคลื่นยักษ์มหึมา ถาโถมโหมซัดไปทุกทิศทางอย่างไม่มีออมรั้ง
เหมียวจุนดวงตาพลันทอประกายวาบ เจิดจรัสดุจดวงอาทิตย์ยาม
เที่ยง จนผู้คนไม่อาจจ้องมองตรง ๆ
ผู้คนรอบข้างสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เสียงหัวร่อชะงักขาด
หายไปทันที แต่ละคนล่าถอยออกไปอย่างแตกตื่นลนลาน พลังสภาวะอัน
เกรี้ยวกราดนี้กดทับพวกมันจนแทบหายใจไม่ออก
พลังสภาวะที่เซี่ยวม่อเกอปลดปล่อยออกมา หาได้อ่อนด้อยกว่า
เหมียวจุนแม้สักน้อยนิดไม่!
“เจ้าจะมาหรือไม่?”
?”
?” จั่วม่อถามต่อ พลาง
ประสานสบสายตาเจิดจ้าของเหมียวจุนโดยไม่หลบเลี่ยง
“เจ้ามี ‘แก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์’ จริง ๆ
เหมียวจุนย้อนถาม
“ถูกต้อง!” จั่วม่อตอบอย่างรวบรัดชัดเจน
เหมียวจุนสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ในใจบังเกิดความคิดขัดแย้ง
อย่างเห็นได้ชัด
เว่ย…เจ้าชั่วร้ายยิ่ง… …
ในใจจั่วม่อลอบครุ่นคิดเช่นนี้ แต่สีหน้าสัตย์ซื่อจริงใจ “เราไยไม่เดิม
พันกันสักครา?”
“เดิมพัน?”
?” เหมียวจุนไม่ใช่ตัวโง่งม
“เจ้าสามารถลองเล่นพนันดูว่าข้ามีหรือไม่มี” จั่วม่อโต้ตอบอย่างไม่
สะทกสะท้าน
เหมียวจุนดวงตายิ่งหรี่แคบลงกว่าเดิม ประกายเจิดจ้ายิ่งสว่าง
เรืองรอง มันกล่าวเสียงเย็นเยียบ “หากเจ้าแพ้ ข้าจะไม่ให้เจ้าได้ตายอย่าง
สะดวกดาย”
“หากข้าแพ้ย่อมไม่มีสิ่งใดจะกล่าว เจ้ามีเวลามากพอที่จะทำตามใจ
เจ้า” จั่วม่อตอบโต้อย่างเย็นชา แต่ในใจมองดูเหมียวจุนอย่างเห็นอกเห็น
ใจ
เว่ย…เจ้ากลอกกลิ้งยิ่ง… …
จริงดังคาด คนยิ่งวางท่าน่าเลื่อมใสศรัทธามากเท่าใด ยิ่งเลวร้าย
เท่านั้น… …