สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 586 ข้าหากลัวไม่!
หลังจากพบปะสนทนากับกงซุนชา อาซาเก๋อก็พกพาความกังวลรีบ
รุดกลับไปยังตระกูล มันกระทั่งไม่มีเวลาจะรายงานเรื่องนี้ไปยังตระกูล
เนื่องเพราะมันพลันเผชิญเข้ากับข่าวร้ายอันน่าสะพรึงกลัว ถึงกับยืนตะลึง
พรึงเพริด…
…กงเหยี่ยเสี่ยวหรงโจมตีทัพพันธมิตรอสูรปิศาจแตกพ่ายยับเยิน เข้า
ยึดอาณาจักรศิลาดำสำเร็จ ปี้ซานกับเต๋อเล่อพลีชีพกลางสมรภูมิ!
อาซาเก๋อแทบเข้าใจว่าเป็นมันหูเฝื่อนไปเอง! แต่หลังจากซักถามซ้า ๆ
ถึงสามครั้งสามหน และยังคงได้รับคำตอบเดิม มันก็ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
ภายในชั่วพริบตา สามยอดแม่ทัพแห่งตระกูลซิงหลัว ก็หลงเหลือ
เพียงมันผู้เดียว
บรรยากาศเศร้าสลดหม่นหมองปกคลุมไปทั่วอาณาจักรเรือนกล้วยไม้
ปี้ซานกับเต๋อเล่อมิเพียงเป็นสองยอดแม่ทัพ แต่ใต้ร่มธงของพวกมันยังเป็น
กองทัพชั้นยอดแห่งตระกูลซิงหลัว บัดนี้พวกมันทั้งหมดล้วนถูกฆ่าตายสิ้น
ตระกูลซิงหลัวย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
อาซาเก๋อยืนนิ่งขึงอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน บังเกิดความเย็นเยียบจับใจ สี
หน้าเผือดขาว
หากอาณาจักรอีกาหินที่อยู่ถัดจากอาณาจักรศิลาดำถูกยึดครองด้วย
ฝ่ายตรงข้ามจะสามารถจ่อประชิดอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ได้ทุกเมื่อ
อาณาจักรอีกาหินและอาณาจักรเรือนกล้วยไม้มีแม่น้าอาณาจักรหลาย
สายเชื่อมต่อกัน คิดบุกโจมตีง่ายดายยิ่ง แต่ยากจะระวังป้องกัน ฝ่ายตรง
ข้ามสามารถอาศัยแม่น้าอาณาจักรสายใดก็ได้บุกเข้าสู่อาณาจักรเรือน
กล้วยไม้ ส่วนพวกมันไหนเลยจะมีปัญญาจัดทัพเฝ้าระวังทุกทิศทาง นี่
หมายความว่าศัตรูสามารถปรากฏตัวขึ้นเมื่อใดก็ได้
อาซาเก๋อแม้โศกเศร้าหม่นหมอง แต่มันทราบว่าไม่มีเวลาจะมัวมา
คร่าครวญ หากกองทัพของเทียนหวนข้ามแม่น้าอาณาจักรมาถึงอาณาจักร
เรือนกล้วยไม้ พวกมันกระทั่งเวลาจะหลบหนีก็ไม่มีแล้ว!
เมื่อหลงเหลือเพียงกองทัพของอาซาเก๋อกองพันเดียว ตระกูลซิงหลัว
ย่อมไม่ใช่คู่มือของยอดแม่ทัพหนุ่มจากเทียนหวน
“ละทิ้งสัมภาระหนัก! รีบล่าถอยออกจากอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ด้วย
ความเร็วสูงสุด! ไปทางอาณาจักรศิลาขาว… …” สุ้มเสียงร้อนรนของอาซา
เก๋อดังกังวานไปทั่ว
มันยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยคเสียด้วยซ้า กลับถูกสุ้มเสียงแตกตื่น
ลนลานของสายสืบผู้หนึ่งขัดจังหวะ
“ต้าเหริน! สายสืบของศัตรูปรากฏตัวขึ้นใกล้ ๆ กับแม่น้าอาณาจักร!”
อาซาเก๋อหน้าเปลี่ยนเป็นเขียวคล้าทันที เร็วเกินไปแล้ว! มองไปยัง
ขบวนเด็ก สตรี คนชรา คนป่วยและคนพิการ อาซาเก๋อหัวใจเย็นเฉียบ
หรือว่าวันนี้ตระกูลซิงหลัวจะต้องถึงกาลแตกดับจริ งๆ?
ไม่มีเวลาอีกแล้ว!
ขบวนคนอ่อนแอของตระกูลไม่มีทางที่จะรวดเร็วไปกว่ากองทัพ
ข้าศึกได้ สิ่งที่ชวนให้สิ้นหวังยิ่งไปกว่านั้น คืออาณาจักรเรือนกล้วยไม้เป็น
พื้นที่ราบทั้งผืน ไม่มีปราการป้องกันตามธรรมชาติแม้แต่น้อย ข้าศึกยังมี
จำนวนมากกว่าฝ่ายมัน ต่อให้มันนำกองทัพเข้ารับหน้า เกรงว่าไม่อาจถ่วง
เวลาฝ่ายตรงข้ามได้สักเท่าใด!
หรือมันจะได้แต่เบิกตามองดูคนในตระกูลถูกฆ่าล้างสังหารไปทั้ง
อย่างนี้? สายตาสิ้นหวังและหวาดกลัวของเหล่าคนในตระกูลทะลวงลึกเข้า
ไปในใจมัน อาซาเก๋อเจ็บปวดใจสุดทานทน
ขณะที่ความหวังเสี้ยวสุดท้ายกำลังจะเลือนหายไป มันจู่ ๆ ฉุกคิดถึง
คนผู้หนึ่ง!
ความคิดอันอุกอาจและบ้าบิ่นพลันผุดขึ้นในใจ
เวลาอันกระชั้นสั้นไม่อนุญาตให้มันขบคิดใคร่ครวญอีก มันไม่ต่าง
จากคนที่กำลังจะจมน้า ตะเกียกตะกายคว้าฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายอย่าง
เอาเป็นเอาตาย!
มันไม่ลังเลใจอีก หมุนตัวพุ่งทะยานเข้าไปในรอยแยกแห่งความ
โกลาหลอย่างไม่คิดชีวิต!
กงซุนชาเห็นอาซาเก๋อเพิ่งจากไปไม่นานก็หวนกลับมาอีก รู้สึก
ประหลาดใจอยู่บ้าง มันแม้เพิ่งเคยพบปะสนทนากับอาซาเก๋อไม่กี่ครั้ง แต่
ยังมีความเข้าใจกับนิสัยใจคอของอีกฝ่ายไม่น้อย คนผู้นี้แน่วแน่เด็ดเดี่ยว
คนเช่นนี้ยากจะโยกคลอนได้
อาซาเก๋อเมื่อพบเห็นแม่นางน้อย ใบหน้าพลันทอแววขัดแย้งอย่าง
รุนแรง แต่ท้ายที่สุดมันยังคงกัดฟัน คุกเข่าลงเสียงดังสนั่น “ตระกูลซิงหลัว
ของข้า ยินดีสวามิภักดิ์ภายใต้องค์ราชัน!”
ถ้อยคำของอาซาเก๋อเรียกได้ว่าแยบยลยิ่ง ผู้ที่มันสวามิภักดิ์มิใช่กงซุน
ชา แต่ยอมตนเป็นข้ารับใช้ขององค์ราชัน ด้วยวิธีนี้ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถ
กล่าวอันใดได้
กงซุนชางงงันวูบ อาซาเก๋อมาอย่างกะทันหันเกินไป มันจึงไม่เชื่อว่า
พลังอันกล้าแกร่งที่สำแดงให้ชมดูเมื่อครู่ จะสามารถโยกคลอนผู้อื่นจน
ยอมสวามิภักดิ์ อีกทั้งมันย่อมสังเกตเห็นความหมายของประโยค ‘ยินดี
สวามิภักดิ์ภายใต้องค์ราชัน’ แต่มันไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย สิ่งที่มันต้องการคือ
อาณาจักรเรือนกล้วยไม้กับรอยแยกแห่งความโกลาหลเท่านั้น
“อาซาเก๋อยินดีมอบอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ให้เป็นของบรรณาการ
และจะไม่ร้องขอสิ่งอื่นใด นอกเสียจากว่า ขอให้ต้าเหรินช่วยปกป้องเชื้อ
สายตระกูลซิงหลัวของข้าด้วย!” อาซาเก๋อกล่าวอย่างโศกเศร้า
กงซุนชาไม่รับคำในทันที เพียงสอบถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ที่แท้เป็น
เรื่องราวใด?”
อาซาเก๋อแม้ถูกเงื่อนเวลากดดันจนแทบหายใจหายคอไม่ออก แต่ก็
ทราบดีว่าหากไม่อธิบายให้กระจ่าง ผู้อื่นต้องไม่ยินยอมเชื่อมันแน่ มัน
พยายามสงบระงับจิตใจอันร้อนรุ่ม รีบบรรยายสถานการณ์อย่างรวบรัด
แม่นางน้อยเป็นบุคคลอันปราดเปรื่อง เมื่อรับฟังคำบอกเล่าจน
ครบถ้วน มันก็มองทะลุปรุโปร่งไปถึงไหนต่อไหน
อาณาจักรเรือนกล้วยไม้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดเท่าที่พวกมันค้นพบ
จนถึงตอนนี้ สำหรับโอกาสที่สวรรค์ประทานให้นี้ แม่นางน้อยยินดีรับคำ
ขอของอาซาเก๋ออย่างไม่ลังเล กงเหยี่ยเสี่ยวหรงแห่งเทียนหวนแม้มีชื่อ
เลื่องลือไปทั้งสามภพ แต่แม่นางน้อยหาได้เกรงกลัวไม่ ในเวลานี้มันแสดง
ให้เห็นถึงความเฉียบขาดอันน่าตระหนก
มันเพียงโบกมืออย่างไม่ลังเล “ออกเดินทาง!”
เท่านั้นเอง ค่ายจูเชวี่ยเร่งรุดข้ามผ่านรอยแยกแห่งความโกลาหลด้วย
ความเร็วเต็มพิกัด มุ่งหน้าสู่อาณาจักรเรือนกล้วยไม้
เหาะเหินด้วยความเร็วถึงขีดสุด สายลมกระพือพัดปอยผมที่ปิดหน้า
ของแม่นางน้อยจนโบกสะบัด ใบหน้าที่ดูไม่มีพิษมีภัย ในเวลานี้ราวกับ
กระบี่หลุดออกจากฝัก เต็มไปด้วยความแหลมคมและรังสีฆ่าฟัน!
วัดเสวียนคงมันยังไม่เกรงกลัว หรือยังต้องกลัวเทียนหวนด้วย!
คิดแย่งชิงอาหารจากปากข้าหรือ?
ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้หวัง!
รอจนค่ายจูเชวี่ยเหินบินมาถึงเมืองหลักของตระกูลซิงหลัว เป็นเหตุ
ให้ผู้คนพากันแตกตื่นตกใจ กงซุนชาไม่รีรอลังเล หันไปสั่งการอาซาเก๋อ
“ให้พวกมันล่าถอยไปทางรอยแยกแห่งความโกลาหล!”
อาซาเก๋อสีหน้าตื้นตันใจ มันทราบว่าวาจาประโยคเดียวของกงซุนชา
นี้จะรักษาชีวิตผู้คนในตระกูลของมันเอาไว้ได้ มันรีบสั่งการให้นายทัพผู้
หนึ่งไปควบคุมการอพยพ ส่วนตัวมันนำกองทัพของตนติดตามค่ายจูเชวี่ย
ตระเตรียมทำศึก
กงซุนชาส่งข่าวแจ้งกลับไปยังกองพันที่เฝ้าระวังในอาณาจักรยุ้งฉาง
กลาง เพื่อให้พวกมันจัดการดูแลผู้คนของตระกูลซิงหลัวเหล่านี้
ในเวลานี้เอง สายสืบของอาซาเก๋อส่งข่าวกลับมา
“กองพันเทียนหวนข้ามแม่น้าอาณาจักรมาแล้ว!”
อาซาเก๋อมองไปยังแม่นางน้อย มันเมื่อยอมสวามิภักดิ์ ทุกประการ
ย่อมต้องทำตามคำสั่งของแม่นางน้อย เห็นผู้คนในตระกูลล่าถอยเข้าไปใน
รอยแยกแห่งความโกลาหลอย่างปลอดภัย อาซาเก๋อก็พึงพอใจมากแล้ว
ต่อให้วันนี้มันจะต้องพลีชีพกลางสมรภูมิ มันก็ไม่คิดเสียใจ!
กงซุนชาในเมื่อปฏิบัติต่อเหล่าปิศาจในค่ายจูเชวี่ยด้วยดี ก็ย่อม
สามารถปฏิบัติต่อตระกูลซิงหลัวด้วยดีเช่นกัน! ต่อให้แม่นางน้อยสั่งการให้
มันเข้าโจมตีแลกชีวิตกับกองพันเทียนหวน มันก็จะไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
แม้แต่น้อย
อาซาเก๋อจ้องมองแม่นางน้อย รอรับคำสั่งด้วยสีหน้าเชื่อฟัง
กงซุนชาดวงตาทอประกายบ้าคลั่งวูบ แต่สีหน้ายังคงราบเรียบเฉื่อย
ชา กล่าวว่า “ไปต้อนรับพวกมันกันเถอะ!”
ค่ายจูเชวี่ยและกองพันอาซาเก๋อประดุจกระแสน้าเกรี้ยวกราดสอง
สาย ไหลบ่าไปยังแม่น้าอาณาจักรอย่างรวดเร็ว
สามชั่วยามให้หลัง พวกมันก็เผชิญพบกองพันเทียนหวน
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงรูปลักษณ์ธรรมดาสามัญยิ่ง ยืนอยู่ในกลุ่มคน ยาก
จะค้นหามันพบได้ ยอดแม่ทัพอายุเยาว์แห่งเทียนหวนผู้นี้สวมใส่ชุดยาวสี
ฟ้าอ่อนที่ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตา ปราศจากสภาวะสูงสง่าดุจเทพเซียน ไม่
มีรังสีฆ่าฟันแหลมคม มันเหมือนคนธรรมดาที่ยิ่งกว่าธรรมดา ไม่เหมือน
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรด้วยซ้า
อย่างไรก็ตาม เห็นบรรดาแม่ทัพนายกองที่ทั้งร่างส่องประกายด้วย
สมบัติวิเศษห้อมล้อมอยู่รอบกายมัน เทียบกับชุดยาวธรรมดาสามัญของ
มันแล้ว ช่างดูย้อนแย้งเป็นพิเศษ
แต่อย่าได้ลืมเลือนว่าเป็นบุรุษหนุ่มที่ดูธรรมดาสามัญผู้นี้เอง ที่ยึด
ครองอาณาจักรศิลาดำ ทั้งยังเข่นฆ่าสองยอดกองทัพปิศาจแห่งตระกูลซิง
หลัวจนสิ้นซาก
หากว่ากันในด้านของความหมดจดงดงาม ฝีมือการทำศึกของกง
เหยี่ยเสี่ยวหรงยังหมดจดงดงามกว่าเจียงเจ๋อผู้ยึดครองอาณาจักรขุนเขา
ยะเยือกเสียอีก!
“ฮะ มีกองทัพซิวเจ่ออยู่ที่นี่ด้วย?” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงแปลกใจเล็กน้อย
ไม่ใช่แค่เพียงมันเท่านั้น บรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกรอบกายมันล้วน
มีสีหน้าตื่นตะลึง แต่สีหน้าที่รุนแรงยิ่งกว่าคือความขุ่นเคืองใจ ในความเห็น
ของพวกมัน อาณาจักรเรือนกล้วยไม้ไม่ต่างอันใดจากลูกท้อที่สุกงอม พวก
มันเฝ้ารอเวลาเก็บเกี่ยวมาเป็นเวลานาน แต่บัดนี้จู่ ๆ มีคนมาแย่งชิงเอาไป
ต่อหน้า อารมณ์ของพวกมันย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
“ส่งคนไปถามดูว่าพวกมันมาจากที่ใด” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงออกคำสั่ง
อย่างสนอกสนใจ
มันสามารถเห็นได้ว่าปิศาจตระกูลซิงหลัวคล้ายยอมจำนนต่อกองทัพ
ซิวเจ่อขบวนนี้แล้ว หรือว่ามีกองทัพอื่นเข้ายึดอาณาจักรปิศาจด้วย? นี่
เหนือความคาดหมายเป็นอย่างยิ่ง ควรทราบว่าจนกระทั่งถึงตอนนี้ มีเพียง
สี่มหาสำนักที่ทำศึกประสบชัย ประสบความสำเร็จในการยึดครอง
อาณาจักรอสูรปิศาจ แต่แล้วคราครั้งนี้มันเพียงมาถึงครึ่งทาง กลับพบพาน
กองทัพซิวเจ่อซึ่งไม่ทราบที่มา มันไหนเลยจะไม่บังเกิดอารมณ์สนอกสนใจ
ได้?
เซียนนักรบผู้หนึ่งทะยานร่างออกจากขบวนทัพของกองพันเทียน
หวน
เซียนนักรบผู้นี้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าทอประกายแวววามด้วยประกาย
แสงทุกชนิด สามารถเห็นได้ว่าชุดอาวุธเวทที่มันสวมใส่ล้วนเป็นระดับเลิศ
ล้าเป็นพิเศษ เทียนหวนมีฝีมือทางวิชายันต์ วิชาค่ายกลและวิชาหลอม
สร้าง ในด้านของอาวุธเวท พวกมันนับเป็นอันดับหนึ่งแห่งสี่ดินแดน
ภายใต้แสงเรืองรองของสมบัติวิเศษทั่วร่าง เซียนนักรบผู้นั้นคล้าย
รับประทานดีหมีหัวใจเสือมา เผชิญหน้ากับกองทัพสองกองทัพ หาได้มี
ร่องรอยประหม่ากลัวไม่ เพียงเชิดหน้า เหลีอบตามอง พลางกล่าวอย่าง
เย็นชา “ผู้ที่สามารถตัดสินใจ ให้ออกมาตอบคำถาม!”
สุ้มเสียงไม่แยแสของอีกฝ่าย ทำให้ผู้คนรอบกายแม่นางน้อยบันดาล
โทสะทันที คนผู้นี้ทั้งยโสโอหัง ทั้งหยาบกระด้าง คล้ายไม่เห็นหัวผู้ใด
ใบหน้าประหม่าอายเหมือนเด็กชายข้างบ้านของกงซุนชาจุดรอยยิ้ม
จาง ๆ ดวงตาอบอุ่นอ่อนโยนดุจแสงตะวันสาดประกายฆ่าฟันและวิกลจริต
วูบ “เซี่ยซาน เอาหัวของมันมาให้ข้า!”
เซี่ยซานคันไม้คันมืออยู่แล้ว ที่รอคอยคือคำนี้เอง พลันเปลี่ยนเป็น
ลำแสงกระบี่สายหนึ่ง สาดพุ่งเข้าหาคนผู้นั้นอย่างดุดัน!
มันรวดเร็วยิ่ง ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ แสงกระบี่สีทองจู่ ๆ ปรากฏ
ขึ้นตรงหน้าอีกฝ่ายอย่างกะทันหัน!
เซียนนักรบผู้นั้นเพียงรู้สึกว่ามีจุดสีทองปรากฏขึ้นตรงหน้ามันอย่าง
ฉับพลันทันใด สาดส่องจนมันตาพร่า ชั่วพริบตานั้น เจตจำนงกระบี่เย็น
เยียบพลันสะกดตรึงบนร่างมัน มันสีหน้าแปรเปลี่ยนทันควัน ร้องตวาด
เสียงดังลั่น “เจ้ากล้า… …”
ท่ามกลางความแตกตื่นลนลาน ชุดเกราะปราณบนร่างเซียนนักรบผู้
นั้นทอประกายวาบ อักขระยันต์โปร่งใสมากมายเหลือคณานับหมุนคว้าง
รอบกาย ปกป้องคุ้มครองมันไว้ภายใน
ลำแสงสีทองหวดฟาดใส่เกราะอักขระอย่างหนักหน่วง!
ปัง!
เสียงปะทะดังสดใส เซียนนักรบแห่งเทียนหวนสีหน้าแปรเปลี่ยน
เล็กน้อย เกราะปราณบนร่างมันถึงกับแตกสลายภายใต้กระบี่เดียว! แต่สิ่ง
ที่ทำให้มันเบาใจลงบ้าง ก็คือกระบวนท่าของอีกฝ่ายยังคงถูกหยุดเอาไว้ได้
เช่นกัน!
ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้นึกยินดี พลันปรากฏลำแสงสีทองสายเล็ก ๆ
สาดพุ่งออกมาจากกลุ่มแสงสีทอง วาบผ่านลำคอของมันอย่างแม่นยำ!
ราวกับมีดตัดเต้าหู้ก็มิปาน!
ศีรษะกระเด็นขึ้นฟ้า โลหิตฉีดพ่นเป็นลำยาว!
ลำแสงสีทองเล็ก ๆ เพียงวาบขึ้นแล้วหายวับไป พร้อมกับลำแสงสี
ทองที่ใหญ่โตกว่า พวกมันหวนกลับสู่มือเซี่ยซานในบัดดล
ทุกผู้คนในที่สุดค่อยมีโอกาสได้เห็นกระบี่บินในมือของเซี่ยซานชัดตา
นั่นเป็นกระบี่บินสีทองคู่หนึ่ง หนึ่งกระบี่ยาวหนึ่งกระบี่สั้น
กระบี่คู่เงามายา!
บรรดาเซียนนักรบแห่งเทียนหวนแวบแรกตกตะลึงพรึงเพริด แต่
หลังจากนั้นก็กลายเป็นพิโรธโกรธกริ้ว กระบวนทัพเดือดพล่านในบัดดล
หลายคนแทบโถมออกมาด้วยโทสะ
แม่นางน้อยยิ้มกว้างกว่าเดิม สุ้มเสียงแหลมคมดุจคมดาบ “ตั้ง
กระบวนทัพ!”
ค่ายจูเชวี่ยพลันแปรขบวนทัพโดยไร้เสียง บรรดาเซียนนักรบที่สอง
ปีกข้างถดถอยกลับลงมาหลายก้าว ทั้งกระบวนทัพเปลี่ยนแปลงไปในทันที
เจตนาฆ่าฟันแรงกล้าและแหลมคมปะทุขึ้นอย่างเงียบเชียบ ประดุจสัตว์
ร้ายงุ้มร่างไปด้านหน้าเล็กน้อย เตรียมพร้อมที่จะกระโจนเข้าขย้าด้วย
ความเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
กองทัพเทียนหวนที่เดือดพล่านเงียบกริบลงทันที พวกมันเป็นกองทัพ
ชั้นยอดที่กรำศึกอย่างโชกโชน มีความรู้สึกเฉียบไวเป็นที่สุดต่อเจตนาฆ่า
ฟัน พวกมันพลันตระหนักว่าเจตนาฆ่าฟันของกองทัพฝ่ายตรงข้ามสะกด
ตรึงไว้บนร่างพวกมันแล้ว!
หากพวกมันยังคงพลุ่งพล่านหุนหันเช่นนี้ กระบวนทัพของพวกมันจะ
เผยช่องโหว่ แล้วฝ่ายตรงข้ามจะจู่โจมทันที!
บรรดาเซียนนักรบที่พลุ่งพล่าน พลันสงบใจลงในบัดดล แต่ละคนเริ่ม
ตระเตรียมทำศึกสัประยุทธ์
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสีหน้าดำทะมึน หยีตาแคบลง มีเพียงในตอนนี้ที่
ท่วงท่าสภาวะของมันแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นรัศมีประกายที่อาภรณ์
ธรรมดาสามัญไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ได้อีก
พลังข่มขู่คุกคามอย่างแรงกล้า บันดาลให้กงเหยี่ยเสี่ยวหรงรู้สึกกดดัน
ยอดฝีมือเพียงลงมือ สภาวะของยอดฝีมือย่อมสามารถมองเห็นได้ชัด
ตา ฝ่ายตรงข้ามเพียงแปรกระบวนทัพเล็กน้อยเท่านั้น กงเหยี่ยเสี่ยวหรง
พลันตระหนักว่าคราครั้งนี้เผชิญศัตรูเข้มแข็งเข้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มันประหลาดใจยิ่งกว่า กลับเป็นท่าทีแข็งกร้าว
เหี้ยมเกรียมของฝ่ายตรงข้าม!
แม้เผชิญหน้ากับกองทัพจากเทียนหวน กระบวนการทั้งหมดกลับไม่มี
ชะงักรั้งรอแม้แต่น้อย เต็มไปด้วยความหมดจดและคมชัด หมดจดเสียจน
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเริ่มสูดได้กลิ่นอันตราย
พวกมันเป็นใครกันแน่?