สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 587 หนามยอกต้องเจอหนามบ่ง
“ผู้น้องกงเหยี่ยเสี่ยวหรงแห่งเทียนหวน พี่ท่านสบาย” กงเหยี่ยเสี่ยว
หรงแย้มยิ้มพลางประสานมือคารวะไปทางกงซุนชา
บรรดาแม่ทัพนายกองใต้ร่มธงของมันล้วนตื่นตระหนก พวกมันนึกไม่
นึกว่าต้าเหรินจะเริ่มต้นด้วยการอ่อนข้อให้แก่อีกฝ่าย ศัตรูเข่นฆ่าเซียน
นักรบของพวกมันต่อหน้าต่อตา โดยไม่ถามไถ่เหตุผลแม้สักครึ่งคำ แต่ต้า
เหรินกลับชิงอ่อนข้อก่อน?
หลายคนมีสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ
พวกมันคือเทียนหวน! เทียนหวนเคยต้องเสื่อมเสียศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้
ตั้งแต่เมื่อใดกัน? ถูกแล้ว! นี่เป็นการเสื่อมเสียศักดิ์ศรี! แทบทุกคน
ตระเตรียมต่อสู้ ปรารถนาโถมออกไปเข่นฆ่าศัตรูให้สิ้นซาก
ไม่มีพวกมันคนใดคาดหวังว่าต้าเหรินจะยอมอ่อนข้อ!
หากมิใช่ว่าอำนาจบารมีของกงเหยี่ยเสี่ยวหรงหนักแน่นมั่นคงยิ่ง เกรง
ว่าแม่ทัพนายกองที่พยศดุร้ายเหล่านี้ อาจเริ่มกระด้างกระเดื่องต่อมันแล้ว
“ผู้น้องกงซุนชา” แม่นางน้อยยังคงแย้มยิ้มสว่างไสว แต่ในสายตา
ของบรรดาแม่ทัพฝ่ายเทียนหวนช่างเป็นรอยยิ้มที่ขัดตาเสียจริง ๆ
กงซุนชา?
ไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อน!
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงขบคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ มันแน่ใจว่านาม
นี้มันไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อนจริง ๆ มันยังสังเกตว่าอีกฝ่ายเพียงแจ้ง
นาม แต่ไม่ยอมกล่าวถึงที่มา นี่เป็นเรื่องที่จะต้องครุ่นคิดตรึกตรองให้ดี
ยิ่งไปกว่านั้น กองพันเช่นนี้ไหนเลยไร้ชื่อเสียงเรียงนามได้!
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงดวงตาทอประกายวูบ แฝงไว้ด้วยความหมายบาง
ประการ ควรทราบว่าคิดเพาะสร้างกองพันที่เข้มแข็งแกร่งกร้าวทัพหนึ่ง
ไม่ใช่เรื่องง่าย กงเหยี่ยเสี่ยวหรงผู้เคยผ่านกระบวนการเพาะสร้างกองทัพ
มาด้วยตัวเอง ย่อมทราบกระจ่างว่ายากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
หรือว่ามีขุมกำลังเร้นลับ ลอบมุ่งเป้ามายังตำแหน่งของสี่มหาสำนัก
จากเงามืด?
นี่เป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจมัน แต่ความคิดพอบังเกิด มันเองยัง
อดหัวร่อในใจไม่ได้ ความคิดนี้เหลวไหลเกินไปแล้ว
“สมดังคำที่ว่าวีรบุรุษก่อเกิดแต่วัยเยาว์! พี่กงซุนยังอายุเยาว์ถึงเพียง
นี้ แต่กลับเป็นแม่ทัพบัญชาการกองพันอันยอดเยี่ยมทัพหนึ่ง ตอนที่เสี่ยว
หรงยังอายุเท่านี้ เกรงว่ายังวิ่งวุ่นวายไปมาอยู่เลย” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกล่าว
ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่แล้วสุ้มเสียงพลันเคร่งเครียดเย็นชาลง “ทว่า
ผู้น้องอดประหลาดใจไม่ได้ พี่กงซุนไฉนร่วมขบวนมากับเผ่าปิศาจ?”
กงซุนชาแย้มยิ้มเบิกบานปานบุปผา สุ้มเสียงสุภาพอ่อนโยน ทว่า
วาจากลับแหลมคมนัก “ร่วมขบวนมากับเผ่าปิศาจ? ที่น่าประหลาดใจกลับ
เป็นวาจาของพี่กงเหยี่ยต่างหาก! สำนักเราเข้ายึดครองอาณาจักรเรือน
กล้วยไม้ตั้งแต่แรก ตระกูลซิงหลัวเห็นว่าสำนักเรามีพฤติการณ์ดีงาม
บังเกิดความนิยมเลื่อมใส ยินยอมเข้าร่วมกับสำนักเรา เปลี่ยนจากความชั่ว
ร้ายสู่วิถีทางอันเที่ยงธรรม นี่มิใช่วีรกรรมที่ผู้คนรุ่นเราไล่ติดตามแสวงหา
หรอกหรือ?”
จากนั้นสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเย็นชาลงเช่นกัน “แต่หลังจาก
สำนักเรายึดครองอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ไว้แล้ว กองพันของเจ้ากลับ
ยังคงส่งทัพใหญ่เข้ามา มิทราบมีจิตเจตนาใด? เทียนหวนใช่ไม่สนใจ
เหตุผลหรือไม่? พวกเจ้าคิดข่มเหงรังแกสำนักเล็ก ๆ เช่นพวกเราหรือ?”
แม่นางน้อยกล่าวไปก็ยังคงแย้มยิ้มไป บางครั้งเต็มไปด้วยความสุภาพ
ถ่อมตน แล้วจากนั้นสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม ทั้งหมดทั้งมวลที่
เอื้อนเอ่ยล้วนแล้วแต่มารยาสาไถย แต่มันหน้าไม่เปลี่ยนสี ลมหายใจไม่ผิด
จังหวะ สงบเยือกเย็นยิ่ง ทำเอาอาซาเก๋อที่ด้านข้างถึงกับเย็นเยียบจับใจ
ยึดครองอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ตั้งแต่แรก? ตั้งแต่เมื่อใดกัน? เพียงกล่าว
วาจาไม่กี่คำ แม่นางน้อยก็กำหนดตำแหน่งแห่งที่เป็นมั่นเหมาะ จริงเท็จ
ผสมปนเป อีกฝ่ายยากที่จะจำแนกแยกแยะได้
อาซาเก๋อตกลงใจว่าชั่วชีวิตนี้ไม่ขอเป็นศัตรูกับแม่นางน้อยเป็นอัน
ขาด
หากมันต้องมีศัตรูเช่นนี้ ต่อให้ตกตายอย่างเลอะเลือนงมงาย ยังไม่
ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงถึงกับจนถ้อยคำ
เพียงแค่ชักช้าไปก้าวเดียว ทำให้การตัดสินใจของมันกลายเป็นความ
ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่แค่มันผู้เดียว แม้แต่บรรดาแม่ทัพนายกอง
และไพร่พลทั้งหมดของมันยังเข้าใจว่าแม่นางน้อยยึดครองอาณาจักรเรือน
กล้วยไม้ไปแล้วจริง ๆ
แต่คนเหล่านี้ก็หาได้แยแสสนใจไม่ ผู้อื่นมาถึงก่อนแล้วจะเป็นไร?
พวกมันก็แค่ช่วงชิงมาก็พอ!
พวกมันปรารถนาจะบุกทะลวงเข้าไปเข่นฆ่าในทันที ฝ่ายตรงข้าม
อาจไม่อ่อนด้อย แต่พวกมันก็มีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น ไม่เห็นฝ่ายศัตรู
อยู่ในสายตา
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงจับจ้องมองดูอีกฝ่าย มันจึงไม่เชื่อวาจาผีสางของกง
ซุนชา แต่จนใจที่เสาะหาไม่พบช่องโหว่ในเรื่องราวที่บอกออกมา ซึ่งความ
จริงปัญหาเรื่องการปฏิบัติต่อเผ่าปิศาจ ฝ่ายซิวเจ่อเองก็แตกแยกออกเป็น
สองฝักสองฝ่ายมาโดยตลอด ฝ่ายหนึ่งต้องการเข่นฆ่าสังหารให้สิ้นซาก ไม่
ปล่อยให้อสูรปิศาจมีชีวิตรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ส่วนอีกฟากหนึ่งยินยอม
ให้ปิศาจเข้าสวามิภักดิ์ สนับสนุนแนวทางปฏิบัติด้วยดี
ในภพซิวเจ่อ ทั้งสองแนวทางต่างมีผู้สนับสนุนพอ ๆ กัน กงเหยี่ยเสี่ยว
หรงไม่อาจเลือกผิดพลาดได้
สิ่งที่มันจำต้องขบคิดพิจารณา ย่อมมีมากหลายกว่าเหล่าไพร่พลใต้
บังคับบัญชาของมัน
สงครามครั้งนี้อาจต้องรบรากันต่อไปอีกนาน อาจบางทีกลายเป็นศึก
ยืดเยื้อคาราคาซังรอบด้าน เทียนหวนเป็นหนึ่งในสี่มหาอำนาจใหญ่แห่ง
ภพซิวเจ่อ จำต้องระวังภาพลักษณ์และชื่อเสียงอันดีงาม หากเมื่อใดที่พวก
มันพบพานคนอ่อนแอกว่าก็เข้าไปทำร้ายแย่งชิง ไหนเลยจะมีผู้ใดอยาก
เป็นพันธมิตรกับพวกมัน?
มันหาได้สนใจอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ไม่ อาณาจักรเรือนกล้วยไม้
ชัยภูมิไม่เหมาะสม ยากระวังป้องกัน แต่ง่ายต่อการบุกจู่โจม ในแง่ของ
คุณค่าความหมาย อาณาจักรแห่งนี้หาได้มีราคาค่างวดเทียบเท่ากับ
อาณาจักรศิลาดำไม่
เพียงแต่… …
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ
ฝ่ายตรงข้ามต้องมีคำอธิบายต่อการฆ่าคนของมัน ไม่มีผู้ใดฆ่าคนของ
เทียนหวนโดยไม่จ่ายค่าตอบแทนได้!
“อย่างไรก็ตาม คนของผู้น้องถูกฆ่าตายไปคนหนึ่ง นี่ยังคงเป็นความ
จริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกล่าวเน้นเสียงช้า ๆ
“ในเรื่องนี้ผู้น้องต้องขออภัยอย่างสุดซึ้ง ทางเรายินดีจ่ายค่าชดเชย
อย่างเต็มที่ เชิญพี่กงเหยี่ยว่าราคามาเถอะ” กงซุนชากล่าวด้วยสีหน้าไร้
เดียงสา
เหล่าไพร่พลของกงเหยี่ยเสี่ยวหรงเดือดดาลจนแทบกระอัก ถลึงตา
แดงฉานมองดูมันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย ดาบกระบี่ไร้นัยน์ตา ซิวเจ่อที่มายัง
สนามรบต้องทำใจรับรู้ว่าพวกมันสามารถตกตายได้ทุกเมื่อ เราผู้พี่มีความ
ภาคภูมิใจมานานปี วันนี้ได้เห็นพี่กงซุน อดคันไม้คันมือขึ้นมาไม่ได้ พี่กงซุน
โปรดชี้แนะเหล่าพี่น้องของข้าสักครา” กล่าวจบคำ ก็ไม่รอให้แม่นางน้อย
ได้เอ่ยปาก มันหันไปทางหนึ่ง ร้องสั่งว่า “ไฉลี่ นำพี่น้องห้าสิบคนไปขอคำ
ชี้แนะจากกงซุนต้าเหริน”
“ขอรับ!” บุรุษหน้าดำมะเมื่อมก้าวออกมาจากแถวทัพ ประสานมือ
รับคำสั่ง
กงซุนชาก็ไม่สะทกสะท้าน ยังคงแย้มยิ้มดุจเดิม “พี่กงเหยี่ยในเมื่อมี
อารมณ์สนุกสนาน เราผู้น้องย่อมต้องน้อมสนอง เอ้อเต๋อ นำหน่วยของเจ้า
ไปเป็นเพื่อนเล่นแก่สหายจากเทียนหวนสักครา”
เอ้อเต๋อมีสีหน้าลิงโลดเร้าใจ พุ่งนำออกมา กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าจะ
ไม่ทำให้ต้าเหรินผิดหวัง!”
“ไม่ต้องยึดถือเป็นจริงเป็นจังถึงเพียงนั้น” แม่นางน้อยยิ้มให้กำลังใจ
แต่เอ้อเต๋อสีหน้ามุ่งมั่นแน่วแน่ ในเวลาสำคัญเช่นนี้ มันได้รับความ
ไว้วางใจจากต้าเหรินให้ออกศึก จิตเจตนาที่จะส่งเสริมมันของต้าเหรินก็
เป็นที่เห็นได้ชัดตา
ไม่ว่าจะอย่างไร มันต้องชนะให้จงได้!
มันจ้องเขม็งไปยังศัตรูด้วยสายตากระหายเลือด
ไฉลี่ก็ถลึงตามองกลับมาที่เอ้อเต๋ออย่างดุดัน
เอ้อเต๋อพลันแสยะยิ้มกว้าง อวดคมเขี้ยวเงาวับ ประดุจสัตว์ร้ายจ้อง
มองเหยื่อของมัน!
ลานประลองเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน
ข่าวการท้าประลองพ่วงด้วยการเดิมพันระหว่างจั่วม่อกับเหมียวจุน
แพร่สะพัดไปทั่วนครมหาสันติดุจไฟลามทุ่ง ผู้คนนับไม่ถ้วนไหลบ่ามายัง
สนามประลองไม่ขาดสาย
สนามประลองในนครมหาสันติมีการจัดตั้งอาคมหวงห้ามด้วยฝีมือ
ของสองจอมปิศาจด้านไสว้ คู่ประลองที่อยู่ต่ากว่าด่านไสว้ต่อให้ต่อสู้กัน
รุนแรงเพียงใด ผลสะท้อนที่เกิดขึ้นจะไม่มีทางทะลุผ่านอาคมหวงห้าม
ออกมาได้
จอมปิศาจด่านเจียงมีพลังพอที่จะพลิกขุนเขาผันสมุทร เมื่อครั้งที่
สองหยวนอิงประมือกันในเมืองซวีหลิง เมื่องซวีหลืงทั้งเมืองล้วนถูกทำลาย
สิ้น ครึ่งเกาะถล่มจมหายไป หากปล่อยให้จอมปิศาจด่านเจียงเหล่านี้ต่อสู้
กันตามอำเภอใจ เกรงว่านครมหาสันติคงกลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียนานแล้ว
เทียบกับการประลองของจั่วม่อกับผังเฉิน ศึกคราวนี้ยังดึงดูดความ
สนใจของผู้คนมากกว่า ฝ่ายหนึ่งคือยอดยุทธ์อายุเยาว์ที่ก่อให้เกิดหมู่ดาว
ประทานพร อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสุดยอดฝีมือจากทำเนียบปิศาจมหาสันติ การ
ประลองระหว่างคนทั้งสองย่อมต้องดึงดูดสายตาผู้คนทุกระดับชั้น
ทำเนียบปิศาจมหาสันติหมายถึงสุดยอดฝีมือยี่สิบอันดับแรกแห่งนคร
มหาสันติ ผู้ที่สามารถเบียดเสียดเข้าสู่ทำเนียบได้ ย่อมต้องมีพลังฝีมือร้าย
กาจอย่างไร้ข้อกังขา แต่เซี่ยวม่อเกอก็เป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ก่อให้เกิด
ปรากฏการณ์หมู่ดาวประทานพรซึ่งได้ประจักษ์กันทั่วทั้งเมือง
การประลองเช่นนี้จึงจะน่าดูชมถึงที่สุด ผู้คนพอคิดถึงเรื่องนี้ อดเลือด
ลมพลุ่งพล่านขึ้นมาไม่ได้
การเดิมพันระหว่างเหมียวจุนกับเซี่ยวม่อเกอยิ่งเพิ่มสีสันให้แก่การ
ประลองคู่สำคัญนี้ แบบฉบับที่ดึงดูดความสนใจและความอหังการของ
เซี่ยวม่อเกอ คล้ายไม่ใช่สิ่งที่บุรุษเยาว์วัยเช่นมันจะมีได้!
หลายคนรู้สึกประหลาดใจที่เซี่ยวม่อเกอเสาะหาเหมียวจุน นี่เพียง
เพราะเซี่ยวม่อเกอมีความเชื่อมั่นอย่างล้นเหลือ หรือว่ามันล่วงรู้เส้นสนกล
ในอันใดที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้?
แต่ความคิดประดานี้ เป็นเพียงของประดับในการประลองครั้งนี้
เท่านั้น สายตาทุกคู่เฝ้าจับจ้องไปยังสองคนในลานประลองโดยไม่คลาด
สายตา
เหมียวจุนไม่ขยับเคลื่อนไหว ท่วงท่าสภาวะหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา
มหึมา มันเพ่งมองจั่วม่อตาเขม็ง ในใจหาได้สงบเยือกเย็นเหมือนภายนอก
ไม่ นับตั้งแต่ได้ยินนาม ’แก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์’ จากเซี่ยวม่อเกอ
มันก็ไม่สามารถสงบใจได้อีก
มันไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ยินถ้อยคำเหล่านี้จากปากผู้อื่น อย่าว่าแต่
บุรุษหนุ่มที่ยังเยาว์วัยยิ่ง
แก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์… …
อาศัยเพียงประโยคนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรมันก็ต้องรับคำท้า สิ่งที่มัน
กระหายใคร่รู้ยิ่งกว่า คือเซี่ยวม่อเกอได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใด และล่วงรู้ได้
อย่างไรว่ามันต้องการของสิ่งนี้?
มันพบว่าไม่อาจหยั่งคำนวณบุรุษหนุ่มที่เบื้องหน้านี้ได้
จั่วม่อกลับไม่ครุ่นคิดมากความ ภายในใจมันมีเพียงความปรารถนา
ต่อชัยชนะอย่างแรงกล้า มันไม่สนใจแก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์อันใด
นั่นเป็นเพียงเหยื่อล่อที่เว่ยโยนออกมาเท่านั้น มันอาจนิยมชมชื่นในความ
รอบรู้ของเหมียวจุน แต่ไม่ได้คิดจะให้อีกฝ่ายมาสวามิภักดิ์ต่อมันจริง ๆ
ในใจมันมีเพียงความคิดประการเดียว ชัยชนะ!
มีเพียงเอาชนะเหมียวจุน จึงสามารถดึงดูดใจตระกูลใหญ่เหล่านั้นให้
หันมาหามันได้!
พลังสภาวะของจั่วม่อเพิ่มพูนขึ้นไม่หยุดยั้ง สรรพเสียงวุ่นวายถอย
ห่างออกไปจากตัวมันอย่างรวดเร็ว ในดวงตาลุกโชนด้วยเพลิงไฟแห่งจิต
วิญญาณการต่อสู้
นับตั้งแต่ปรากฏการณ์หมู่ดาวประทานพร นี่เป็นครั้งแรกที่มันโคจร
สามพลังซึ่งแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์อย่างสุดกำลัง
พลังอันไร้ที่สิ้นสุดพลุ่งขึ้นจากภายในร่าง ความรู้สึกสุขสบายอย่างที่
ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทำให้มันสุขสำราญใจจนแทบกู่คำรามให้ดังสนั่นไปถึง
ชั้นฟ้า กล้ามเนื้อทุกมัดและเส้นเอ็นทุกเส้นคึกคักเข้มแข็งสุดเปรียบปาน!
คราวนี้มันไม่คลี่ผ้าพันมือที่มือขวา หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้าแม้
เพียงพอรับมือกับผังเฉิน แต่เกรงว่าจะไม่พอมือเหมียวจุน!
กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายมันเขม็งตึงดุจสายธนู แผนผังปิศาจรูป
ดวงอาทิตย์ที่กลางอกเปล่งแสงเจิดจ้าอย่างฉับพลัน
เห็นแผนผังปิศาจสีทองดุจดั่งเมล็ดพันธุ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา แผ่ซ่าน
กระจายไปทั่วผิวร่างของจั่วม่ออย่างรวดเร็ว
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา!
เหมียวจุนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ร้องอุทานออกมา “อุปกรณ์
สวรรค์สิบอีกา!”
อาคมหวงห้ามในลานประลองแม้ปิดกั้นพลังทำลาย แต่ไม่ได้ปิดกั้น
เสียง ประโยค ‘อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา’ ของเหมียวจุนดังสะท้อนสะท้านไป
ทั่วสนามประลองในพริบตาเดียว
ที่นั่งผู้ชมกลายเป็นเงียบกริบในบัดดล คล้ายผู้คนพากันหยุดหายใจ
ไปพร้อมกัน จากนั้นสรรพเสียงอื้ออึงพลันระเบิดขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา!
เหล่าผู้ที่เดินทางมาฝึกฝีมือในเมืองมหาสันติ จะมีผู้ใดไม่รู้จักอุปกรณ์
สวรรค์สิบอีกา?
สังขารปิศาจอันดับสามในบรรดาสังขารปิศาจด่านเจียงทั้งมวล!
สังขารปิศาจอันดับสามแห่งด่านเจียง แม้ว่าจั่วม่อจะไม่ล่วงรู้
ความสำคัญและน้าหนักของมันอย่างถ่องแท้ แต่สำหรับปิศาจตัวจริง
เหล่านี้ นี่ไม่ต่างจากหวดฟาดกลางแสกหน้าพวกมันอย่างรุนแรง!
ลองนึกถึงเยี่ยหลิง เมื่อพบว่าจั่วม่อสำเร็จสังขารปิศาจมหาทิวา ไฉน
จึงฝังใจหลงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่าจั่วม่อสามารถขึ้นเป็นราชัน? นั่นเป็น
เพราะในหมู่ปิศาจมีตำนานเล่าขานที่ไม่เคยจางหายไปจากใจผู้คน
มีเพียงสายเลือดสูงศักดิ์ จึงสามารถฝึกปรือสังขารปิศาจอันสูงศักดิ์!
ถ้อยคำเหล่านี้แม้ไม่เคยมีผู้ใดพิสูจน์ยืนยันได้ แต่ในหมู่ปิศาจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปิศาจชั้นต่า นี่คือสิ่งที่พวกมันเชื่อมั่นศรัทธาอย่างหมด
ใจ สังขารปิศาจมหาทิวาซึ่งรั้งตำแหน่งสังขารปิศาจอันดับสองแห่งด่าน
เจี้ยว ในสายตาของเยี่ยหลิง ย่อมพิสูจน์ยืนยันสายเลือดสูงศักดิ์ของจั่วม่อ
อย่างไม่มีข้อกังขา
และอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา ซึ่งรั้งลำดับสามในหมู่สังขารปิศาจด่าน
เจียง บันดาลให้หลายคนตากระจ่างวาบ เหล่ายอดยุทธ์แม้เหยียดหยัน
เรื่องสายเลือดสูงศักดิ์ผีสางอันใด แต่ยังคงอดคาดหวังมากกว่าเดิมไม่ได้
สังขารปิศาจอันทรงพลังถึงเพียงนี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นเป็นเวลานานมาก
แล้ว ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ สังขารปิศาจอันดับสามแห่ง
ด่านเจียงจะมีพลังร้ายกาจปานใด?
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกามีชื่อเสียงกระเดื่องดังทุกยุคสมัย บรรดายอด
คนในอดีตผู้สำเร็จสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้า
ผู้ครองดินแดนแถบหนึ่ง แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องในตำนานเท่านั้น ถึงตอนนี้
ไม่มีใครเคยได้ยินว่ามีคนสำเร็จอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาในแดนปิศาจ
ปัจจุบัน
ทะลวงกำแพงเสียง หมู่ดาวประทานพร อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา ทันใด
นั้นผู้คนพลันค้นพบว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ ยังโดดเด่นสะดุดตาและเปล่งประกาย
ยิ่งกว่าที่พวกมันคิดเสียอีก
จั่วม่อรู้สึกพลังทั้งสามคล้ายถือกำเนิดขึ้นใหม่ภายในกายมัน พลังแต่
ละชนิดประดุจชิ้นแม่เหล็กที่ทั้งดึงดูดกันและผลักดันกัน ก่อเกิดสภาพ
สมดุลอันเลิศพิสดารประการหนึ่ง
เมื่ออุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาของมันถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ออม
รั้ง พลังปราณและพลังจิตสำนึกของมัน ดูคล้ายกลับกลายเป็นเงาของพลัง
สังขาร แทรกซึมเข้าไปในร่างกายอย่างไม่หยุดยั้ง
เป็นความรู้สึกอันแปลกพิสดารยิ่ง!
ทันใดนั้นจั่วม่อใบหน้าทอแววแปลกประหลาด