สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 588 ท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตน
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา!
หลายคนดวงตาเป็นประกาย โอกาสที่จะได้ชมดูสังขารปิศาจใน
ตำนานในระยะใกล้เช่นนี้มีไม่มากนัก สังขารปิศาจแม้มีมากมายสุดคนานับ
แต่สังขารปิศาจที่จัดอยู่สามลำดับแรกของแต่ละด่าน ก็ยากยิ่งที่จะได้พบ
พาน โดยทั่วไปหลายร้อยปียังแทบไม่มีโอกาสได้พบเห็นสักครั้ง
ในที่นั่งผู้ชม หลายคนรีบส่งข้อความเร่งด่วน ข่าวสารที่สำคัญถึงเพียง
นี้รอจนถึงวันนี้พวกมันเพิ่งจะค้นพบ เกรงว่าเมื่อพวกมันกลับไปจะต้อง
อธิบายความผิดพลาดนี้อย่างแน่นอน
“มันเพิ่งจะสำเร็จสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาได้ไม่นาน” บุรุษ
ชุดดำที่อยู่ในมุมมืดกล่าวเสียงต่า
“มิผิด แต่จะอย่างไรอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาก็หาได้ยากยิ่ง หลายร้อยปี
แล้วที่ไม่ได้ปรากฏขึ้น!” สุ้มเสียงเลื่อนลอย คล้ายมีคล้ายไม่มี ตอบโต้มา
จากเงาดำ
น่าแปลกที่บรรดาปิศาจที่อยู่รอบข้าง กลับไม่ได้สังเกตเห็นการคงอยู่
ของบุคคลลึกลับทั้งสองซึ่งอยู่ด้านข้างพวกมันนี่เอง ปิศาจผู้หนึ่งกำลังคุย
ฟุ้งพลางวาดไม้วาดมือเฉียดผ่านพวกมันสองสามรอบ แต่กลับไม่ได้ค้นพบ
สองสุดยอดฝีมือที่อยู่ติดกับมันแม้แต่น้อย
“ชีเตียวอวี่ก็มาดูเช่นกัน” คนชุดดำกล่าวปนหัวร่อเบา ๆ “คนอื่น ๆ ก็
มากันพร้อมหน้าทีเดียว นานมากแล้วที่พวกเราไม่ได้มากันพร้อมหน้า
เช่นนี้”
“หากมันพบเห็นเจ้า ทีนี้คงไม่มีผู้ใดได้ชมดูการประลองอย่างสบายใจ
แล้ว” ในเงามืด สุ้มเสียงเลื่อนลอยนั้นแฝงเค้ากระเซ้าเย้าแหย่
“ฮะ!” บุรุษชุดดำคล้ายจู่ ๆ ก็ค้นพบบางสิ่ง สีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง
“มีเรื่องอันใด?” เงามืดถาม
“มองไปทางนั้น สตรีงดงามในอาภรณ์สีดำนางนั้น นางไม่รวบรัด
ธรรมดา” บุรุษชุดดำบุ้ยปากไปทางหนึ่ง “หนึ่งงดงาม หนึ่งอัปลักษณ์ เป็น
การผสมผสานที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ!”
“อืมม์?” เงาดำงงงันวูบ “ถูกของเจ้า นางไม่ธรรมดา! แต่สตรีอีกนางก็
ดูเหมือนจะมีปัญหาอยู่บ้าง”
บุรุษชุดดำดวงตาคล้ายค่อย ๆ ชิมรสอย่างระมัดระวัง ใบหน้าทอแวว
ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “พลังอันแปลกประหลาดนัก!”
เงาดำพลันโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน “ข้านึกออกแล้ว สตรีสองนาง
นี้อยู่กับเซี่ยวม่อเกอ บางทีชาติกำเนิดของเซี่ยวม่อเกอก็อาจจะไม่รวบรัด
ธรรมดาด้วยเช่นกัน”
บุรุษชุดดำหัวร่อเบา ๆ “เอาเถอะ เอาเถอะ มาดูการประลองให้
สำราญใจกันดีกว่า เรื่องพวกนี้ไม่ถึงรอบให้พวกเราต้องปวดเศียรเวียน
เกล้า!”
“ถูกของเจ้า”
เปี๋ยหานอยู่บนที่นั่งผู้ชมด้วย ฟู่ฟงยืนอยู่ข้างกายมัน หากทว่าสีหน้า
ของฟู่ฟงเต็มไปด้วยความพิโรธเดือดดาล
“เตี้ยนเซี่ย ต้าเตี้ยนเซี่ย (องค์ชายใหญ่) บอกว่ามันไม่มีทางช่วยเหลือ
ได้” ฟู่ฟงไม่กล้ามองดูสีหน้าของเปี๋ยหาน ความผูกพันที่เตี้ยนเซี่ยของมันมี
ต่อกองพันบาปเคราะห์ มันเป็นคนเดียวที่ทราบว่าลึกล้าเพียงใด ฟู่ฟงไม่ได้
คาดฝันว่าต้าเตี้ยนเซี่ยจะเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้ กระทั่งเตี้ยนเซี่ยของมันให้
คำสัญญาว่าจะออกจากตระกูล ต้าเตี้ยนเซี่ยยังไม่แยแสสนใจ
มันหวาดวิตกเป็นอย่างยิ่ง ว่าเตี้ยนเซี่ยของมันจะไม่อาจทนรับข่าวอัน
โหดร้ายนี้ได้
มันเฝ้ารอปฏิกิริยาตอบสนองต่อข่าวนี้อย่างเงียบ ๆ เงียบกริบเหมือน
คนตาย
ชั่วอึดใจให้หลัง เปี๋ยหานค่อยเอ่ยปากเสียงเย็นชา “อา เช่นนั้นเราก็
คิดหาหนทางอื่นเถอะ”
สุ้มเสียงของเตี้ยนเซี่ยยังคงสงบราบเรียบเฉกเช่นปกติ แต่ฟู่ฟงไหน
เลยไม่ทราบว่าเรื่องนี้โหดร้ายต่อเตี้ยนเซี่ยของมันถึงเพียงไหน! มันรู้สึก
เศร้าเสียใจเกินจะทน หากนายหญิงยังมีชีวิตอยู่ ใครหน้าไหนจะกล้าดูหมิ่น
เหยียดหยามเตี้ยนเซี่ยของมันถึงเพียงนี้!
นายเหนือหัวเผชิญความอัปยศ บ่าวเฒ่าก็สมควรตายด้วยความจงรัก
นึกถึงความอัปยศและความเจ็บปวดที่เตี้ยนเซี่ยของมันได้รับ ฟู่ฟงหัวใจ
เหมือนถูกมีดกรีดซ้า ๆ
เปี๋ยหานพลันกล่าวว่า “ท่านอาฟู่ อย่าได้กังวลใจไปแล้ว เพียงปัญหา
เล็กน้อยเท่านี้ไม่นับเป็นอะไรได้ มาดูการประลองกันก่อนดีกว่า”
สุ้มเสียงปลอบโยนนี้ยังเต็มไปด้วยความไม่แยแสเช่นเคย แต่ฟู่ฟง
สามารถจับเค้าวิตกกังวลในน้าเสียงของเตี้ยนเซี่ยได้ ในใจมันยิ่งตื้อตันมาก
กว่าเดิม แต่มันไม่กล่าววาจามากความ เพียงลอบตั้งใจว่าจะต้องหาหนทาง
ช่วยเหลือให้ความปรารถนาของเตี้ยนเซี่ยเป็นจริงให้จงได้
ฟู่ฟงขณะที่ครุ่นคิดเช่นนี้ สายตาก็มองลงไปยังลานประลองโดยไม่ได้
ตั้งใจ
ทันใดนั้นมันชะงักกึก
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันรู้สึกคล้ายรู้จักบุรุษหนุ่มในลานประลองผู้
นั้น
แต่เมื่อเพ่งมองใบหน้านั้นอย่างถี่ถ้วน มันกลับพบว่านี่เป็นใบหน้าที่
แปลกตาเป็นอย่างยิ่ง มันไม่เคยพบเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน
แต่ความรู้สึกคุ้นเคยกลับยิ่งมายิ่งรุนแรง ไม่อาจลบเลือนออกไปได้!
น่าแปลกเสียจริง มันไฉนรู้สึกคุ้นเคยกับตัวประหลาดเช่นเซี่ยวม่อ
เกอ?
ฟู่ฟงสับสนงุนงงยิ่ง
พลังปราณและพลังจิตสำนึกแทรกลึกเข้าไปในร่างกายของจั่วม่ออ
ย่างต่อเนื่อง คลื่นความเย็นคล้ายก่อตัวขึ้นภายในร่างมัน แต่กระนั้นเปลว
ไฟสุดอหังการแห่งสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาก็ทำให้มันรู้สึกราว
กับว่ามีคลื่นเปลวไฟแผ่ซ่านเป็นชั้น ๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง
แต่มันยังไม่มีเวลาจะมัวมาศึกษาการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย
เพียงจ้องมองเหมียวจุนอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่มีช่องว่างรอยโหว่!
เหมียวจุนคล้ายร่างตระหง่านดุจขุนเขามหึมา บันดาลให้จั่วม่อบังเกิด
ความรู้สึกว่าไม่ทราบจะจู่โจมที่ใด!
พลังสภาวะอันร้ายกาจ!
จั่วม่อสะท้านใจ แต่น่าแปลกที่จิตวิญญาณการต่อสู้ไม่เพียงไม่ลดลง
กลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง!
สองตามันปรากฏชั้นแสงสีทองจาง ๆ แผนผังปิศาจอันละเอียด
ซับซ้อนลอยขึ้นที่นัยน์ตา แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์ที่กลางอกราวกับ
ดวงตะวันแผดกล้า ร้อนแรงจนแม้แต่จั่วม่อยังรู้สึกร้อนลวกเจ็บปวด
เมล็ดผลึกสุริยันภายในร่างมันมีชีวิตชีวาผิดธรรมดา คลื่นความร้อน
ดุจธารหินหลอมเหลวไหลบ่าออกมาจากเมล็ดผลึกสุริยัน โคจรไปทั่วร่าง
รอบหนึ่ง ก่อนจะถาโถมเข้าสู่แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์ที่กลางอกของ
มัน
อาการเจ็บปวดแสบร้อนยิ่งมายิ่งรุนแรง แต่ในเวลาเดียวกัน
ความรู้สึกเย็นสบายในส่วนลึกของร่างกาย ก็ยิ่งนานยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ!
เป็นความรู้สึกที่ย้อนแย้งสุดเปรียบปาน
สีทองในลูกนัยน์ตามันยิ่งมายิ่งหนาแน่นเข้มข้น พลังสภาวะพุ่ง
ทะยานขึ้นอีกครั้ง!
เหมียวจุนผู้ที่ตลอดเวลาสงบนิ่งมั่นคงดุจขุนเขา พลันสีหน้า
แปรเปลี่ยนเล็กน้อย เซี่ยวม่อเกอประดุจลูกไฟที่โหมไหม้อย่างร้อนแรง ยิ่ง
นานยิ่งดุร้าย ยิ่งโหมไหม้มากเท่าใดก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น!
เหมียวจุนตัดสินใจชิงลงมือทันที!
คำ ‘แก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์’ วาบผ่านในใจมัน เจตนาฆ่าฟัน
ในดวงตาเข้มข้นขึ้นในบัดดล
สีฟ้าครามอันแปลกพิสดารแพร่กระจายไปทั่วร่างมันในชั่วพริบตา
เดิมตั้งตระหง่านไม่หวั่นไหวเฉกเช่นขุนเขา แต่ยามนี้เหมียวจุนเปลี่ยนเป็น
สายลมกระโชกอย่างฉับพลัน สายลมไร้ตัวตนที่ไม่อาจจับต้องได้!
สังขารปิศาจสายลมฟ้าคราม!
ร่างของมันพลันหายวับไปในอากาศธาตุ!
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงดุจปลายเข็ม หายไปแล้ว! เหมียวจุนหายตัว
ไปอย่างสิ้นเชิง! หายไปจากสัมผัสรับรู้ทุกด้านของมัน! ราวกับไม่เคยมี
ตัวตนอยู่เลย!
“เหมียวจุนช่างดุดันอำมหิตแท้ ๆ เพียงแค่กระบวนท่าแรกก็เป็น ‘ท่า
สังหารฟ้าครามไร้ตัวตน!’” บุรุษที่มีรูปโฉมคลับคล้ายหลันเทียนหลงอยู่
เจ็ดแปดส่วนกล่าวอย่างยิ้มแย้ม คนผู้นี้ไม่กำยำล่าสันเท่าหลันเทียนหลง
แต่คนทั้งสองมีรูปโฉมคล้ายคลึงกันมากเกินไป ช่วยให้ผู้คนจดจำมันออก
อย่างง่ายดาย คนผู้นี้ยังจะเป็นใครไปได้ นอกเสียจากพี่น้องของหลันเทียน
หลง นามว่าหลันหยง
หลันหยงทอดถอนชมเชย “คงต้องบอกว่า ‘ท่าสังหารฟ้าครามไร้
ตัวตน’ ของเหมียวจุนช่างเลิศพิสดารโดยแท้ ข้าไม่อาจเข้าใจว่ามันบรรลุ
กระบวนท่าเช่นนี้ได้อย่างไร สังขารปิศาจสายลมฟ้าครามไม่ใช่สังขาร
ปิศาจที่ร้ายกาจอันใด อาจเป็นสังขารปิศาจที่ย่าแย่ที่สุดในบรรดายี่สิบสุด
ยอดฝีมือทำเนียบปิศาจมหาสันติด้วยซ้า!”
หลันเทียนหลงไม่ละสายตาแม้แต่แวบเดียว บนใบหน้ามีร่องรอยตื่น
ตะลึงอยู่บ้าง มันไม่คาดฝันว่าการต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่เหมียวจุนถึงกับ
ใช้สุดยอดกระบวนท่าสังหารของมันออกมา!
‘ท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตน’ เป็นกระบวนท่าที่หนุนส่งให้เหมียวจุนมี
ชื่อเสียง มันสามารถหายตัวไปอย่างสมบูรณ์ ศัตรูกระทั่งทอดร่างเป็น
ซากศพ ยังไม่ทราบว่าตัวเองตายอย่างไร
ยอดยุทธ์ที่เอาชีวิตมาทิ้งภายใต้กระบวนท่านี้แทบนับจำนวนไม่ถ้วน
เหมียวจุนที่ก้าวเข้าสู่ทำเนียบปิศาจมหาสันติ ล้วนพึ่งพา ‘ท่าสังหารฟ้า
ครามไร้ตัวตน’ นี้เอง
จนกระทั่งถึงบัดนี้ ยังไม่เคยมีใครทำลายกระบวนท่านี้ได้
ดังนั้นทุกผู้คนเมื่อพบว่า เหมียวจุนถึงกับใช้กระบวนท่านี้ออกมา
ตั้งแต่แรกเริ่ม ล้วนพากันตกตะลึงพรึงเพริด
หลันเทียนหลงพอฟัง ยังต้องผงกศีรษะเห็นพ้อง ชมเชยสุดยอด
กระบวนท่าสังหารของเหมียวจุนไม่ขาดปาก “นี่เป็นความจริง แม้แต่ข้ายัง
ไม่ทราบจะหาวิธีเอาชนะกระบวนท่านี้ได้อย่างไร”
“นี่เป็นหนึ่งกระบวนท่าสยบทั่วหล้าอย่างแท้จริง!” หลันหยงสั่นศีรษะ
อย่างยิ้มแย้ม “นี่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้การประลองของเหมียวจุนไม่ค่อยน่าดู
นัก หากมันใช้กระบวนท่านี้ออกมาก็แทบไม่จำเป็นต้องชมดูต่อแล้ว”
“อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป บางทีวันนี้เจ้าจะได้เห็นเรื่องราวที่เหนือความ
คาดหมาย” หลันเทียนหลงเอ่ยขัดอย่างกะทันหัน มันยังคงจดจำสังหรณ์
อันตรายที่มันสัมผัสได้หน้าประตูเมืองในวันนั้น
หลันหยงตะลึงลานอยู่บ้าง ต้องหันมาเพ่งพินิจพี่น้องของมันอยู่เป็น
ครู่ “ดูเหมือนว่าเจ้าจะประเมินเซี่ยวม่อเกอไว้สูงยิ่ง!”
“เราจะได้เห็นในไม่ช้า!” หลันเทียนหลงสั่นศีรษะพลางกล่าว
หลันหยงพอฟัง ได้แต่หันไปมองจั่วม่อที่ยืนอยู่กลางประลองตาม
ลำพังผู้เดียวอย่างกระหายใคร่รู้
เขิงเหลียนเอ๋อร์จับจ้องมองดูจั่วม่อบนสนามประลอง แม้ว่าจะมีม่าน
พลังอาคมหวงห้ามขวางกั้นเอาไว้ นางก็ยังคงรักษาระยะห่างจากจั่วม่ออ
ย่างระมัดระวัง การเหนี่ยวนำพลังระหว่างพวกมันยังคงอยู่
นางยังไม่อาจเข้าใจได้ ว่าจั่วม่อสามารถก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพร
ในวันนั้นได้อย่างไร
ในแง่ของความเข้ากันได้ นางมีโอกาสก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพร
สูงกว่าจั่วม่อมาก จั่วม่อฝึกปรือพลังเทพสุริยัน สังขารปิศาจของมันยังเป็น
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา สังกัดสุดหยางสุดแกร่งกร้าว ซึ่งความจริง การที่มัน
จะก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพรนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย!
แต่ความจริงที่เกิดขึ้น กลับแตกต่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่นางคาดการณ์
อย่างสิ้นเชิง
แรกเริ่มเดิมทีนางเข้าใจว่านางล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับจั่วม่อ แต่
กลับพบว่าจั่วม่อเป็นกลุ่มก้อนของความลึกลับที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก
อากุ่ยยืนนิ่งเงียบงันอยู่ข้างเขิงเหลียนเอ๋อร์ สีหน้าของนางยังคงแข็ง
ทื่อเหมือนท่อนไม้ ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพรอบข้าง ดวงตาว่างเปล่า
ของนางเพียงจ้องมองจั่วม่อแต่ผู้เดียว
เขิงเหลียนเอ๋อร์เหลือบมองอากุ่ย ทันใดนั้นหวนนึกถึงเศษเสี้ยวความ
ทรงจำที่สะท้านขวัญวิญญาณผู้คนในใจจั่วม่อ ดวงตาของนางยิ่งกลายเป็น
ลึกล้าสุดหยั่งถึง
“เฮ้ คุณหนู เจ้าเรียกว่าอะไร?” นายน้อยผู้หนึ่งเร่เข้ามา
เขิงเหลียนเอ๋อร์มีวงหน้างดงามปราศจากตำหนิและดวงตาที่สามารถ
สะกดผู้คนจนลุ่มหลงตายคู่หนึ่ง นางประหนึ่งกล้วยไม้กลางหุบเขา โดด
เด่นและเดียวดาย สำหรับนายน้อยเหล่านี้ นางมีแรงดึงดูดใจหาใดเปรียบ!
บรรดานายน้อยตระกูลต่าง ๆ เริ่มเร่เข้ามารวมกัน
เขิงเหลียนเอ๋อร์ทำท่าราวกับว่าไม่ได้ยินวาจาพวกมัน ดวงตาของนาง
เพียงจับจ้องจั่วม่อบนลานประลองโดยไม่คลาดคลา
“ยังจะชมดูไปไย บนนั้นไม่มีอะไรให้ดูแล้ว เหมียวจุนพอใช้กระบวน
ท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตนออกมา เซี่ยวม่อเกอก็ชะตาขาดอย่างแน่นอน!
น่าเบื่อหน่ายเสียจริง ผ่านมาตั้งหลายปี เหมียวจุนก็ยังคงมีแต่กระบวนท่า
นี้ ข้าหลงเข้าใจว่ามันจะมีอะไรใหม่ๆ ให้ชมดูบ้าง เสี่ยวเหยียมาเสียเที่ยว
เปล่าจริงๆ” นายน้อยผู้หนึ่งบ่นพึมพำ จากนั้นสีหน้าคึกคักกระตือรือร้น
ขึ้นมาทันที “แต่ยามนี้ต้องขอบคุณมันจริง ๆ ที่ทำให้ข้ามีโอกาสได้พบกับ
คุณหนูเจ้า!”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ไม่แยแสสนใจมัน คล้ายว่าไม่มีสิ่งใดจะมาดึงดูด
สายตานางไปจากจั่วม่อบนลานประลองได้ นางสามารถรับรู้สถานการณ์
อันยากลำบากของจั่วม่อได้อย่างชัดเจน!
ลานประลองอันกว้างใหญ่กลับว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง มีเพียงมันผู้
เดียวที่ยืนอยู่บนลานประลอง!
เหมียวจุนหายตัวไปในอากาศธาตุอย่างสมบูรณ์ ต่อหน้าต่อตามันเลย
ทีเดียว
จั่วม่อใช้ฝีมือทั้งหมดที่มี แต่ยังคงไม่อาจหาตัวอีกฝ่ายพบ อย่างไรก็
ตาม สังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้าบันดาลให้มันหนังศีรษะชาซ่าน คล้าย
กับว่ามีสายโซ่ที่มองไม่เห็นคล้องอยู่รอบคอของมัน หากอีกฝ่ายต้องการ ก็
สามารถดึงรั้งห่วงโซ่รัดคอมันได้ทุกเมื่อ!
ผู้อื่นจะต้องยังอยู่บนลานประลองไม่ผิดแน่!
จั่วม่อมือขวาสะบัดวูบ ลำแสงของศาสตร์อสูรน้อยสาดพุ่งออกจาก
มือไม่ขาดสาย จู่โจมผ่านสนามประลองทั้งหมดในชั่วพริบตา
แต่ลำแสงทั้งหมดไม่กระทบถูกสิ่งใดแม้แต่น้อย
บนที่นั่งผู้ชมบังเกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกคำรบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์
กลายเป็นร้อนแรงขึ้นกว่าเดิมศาสตร์อสูรน้อยของจั่วม่อแม้เป็นเพียง
ศาสตร์อสูรน้อยเท่านั้น แต่ยังคงทำให้คนจำนวนมากอัศจรรย์ใจไม่เบา
วิถีบำเพ็ญเพ็ญเพียรของอสูรปิศาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปิศาจที่
ล่วงรู้วิชาศาสตร์อสูรมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ที่แท้เซี่ยวม่อเกอล่วงรู้วิชาศาสตร์อสูรด้วย!
ศาสตร์อสูรน้อยของจั่วม่อทำให้ผู้คนมากมายยืนตะลึงงันอยู่กับที่
เสียงสนทนาเอะอะอึกทึกที่ดังขึ้นกว่าเดิมบนที่นั่งผู้ชม ไม่ส่งผล
กระทบต่อจั่วม่อแม้แต่น้อย เส้นประสาทของมันเครียดเขม็ง ลอบตื่นตัว
อย่างเต็มที่ ขณะที่สัมผัสค้นหาทั่วทุกตารางนิ้วบนลานประลอง
ลางสังหรณ์อันตรายยิ่งมายิ่งหนาหนัก ประหนึ่งว่าห่วงโซ่รอบคอมัน
ถูกรัดแน่นเข้ามาเรื่อยๆ
จั่วม่อเหงื่อเย็นหยดลงจากปลายจมูก เย็นเฉียบไปถึงไขสันหลัง