สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 589 เพลิงอหังการแห่งแกนฟ้าลำดับแรก7
จั่วม่อเบิกตากว้าง กวาดมองทั่วลานประลองอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ว่ามัน
จะใช้วิธีการใด ก็ไม่อาจค้นพบร่างของเหมียวจุนแม้แต่เงา ทว่าสังหรณ์
อันตรายกลับยิ่งแรงกล้าขึ้นทุกขณะ
จั่วม่อเหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลัง มันคาดไม่ถึงว่ากระบวนท่าจู่โจม
ของเหมียวจุน จะแปลกประหลาดเหนือสามัญสำนึกเช่นนี้!
ความแข็งแกร่งของสุดยอดฝีมือในทำเนียบปิศาจมหาสันติ รอถึงยาม
นี้มันค่อยได้รับรู้อย่างซาบซึ้งไปถึงทรวง!
เหมียวจุนผู้รั้งลำดับสุดท้ายยังร้ายกาจถึงปานนี้ เช่นนั้นอีกสิบเก้าคน
ที่แข็งแกร่งกว่าเหมียวจุนก็แทบไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว! มันประเมินเหล่าจอม
ยุทธ์ผู้กล้าในโลกต่าเกินไป การที่ระยะหลังมานี้พลังฝีมือของมันรุดหน้า
อย่างต่อเนื่องเป็นเหตุให้มันประเมินตัวเองสูงส่งเกินไป จั่วม่อดวงตาทอ
แววสำนึกเสียใจอยู่บ้าง
แต่ทันใดนั้น ภาพความทรงจำอันห่างไกลปรากฏขึ้นดุจสายน้าหลั่ง
ริน ไหลรี่อยู่เบื้องหน้าสายตา ภาพเหล่านั้นท่วมท้นไปด้วยความสดใสและ
อบอุ่น รอยยิ้มไร้เดียงสาที่แฝงเค้าขลาดอายของเสี่ยวกั่ว เงาร่างอันองอาจ
7 หมายถึง 甲 อักษรตัวแรกในสิบอักษรราศีบน (ภาคสวรรค์) ในแผนภูมิสวรรค์ ใช้ในการคำนวณปีนักษัตรของ
จีนโบราณ
หาญกล้าของศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟ่ง ทุกประการล้วนแล้วแต่กระจ่างชัดอยู่
ในใจมัน
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ความหวาดกลัวที่ยึดครองร่างกายพลันลดน้อย
ถอยลงอย่างรวดเร็ว
ความเหี้ยมหาญกลับคืนสู่ร่าง ดวงตากลายเป็นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่อีก
คำรบ ใบหน้าที่อาบท่วมไปด้วยเหงื่อ เปล่งประกายด้วยจิตวิญญาณการ
ต่อสู้อันกร้าวแกร่ง!
ราวกับแสงตะวันสาดส่องทะลุผ่านชั้นเมฆดำ จั่วม่อพลันแย้มยิ้ม
อย่างเฉิดฉัน
“ฮะ?” บุรุษชุดดำบนที่นั่งผู้ชมประหลาดใจเล็กน้อย มันเพิ่งจะเห็นว่า
สีหน้าและพลังสภาวะของเซี่ยวม่อเกอเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน คน
ผู้นี้…ไฉนจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา?
หรือว่ามันพบวิธีรับมือเหมียวจุนแล้ว?
“เจ้าสามารถคาดเดาได้หรือไม่ว่ามันจะใช้วิธีการใด?” เงาดำถามทัน
ควัน
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า!” บุรุษชุดดำสั่นศีรษะ “ข้าไม่เคยประมือกับ
เหมียวจุน ทั้งยังไม่ทราบว่าจะทำลายท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตนได้
อย่างไร”
“เช่นนั้นหากเป็นเจ้าจะทำอย่างไร?” เงาถามถามอีก
“สงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว ลดโอกาสที่จะถูกโจมตี จากนั้นรอตอบโต้ใน
จังหวะที่เหมียวจุนลงมือจู่โจม” บุรุษชุดดำกล่าวโดยไม่ลังเล
คนทั้งสองไม่เอ่ยคำใดอีก พลันมุ่งความสนใจกลับไปยังลานประลอง
เนื่องเพราะเซี่ยวม่อเกอ …เคลื่อนไหวแล้ว!
จั่วม่อก้าวถอยหลังช้า ๆ ทีละก้าว ๆ จนกระทั่งไปหยุดยั้งลงที่ชาย
ขอบลานประลอง หากมันก้าวถอยหลังอีกก้าวเดียว จะตกจากเวทีประลอง
และพ่ายแพ้ไปในทันที
แน่นอนว่ามันย่อมไม่ก้าวถอยไปอีก หันเผชิญหน้ากับเวทีประลองอัน
ว่างเปล่าตรง ๆ ร่างงองุ้มดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจะเผ่นโผน หมัดขวาที่พัน
ผ้าไว้อย่างมิดชิดรั้งกลับมาข้างเอว ทั้งร่างโน้มไปข้างหน้า
ท่วงท่าสภาวะเช่นนี้ เพียงมองปราดเดียวก็ทราบว่าตระเตรียมจู่โจม
อย่างสุดกำลัง บันดาลให้ผู้คนบนที่นั่งผู้ชมแทบลืมหายใจ หรือว่าเซี่ยวม่อ
เกอคิดลงมือจู่โจม?
แล้วมัน…จะจู่โจมไปที่ใดกันเล่า?
จั่วม่อดวงตาถลึงกว้าง เจิดจรัสดุจกองไฟสีทองสองดวง จ้องเขม็งไป
ยังเวทีประลองที่ปราศจากเงาร่างผู้ใด จิตวิญญาณการต่อสู้และจิตสังหาร
อันแข็งกร้าวทะลักล้น แผดเผาร่างกายของมันจนร้อนระอุ
จิตใจมันกลับสงบเยือกเย็นผิดธรรมดา
เหมียวจุนไม่ว่าจะเล่นลวดลายใด จะอย่างไรยังคงต้องอยู่บนเวที
ประลองไม่ผิดแน่!
ในเมื่อข้าไม่มีปัญญาหาเจ้าพบ เช่นนั้นข้าจะโจมตีไปจนกว่าจะถูกตัว
เจ้า!
เปลวเพลิงในดวงตาจั่วม่อปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน เจตนาฆ่าฟันอัน
เกรี้ยวกราดสาดประกายวาบ ดุจประกายดาบตัดผ่านนภา บังเกิดเป็น
ประกายเย็นเยียบสายหนึ่ง เสียงตวาดเย็นเยือกชวนสะท้านใจดังกึกก้องไป
ทั่วลานประลอง “ฆ่า!”
แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์ที่กลางอกพวยพุ่งกระแสพลังร้อนระอุ
ออกมาอย่างฉับพลัน!
พร้อมกันนั้น หมัดขวาที่ตั้งท่าอยู่ข้างเอว พลันหมุนคว้างเร็วรี่ ต่อย
ออกไปอย่างสุดกำลัง ดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง!
แทบจะในเวลาเดียวกัน กระแสพลังร้อนระอุที่ถาโถมมาจากแผนผัง
ปิศาจดวงอาทิตย์ตรงกลางอก แล่นวาบไปยังหมัดขวาปานสายฟ้าฟาด!
ตูม!
อาจบางทีหมัดของมันทะลวงอากาศเร็วเกินไป เผชิญแรงเสียดทาน
จากอากาศรุนแรงเกินไป หรืออาจเป็นเพราะกระแสเปลวไฟที่พวยพุ่งเข้า
หาหมัดของมัน แต่ผ้ายาวที่พันรอบหมัดเริ่มลุกไหม้อย่างเกรี้ยวกราด เปลว
ไฟสีทองอันบ้าคลั่งลุกลามด้วยความเร็วสูง พลุ่งพล่านทะลักทลายอย่าง
รวดเร็ว แขนข้างขวาของจั่วม่อคล้ายห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีทองเต้นเร่าเป็น
ชั้นๆ ประกายไฟแตกปะทุ แลบลั่นอย่างดุเดือด!
ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม!
เสียงเพลิงคำรามสะท้านสะเทือนและลุ่มลึก คล้ายกังวานมาจากโล
กันตนรกที่ใต้พื้นโลก
หมัดขวาที่หมุนคว้างอย่างเร่งร้อน พกพาเปลวเพลิงสีทองเต้นเร่า
อย่างป่าเถื่อน ต่อยใส่เวทีประลองอันว่างเปล่าอย่างสุดแรงเกิด!
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา การแปลงร่างกระบวนท่าแรกในสิบแปลง…
หมัดเพลิงแกนฟ้าลำดับที่หนึ่ง!
บนที่นั่งผู้ชม ทุกผู้คนดวงตาเบิกกว้างอย่างฉับพลัน หมัดนั้นเจิดจ้า
เสียจนพวกมันไม่อาจมองดูตรง ๆ ไม่ต่างจากดาวตกสาดพุ่งลงจากฟากฟ้า
ลากแสงประกายยาวเหยียดพาดผ่านนภา!
ตูม!
ดวงแสงสีทองกระแทกใส่ใจกลางเวทีประลองอย่างหักโหม แล้วพลัน
แตกระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ประกายแสงสีทองเจิดจรัสกลืนกินลาน
ประลองอันกว้างใหญ่ในชั่วพริบตา!
ผู้คนบนที่นั่งผู้ชมรู้สึกพื้นปฐพีที่ใต้ฝ่าเท้าไหวสะเทือนอย่างรุนแรง
แทบไม่อาจยืดหยัดมั่น ที่นั่งผู้ชมเอะอะอึกทึกไปด้วยร้องอุทานอย่าง
แตกตื่น แต่ในไม่ช้าสุ้มเสียงเหล่านี้ก็เงียบหายเป็นปลิดทิ้ง พวกมันเหม่อ
มองเวทีประลองอย่างไม่เชื่อสายตา
ฝุ่นควันที่ครอบคลุมทั่วเวทีประลองบัดนี้ค่อย ๆ กระจัดกระจายไป
เศษหินร่วงกราวลงบนพื้น และที่ใจกลางเวทีประลอง เห็นร่างหนึ่งปรากฏ
ขึ้นในสภาพทุลักทุเล
เหมียวจุน!
เศษหินยังโปรยปรายลงมาไม่หยุดยั้ง รอจนเศษหินก้อนสุดท้ายตก
กระทบพื้น ฝุ่นควันสลายไปหมดสิ้น ผู้คนค่อยค้นพบอย่างตื่นตะลึง เวที
ประลองอันราบเรียบภูมิฐานหายไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่ด้วยกองหินสุม
ซ้อนเป็นชั้น ๆ แต่ละก้อนหนาถึงหนึ่งจั้ง!
เหมียวจุนเบิกตากว้าง มองดูจั่วม่อที่ยังค้างอยู่ในท่วงท่าต่อยหมัด สี
หน้าทอแววเหลือเชื่อ ใบหน้าบัดเดี๋ยวขาวซีดบัดเดี๋ยวเขียวคล้า ท่าสังหาร
ฟ้าครามไร้ตัวตนอันเป็นความภาคภูมิใจของมัน… ถึงกับถูกบุรุษหนุ่มผู้
หนึ่งทำลายลงอย่างซึ่งหน้าเช่นนี้!
เป็นไปได้อย่างไร?
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!
“หมัดอันเกรี้ยวกราดอหังการนัก!” หลันหยงดวงตาทอแววตื่นตะลึง
พึมพำกับตัวเองแทบเป็นเสียงกระซิบ
หลันเทียนหลงไม่เอ่ยปาก เพียงจ้องเขม็งไปยังเวทีประลอง สีหน้าตื่น
ตระหนกอย่างปิดไม่มิด
“มันถึงกับใช้วิธีการอันทื่อด้านเช่นนี้ ทำลายท่าสังหารฟ้าครามไร้
ตัวตนของเหมียวจุนได้จริง ๆ!” หลันหยงกล่าวพลางสั่นศีรษะอย่าง
อัศจรรย์ใจ ทางหนึ่งทอดถอนชมเชย อีกทางหนึ่งยังคงไม่อยากจะเชื่อ “นี่
มัน…จริง ๆ แล้ว… จริง ๆ แล้ว…”
หลันหยงหุบปากลง กล่าวอยู่ครึ่งค่อนวันยังไม่ทราบจะบรรยาย
ความรู้สึกของมันอย่างไร
“เจ้าต้านรับหมัดนี้ได้หรือไม่?” หลันเทียนหลงหันมาถามญาติผู้น้อง
อย่างฉับพลัน
หลันหยงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มันหลับตาลง จากนั้นใบหน้า
ปรากฏสีแดงเรื่อจาง ๆ ชั่วอึดใจให้หลังค่อยลืมตาขึ้น สั่นศีรษะพลางกล่าว
อย่างอับจน “ข้าไม่มีปัญญาต้านรับได้!”
“อุปกรณ์สวรรค์สิบอีการ้ายกาจถึงเพียงนี้?” หลันเทียนหลงเพ่งมอง
เซี่ยวม่อเกอบนลานประลอง กระซิบรำพึงกับตัวเอง
“อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาไฉนร้ายกาจถึงเพียงนี้?” บุรุษชุดดำจ้องมอง
เซี่ยวม่อเกอบนลานประลองดุจพบพานผีสาง
“อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาไม่ได้ทรงพลานุภาพเช่นนี้!” เงาดำตอบทัน
ควัน สุ้มเสียงของมันไม่ได้เฉื่อยชาอีกต่อไป “มันใช้ฝีมืออื่นด้วย! ร่างกาย
ของมันแข็งแกร่งทรงพลังยิ่ง นี่สมควรเป็นผลพวงจากหมู่ดาวประทานพร
ผนวกกับวิธีการควบคุมพลังอันเลิศพิสดารที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนของมัน
หมัดนี้ก้าวล้าจากอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาดั้งเดิมไปแล้ว”
“แต่นี่มันดุดันอหังการเกินไป” บุรุษชุดดำพบว่ายากจะยอมรับได้อยู่
บ้าง “กระทั่งข้าเอง ยังไม่สามารถรับประกันว่าจะต้านรับหมัดนี้ได้”
“แต่เจ้าสามารถเชือดมันทิ้งได้ก่อนที่มันจะมีโอกาสได้ต่อยหมัด” เงา
ดำกล่าว
“นั่นก็ไม่ผิด” บุรุษชุดดำไม่แสร้งถ่อมตน ด้วยว่ามันยังคงอัศจรรย์ใจ
ไม่คลาย “แต่เจ้าอย่าลืมว่ามันอายุเท่าใด? ในตอนที่อายุเท่ามัน ผู้ใดมี
ความสามารถเท่ากับมันบ้าง?”
“แต่ฟ้าริษยาอัจฉริยะ อาจบางทีนี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับมัน” เงาดำ
กล่าวอย่างเฉื่อยชา
บุรุษชุดดำนิ่งงัน “เจ้าคิดลงมือกับมัน? ข้าจึงไม่เชื่อ!”
“ข้าย่อมไม่ แต่มีคนต้องการลงมือ” เงาดำจับตามองไปยังที่ห่างไกล
ด้านหนึ่ง
คนชุดดำมองตามสายตาของเงาดำ ดวงตาเคร่งเครียดเย็นชาลง
ที่นั่งผู้ชมเงียบกริบดุจร้างไร้ผู้คน ทุกผู้คนนิ่งขึงตะลึงลานด้วยหมัดอัน
สะท้านฟ้าสะเทือนดินหมัดนี้
อย่าได้เห็นว่าพื้นสนามประลองไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตา อันที่จริงทำ
มาจากศิลาที่ดีที่สุด แข็งแกร่งทนทานยิ่ง และเพื่อทำให้มันแข็งแกร่ง
ทนทานถึงที่สุด จึงมีการจัดตั้งอาคมหวงห้ามมากหลายลงไปด้วย แม้ว่า
เมื่อรองรับการประลองของผู้คนมานานปี พื้นผิวสนามประลองอาจเป็น
หลุมเป็นบ่ออยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วนับว่ายังอยู่ในสภาพดีและราบเรียบ
ยิ่ง
หมัดของเซี่ยวม่อเกอ กลับกระแทกทำลายพื้นเวทีประลองทั้งหมดใน
หมัดเดียว!
เป็นที่เห็นได้ว่าหมัดนี้ทรงพลังอำนาจถึงเพียงไหน!
แม้แต่ภูเขาหากขวางหน้ามัน เกรงว่ายังไม่เหลือซาก!
ผู้คนใช้สายตาตะลึงลาน เหม่อมองบุรุษหนุ่มกลางลานประลองที่ดูไม่
คล้ายยอดฝีมือ ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ทุกใบหน้าเผือดสี สนามประลองอัน
ใหญ่โตเงียบกริบดุจป่าช้า
เมื่อพวกมันเห็นเหมียวจุนใช้กระบวนท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตน
ล้วนพากันเข้าใจว่าชมดูการประลองต่อไปก็ไม่มีความหมาย ผู้ใดจะ
คาดคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนพลิกกลับตาลปัตร เหตุเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป จนผู้คนตามไม่ทัน
เพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้ที่ตกเป็นรองกลับกลายเป็นเหมียวจุน!
เหมียวจุนสีหน้าซับซ้อนยิ่ง สายตาที่จ้องมองจั่วม่อแปรเปลี่ยนไปจาก
เดิม
มันมิใช่ว่าไม่เคยคิด ว่าท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตนวันหนึ่งจะต้องถูก
ทำลายลง แต่มันร้อยไม่คิดพันไม่คิดว่าผู้ที่ทำลายได้จะเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง
ทั้งยังด้วยวิธีการอันดุร้ายป่าเถื่อนถึงเพียงนี้!
แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ เหมียวจุนอดไม่ได้ต้องชื่นชมความคิดอัน
แยบคายของฝ่ายตรงข้าม
ต่อหน้าพลังอหังการสุดเปรียบปานนี้ ไม่ว่าวิชาปกปิดซ่อนเร้นอันใด
ล้วนไร้คุณค่าความหมาย ไม่ต่างจากกับดักที่ทำจากกระดาษบาง ๆ ต่อให้
เคล็ดวิชาลึกซึ้งละเอียดอ่อนเพียงใดก็ไร้ประโชน์ แม้ว่าท่าสังหารฟ้าคราม
ไร้ตัวตนของมันจะบรรลุถึงชายขอบของพลังเขตแดนแล้วก็ตาม!
เหมียวจุนบนใบหน้าเผยรอยยิ้มจนปัญญา อาจบางทีต่อให้ท่าสังหาร
ฟ้าครามไร้ตัวตนของมันบรรลุถึงเขตแดนอย่างสมบูรณ์ แต่ต่อหน้าพลังอัน
เกรี้ยวกราดน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เกรงว่ายังไม่อาจหลบหลีกรอดพ้นจาก
อันตรายได้ อย่าว่าแต่ท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตนที่ยังเพียงสัมผัสถึงชาย
ขอบของเขตแดนเท่านั้น
แข็งแกร่งยิ่ง!
แข็งแกร่งจนแทบจะเหนือล้ากว่าขอบเขตของด่านเจียง!
เหมียวจุนยังสามารถเห็นได้ชัดตา ว่าเซี่ยวม่อเกอก็มิใช่ว่าจะปลอด
โปร่งสะดวกดาย หมัดนี้สร้างภาระอันใหญ่หลวงให้แก่มันด้วยเช่นกัน เห็น
ได้จากร่างที่สั่นระริกเล็กน้อยและอาการหอบหายใจของเซี่ยวม่อเกอ
แต่รอจนมันประสานสบตากับเซี่ยวม่อเกอ ต้องตะลึงงันวูบ
พลังงานสีทองในดวงตาทั้งคู่ของเซี่ยวม่อเกอหม่นแสงลงไม่น้อย แต่
สิ่งที่ทำให้เหมียวจุนตะลึงลาน เป็นจิตวิญญาณการต่อสู้อันร้อนระอุ ที่ไม่
เพียงไม่ลดต่าลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งลุกฮือโหม เกรี้ยวกราดร้อนระอุ
กว่าเดิมหลายเท่าตัว!
ภายใต้เสียงคำรามคล้ายหอบหายใจ จิตวิญญาณการต่อสู้อันร้อน
ระอุยิ่งโดดเด่นสะดุดตา จนผู้คนไม่อาจละสายตาได้ แม้ว่าเซี่ยวม่อเกอดู
คล้ายเหน็ดเหนื่อยเกือบสิ้นเรี่ยวแรง แต่กลิ่นอายสุดอันตรายกลับไม่ได้ลด
ความกล้าแข็งลงแม้แต่น้อย
ไม่มีผู้ใดคิดว่ามันสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปแล้ว ทุกผู้คน
บังเกิดความรู้สึกว่าการต่อสู้เพิ่งจะเปิดฉากขึ้นเท่านั้น
เหมียวจุนยืดตัวยืนตรง มองดูจั่วม่ออย่างเงียบงัน
“ข้ายอมแพ้”
ชั่วอึดใจหนึ่ง เหมียวจุนก็เอ่ยปากอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้ทั่วสนาม
ประลองจมอยู่ในความเงียบสงัด
แต่หลังจากเงียบงันไปเพียงชั่วอึดใจ คลื่นเสียงกึกก้องอื้ออึงคล้าย
ระเบิดขึ้นจากทุกซอกมุมของสนามประลอง
เป็นไปได้อย่างไร?
นี่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!
คราวนี้กระทั่งจั่วม่อเองยังตะลึงงัน มันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เหม่อมอง
เหมียวจุนอย่างซึมเซา
เหมียวจุนจับตามองสีหน้าของจั่วม่ออย่างสนอกสนใจ ราวกับคนที่
เพิ่งเอ่ยปากยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ใช่มัน มันเห็นได้ชัดว่าออกจะอิ่มอก
อิ่มใจกับถ้อยคำของตนเสียด้วยซ้า
“อย่าคิดเล่นลูกไม้กับข้าเสียให้ยาก!”
วาจาดุร้ายของจั่วม่อ ทำเอาสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจของเหมียวจุนถึงกับ
แข็งค้าง
“เจ้าไม่เชื่อข้า?” เหมียวจุนมองจั่วม่อด้วยสายตาแปลกประหลาด
“ตอนนี้ข้าเชื่อแล้ว” จั่วม่อเอ่ยออกมาหน้าตาเฉย จากนั้นยืดตัวตรง
แล้วร้องลั่นอย่างกะทันหัน “โอย เจ็บปวดยิ่ง”
กระบวนท่าเมื่อครู่ไม่ใช่หมัดเพลิงแกนฟ้าลำดับที่หนึ่งในแบบฉบับ
ดั้งเดิม แต่มันใช้พลังทั้งหมดที่มี รวมถึงพลังเทพสายหนึ่งผสานรวมเข้าไป
ด้วย สร้างพลังอำนาจอันน่าแตกตื่นสะท้านโลก
แต่หมัดนี้ยังทำให้ร่างกายของมันต้องแบกรับภาระหนักหน่วงรุนแรง
ยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้มาก ยามนี้ในร่างไม่มีส่วนใดที่ไม่เจ็บปวดรวดร้าว
อย่างไรก็ตาม… …มันชนะแล้ว!
แม้ว่าการที่เหมียวจุนยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ จะทำให้มัน
ประหลาดใจยิ่ง แต่มันเมื่อได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการ ก็พึงพอใจมากแล้ว มัน
จึงไม่สนใจว่าเหมียวจุนจะคิดอะไร
แต่แล้วในเวลานี้เอง เหตุแปรเปลี่ยนพลันอุบัติขึ้น!