สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 590 เฝ้ารอ
เห็นลำแสงสีเขียวสายหนึ่งสาดพุ่งออกจากที่นั่งผู้ชม โถมดิ่งเข้าหา
จั่วม่ออย่างหักโหม!
ในเวลาเดียวกัน อาคมหวงห้ามบนเวทีประลองก็ถูกยกเลิกไปพร้อม
กัน ไม่มีสิ่งใดกั้นขวางลำแสงสีเขียวสายนั้นอีก แสดงว่าด้านจังหวะเวลา
ผ่านการคำนวณเป็นมั่นเหมาะถึงที่สุด แต่แล้วชั่วพริบตาที่ลำแสงสีเขียว
พุ่งทะลวงถึงตรงหน้าจั่วม่อ เงาร่างสีดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
ปิดสกัดลำแสงสีเขียวอย่างทันท่วงที
แขนเสื้อดำอ่อนพลิ้วราวกับลิ้นงูฉกวาบโดยไร้ที่มาที่ไป จู่โจมทำลาย
ลำแสงสีเขียวอย่างซึ่งหน้า
เป็นเขิงเหลียนเอ๋อร์!
ใบหน้างามปานหยาดฟ้ามาดินเปล่งประกายฆ่าฟันจาง ๆ ดวงตาดำ
สนิทดุจนิลทอแววพิสดาร
ปัง!
ลำแสงสีเขียวแตกระเบิดในบัดดล แขนเสื้อสะบัดพลิ้ว ขยายใหญ่
อย่างฉับพลัน หยุดยั้งสะเก็ดลำแสงสีเขียวที่แตกระเบิดเอาไว้ด้วยท่วงท่า
ปลอดโปร่ง
จากนั้นแขนเสื้อหดตัวลงดังเดิม เขิงเหลียนเอ๋อร์กวาดตามองที่นั่ง
ผู้ชมอย่างรวดเร็ว สายตาลึกล้าดุจบ่อน้าโบราณ บันดาลให้ผู้คนบังเกิด
ความเย็นเยียบจับใจ
เหตุลอบสังหารอันอุกอาจนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า เขิง
เหลียนเอ๋อร์ท่าร่างรวดเร็วดุจสายฟ้า หลายคนยังไม่ทันตระหนักด้วยซ้าว่า
เกิดเรื่องอันใดขึ้น อย่างไรก็ตาม โฉมสะคราญที่งามพิลาสล้าถึงเพียงนี้
ถึงกับสะกดผู้คนจนตะลึงงัน มีไม่กี่คนที่ทันเห็นฉากที่นางใช้แขนเสื้อ
หยุดยั้งการโจมตีของลำแสงสีเขียวอย่างง่ายดาย คนเหล่านั้นอดสีหน้า
ปั่นป่วนไม่ได้
สตรีนางนี้พลังฝีมือร้ายกาจยิ่ง!
เขิงเหลียนเอ๋อร์กวาดตาค้นหาอยู่ชั่วอึดใจ แต่ไม่พบพานผู้ลงมือ นาง
ไม่กล่าวคำใด คว้าตัวจั่วม่อกับอากุ่ย กระโดดขึ้นลงไม่กี่คราก็หายลับไป
ไม่มีผู้ใดกล้าติดตามพวกนางไป
อาณาจักรศิลาดำ เรือนบัญชาการแห่งกองทัพเทียนหวน
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสีหน้ามืดทะมึน ไฉลี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีสีหน้าอับอาย
คล้ายต้องการมองหารอยแยกบนพื้นดินมุดศีรษะลงไปหลบซ่อน
ไฉลี่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้
บรรดาแม่ทัพนายกองรอบข้างพวกมันแทบไม่กล้าหายใจแรง
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสูดลมหายใจลึก มันแม้อัดแน่นด้วยโทสะ แต่ไม่ได้
เกรี้ยวกราดระบายอารมณ์ เนื่องเพราะมันทราบว่าความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น
ไม่อาจตำหนิไฉลี่ได้ มันได้เห็นการประลองพิชัยยุทธ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ฝ่าย
ตรงข้ามแม้เข้มแข็งแกร่งกร้าว แต่ฝ่ายพวกมันก็หาได้อ่อนด้อยกว่าไม่
เหตุผลที่ไฉลี่พ่ายแพ้อย่างราบคาบ ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากกลยุทธ์การ
ต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม
กลยุทธ์การต่อสู้อันแปลกพิสดารยิ่ง
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเมื่อหวนคิดถึงเรื่องนี้ ยังอดข้องใจอยู่บ้างไม่ได้ นั่น
เป็นกลยุทธ์สงครามที่มันไม่เคยพบเห็นมาก่อน สามารถดึงพลังของเหล่า
ปิศาจในกองทัพออกมาใช้ได้ถึงขีดสุด
กองพันซิวเจ่อที่ใช้กลยุทธ์อันมีปิศาจเป็นแกนหลัก เรื่องเช่นนี้มันไม่
เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน!
แต่กลยุทธ์สงครามนี้ก็ทรงอานุภาพยิ่ง ไฉลี่แสดงฝีมือได้ดี แต่กลับถูก
ท่าบุกทะลวงไร้ผู้ต้านของฝ่ายตรงข้ามตัดแบ่งเป็นหลายส่วนอย่างรวดเร็ว
ต่อให้เป็นตัวมันเอง หากเผชิญกับกลยุทธ์สงครามอันพิสดารนี้เป็น
ครั้งแรก ก็ไม่มีความเชื่อมั่นเอาชัยเช่นกัน
“ตรึกตรองให้ดี พ่ายแพ้ต่อกองกำลังไร้ชื่อเสียงเรียงนาม พวกเจ้ายัง
มีหน้าหลงเหลืออยู่อีกรึ” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกล่าวเสียงเย็นเยียบ
เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาหน้าแดงฉานด้วยความอับอาย
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเหลือบมองพวกมัน “ไปได้แล้ว ให้ความสำคัญกับ
การเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม”
เหล่าแม่ทัพนายกองใต้ร่มธงของมันรีบคารวะจากไป ราวกับได้รับ
การละเว้นจากโทษประหาร
รอจนไม่มีใครหลงเหลืออยู่ภายในห้อง กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสีหน้า
เปลี่ยนเป็นมืดมน
คราครั้งนี้เสียท่าอย่างแท้จริง!
ตอนที่กงซุนชาบอกว่าพวกมันเพิ่งจะยึดครองอาณาจักรเรือน
กล้วยไม้ กงเหยี่ยเสี่ยวหรงไม่ได้กังขาเลยแม้แต่น้อย แต่ยามนี้มีเวลาขบคิด
ใคร่ครวญ มันกลับรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นไปตามที่กงซุนชากล่าวอ้าง
พิชัยยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามเห็นได้ชัดว่าผ่านการฝึกฝนมาชั่วระยะเวลา
หนึ่ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปิศาจเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพมา
สักระยะหนึ่งแล้ว หาได้เพิ่งสวามิภักดิ์เช่นที่กล่าวอ้างไม่
เผ่าปิศาจไฉนเข้าร่วมกองทัพซิวเจ่อ?
สิ่งที่น่าประหลาดที่สุด คือพิชัยยุทธ์ของกองทัพนี้ออกแบบมาโดยมี
ปิศาจเป็นแกนหลัก
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสับสนงุนงงเป็นที่สุด ขุมกำลังนี้ที่แท้เป็นซิวเจ่อหรือ
เป็นเผ่าปิศาจกันแน่?
ผู้ใดจะปกครองอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ กงเหยี่ยเสี่ยวหรงหาได้แยแส
สนใจไม่ สถานที่แห่งนั้นง่ายที่จะบุกโจมตี แต่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สำหรับเทียนหวนในตอนนี้ นับว่าไม่มีคุณค่าอันใด
อย่างไรก็ตาม กงเหยี่ยเสี่ยวหรงผู้นี้เคยพ่ายแพ้ตั้งแต่เมื่อใด?
คิดถึงเรื่องนี้ มันแย้มยิ้มอย่างกะทันหัน
ช่างสนุกสนานน่าสนใจนัก!
การยึดครองอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ได้สำเร็จตามความคาดหมาย
เป็นแรงสนับสนุนอันยิ่งใหญ่ต่อแผนการของกงซุนชา สิ่งที่ทำให้มันปลาบ
ปลื้มยินดีกว่าเดิม ก็คืออาณาจักรเรือนกล้วยไม้อยู่ที่จุดตัดชายแดน
ระหว่างดินแดนร้อยเถื่อนกับดินแดนแห่งความมืดพอดี จากที่แห่งนี้ไปยัง
ดินแดนแห่งความมืดนับว่าสะดวกดายยิ่ง
ดูจากแผนที่อาณาจักรที่มันเพิ่งได้รับมา เส้นทางไปยังดินแดนแห่ง
ความมืดของจั่วม่อจะต้องผ่านอาณาจักรเรือนกล้วยไม้
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยามนี้กงซุนชากับพวกเพียงแค่ต้องเฝ้ารักษา
อาณาจักรเรือนกล้วยไม้ และเฝ้ารอจั่วม่ออยู่ที่นี่เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม อาณาจักรเรือนกล้วยไม้ไม่อาจเสริมสร้างแนวป้องกันที่
เข้มแข็งได้ กงซุนชาก็เฉียบขาดยิ่ง เพียงโบกมือคราเดียว มันก็ตัดสินใจละ
ทิ้งพื้นที่อื่น ๆ ทั้งหมด เพียงตั้งแนวป้องกันรอบรอยแยกแห่งความโกลาหล
เท่านั้น
มันผนึกกำลังทั้งหมดที่มี ตั้งค่ายล้อมรอบรอยแยกแห่งความโกลาหล
ไม่ว่าผู้ใดหากต้องการยึดครองรอยแยกแห่งความโกลาหลแห่งนี้ จะต้อง
จ่ายค่าตอบแทนอย่างใหญ่หลวง ค่ายจินวูรีบข้ามตามมาอย่างเร่งด่วน
พวกมันพอมาถึง แนวรับของพวกมันก็จะถูกสร้างเป็นป้อมปราการอัน
กร้าวแกร่งสุดเปรียบปานแล้ว
ผู้คนของตระกูลซิงหลัวล้วนถูกส่งไปยังอาณาจักรยุ้งฉางกลางเป็นที่
เรียบร้อย ส่วนกองพันของอาซาเก๋อตั้งมั่นอยู่รอบนอกของค่ายจูเชวี่ย ทำ
หน้าที่เป็นกำแพงเลือดเนื้อและโล่มีชีวิต คอยปกป้องคุ้มครองค่ายจูเชวี่ย
ก่อนชั้นหนึ่ง เรื่องนี้แม่นางน้อยไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจต่อพวกมัน
อาซาเก๋อก็ทราบดีว่าหน้าที่นี้ยากลำบาก แต่มันเป็นบุคคลอันชาญ
ฉลาด นับตั้งแต่ที่มันตัดสินใจสวามิภักดิ์ต่ออีกฝ่าย หากมันไม่รีบหลอม
กลืนเข้ากับกลุ่มนี้และช่วงชิงความไว้วางใจ เกรงว่าตระกูลซิงหลัวของมัน
ยากที่จะมีวันคืนที่ดีในอนาคต
ดังนั้นมันยินดีเป็นกำแพงเลือดเนื้อโดยไม่รีรอลังเล
สายสืบของเทียนหวนมักปรากฏตัวใกล้ ๆ แม่น้าอาณาจักรอยู่
บ่อยครั้ง แต่แม่นางน้อยเมินเฉยต่อพวกมันอย่างสิ้นเชิง ปล่อยให้พวกมัน
สืบเสาะได้อย่างเต็มที่ ความคิดของมันแน่วแน่ชัดเจน ในสถานการณ์เช่นนี้
สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในอาณาจักรเรือนกล้วยไม้คือรอยแยกแห่งความ
โกลาหล สถานที่อื่น ๆ แม้ถูกรุกรานหรือยึดครองไป มันจะไม่ขมวดคิ้วนิ่ว
หน้าแม้แต่น้อย
เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานนัก จำนวนสายสืบก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จน
แทบจะหมดสิ้นไป
กงซุนชาพลันตระหนักว่า กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเริ่มดำเนินแผนการใหม่ ๆ
แล้ว
มู่ซีเดินตรวจตรารอบค่ายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สีหน้าสงบเยือก
เย็นของนาง มีผลต่อสภาพจิตใจของบรรดาอสูรนักรบใต้ร่มธงของนาง
อย่างใหญ่หลวง แม้ว่ากองทัพพันธมิตรอสูรปิศาจของพวกมันจะถูกกง
เหยี่ยเสี่ยวหรงโจมตีจนแทบพินาศสิ้น แต่ขวัญกำลังใจของพวกมันไม่ได้
ตกต่าลงเลย
ในหมู่กองทัพพันธมิตรอสูรปิศาจทั้งหมด กองพันมู่ซีเป็นกองพัน
เดียวที่เหลือรอดมาได้
แรกเริ่มเดิมที นางเป็นผู้นำของกองทัพพันธมิตรอสูรปิศาจ แต่ด้วย
ความที่นางยังเยาว์วัยเกินไป จึงถูกปี้ซานกับแม่ทัพคนอื่น ๆ ต่อต้านอย่าง
รุนแรง มู่ซีในฐานะอสูร ย่อมไม่ยินดีเป็นผู้นำของกองทัพพันธมิตรซึ่ง
ประกอบด้วยเผ่าปิศาจเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
เหล่าพันธมิตรเลือกปี้ซานเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองกำลัง
พันธมิตร ตระเตรียมทำศึกกับเทียนหวนแทนที่มู่ซี มู่ซีมองเล่ห์อุบายของ
เทียนหวนออกอย่างถ่องแท้ แต่น่าเสียดายที่นางไม่มีปัญญาเกลี้ยกล่อมปี้
ซานกับคนอื่นๆ ไม่สามารถชักจูงให้พวกมันเปลี่ยนแผนได้
เมื่อเห็นว่าไม่อาจหยุดยั้งสถานการณ์ได้ มู่ซีจึงได้แต่หาข้ออ้างชะลอ
การเดินทัพไว้สองสามวัน ดังนั้นพวกนางไม่ได้ตกสู่กับดักซุ่มโจมตีของ
เทียนหวน กลายเป็นปลาที่สามารถเล็ดลอดจากร่างแหมาได้
ความสามารถในการหยั่งคำนวณข้าศึกปานเทพยดาของมู่ซี ทำให้นาง
ได้รับความเชื่อมั่นศรัทธาจากบรรดาไพร่พลใต้ร่มธง ทุกคนยินดีติดตาม
นางอย่างถวายหัว
มู่ซีคาดคำนวณจากการเคลื่อนไหวของกองทัพเทียนหวน สรุปได้ว่า
อีกฝ่ายไม่ล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของกองพันมู่ซี
ดังนั้นนางนำกองทัพของนางหลบซ่อนอยู่ในบริเวณแม่น้าอาณาจักร
ของอาณาจักรบ่อน้ากากบาท ซึ่งอยู่ติดกับอาณาจักรศิลาดำ
เฝ้าลับดาบรอคอยอย่างเงียบงัน
นางประเมินว่าเป้าหมายการโจมตีแรกของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง สมควร
เป็นอาณาจักรรุ่งอรุณ ไม่ใช่อาณาจักรบ่อน้ากากบาท นางประดุจ
นายพรานผู้ทรหดอดทน เฝ้ารอคอยโอกาสที่จะช่วงชิงอาณาจักรศิลาดำ
กลับคืนมา เพื่อที่จะได้อาศัยรอยแยกแห่งความโกลาหลในที่นั้น หวน
กลับคืนสู่ดินแดนบ้านเกิด!
ทันใดนั้นเอง สายสืบของนางรายงานกลับมาด้วยสีหน้าลิงโลด “ต้าเห
ริน กองพันเทียนหวนเคลื่อนทัพแล้ว เป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ พวกมัน
ไปโจมตีอาณาจักรรุ่งอรุณ!”
มู่ซีดวงตาเป็นประกาย ออกคำสั่งเสียงลึก “จัดทัพ!”
โอกาสอันดีงามมาถึงแล้ว!
การลอบสังหารกลางสาธารณะชนและฝีมืออันงดงามของเขิงเหลียน
เอ๋อร์ ช่วยเพิ่มสีสันประกายอันน่าดูชมให้แก่การประลองของเซี่ยวม่อเกอ
กับเหมียวจุนอีกชั้นหนึ่ง ศึกเซี่ยว-เหมียว เป็นหัวข้อสนทนาอันร้อนแรงที่
ผู้คนสนทนากันโดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย
การประลองรอบนี้เต็มไปด้วยความอัศจรรย์พันลึก
หมัดอหังการไร้พ่ายของเซี่ยวม่อเกอบันดาลให้ผู้คนตื่นตะลึง การ
ยอมแพ้ของเหมียวจุนคือสิ่งที่ทุกผู้คนไม่อาจเข้าใจได้ ลำแสงสีเขียวแปลก
ประหลาดที่หมายคร่าชีวิตเซี่ยวม่อเกอ มิหนำซ้ายังมีเขิงเหลียนเอ๋อร์ผู้เลิศ
พิสดาร นำพาคำถามมากมายมาให้แก่ผู้คน
ไฉนมีคนคิดลอบสังหารเซี่ยวม่อเกอ?
โฉมสะคราญข้างกายเซี่ยวม่อเกอมีความเป็นมาอย่างไร? พลังฝีมือ
ของนางที่แท้ร้ายกาจถึงระดับใด?
ผู้ที่ใส่ใจสังเกตเสียหน่อย จะพบว่ามีสตรีอีกนางหนึ่งอยู่ข้างกายเซี่ยว
ม่อเกอด้วยเช่นกัน เพียงแต่นางอัปลักษณ์ยิ่ง ที่น่าแปลกก็คือเซี่ยวม่อกลับ
ปฏิบัติต่อสตรีนางนี้ดีกว่าโฉมสะคราญมาก
ทั้งหลายทั้งมวลนี้ ย่อมตกเป็นข้อสนทนาอย่างออกรสออกชาติ
จั่วม่อไม่ประหลาดใจที่เขิงเหลียนเอ๋อร์ยื่นมือเข้าช่วยชีวิตมัน ลำพัง
แค่การบำเพ็ญคู่ของพวกมัน เขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ต้องคุ้มครองมันเท่าชีวิต
ตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มันขุ่นเคืองใจยิ่งคือเขิงเหลียนเอ๋อร์กลับ
พาอากุ่ยไปที่สนามประลองด้วย ทำให้นางตกอยู่ในอันตราย
ทว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์เมินเฉยต่อโทสะของมันอย่างสิ้นเชิง เพียงนั่งจิบ
ชาอย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์
ทันใดนั้นซู่หลงเข้ามารายงาน “ต้าเหริน เหมียวจุนมาแล้ว”
จั่วม่อพอฟัง ต้องประหลาดใจอยู่บ้าง เจ้าผู้นี้มาจริง ๆ?
กล่าวตามความสัตย์ เมื่อเหมียวจุนประกาศยอมแพ้ ผู้ที่ตกใจที่สุดคือ
ตัวจั่วม่อเอง เนื่องเพราะมันเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายจะพ่ายแพ้จริง ๆ ใน
ยามนั้นมันแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรง และแม้ว่าท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตน
ของเหมียวจุนจะถูกทำลาย แต่แน่นอนว่าต้องยังมีฝีมืออีกมากมายที่พอจะ
เชือดมันทิ้งได้เป็นสิบรอบ
สถานการณ์เช่นนั้นเหมียวจุนยังคงเป็นต่ออย่างเต็มที่ แต่มันกลับ
ยินยอมรับความพ่ายแพ้หน้าตาเฉย
เหมียวจุนพอเข้ามาในห้อง พลันประสานมือคารวะต่อจั่วม่ออย่าง
เป็นทางการ “ต้าเหริน!”
จั่วม่อรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันที แต่หากมันไม่ฉวยโอกาส มันก็ไม่ใช่
เสี่ยวม่อเกอแล้ว จึงลองถามหยั่งเชิง “เจ้าตัดสินใจเข้าร่วมกับข้าจริง ๆ?”
“ใช่แล้ว! ต้าเหริน!” เหมียวจุนสีหน้าสงบเยือกเย็น ไม่มีร่องรอยโป้ปด
มดเท็จให้เห็นแม้แต่น้อย
จั่วม่อขบคิดวูบหนึ่ง แล้วกล่าว “ข้าบอกต่อเจ้าตามตรง ข้าไม่มีแก่น
แท้มรกตเขียวแดนสวรรค์”
“ผู้น้อยคาดเดาออกแต่แรก” เหมียวจุนสีหน้ายังคงสงบราบเรียบ
“แต่ไม่ว่าต้าเหรินจะมีแก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่อง
สำคัญอันใด ผู้น้อยเมื่อยินยอมเดิมพันและพ่ายแพ้จริง ก็ยินดีทำตาม
ข้อตกลงอย่างไม่บิดพลิ้ว”
สีหน้าของมันสัตย์ซื่อจริงจัง ราวกับว่ากำลังกล่าวถึงเรื่องราวอันเรียบ
ง่ายรวบรัดประการหนึ่งเท่านั้น
แต่จั่วม่อยังคงรู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกประหลาดอยู่บ้าง ทว่าสีหน้าของ
ผู้อื่นก็จริงใจถึงเพียงนั้น มันไม่ว่าจะครุ่นคิดอย่างไร ก็ไม่อาจนึกหาเหตุผล
ที่อีกฝ่ายยินยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดีได้ ดังนั้นตัดสินใจเลิกคิด “เจ้าหาห้อง
ว่างสักห้อง ทำตามใจเจ้าก็แล้วกัน”
“ทราบแล้ว ต้าเหริน!” เหมียวจุนพยักหน้ารับ
เจ้าผู้นี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่? จั่วม่อลูบคาง มองตามร่างของ
เหมียวจุนที่ลับหายเข้าไปด้านใน อดสับสนงุนงงไม่ได้
คนที่แข็งแกร่งกว่า ยินดีเป็นบริวารของคนที่ฝีมือด้อยกว่า เรื่องเช่นนี้
มีอยู่จริง ๆ รึ? จั่วม่อจึงไม่เชื่อ
แต่หากจะบอกว่าผู้อื่นมีเป้าหมายเร้นลับที่คาดไม่ถึง จั่วม่อก็แน่ใจว่า
มันไม่มีคุณค่าความหมายพอให้คนเช่นนี้ลดตัวลงมาเพ่งเล็งมัน
เอาเถอะ ปล่อยเลยตามเลยไปก่อนแล้วกัน จะอย่างไรคนเท้าเปล่า
ย่อมไม่เกรงกลัวที่จะสวมใส่รองเท้าอยู่แล้ว!
จั่วม่อปลอบใจตัวเอง
ซู่หลงรีบรายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เรื่องแรกคือจั่วม่อเข้าแทนที่เหมียวจุน รั้งลำดับที่ยี่สิบในทำเนียบ
ปิศาจมหาสันติสมดังความตั้งใจ มันอาจนับเป็นอัจฉริยะอายุน้อยที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ของทำเนียบปิศาจมหาสันติ
อีกข่าวหนึ่งก็คือ เหล่ากงจู่แห่งสามตระกูลใหญ่กำลังจะมาชุมนุมกัน
ภายในไม่เกินครึ่งเดือน จะเดินทางมาถึงนครมหาสันติ!
เสียกงจู่อยู่ในหมู่พวกนางทั้งสามเอง!
ข่าวนี้ทำให้นครมหาสันติอึกทึกคึกคักจนแทบระเบิด!