สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 591 สหายเก่า
“โอ้ โอ โอ โอ้! อลังการเหลือเกิน! สมกับที่เป็นนครมหาสันติใน
ตำนาน!” ผู้กล่าววาจามีเรือนผมสีส้มสดใสเหมือนเปลวเพลิงลุกโหม โดด
เด่นสะดุดตายิ่ง มันเดินเหลียวซ้ายแลขวาด้วยสีหน้าอัศจรรย์ใจไปตลอด
ทาง ทั้งยังคุยจ้อไม่หยุดปาก
ส่วนสหายข้างกายมัน ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีดำอันเลื่อน
ลอย คล้ายเอาแน่นอนไม่ได้
“เหล่าเฮย! (เจ้าดำ) ทีนี้ความปรารถนาของเจ้าก็บรรลุแล้ว! แต่ว่ากัน
ตามความสัตย์ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าไฉนเลื่อมใสซือจื่อหมิงผู้นี้นัก!”
อสูรผมสีส้มเบ้ปาก แต่จากนั้นก็ยืดอก ตบอกแรงๆ สามทีซ้อน กล่าวอย่าง
สัตย์ซื่อเที่ยงธรรมว่า “อย่างไรก็ตาม พี่น้องต้องมีคุณธรรมน้ามิตร เจ้าเมื่อ
อยากมาเยือนเมืองนี้ ข้าย่อมต้องมาเป็นเพื่อน!”
อสูรควันดำดูเหมือนไม่ได้รับฟังวาจาเพ้อเจ้อของอสูรผมส้มแม้สัก
ครึ่งคำ มันเอาแต่เหม่อมองนครมหาสันติอันกว้างใหญ่ตระหง่านเงื้อม สี
หน้าคลั่งไคล้ศรัทธา
“เหล่าเฮย เจ้าดูท่าจะไม่ค่อยดีแล้ว! ในฐานะอสูรต้องมีจุดยืนของอสูร
เจ้าจะหลงใหลได้ปลื้มพวกปิศาจไม่ได้ นี่จะทำให้เจ้าดูรสนิยมต่า เข้าใจ
หรือไม่” อสูรผมสีส้มกระตุ้นเตือนสหายด้วยสีหน้าจริงจัง
อสูรผมสีส้มไม่เคยกล่าววาจาเบา ๆ อยู่แล้ว ผู้คนผ่านไปผ่านมาล้วน
ได้ยินวาจาของมันชัดเจน พากันหันมามองด้วยสีหน้าประหลาดพิกล แต่
มันเองกลับคล้ายไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
อสูรควันดำค่อยได้สติ ทราบว่าดูท่าจะไม่ค่อยดีแล้ว มันรีบหันเหหัว
เรื่องอย่างเร่งด่วน “ไป ไป เข้าไปชมดูในเมืองกันเถอะ”
ความสนใจของอสูรหัวส้มถูกดึงดูดไปทางอื่นทันที หลายสิ่งแปลก
ใหม่บนท้องถนนเรียกเสียงร้องอุทานจากมันไม่ขาดปาก
อสูรควันดำก็ไม่อาจสะกดความลิงโลดยินดีของมันได้ ซือจื่อหมิงมิใช่
แค่เพียงเป็นตำนานในหมู่ปิศาจ น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่ายอดคนท่านนี้เคย
เดินทางแสวงหาวิถีไปทั่วภพอสูรอีกด้วย กระทั่งภพซิวเจ่ออันสุดแสนจะ
อันตราย ท่านก็เคยสัญจรอยู่เป็นนานสองนาน มีอยู่ครั้งหนึ่งอสูรควันดำ
บังเอิญได้รับบันทึกเคล็ดวิชาซึ่งผู้ติดตามของซือจื่อหมิงผู้หนึ่งทิ้งไว้
เบื้องหลัง
มันกับอสูรผมส้มผู้เป็นสหายรักต่างฝึกฝีมือตามเคล็ดวิชาในม้วน
บันทึกนี้เอง แต่พวกมันกลับสำเร็จวิชาศาสตร์อสูรที่ผิดแผกแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง
อสูรผมส้มเป็นบุคคลอันเฉื่อยชาผู้หนึ่ง มันหลังจากฝึกฝีมือสำเร็จก็
หลงลืมเรื่องนี้ไปเสียสิ้น มันกระทั่งไม่รู้ด้วยซ้าว่าซือจื่อหมิงเป็นใคร แต่
อสูรควันดำกลับจิตใจละเอียดอ่อนยิ่ง มันสนอกสนใจบันทึกเคล็ดวิชาม้วน
นั้นมาก เฝ้าสืบเสาะค้นหาเบาะแสมาโดยตลอด ในที่สุดก็ค้นพบตำนาน
ซือจื่อหมิงเข้าอย่างจัง
จากนั้นมันก็เริ่มสืบค้นเรื่องราวความเป็นมาของซือจื่อหมิง
โชคดีที่ระหว่างอสูรปิศาจผูกพันแนบชิด ไปมาหาสู่กันไม่เคยขาด อีก
ทั้งยุคสมัยของซือจื่อหมิงเป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนัก
ดังนั้นอสูรควันดำจึงได้ล่วงรู้เรื่องราวของนครมหาสันติและหลักศิลาทักษะ
ปิศาจ
ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตมัน ก็คือการหาโอกาสมาเยือน
นครมหาสันติเพื่อคารวะผู้อาวุโสซือจื่อหมิงสักครา ทั้งยังคิดร่าเรียนวิชา
บนหลักศิลาทักษะปิศาจด้วย ภายในม้วนบันทึกนั้นบอกกล่าวไว้อย่าง
ชัดเจน ว่าปรมาจารย์ซือจื่อหมิงเคยสัตย์สาบานจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาทุก
อย่างที่คิดค้นได้ให้แก่คนทั่วไป
อสูรควันดำพอล่วงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนครมหาสันติและหลักศิลา
ทักษะปิศาจ มันก็เริ่มให้ความสนใจ ตั้งความหวังว่าสักวันจะต้องไปเยือน
ให้จงได้
เมื่อไม่นานมานี้ สถานการณ์ของโลกเริ่มสับสนอลหม่าน ตำหนัก
ศาสตร์อสูรต้องหยุดการเรียนการสอน สิ่งที่เหนือความคาดหมายยิ่งไป
กว่านั้น คือมีรอยแยกแห่งความโกลาหลแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นใกล้เคียงกับ
พวกมัน เป็นรอยแยกที่เชื่อมมาถึงภพปิศาจ อาศัยความสัมพันธ์ฉันท์มิตร
ระหว่างอสูรปิศาจ รอยแยกแห่งความโกลาหลสายนี้กลับกลายเป็น
เส้นทางสัญจรสำคัญ ช่วยให้อสูรปิศาจไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ดังนั้นอสูร
ควันดำฉุดลากอสูรผมส้มมากับมัน พากันเดินทางมายังนครมหาสันติสม
ดังความตั้งใจ
“กงจู่ทั้งสามกำลังจะมาถึง! ท่านย่ามันเถอะ น่ากลัวแทบตายแล้ว!
ช่างครึกครื้นสนุกสนานนัก! ข้าละสงสัยจริง ๆ ว่าจะมีบุคคลอันร้ายกาจมา
รวมตัวกันสักกี่มากน้อย!”
“มิผิด นานแล้วที่นครมหาสันติไม่ได้ครึกครื้นถึงเพียงนี้ ดูพ่อค้า
เหล่านั้นเถอะ แทบจะฉีกยิ้มกว้างถึงใบหูแล้ว พวกมันพากันกว้านซื้อสินค้า
อย่างบ้าคลั่ง!”
“โฉมสะคราญล่มเมือง ชุมนุมยอดยุทธ์ผู้กล้า เรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้
หากผู้ใดพลาดชม จะต้องสำนึกเสียใจไปชั่วชีวิต!”
“ฮ่าฮ่า ยังมีเซี่ยวม่อเกอที่ชมชอบก่อเรื่อง! รับรองได้ว่าต้องไม่ใช่
เหตุการณ์อันสงบราบเรียบอย่างแน่นอน!”
“ใช่ใช่! เซี่ยวม่อเกอนับตั้งแต่มาถึง ยังไม่เคยไม่ก่อเรื่อง เมื่อมีมันอยู่
ที่นี่ นครมหาสันติก็ไม่น่าเบื่อแล้ว… …”
อสูรผมสีส้มผู้กำลังเหลียวมองรอบข้างอย่างกระตือรือร้น พอได้ยิน
นามคุ้นหูพลันชะงักกึก พุ่งเข้าไปร่วมมุงกับกลุ่มคนที่กำลังสนทนาอย่าง
ออกรสเหล่านั้น แล้วโพล่งถามอย่างกะทันหัน “เซี่ยวม่อเกออยู่ในนครมหา
สันติด้วยรึ?”
คนกลุ่มนั้นหยุดมองมัน “ถูกต้อง มันอยู่ในนครมหาสันติมาระยะหนึ่ง
แล้ว!”
“ฮ่าฮ่า เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง! เซี่ยวม่อเกอยังมาร่วมวงกับข้าด้วย!”
อสูรผมสีส้มตาเป็นประกาย เรือนผมสีสันสดใสบนศีรษะมันยิ่งเรืองรอง
กว่าเดิม ราวกับว่ากำลังจะลุกเป็นไฟขึ้นมาจริง ๆ
คนสัญจรกลุ่มนั้นบังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที “เจ้ารู้จักเซี่ยวม่อเกอ
หรือไร
“พวกเราเป็นพี่น้องกัน!” อสูรผมส้มตบอกแรง ๆ พลางกล่าวเสียงดัง
ฟังชัดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
อสูรควันดำถอนใจเฮือก แอบกระซิบบ่นเบา ๆ “หากผู้อื่นยังจดจำเจ้า
ได้ก็แปลกไปแล้ว”
มิคาดว่าอสูรผมส้มกลับหูดียิ่ง มันหันมาโบกมืออย่างหยามเหยียด
“นั่นเป็นไปไม่ได้ เซี่ยวม่อเกอเป็นพี่น้องที่ดี มีคุณธรรมน้ามิตร!”
อสูรควันดำเหลือกตามองบน พึมพำว่า “คนโง่”
ในไม่ช้าอสูรผมสีส้มก็สอบถามที่อยู่ของเซี่ยวม่อเกอมาได้ เซี่ยวม่อ
เกอเมื่อโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนก็สนทนาถึงทุกเรื่องราวเกี่ยวกับมัน ดังนั้น
ข้อมูลทั่วไปของมันเป็นที่ล่วงรู้กันไปทั่ว คิดเสาะหาสถานที่ที่มันพำนัก
ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
อสูรควันดำไม่อยากถูกปิดประตูใส่หน้าให้ต้องอับอาย แต่จนใจที่มัน
ไม่มีปัญญาเกลี้ยกล่อมอสูรผมสีส้ม ได้แต่ตามติดด้านหลังอสูรผมสีส้มด้วย
สีหน้าละห้อยหดหู่
อสูรผมสีส้มมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่อย่างรวดเร็ว
องครักษ์หน้าประตูจับตามองคนทั้งสอง หนึ่งในนั้นก้าวออกมาขวาง
หน้า “ท่านทั้งสองมิทราบว่ามีกิจธุระใด?”
“เรามาหาเซี่ยวม่อเกอ!” อสูรผมส้มกล่าวเสียงดังฟังชัด “ไปบอกมัน
ว่าพี่น้องของมันมาหา!”
“พี่น้องของต้าเหริน?”
?” จั่วม่องุนงงยิ่ง แต่พอฟังองครักษ์ผู้นั้นบรรยายรูป
โฉมของผู้มา มันพลันจดจำได้ทันที ใบหน้าเผยรอยยิ้มน้อย ๆ มันมี
ความรู้สึกที่ดีต่ออสูรผมสีส้มผู้ชมชอบกล่าวถึงคุณธรรมน้ามิตร ชมชอบ
การต่อสู้ ชมชอบเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ และหลงตัวเองเป็น
อย่างยิ่งผู้นั้น
หน้าประตู
“สหายผมสีส้มผู้มีคุณธรรมน้ามิตรอันยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม!”
จั่วม่อร้องทักทายพลางยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว
อสูรผมส้มชมชอบฟังผู้คนสรรเสริญคุณธรรมน้ามิตรของมันมาก
ที่สุด พอได้ยินคำทักทายประโยคนี้ ใบหน้าก็เบิกบานเป็นดอกทานตะวัน
เรือนผมสีส้มราวกับเปลวไฟเจิดจ้า แต่มันพยายามปั้นสีหน้าเคร่งขรึม
จริงจัง กล่าวว่า “อสูรอันประเสริฐต้องมีคุณธรรมน้ามิตร! เจ้าก็ประเสริฐ
ยิ่ง เจ้ามีคุณธรรมน้ามิตรไม่แพ้ข้า!”
อสูรควันดำที่ด้านข้างลอบพินิจดูเซี่ยวม่อเกออย่างอยากรู้อยากเห็น
เซี่ยวม่อเกอในโลกจริงแตกต่างจากในคุกสิบนิ้วอย่างสิ้นเชิง กอรปด้วย
ท่วงท่าสภาวะอันยิ่งใหญ่มากกว่า แฝงความแหลมคมมากกว่า ยิ่งไปกว่า
นั้น มองดูองครักษ์รอบกายที่ติดตามไม่ห่าง เห็นได้ว่าได้รับการคุ้มกันอย่าง
แน่นหนา
มันในที่สุดก็เข้าใจ ว่าไฉนไม่มีใครสามารถเสาะพบตัวตนของเซี่ยวม่อ
เกอ กระทั่งหลังจากเซี่ยวม่อเกอถล่มแม่ทัพอวี้เหิงกลางศึกหมากรุก ความ
เป็นมาของเซี่ยวม่อเกอก็ยังคงลี้ลับดุจเดิม
ที่แท้เซี่ยวม่อเกออยู่ในภพปิศาจ!
จั่วม่อหันไปประสานมือทักทายอสูรควันดำ มันก็จดจำสหายรักของ
อสูรผมส้มผู้นี้ได้เช่นกัน
สองอสูรติดตามจั่วม่อเข้าสู่ลานด้านใน อสูรควันดำพอเห็นการคุ้มกัน
ภายในที่แน่นหนาดุจปราการเหล็ก ต้องใจเต้นระทึกขึ้นมา ส่วนอสูรผมสี
ส้มผู้ไม่อินังขังขอบหาได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อยไม่ มันกำลังคุยโขมง
อย่างตื่นเต้น ถึงการต่อสู้อันรุ่งโรจน์นับตั้งแต่ที่พบเจอเซี่ยวม่อเกอในครั้ง
นั้น
หนานเยว่ คังเจ๋อและบรรดาอสูรพอทราบข่าวก็รีบรุดมาสมทบ พวก
มันพบหน้าคนคุ้นเคยในดินแดนห่างไกล บรรยากาศกลายเป็นสนิทสนม
กลมเกลียวยิ่ง
อสูรควันดำไม่ค่อยกล่าววาจา มันชมชอบสังเกตสังกาจากด้านข้าง
มากกว่า หากข่าวที่ว่าเซี่ยวม่อเกออยู่ในภพปิศาจแพร่กลับไปยังภพอสูร
เกรงว่าจะเป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนใหญ่โตแล้ว
คนผู้นี้ยังเยาว์วัยกว่าที่มันคิด แต่กลับเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับ
ทองที่อาจสั่นคลอนใต้หล้า กระบวนทัพเกล็ดหิมะที่มันใช้ปราบพิชิตแม่
ทัพใหญ่อวี้เหิงในศึกครั้งนั้น ทำให้ผู้คนหันมาสนใจศึกษาพิชัยยุทธ์โบราณ
อีกครั้ง ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างวงกว้าง
ผู้ที่มีฉากหลังใหญ่โตเคยแย้มพรายว่า เหล่าคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่
ตั้งใจให้เซี่ยวม่อเกอรับตำแหน่งแม่ทัพบัญชาการกองพล อย่างไรก็ตาม
พวกมันกลับตามหาเซี่ยวม่อเกอไม่พบ เรื่องนี้จึงไม่เคยได้ข้อยุติ
หากเซี่ยวม่อเกอรับตำแหน่งแม่ทัพบัญชาการกองพล มันจะ
กลายเป็นแม่ทัพใหญ่ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ภพอสูรทันที!
อสูรควันดำลอบสั่นศีรษะ มันจะต้องเร่งฝึกปรือให้หนักขึ้นอีก!
เหลียงเวยปาดเช็ดใบหน้า ใบหน้าของมันแทบจะชาด้าน จากนั้นหัน
มองไปรอบ ๆ เห็นเหล่าไพร่พลของมันล้วนมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย การลอบ
เดินทางที่ต้องปกปิดซ่อนเร้นเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน นับเป็นบท
ทดสอบอันยากลำบากสำหรับกองทัพ
อย่างไรก็ตาม พวกมันอยู่ไม่ไกลจากความสำเร็จแล้ว
“หมอกโลหิตเริ่มเบาบางลงแล้ว” เหลียงเวยยื่นมือชี้ไปข้างหน้า สุ้ม
เสียงแหบห้าวของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระหายที่ยากจะบ่งบอก
บรรยายชนิดหนึ่ง
เหล่าอสูรนักรบที่มีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยพลันดวงตาเป็นประกาย ทุก
คนล้วนทราบว่านี่มีความหมายว่าอย่างไร หมอกโลหิตเมื่อเบาบางลง
หมายความว่าพวกมันอยู่ใกล้กับภพซิวเจ่อแล้ว
เหลียงเวยหยีตาลง ชูมือขึ้นสูง ใบหน้าเต็มไปด้วยประกายฆ่าฟัน
“ฆ่า!”
เหวยเสิ้งมุ่งหน้าไปอย่างแช่มช้า บนพื้นเบื้องหลังมัน เต็มไปด้วยกอง
ซากศพกระจัดกระจายทุกแห่งหน
มันจดจำไม่ได้แล้วว่าพบพานกองโจรมามากมายเท่าใด แต่หากเผชิญ
พบเข้า เหวยเสิ้งก็ไม่เคยปล่อยให้พวกมันหลุดรอดไปได้ กระบี่ดำในมือ
ของมันดูเหมือนจะดื่มเลือดสดใหม่จนเต็มอิ่ม ยามนี้เรืองแสงเป็นประกาย
สีแดงเข้ม
เหวยเสิ้งดวงตามุ่งมั่นกระจ่างชัด ร่างตั้งตรงดุจกระบี่ สีหน้าแม้เหน็ด
เหนื่อยอ่อนล้า แต่ไม่อาจส่งผลกระทบต่อใจกระบี่อันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของ
มันได้
มันสั่นศีรษะ ฝีมือของโจรเหล่านี้ไม่อาจช่วยให้มันขัดเกลาฝีมือได้อีก
มันต้องการคู่มือที่เข้มแข็ง เฝ้าคาดหวังว่าศัตรูอันร้ายกาจจะปรากฏขึ้นใน
อีกไม่ช้า กระบี่ดำในมือของมันคล้ายล่วงรู้สิ่งที่มันคิด เปล่งเสียงคำราม
สดใสกระหึ่มออกมา
สุ้มเสียงกังวานไปทั่วบริเวณ!
เหวยเสิ้งลูบไล้กระบี่ดำอย่างเบามือ พลังของกระบี่ดำกล้าแข็งขึ้นทุก
ขณะ ยิ่งมายิ่งแกร่งกร้าวดุดัน เจตนาฆ่าฟันภายในกระบี่คล้ายสัตว์ร้ายสุด
หฤโหด ค่อย ๆ ฟื้นตื่นจากนิทราอันยาวนาน
กระบี่อันดุร้ายสุดเปรียบปาน เริ่มเผยประกายคมกล้าชั้นแรกของมัน!
เหวยเสิ้งเทียบดูแผนที่อาณาจักรที่ค้นได้จากซากศพของโจรผู้หนึ่ง
เงยหน้าขึ้นมองสำรวจทิศทาง แล้วมุ่งตรงดิ่งไปอย่างไม่รีรอ!
เงาร่างโดดเดี่ยวพกพากระบี่หนึ่งเล่ม มุ่งลึกเข้าไปในภพปิศาจ ยามนี้
ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าหนึ่งคนหนึ่งกระบี่คู่นี้ จะก่อกวนเป็นมรสุมโลหิตที่
สะท้านไปทั่วภพปิศาจ!