สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 598 คำสั่งด่วนที่สุด
จั่วม่อเมื่อฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอก
ไม่ถูก ความเหนื่อยล้าทั้งหมดอันตรธานหายไปสิ้น
“ต้าเหริน!” ซู่หลงผู้คอยเฝ้าอยู่ข้างกาย รีบคารวะทักทายด้วยสีหน้า
ยินดี
จั่วม่อยิ้มละไม แต่พอสายตาหันไปพบอากุ่ยที่ด้านข้าง อดประหลาด
ใจไม่ได้ มันคว้ามืออากุ่ย คิ้วขมวดทันควัน พลังเทพภายในร่างของอากุ่ย
กลับเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า!
เกิดอะไรขึ้น?
สำหรับผู้อื่น พลังเทพเพิ่มพูนขึ้นย่อมเป็นเรื่องดี แต่สำหรับอากุ่ย รัง
แต่จะยิ่งสะกดควบคุมดวงวิญญาณของนางแน่นหนากว่าเดิม! บัดซบ! ที่
แท้เกิดอะไรขึ้นกันแน่? จั่วม่อสีหน้ากลายเป็นขัดตา มันต้องการให้พลัง
เทพของอากุ่ยสลายไปอย่างสมบูรณ์เสียมากกว่า เพื่อที่จะได้ปลดปล่อย
ดวงวิญญาณของนางให้เป็นอิสระ ความเย็นเยียบและว่างเปล่าของการถูก
สะกดวิญญาณ ทั้งยังสูญสิ้นอายตนะทั้งหกอย่างสมบูรณ์ เป็นการลงทัณฑ์
ทรมานที่โหดร้ายที่สุดในโลก!
“เมื่อคืนนี้เกิดเรื่องอันใด?” จั่วม่อถามเสียงแหบลึก
ซู่หลงกำลังอ้าปากจะบอกเล่า แต่แล้วสุ้มเสียงราบเรียบทว่านุ่มนวล
พลันสอดคำขึ้นจากทางด้านหลังของมัน “ลมหายใจพลังเทพ”
ผู้กล่าวย่อมเป็นเขิงเหลียนเอ๋อร์ จั่วม่องงงันวูบ “ลมหายใจพลังเทพ?
นั่นเป็นเรื่องราวใด?”
“ร่างกายของทุกผู้คนประดุจน้าถ้วยหนึ่ง พลังเทพก็คือเกลือที่ละลาย
อยู่ในน้า รอจนฝึกปรือพลังเทพได้ถึงระดับชั้นหนึ่ง ร่างกายของเจ้าและ
พลังเทพจะเข้าสู่สภาพสมดุล จากนั้นพลังเทพจะหายใจด้วยตัวเอง นั่นคือ
ลมหายใจพลังเทพจะบังเกิดขึ้น หมายความว่าศักยภาพทางร่างกายของ
เจ้าถูกปลดปล่อยออกมา หลุดออกจากขีดจำกัดดั้งเดิม เมื่อคืนเป็นเจ้า
ประสบความสำเร็จในการหายใจด้วยพลังเทพนี้เอง”
จั่วม่อสับสนงุนงง แต่มันทราบว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์ล่วงรู้พื้นฐานการ
ฝึกปรือพลังเทพมากกว่ามัน หลังจากไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ มันค่อยสั่นศีรษะ
พลางกล่าว “ข้ารู้สึกว่าพลังฟื้นคืนมาอย่างสมบูรณ์ แต่หาได้ค้นพบความ
เปลี่ยนแปลงอันใดในร่างกายอย่างที่เจ้าว่าไม่”
“เจ้าเพิ่งจะถอดกลอนประตูเท่านั้น ยังต้องใช้เรี่ยวแรงผลักประตูให้
เปิดออก” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวเสียงสงบราบเรียบ
“แล้วสิ่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับพลังเทพภายในร่างอากุ่ย?” จั่วม่อ
ถามอย่างกังขา
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาทอประกายประหลาดวูบหนึ่ง นางชายตามอง
จั่วม่อ กล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบ แต่เข้าใจว่านางจะต้องมีส่วนเกี่ยวพัน
กับการที่เจ้าบรรลุถึงลมหายใจพลังเทพเมื่อค่าคืนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน”
จั่วม่อหัวคิ้วขมวดมุ่น ทันใดนั้นมือของมันถูกเกาะกุมเอาไว้แน่น เป็น
อากุ่ยที่จับมือของมันนั่นเอง จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นสีหน้าทอแววปลาบ
ปลื้มประโลมใจ นานมากแล้วที่อากุ่ยไม่ได้มีการตอบสนองเช่นนี้ นับตั้งแต่
ที่นางใช้พลังเทพต่อสู้กับสตรีหมอกที่นอกหมู่บ้านหมอกในคราวนั้นทีเดียว
มันเพ่งพิศดู อากุ่ยยังคงมีสีหน้าแข็งทื่อดุจเดิม แต่มือข้างนั้นเกาะกุมมือ
ของมันเอาไว้แน่น
จั่วม่ออารมณ์ชื่นมื่นขึ้นมาทันตาเห็น
“ต้าเหริน เมื่อค่าคืนที่ผ่านมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นที่ป่าศิลา
ทักษะปิศาจ อีกเรื่องหนึ่ง สามกงจู่เดินทางมาถึงนครมหาสันติเรียบร้อย
แล้ว” ซู่หลงรายงาน
จั่วม่อถูกข่าวการมาถึงของสามกงจู่ดึงดูดความสนใจไปหมดสิ้น ข่าว
เกี่ยวกับป่าศิลาทักษะปิศาจผ่านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาโดยอัตโนมัติ มันรีบ
ถามว่า “พวกนางมาถึงแล้ว? ประเสริฐ เจ้าอย่าลืมไปสืบหาว่าพวกนาง
พำนักอยู่ที่ใด”
ซู่หลงประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ยังคงรับคำโดยไม่เกี่ยงงอน ลอบจดจำ
ภารกิจเอาไว้ในใจ
จากนั้นจั่วม่อถามว่า “เยี่ยหลิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
ตัวอ่อนปิศาจของเถาซิงในที่สุดก็ใช้ผู้คนส่งมาถึง เฉิงจู่ผู้เฒ่ากลัวว่า
จะชำระหนี้ให้แก่จั่วม่อล่าช้า การค้าขายระหว่างจั่วม่อกับเปี๋ยหานขู่ขวัญ
มันแทบตาย ผลก็คือจั่วม่อถูกวางไว้ในรายชื่อผู้คนที่มันยินดีจ่าย
ค่าตอบแทนทุกอย่างเพื่อแลกกับความสงบสุขทางใจ
ซู่หลงมีสีหน้ายินดีเป็นคำรบสอง “กระบวนการหลอมรวมกับตัวอ่อน
ปิศาจเป็นไปอย่างราบรื่น มันกำลังฝึกปรือ ข้าสมควรเรียกมันมาหรือไม่?”
“ยังไม่ต้องรบกวนมัน ข้าเพียงถามดูเท่านั้น” จั่วม่อหันเหไปอีกเรื่อง
“แล้วอาเหวินอยู่ที่ใด?”
“อาเหวิน อสูรผมส้มและอสูรควันดำ รวมถึงพวกหนานเยว่ พากันยัง
ไปป่าศิลาทักษะปิศาจ” ซู่หลงแจกแจง “เปี๋ยหานปิดด่านฝึกตน มันนำกอง
พันบาปเคราะห์ฝึกฝีมือร่วมกัน”
จั่วม่อผงกศีรษะรับรู้ เมื่อครั้งที่มันศึกษาอาคมหวงห้ามของกองพัน
บาปเคราะห์ มันค้นพบว่ากองพันบาปเคราะห์สามารถฝึกฝีมือได้ อย่างไร
ก็ตาม วิธีฝึกฝีมือของพวกมันแปลกประหลาดยิ่ง นั่นคือฝึกฝีมือร่วมกันกับ
แม่ทัพผู้บัญชาการของพวกมัน หลังจากที่จั่วม่อสลักแผนผังปิศาจใหม่
ให้แก่พวกมัน เปี๋ยหานจำเป็นต้องปรับตัวเข้ากับพลังใหม่ของทั้งกองพัน
สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยใน
กองทัพของตนอาจเป็นห่วงโซ่ข้อสำคัญต่อชัยชนะ
“แล้วเจ้าเล่า หลอมรวมกับตัวอ่อนปิศาจเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
จั่วม่อถาม
ในบรรดาตัวอ่อนปิศาจจากเถาซิง ตัวอ่อนปิศาจทิวาวารมอบให้แก่ซู่
หลง และตัวอ่อนปิศาจเงาปรโลกมอบให้แก่อาเหวิน
ส่วนคนอื่น ๆ ความสามารถไม่ดีพอ ใช้ตัวอ่อนปิศาจไปก็ไม่บังเกิดผล
อันใดมากนัก
“ข้ามัวแต่เฝ้าระวังต้าเหริน และอาเหวินหลายวันมานี้ก็ไปที่หลักศิลา
ทักษะปิศาจ เราทั้งสองยังไม่มีเวลาจะหลอมรวมกับตัวอ่อนปิศาจ” ซู่หลง
มีท่าทีละอายใจเล็กน้อย
จั่วม่ออดตื้นตันใจไม่ได้ กล่าวว่า “มอบเรื่องการดูแลให้แก่ผู้อื่นสัก
สองสามวันก่อน เจ้ามุ่งเน้นไปที่การหลอมกลืนกับตัวอ่อนปิศาจ สำหรับอา
เหวิน ยังไม่ต้องรบกวนมันก็ได้” ถึงแม้ว่าการหลอมรวมกับตัวอ่อนปิศาจ
สามารถช่วยยกระดับพลังฝีมือในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่อาเหวินยามนี้
กำลังลุ่มหลงงมงายอยู่กับหลักศิลาทักษะปิศาจ ผนวกกับสภาวะรู้แจ้งของ
มัน มันสมควรได้รับประโยชน์มากมายจากทางด้านนั้นมากกว่า
เคล็ดความบนหลักศิลาลึกซึ้งไพศาล ผู้ที่เริ่มร่าเรียนวิชาเหล่านั้นจะ
เป็นประโยชน์ไปชั่วชีวิต ในทางตรงกันข้าม การหลอมรวมกับตัวอ่อน
ปิศาจแม้ช่วยเพิ่มพูนพลังฝีมือในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ผลประโยชน์ใน
ระยะยาว นับว่าไม่อาจเทียบได้กับการศึกษาเคล็ดความบนหลักศิลาทักษะ
ปิศาจ
แต่จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้างที่พวกหนานเยว่ก็ไปยังหลักศิลาทักษะ
ปิศาจด้วย แต่มันตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เมื่อหยุดคิดทบทวนดู มัน
ตระหนักว่าผูเยาแม้ดูเหมือนเข้มงวดกวดขันกับอสูรน้อย ๆ เหล่านี้ แต่ก็
เอาใจใส่เป็นอย่างดีเช่นกัน เจ้าอสูรเฒ่าไม่รู้จักตายต้องไม่ปล่อยให้พวกมัน
เดินผิดทางอย่างแน่นอน
หากมิใช่ว่าเด็กน้อยเหล่านี้ล้วนเป็นอสูร เกรงว่าจั่วม่อคงไม่อาจรักษา
ตัวอ่อนปิศาจที่เหลือให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมารของผูเยาไปได้
เวลานี้เสียกงจู่ในที่สุดก็มาถึงนครมหาสันติ มันยังมีกำลังคนคับคั่ง
จั่วม่อบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น!
มันตกลงใจว่าค่าคืนนี้จะลองไปเที่ยวชมดูสักครา หากมันสามารถ
ช่วยเหลือเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งออกมาได้ตรง ๆ นั่นจึงประเสริฐสุด
เหมียวจุนเปลี่ยนเป้าหมายไปยังถังเฟย
หากไม่มีแก่นแท้มรกตเขียวแดนสวรรค์ โอกาสที่มันจะทะลวงผ่านไป
ยังอีกระดับชั้นหนึ่งก็มีไม่มากนัก แม้ว่าท่าสังหารฟ้าครามไร้ตัวตนจะช่วย
ให้มันสัมผัสถึงประตูของความเข้าใจในพลังเขตแดน แต่ท่าสังหารฟ้า
ครามตัวตนก็ติดค้างอยู่ที่จุดนี้มาหลายปีดีดัก หลายปีมานี้ไม่ได้ก้าวหน้า
ขึ้นเลยแม้แต่น้อย
คราครั้งนี้พ่ายแพ้ต่อจั่วม่อ ในใจมันคล้ายบางสิ่งบางอย่างถูกปลด
เปลื้อง กลายเป็นปลอดโปร่งโล่งสบาย วันคืนของมันกลายเป็นเรียบง่าย
และไม่มีอะไรจะทำ ในหมู่ผู้คนทั้งหมดในคฤหาสน์แห่งนี้ มันเป็นคนที่ผ่อน
คลายและสุขกายสบายใจที่สุด
มันเมื่อหมดความทะเยอทะยานต่อการฝึกฝีมือ ความรักชอบอัน
ยิ่งใหญ่ในด้านอื่น ๆ ก็เปิดเผยออกมา หลังจากสั่งสอนซู่หลงเสร็จสิ้น
เหมียวจุนก็เสาะพบเป้าหมายใหม่อย่างรวดเร็ว นั่นคือแม่นางถังเฟย
ในสายตามัน แม่นางน้อยที่รัดผมหางม้าผู้นี้เป็นหยกชิ้นงามที่ยังไม่ได้
เจียระไน ถังเฟยเมื่อล่วงรู้ว่าเหมียวจุนเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง
นางก็ปิติยินดียิ่ง รีบเรียนถามขอคำชี้แนะ ฝ่ายหนึ่งอยากสั่งสอนเป็น
ทุนเดิม อีกฝ่ายก็ปรารถนาจะร่าเรียน ลานกว้างในคฤหาสถ์ก็กลับ
กลายเป็นยุ่งวุ่นวายในทันที
หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์กับค่ายเว่ย มักจะถูกเหมียวจุนควบคุม
ขับเคลื่อนกองทัพ ใช้เป็นตัวสาธิตสำหรับสั่งสอนถังเฟยอยู่เสมอ สำหรับ
ค่ายเว่ยไม่มีปัญหาใด ด้วยระเบียบวินัยอันเข้มงวด รวมทั้งความมุมานะ
บากบั่นที่ฝังลึกจนเป็นนิสัยของพวกมัน ไม่เพียงช่วยให้พวกมันสามารถ
ทนรับการฝึกฝนหฤโหดได้อย่างสบายเท่านั้น พวกมันยังเฝ้าเรียนรู้อย่าง
กระตือรือร้นสนใจอีกด้วย ในทางกลับกัน หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์ของ
โซ่วผิงสภาพย่าแย่กว่ามาก คนเหล่านี้ปกติอยู่ดีกินดี ไหนเลยจะทนรับการ
ฝึกอบรมอันหนักหน่วงเช่นนี้ได้ พวกมันเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสจนแทบ
รู้สึกว่ากระดูกจะหลุดเป็นชิ้น ๆ
หลายคนแล่นไปโอดครวญกับโซ่วผิง โซ่วผิงได้แต่บากหน้าไปขอให้
เขิงเหลียนเอ๋อร์ช่วยเหลือ แต่เขิงเหลียนเอ๋อร์เพียงกล่าวเสียงอ่อนเบา
“ผู้อื่นสามารถทนได้ แต่พวกเจ้าทานทนไม่ไหวแล้ว? ช่างขบคิดไม่เข้าใจ
จริง ๆ ว่าบิดาข้าจะชุบเลี้ยงหน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์เอาไว้ทำอะไร?”
โซ่วผิงหน้าแดงฉานปานตับสุกร นึกอยากหารอยแตกบนพื้นมุดศีรษะ
ลงไปซ่อน มันเป็นหนึ่งในคนสนิทที่เขิงอี้ไว้วางใจ ไหนเลยจะเคยถูกตำหนิ
อย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้? ที่สำคัญทุกคำที่คุณหนูกล่าวล้วนเป็นความจริงที่
เถียงไม่ได้ ทำเอามันกล่าวไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ได้แต่หมุนตัวกลับออกไป
เงียบๆ รอจนกลับไปถึงค่าย มันก็กระชากตัวเหล่าคนที่โอดครวญออกมาดุ
ด่าทุบตีจนหนำใจ จากนั้นบรรดาองครักษ์ดาวสวรรค์ล้วนหุบปากเงียบ
กริบดุจคนใบ้อมบอระเพ็ด
โซ่วผิงยามนี้ไม่ต่างจากราชสีห์คลั่งทลายหลุดออกมาจากกรง มันนำ
กองกำลังของตนฝึกฝีมืออย่างบ้าคลั่งด้วยตัวเอง ทุกสิ่งที่ค่ายเว่ยทำได้
พวกมันก็ต้องทำได้เช่นกัน!
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ กองพันถังเฟยไม่ยินดีถูกทิ้งล้าหลัง พากัน
คร่าเคร่งฝึกฝีมือไปด้วย
เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เหมียวจุนรู้สึกรู้สาอันใด มันไม่คิดว่าหน่วยองครักษ์
ดาวสวรรค์เป็นกองกำลังของจั่วม่อตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนค่ายเว่ยก็มีผู้คนไม่
มากนัก อีกทั้งแบบฉบับการต่อสู้ของพวกมันได้หล่อหลอมเป็นรูปเป็นร่าง
แล้ว ซู่หลงเหมาะที่จะนำทัพค่ายเว่ยมากกว่ามัน สำหรับกองพันบาป
เคราะห์ นี่เป็นกองพันของเปี๋ยหานแต่เพียงผู้เดียว ยอดแม่ทัพที่วัดเสวียน
คงยังยอมรับ ย่อมมีคุณสมบัติที่จะนำทัพกองพันบาปเคราะห์อันเลื่องชื่อ
และด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ภายใต้การบัญชาการของเปี๋ยหาน กอง
พันบาปเคราะห์มีแต่จะเข้มแข็งกว่าปล่อยให้เหมียวจุนบัญชาการ ในหมู่
กองกำลังทั้งหมด กองพันถังเฟยนับว่าอ่อนด้อยที่สุด แม้ว่าถังเฟยยินดียก
กองกำลังของนางให้เหมียวจุนฝึกอบรม เหมียวจุนก็ไม่ยินยอม
กองพันนี้มีแต่ต้องให้ถังเฟยฝึกอบรมด้วยตัวเอง จึงจะช่วยให้นาง
ตระหนักถึงแนวคิดที่เหมาะสมต่อนางเองได้
“เหล่าซือ พวกมันพากันบอกว่าเซี่ยวม่อเกอเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับทอง ใช่เป็นเรื่องจริงหรือไม่?” ถังเฟยทำตาโต เต็มไปด้วยความ
อยากรู้อยากเห็น
เหมียวจุนขบคิดชั่วครู่ จากนั้นสั่นศีรษะด้วยสีหน้าจนปัญญา “จนถึง
ตอนนี้ ต้าเหรินเป็นคนเดียวที่ข้าไม่มีปัญญามองออกได้อย่างถ่องแท้
สำหรับมัน ไม่ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นข้าก็คงไม่ประหลาดใจอีกแล้ว”
มันมองดูสีหน้ากังขาของถังเฟย พลันกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ข้าทราบ
ว่าเจ้ามีอคติต่อต้าเหริน แต่อันที่จริงมันเป็นคนดีมากผู้หนึ่ง ลองมองดูผู้คน
ในคฤหาสน์แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนของมัน พวกมันล้วนเชื่อมั่น
ศรัทธาอย่างหมดใจ จงรักภักดีเป็นที่สุด! ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าไม่เคยสังเกตเห็น
หรือว่ากองทัพของมันมีข้อแตกต่างจากกองทัพอื่น?”
“ข้อแตกต่าง?” ถังเฟยงงงันวูบ นิ่งครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
“กองทัพของมันมีอุปนิสัยเฉพาะตัวที่พิเศษเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือพวก
มันมุมานะบากบั่นอย่างแรงกล้า มักจะไล่ล่าไขว่คว้าหาความแข็งแกร่งอยู่
ตลอดเวลา” เหมียวจุนสีหน้ากลับเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “เจ้าเองก็เป็นแม่
ทัพบัญชาการศึก สมควรทราบกระจ่างว่าคิดสร้างกองทัพเช่นนี้ เป็นเรื่อง
ยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงไหน ทั้งยังสมควรทราบว่ากองทัพเช่นนี้ น่า
ประหวั่นพรั่นพรึงปานใด!”
ถังเฟยไตร่ตรองวาจาของเหมียวจุนทุกคำ
“เจ้าไม่อาจมองผู้คนแต่เพียงภายนอก” เหมียวจุนกล่าววาจาแฝง
ความนัย
“ฮ่าฮ่า! เจ้าได้ยินมาหรือไม่? ต่อหน้าขบวนค่ายกลของพวกเรา แม้แต่
เทียนหวนยังถูกถล่มจนวิ่งแจ้น เทียนหวนแล้วเป็นไร? คิดประชันขันแข่ง
กับค่ายจินวูเราในเรื่องค่ายกลหรือ? พวกมันใช่รำคาญในการมีชีวิตสืบ
ต่อไปแล้วกระมัง!”
“ชิ แค่เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็ดีอกดีใจแล้ว? ช่างใช้การไม่ได้จริง ๆ!
น่าเสียดายที่กองทัพอสูรไม่ยอมบุกเข้ามาด้วย ข้าอยากชมดูว่าค่ายกลที่ข้า
ตั้งจะมีพลังสักเท่าใด”
“ระยะนี้ข้าไม่เคยรู้สึกสบายอกสบายใจเท่านี้มาก่อนเลยจริง ๆ! ไม่รู้
ว่าตอนนี้ต้าเหรินกำลังทำอะไรอยู่?”
เมื่อไม่นานมานี้ จำนวนปิศาจที่เข้ารับการสลักแผนผังค่อย ๆ ลด
น้อยลงเรื่อย ๆ นอกจากเรื่องว่าจำต้องมีสายเลือดที่เข้ากันได้และระดับ
ความเข้มข้นของสายเลือดที่สูงพอแล้ว ยังติดปัญหาเรื่องความจงรักภักดี
อีกด้วย สือตงเพิ่งจะยึดครองอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยได้ไม่นาน การ
ปกครองของมันยังไม่มั่นคงนัก
“ต้าเหรินแข็งแกร่งมาก ต้องไม่มีปัญหาอันใดอยู่แล้ว! ซู่หลงกับพวกก็
เข้าถึงตัวต้าเหรินแล้ว พวกมันย่อมไม่ปล่อยให้ต้าเหรินเป็นอันตราย อย่า
ห่วงไปเลย”
“อา ข้าหวังจริง ๆ ว่าต้าเหรินจะกลับมาเร็ว ๆ”
“ข้าก็เช่นกัน… ….”
ทันใดนั้นเอง ปรมาจารย์จี๋เหว่ยกับซุนเป่าปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน
พวกมันหยุดสนทนากันทันที บางคนดวงตาเริ่มเป็นประกาย
ครั้งสุดท้ายที่สองปรมาจารย์ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทั้ง
สองก็ได้นำพวกมันเข้าสู่การศึกษาแผนผังปิศาจอย่างเอาเป็นเอาตาย ดุจ
ดั่งทำศึกสงครามก็มิปาน แม้ว่าจะยากลำบากผิดธรรมดาก็ตาม แต่ทุกครั้ง
ที่นึกย้อนกลับไป พวกมันยังรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจไม่คลาย
และยังเป็นครั้งเดียวกัน ที่ช่วยให้พวกมันในที่สุดก็ได้ตระหนักถึงพลัง
อำนาจที่พวกมันถือครอง!
เนื่องจากปิศาจที่ต้องเข้ารับการสลักแผนผังปิศาจได้ลดน้อยลง การ
ผ่อนคลายหลังจากตึงเครียดมานาน กลับทำให้พวกมันกระวนกระวายใจ
หลายคนถึงกับรู้สึกห่อเหี่ยวและเกียจคร้านไปเลย
ดังนั้นเมื่อสองปรมาจารย์ปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าท่าทีเช่นนี้อีกครั้ง
ความตื่นเต้นเร้าใจของพวกมันพลันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา ทุกผู้คนสงบปาก
สงบคำลงทันที มองไปยังสองปรมาจารย์เป็นตาเดียว
จี๋เหว่ยสีหน้าเครียดขมึง ไม่อ้อมค้อมมากความ กล่าวอย่าง
ตรงไปตรงมาว่า “คราวนี้เราได้รับคำสั่งด่วนที่สุดจากกงซุนต้าเหริน!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงในบัดดล ผู้คนสีหน้าตึงเครียดขึ้นทันตา
หรือว่าสถานการณ์สงครามเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก?
ซุนเป่าไม่ห้ามปรามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ด้านล่าง เพียงกล่าวเสียง
แหบลึก “จดจำไว้ นี่คือคำสั่งเร่งด่วนที่สุด!”
ฝูงชนค่ายจินวูเงียบสงบลงทันควัน สีหน้าหนักอึ้งเคร่งขรึม มีเพียง
กรณีเดียวเท่านั้นที่คำสั่งเร่งด่วนที่สุดจะถูกส่งออกมา นั่นคือสถานการณ์
คับขันอันตรายสุดขีด!
ทุกผู้คนล้วนตระหนักแล้ว ว่าต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น!
ในห้องโถงใหญ่ค่ายจินวู เสียงแหบลึกทว่าเด็ดเดี่ยวของซุนเป่าก้อง
กังวานไปทั่ว
“เราจะต้องคิดหาวิธีการทุกอย่าง เพื่อช่วยให้ค่ายเว่ยเพิ่มพลังการ
ต่อสู้ของพวกมันในระยะเวลาอันสั้นที่สุด! ทุกวิถีทางเท่าที่จะคิดออกมา
ได้!”
ปรมาจารย์ซุนเป่าไล่สายตามองไปรอบ ๆ สบสายตาทุกคู่ที่มองตรง
มา
“นี่ไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งทหาร!”