สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 599 อาคันตุกะยามวิกาล
กงซุนชาเพ่งตามองแผนที่อาณาจักร ดวงตาสาดประกายเคร่งเครียด
เย็นชา แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่ถลึงตามองแผนที่อาณาจักรด้วยสีหน้า
ถมึงทึงเช่นเดียวกัน
“เราไม่มีกองทัพมากพอ” เว่ยหยานกล่าวหนัก ๆ “ดูจากความเร็ว
ของกู่เหลียงเตาในยามนี้ มันจะต้องตัดผ่านเส้นทางของเราก่อน เส้นทาง
ไปสู่ต้าเหรินของเราจะถูกมันตัดขาดในไม่ช้า!”
ทุกผู้คนนิ่งเงียบงัน สิ่งที่เว่ยหยานกล่าวออกมาเป็นสิ่งที่พวกมันหวาด
วิตกมากที่สุด
อาณาจักรเรือนกล้วยไม้ตั้งอยู่ที่ชายแดนของดินแดนร้อยเถื่อนและ
ดินแดนแห่งความมืด หากว่ากันตามหลักการ นับเป็นจุดนัดพบที่ดีที่สุด
จั่วม่อสามารถมาถึงอาณาจักรเรือนกล้วยไม้เพื่อสมทบกับทุกคนเสียก่อน
จากนั้นค่อยมุ่งตรงไปยังดินแดนแห่งความมืด
ทว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ากู่เหลียงเตาจู่ ๆ ผุดขึ้นจากที่ใดไม่ทราบ
บังเอิญปรากฏตัวในเส้นทางที่จั่วม่อจะต้องผ่านเพื่อมาหาพวกมันที่
อาณาจักรเรือนกล้วยไม้ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ซีเซวียนทุ่มเทแรงกายแรงใจ
มหาศาล บุกขยายดินแดนอย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้เส้นทางสายนี้มีโอกาส
สูงมากที่จะถูกขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียนผู้นี้ชิงตัดขาดไปเสียก่อน
แต่ในมือของแม่นางน้อยไม่มีกองทัพมากพอให้มันใช้สอย อาณาจักร
เรือนกล้วยไม้ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย เมื่อมีกองทัพอสูรเป็นสหายบ้านใกล้
เรือนเคียง มันจำต้องมีกองพันอันเข้มแข็งเฝ้ารักษาที่นี่ หากพวกมันต้อง
สูญเสียรอยแยกแห่งความโกลาหลสายนี้ ทุกผู้คนเข้าใจดีว่าหมายความว่า
อย่างไร
“ข้าส่งคำสั่งเร่งด่วนที่สุดให้แก่ค่ายจินวูเรียบร้อยแล้ว แต่เกรงว่าใน
ระยะสั้นยังไม่อาจยกระดับค่ายเว่ยให้แข็งแกร่งได้ทันสถานการณ์นัก” กง
ซุนชากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เราจะวางค่าย
เสวียนอู่ของม้าฝานเฝ้ารักษาที่นี่ ค่ายจูเชวี่ยจะรับหน้าที่บุกไปข้างหน้า”
บรรยากาศภายในห้องหนักอึ้งกดดัน แผนการของกงซุนชานับว่า
เสี่ยงอันตรายเป็นที่สุด ค่ายเสวียนอู่ของม้าฝานแม้แข็งแกร่ง แต่ไม่มีผู้ใด
กล้ารับประกันว่าพวกมันจะสามารถเฝ้ารักษารอยแยกแห่งความโกลาหล
เอาไว้ได้หรือไม่
กองทัพอสูรที่อยู่ใกล้เคียงในอาณาจักรศิลาดำนั้นแข็งแกร่งยิ่ง กง
เหยี่ยเสี่ยวหรงแม้หายหน้าไป แต่หากมีโอกาสเหมาะสม มันจะต้อง
กระโจนออกมาแว้งกัดอย่างแน่นอน
หากมิใช่แม่นางน้อยยืนเฝ้ารักษาที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง ในสถานการณ์
สุ่มเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ กระทั่งค่ายจูเชวี่ย ยังไม่มีผู้ใดกล้ารับรองเป็นมั่น
เหมาะว่าจะสามารถรักษารอยแยกแห่งความโกลาหลเอาไว้ได้
แต่ต่อให้ค่ายเสวียนอู่สามารถค้ายันสถานที่แห่งนี้เอาไว้ ค่ายจูเชวี่ย
เองก็ยากจะเปิดทางรุดหน้าไปได้
การปรากฏตัวของกู่เหลียงเตา ทำลายแผนการทั้งหมดของแม่นาง
น้อยอย่างสิ้นเชิง
หากเส้นทางสายนี้ถูกตัดขาด พวกมันเฝ้ารักษาอาณาจักรเรือน
กล้วยไม้เอาไว้ก็ไม่มีคุณค่าความหมายใด พวกมันจะต้องเดินทัพระยะไกล
เพื่อให้สามารถไปสมทบกับจั่วม่อได้ เว่ยหยานกับพวกได้คำนวณเส้นทาง
สายใหม่เอาไว้แล้ว หากเส้นทางปัจจุบันของพวกมันถูกตัดขาด จุดที่ใกล้
ที่สุดที่พวกมันจะสามารถไปสมทบกับจั่วม่อได้ คือจะต้องเดินทัพข้ามผ่าน
หกสิบสองอาณาจักร!
อาศัยหนึ่งกองทัพบุกผ่านหกสิบสองอาณาจักร! ลำพังจำนวนการ
ต่อสู้ที่พวกมันต้องพบพาน ก็มากพอให้ผู้คนหนังศีรษะชาซ่าน
ในทางกลับกัน การทำศึกช่วงชิงเส้นทางกับกู่เหลียงเตายังดูสมจริง
มากกว่า กงซุนชาเมื่อไม่กลัวเกรงกงเหยี่ยเสี่ยวหรงกับเทียนหวน ก็ไม่มี
เหตุผลใดที่ต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียนผู้นี้
แต่ที่ยุ่งยากที่สุดคือในมือมันไม่มีกำลังพลมากพอ เมื่อไม่มีกำลังพล
มันก็ไม่มีปัญญาทำอะไรได้ ยามนี้ทุกอาณาจักรล้วนแล้วแต่ต้องการกำลัง
พลยืนเฝ้ารักษา
เทียบกับบรรดาสำนักใหญ่มหาอำนาจเหล่านั้นแล้ว รากฐานของพวก
มันยังคงตื้นเขินเกินไปมาก
แม่นางน้อยยืนนิ่งเงียบงันอยู่เป็นนาน
ราตรีคล้อยดึก เงาร่างสามสายเหินร่อนลงมา วาบผ่านอากาศดุจเงาผี
จั่วม่อกับอากุ่ยอยู่ติดกัน เขิงเหลียนเอ๋อร์ล้าหลังทั้งคู่ครึ่งก้าว จั่วม่อ
เดิมทีไม่อยากให้อากุ่ยติดตามมาด้วย แต่อากุ่ยผู้มีพลังเทพรุดหน้า ดู
เหมือนว่าในยามนี้จะมีความคิดของตนเอง นางนิ่งเงียบไม่ส่งเสียง แต่ไม่
ว่าจะอย่างไรก็ต้องติดตามจั่วม่อทุกฝีก้าว ไม่ว่าจั่วม่อจะเกลี้ยกล่อมนาง
อย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ส่วนเขิงเหลียนเอ๋อร์ติดตามพวกมันมาเอง จั่วม่อแม้
งุนงงอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ห้ามปรามนาง นางนับเป็นผู้ช่วยชั้นยอด นางในเมื่อ
ต้องการติดตามมาด้วย จั่วม่อย่อมไม่ขัดข้อง
เงาร่างของเขิงเหลียนเอ๋อร์ในม่านรัตติกาล ประดุจควันบางเบาสาย
หนึ่ง ท่าร่างของนางสูงสง่างดงาม กล่าวไปคล้ายแฝงเค้าประหลาดลี้ลับอยู่
บ้าง
อากุ่ยเหมือนหุ่นเชิดที่ไร้ประกายชีวิตชีวาอย่างสมบูรณ์ นางไร้สุ้ม
เสียงโดยสิ้นเชิง สองเท้าเปล่าของนางคล้ายย่าไปตามจังหวะจะโคนปกติ
ธรรมดา แต่ไม่มีการสั่นไหวของอากาศ ไม่มีสุ้มเสียงสำเนียงใด ไม่ปรากฏ
ระลอกอันใดแม้แต่น้อย
จั่วม่อเคลื่อนไหวดุจแมวป่าตัวหนึ่ง ปลอดโปร่ง ปราดเปรียวและชำนิ
ชำนาญ ท่าร่างสมดุลกลมกลืน ราวกับเลื่อนผ่านอากาศไปเสียเฉย ๆ
ทั้งสามล้วนสวมหน้ากากคนละใบ หน้ากากเหล่านี้จั่วม่อเพิ่งหลอม
สร้างขึ้น ไม่มีประโยชน์ใช้สอยอื่นใด นอกจากป้องกันไม่ให้ผู้คนพบเห็น
โฉมหน้าที่แท้จริงของพวกมัน ทั้งสามยังปรับเปลี่ยนรูปร่างลักษณะให้
แตกต่างไปจากเดิมอย่างไม่เหลือเค้า หากหน้ากากของพวกมันไม่หลุดลง
มา จะไม่มีผู้ใดคิดได้ว่าเป็นพวกมัน
มองไปยังพระตำหนักอันโอ่อ่าตระการที่เบื้องหน้าพวกมัน จั่วม่อดวง
ตาสาดประกายเจิดจ้า
เสี่ยวกั่ว! หลี่อิงฟ่ง!
ข้ามาแล้ว!
“หอสมบัติมหาสันติ… …” ซิ่นกงจู่ทอดถอนใจเบา ๆ นางคล้ายรำพึง
รำพันกับตัวเอง ดวงตาคู่งามที่ทำให้บุรุษนับไม่ถ้วนลุ่มหลงงมงาย ยามนี้
เผยแววเลื่อนลอย งุนงงและอับจนหนทาง พร่ากระซิบเสียงเบาต่า “หรือ
ว่านี่จะเป็นชะตากรรม?”
นางหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์อันน่าตระหนกเมื่อค่าคืนก่อน ในช่วง
เวลานั้น ป่าศิลาทักษะปิศาจทั้งผืนคล้ายกำลังหายใจ นางแทบร่าไห้
ออกมา
ในมุมห้องด้านหนึ่ง นักรบที่ห่อหุ้มด้วยชุดเกราะหนาหนักยืนกุมดาบ
ขนาดเท่าบานประตูเล่มหนึ่ง ชุดเกราะบนร่างมันทั่วร่างไม่มีช่องว่างแม้แต่
น้อย กระทั่งใบหน้ายังปิดคลุมอย่างแน่นหนา ไม่มีผู้ใดเห็นโฉมหน้าที่
แท้จริงของมัน
ทุกผู้คนล้วนทราบว่าซิ่นกงจู่มีองครักษ์เกราะหนักผู้หนึ่งอยู่ข้างกาย
ตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นมันลงมือ มันไม่เคยเอ่ยปาก เพียงถือ
ดาบยืนนิ่งเงียบงันอยู่เบื้องหลังซิ่นกงจู่ ราวกับมองไม่เห็นเหล่าคนที่
ติดตามพัวพันนางอยู่ในสายตา
ซิ่นกงจู่ยกมือลูบไล้สร้อยคอที่นางไม่เคยปล่อยให้ห่างกาย ทอดถอน
ใจเบา ๆ สีหน้าอ้างว้างเดียวดายยิ่ง นางขดตัวประหนึ่งลูกแมวที่หวาดกลัว
ความหนาวเหน็บ
ซิ่นกงจู่ในเวลานี้ ไม่หลงเหลือเค้าความเชื่อมั่นสง่างามที่นางเคยมี
ยามอยู่ต่อหน้าผู้คน
ทันใดนั้นเอง องครักษ์ชุดเกราะที่ประดุจรูปสลักหินร่างสาดพุ่ง
ออกมาอย่างฉับพลัน เต็มไปด้วยคล่องแคล่วว่องไวเหนือธรรมดา ไม่มี
วี่แววเชื่องช้าเทอะทะแม้แต่น้อย.
มันพลันปรากฏกายข้างประตู
ซิ่นกงจู่ดวงตาเบิกกว้าง เหม่อมององครักษ์เกราะหนักอย่างตื่นตะลึง
นางเพิ่งเคยเห็นมันมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงเช่นนี้เป็นครั้งแรก
เกิดเรื่องอันใด?
“กงจู่ รีบเข้านอนแต่เนิ่น ๆ เถอะ” จูเข่อผู้มีผมเผ้าคิ้วเคราขาวโพลน
ทอดตามองหว่านกงจู่อย่างรักเวทนา ราวกับว่านางเป็นหลานสาวของมัน
เอง ซึ่งความจริงมันเฝ้าดูแลองค์หญิงน้อยนางนี้ตั้งแต่ยังแบเบาะ
จนกระทั่งเติบใหญ่ นางแทบไม่ต่างอันใดจากหลานสาวของมันเองจริง ๆ
“ท่านปู่จู หอสมบัติมหาสันติมีอยู่จริงหรือคะ?” หว่านกงจู่ทำตาโต สี
หน้าอยากรู้อยากเห็น
จูเข่ออดแย้มยิ้มไม่ได้ ใบหน้ายับย่นแย้มยิ้มจนยับย่นยิ่งกว่าเดิม “กงจู่
ชมชอบหอสมบัติรึ?”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! มันดูสนุกสนานน่าสนใจยิ่ง ปรมาจารย์ซือจื่อหมิง
เป็นบุคคลอันร้ายกาจ ต้องเก็บสะสมทรัพย์สมบัติมากมายเอาไว้แน่”
หว่านกงจู่ดวงตาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันระคนมุ่งมาดปรารถนา
“ฮ่าฮ่า!” จูเข่ออดหัวร่อดัง ๆ ไม่ได้ มันยกมือลูบศีรษะของหว่านกงจู่
อย่างรักถนอม พลางกล่าวว่า “หากกงจู่อยากได้ บ่าวเฒ่าจะลองไปสืบหา
สักครา ดูว่าเมื่อใดจะถึงเวลาที่มันปรากฏขึ้น”
“เป็นความจริง? ท่านปู่จูอย่าหลอกลวงข้า!” หว่านกงจู่อุทานอย่างปิ
ติยินดี “เช่นนั้นก็ประเสริฐ! หอสมบัติมหาสันติ เพียงแค่คิดถึงมันก็ชวนให้
ผู้คนตื่นเต้นแล้ว! น่าสนใจกว่างานเลี้ยงกับคนเหล่านั้นมาก!”
“หลายวันมานี้ลำบากกงจู่มากแล้ว!” จูเข่อกล่าวอย่างห่วงใย
หว่านกงจู่สั่นศีรษะระรัว “สามารถช่วยเหลือท่านพ่ออีกแรงหนึ่ง
เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ไม่ถือว่ายากลำบากอันใด!”
“กงจู่เติบใหญ่แล้ว!” จูเข่อชื่นชม ทันใดนั้นเอง มือของมันชะงักงันวูบ
หนึ่งแทบสังเกตไม่เห็น จากนั้นมันกล่าวอย่างอ่อนโยน “กงจู่ นอนเสียเถอะ
เวลาไม่เช้าแล้ว”
ความง่วงงุนที่ยากจะบ่งบอกบรรยายแผ่ซ่านไปทั่ว หว่านกงจู่เปลือก
ตาหนักอึ้ง นางหาวพลางกล่าว “ท่านปู่จู … …ข้าจะนอนแล้ว… …”
วาจายังกล่าวไม่จบคำ นางก็หลับใหลไปทันตา จูเข่อดึงผ้าห่มคลุม
กายให้แก่นางอย่างเบามือ รอจนมันหันกายกลับมาอย่างช้า ๆ ดวงตาพลัน
สาดประกายอำมหิตวูบหนึ่ง
“สืบทราบเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลักศิลาทักษะปิศาจแล้วหรือไม่?”
เสียกงจู่ยามนี้ไม่มีรอยยิ้มพริ้มพรายบนใบหน้าเหมือนเช่นยามปกติ สุ้ม
เสียงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“เรียนกงจู่ ยังไม่ทราบขอรับ!” ผู้ใต้บังคับบัญชาสุ้มเสียงสั่นระริก
“เหล่าสัดใส่ข้าวที่ใช้การไม่ได้!” เสียกงจู่ใบหน้าเย็นเยียบ “ตระกูลส่ง
เจ้ามาประจำการอยู่ที่นี่หลายปีเพื่อสิ่งใดกัน? ลำพังเรื่องเล็กน้อยเพียง
เท่านี้ยังไม่มีปัญญาสืบเสาะ? มิหนำซ้ายังมีเรื่องหอสมบัติมหาสันติ!
เรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ เจ้ากลับไม่เคยได้ยินเลย!”
ผู้ใต้บังคับบัญชาแทบไม่กล้าหายใจแรง ทุกผู้คนล้วนทราบดีว่าใน
เวลาเช่นนี้ หากพวกมันโต้แย้งกงจู่ พวกมันจะมีจุดจบน่าอนาถยิ่ง!
“แล้วข่าวลือเรื่องหอสมบัติมหาสันติ มีเบาะแสใดบ้างหรือไม่?” เสีย
กงจู่ยังคงถามต่อ “ผ่านมาตั้งนานหลายปีดีดักไม่มีผู้ใดเคยระแคะระคาย
แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว ทั้งโลกล้วนล่วงรู้! เห็นได้ชัดว่ามีเลศนัย!”
“บริวารใช้การไม่ได้… …”
เพี๊ยะ โถกำยานพุ่งลิ่ว กระแทกใส่ใบหน้าปิศาจที่กำลังกล่าววาจา
อย่างถนัดถนี่ โลหิตไหลปรี่ลงมาทันควัน ปิศาจตนนี้ไม่กล้าหลบเลี่ยง ทั้งไม่
กล้าขยับ ปล่อยให้เลือดไหลอาบใบหน้า หยดลงกระทบพื้น
“เศษสวะ! ล้วนเป็นเศษสวะ!” เสียกงจู่หอบหายใจอย่างขุ่นแค้น
ทรวงอกอิ่มแทบจะทะลักออกมาจากอกเสื้อ แต่ไม่มีใครกล้าเหลือบมอง
แม้แต่แวบเดียว
ชั่วอึดใจใหญ่ โทสะของเสียกงจู่ค่อยสงบลง นางเอ่ยปากอย่างเย็นชา
“เช่นนั้นเซี่ยวม่อเกอเล่า? หากเจ้ายังคงไม่มีสิ่งใดจะบอกกับข้าอีก เช่นนั้น
ก็เชือดคอตายเสียตรงนี้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเถอะ”
ปิศาจตนนี้รีบรายงานเร็วปรื๋อ “เรื่องของเซี่ยวม่อเกอ บริวารได้ทำ
การสืบสวนอย่างละเอียดแล้ว! มันปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกที่อาณาจักรเศษ
หิน หนึ่งในสตรีข้างกายมันเป็นธิดาของเจี้ยจู่เขิงอี้แห่งอาณาจักรเศษหิน
เขิงอี้ผู้นี้เป็นปิศาจอสรพิษเขี้ยวขาว ฝึกปรือสังขารปิศาจอสรพิษเขี้ยวขาว
มันปฏิเสธคำเชิญชวนของอวี่ไสว้ ทั้งยังสังหารยอดฝีมือในสังกัดของอวี่
ไสว้ผู้หนึ่ง ส่วนบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาของเซี่ยวม่อเกอคือค่ายองครักษ์
คนฆ่าสัตว์ พวกมันมาจากที่ห่างไกลมาก จนถึงบัดนี้ร่องรอยการปรากฏตัว
ของพวกมันเท่าที่เราตามรอยได้ สืบย้อนไปถึงอาณาจักรป่าเถื่อนน้อย ซึ่ง
ในยามนี้ตกอยู่ในมือของผู้ที่เรียกว่าสือตง คนผู้นี้พลังฝีมือไม่เข้มแข็งนัก
แต่เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่พอมีฝีมืออยู่บ้าง”
เสียกงจู่เผยสีหน้าสนอกสนใจอยู่บ้าง ผลการสืบสวนของบริวารของ
นางคล้ายละเอียดลออยิ่ง แต่ดูเหมือนมีรายละเอียดแปลก ๆ ไม่น้อย นาง
เข้าใจบริวารเหล่านี้ดี พวกมันแม้ใช้การไม่ได้ แต่หากมิใช่ว่าพวกมัน
ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้แล้ว ต้องไม่กล้ากล่าวออกจากปากแน่
“เกี่ยวกับเซี่ยวม่อเกอผู้นี้ เจ้ามีความเห็นอันใด?” นางถามอย่าง
กะทันหัน
ผู้ใต้บังคับบัญชางงงันวูบ มันลังเลเล็กน้อย จากนั้นกัดฟันกล่าวว่า
“ในความเห็นของบริวาร เซี่ยวม่อเกอเป็นยอดอัจฉริยะที่เด่นล้าที่สุดเท่าที่
บริวารเคยเห็นในรอบหลายปีมานี้! มันสามารถจัดอยู่ระดับเดียวกับชี
เตียวอวี่!”
“จัดอยู่ระดับเดียวกับชีเตียวอวี่… …” เสียกงจู่มีสีหน้าขบขัน จากนั้น
โบกมือ กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “เช็ดเลือด แล้วออกไปได้!”
“ขอรับ!” ปิศาจผู้นั้นคล้ายได้รับการละเว้นโทษประหาร รีบล่าถอย
ไปอย่างลนลาน
“ท่านคิดอย่างไร?” เสียกงจู่โพล่งถามอย่างไม่มีที่มาที่ไป บุคคลที่นาง
ถามกลับเป็นหญิงรับใช้สูงวัยที่ข้างกายนาง หญิงรับใช้นางนี้อายุราวสี่สิบ
ปี รูปโฉมธรรมดาสามัญ ไม่มีกลิ่นอายสะดุดตาอันใด
หญิงรับใช้วัยกลางคนกล่าวว่า “หอสมบัติมหาสันติเป็นเรื่องจริง”
“ข้ารู้!” เสียกงจู่เลิกคิ้วเรียวงาม “แล้วจากนั้นเล่า?”
ในเวลานี้เอง หญิงรับใช้วัยกลางคนสีหน้าแปรแปลี่ยนวูบหนึ่ง เหลียว
มองไปทางหน้าต่าง
และในเวลาเดียวกัน สุ้มเสียงแจ่มชัดแกร่งกร้าวสะท้อนก้องมาจากที่
ห่างไกล “เป็นมุสิกหดหัวจากที่ใด กลับกล้าบุกรุกพระตำหนักของกงจู่ยาม
วิกาล? รีบไสหัวออกมาร้องขอความเมตตาจากกงจู่! อย่าให้มือของเราผู้
เป็นนายน้อยต้องแปดเปื้อนแล้ว!”