สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 600 สัญชาตญาณของอิสตรี
จั่วม่อนึกไม่ถึงว่ามันยังไม่ทันจะเริ่มลงมือด้วยซ้า กลับถูกคนค้นพบ
เข้าเสียแล้ว
มันชี้ไปที่อากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์เป็นเชิงบอกใบ้ ห้ามมิให้พวกนาง
เคลื่อนไหว จากนั้นมันก้าวออกไปช้า ๆ มันจึงไม่เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามค้นพบ
อากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ด้วย กล่าวตามความสัตย์ กระทั่งมันเองหากมิใช่
ล่วงรู้ว่าพวกนางอยู่ที่นี่ ต่อให้พวกนางยืนอยู่ข้าง ๆ มัน มันยังไม่อาจตรวจ
พบกลิ่นอายของพวกนางได้แม้แต่น้อย
จริงดังคาด จั่วม่อชนะพนัน ซึ่งความจริงมีเพียงมันผู้เดียวที่ถูกค้นพบ
เทียบกับอีกสองนางแล้ว มันยังอ่อนด้อยจริง ๆ!
จั่วม่อรู้สึกอับอายขายหน้าอยู่บ้าง มันมีฝีมือในการดวลเดี่ยวและศึก
สงครามขนาดใหญ่ แต่ดูเหมือนในด้านลอบจู่โจมจะไม่ช่าชองชำนาญ
เท่าใด
ในเมื่อมันไม่อาจลอบเข้าไป เช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนแผนการเป็นบุกเข้า
ไปตรง ๆ ใช้ตัวเองเป็นเครื่องทดสอบขุมกำลังของฝ่ายตรงข้ามเสียเลย
ในความเห็นของจั่วม่อ เสียกงจู่นับเป็นศัตรูของมัน เป็นการดีที่จะได้
ทำความเข้าใจกับขุมกำลังที่แท้จริงของศัตรู
“เจ้าเป็นใคร? ขวางทางข้าด้วยเหตุใด?” สุ้มเสียงแหบพร่าผิดปกติ
ของจั่วม่อ ดังลอดออกมาจากหน้ากาก
“เป็นมุสิกหดหัวตัวหนึ่งอย่างที่คาดเอาไว้ทีเดียว!” เสิ่นอวี้แค่นเสียง
เหยียดหยาม มันยืนตระหง่านอยู่บนหลังคา รูปโฉมหล่อเหลาประดุจหยก
ดุจดั่งเทพเซียนทอดตามองลงมายังโลกหล้า
เทียบกันแล้ว จั่วม่อที่เปลี่ยนแปลงรูปโฉมร่างกายดูทุเรศนัยน์ตา
เหลือทน มันยังสวมหน้ากากที่อัปลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง สุ้มเสียงก็ระคายหู
สุดทานทน
“ข้าชื่นชมเสียกงจู่ แม้ยามวิกาลยังอุตส่าห์เดินทางมาชมโฉมนางสัก
ครา เจ้าเป็นตัวอะไร? ไฉนขวางทางข้า?” จั่วม่อกล่าวราวกับว่ามันยืนอยู่
ข้างความถูกต้องเที่ยงธรรม แต่เมื่อกล่าวออกมาจากสารรูปน่าทุเรศของ
มัน กลับดูคล้ายคนวิปลาสสุดขั้วผู้หนึ่ง
“สารรูปเยี่ยงเจ้า ถึงกับบังอาจขอพบหน้าเสียกงจู่เชียวรึ!” หากมัน
กล่าวถึงกงจู่อีกสองนางยังพอทำเนา แต่เสิ่นอวี้เมื่อได้ยินว่าคนผู้นี้มุ่งเป้า
มายังเสียกงจู่ ซึ่งเป็นสตรีที่มันหลงรัก ต้องเขม้นมองตัวประหลาดหน้ามุสิก
อย่างอึดอัดขัดข้องสุดบรรยาย อดแค่นเสียงเหยียดหยามดูแคลนไม่ได้
“ข้าแม้หน้าตาอัปลักษณ์มาก แต่ข้าก็อบอุ่นอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง!”
จั่วม่อกล่าวอย่างสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม จากนั้นสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นประหลาด
พิกล “แล้วเจ้าเป็นใคร! พบไม่พบ เสียกงจู่ย่อมมีข้อตัดสินใจของตัวเอง
เจ้ามาขัดขวางข้าหมายความว่าอย่างไร? หรือเจ้าเกรงกลัวว่าเสียกงจู่พอ
พบหน้าข้าจะบังเกิดจิตปฏิพัทธ์ต่อข้า? ไฮ้ พี่น้อง เราต้องแข่งขันกันอย่าง
เป็นธรรม… …”
เสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นทันที มีบางคนถึงกับบีบเสียงเล็กเสียง
น้อย ร้องมาว่า “พี่เสิ่น ที่มันกล่าวมาก็ไม่ผิด!”
ตระกูลเสิ่นแม้ทรงพลังอำนาจ แต่นายน้อยเหล่านี้ผู้ใดไม่มีฉากหลัง
อันยิ่งใหญ่? บางคนยังเป็นคู่แข่งกับเสิ่นอวี้โดยตรง เพียงแต่ไม่มีผู้ใดมีพลัง
ฝีมือสูงส่งเท่ามัน ดังนั้นเสิ่นอวี้สะกดข่มทุกผู้คนเอาไว้อย่างราบคาบ ยามนี้
เมื่อมีโอกาสถมหินลงบ่อ โดยที่เสิ่นอวี้ไม่อาจตอบโต้ได้ถนัดนัก พวกมัน
ย่อมต้องฉวยโอกาสเป็นการใหญ่
“อะแฮ่มแฮ่ม พี่น้องอันประเสริฐผู้นี้ หัวใจอันเที่ยงแท้ของเจ้าเป็นที่
รับรู้กันไปทั่ว เจ้าในเมื่อยอมเสี่ยงภัยอย่างใหญ่หลวง ปีนกำแพงพระ
ตำหนักในเวลาดึกดื่นค่อนคืนเยี่ยงนี้! พวกเราก็สมควรให้โอกาสมันสัก
ครา!”
บางคนร้องชมเชยเสียงดังฟังชัด “ถูกต้อง ถูกต้อง! มันแม้อัปลักษณ์
แต่อบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง! ยิ่งอัปลักษณ์มาก! ก็ยิ่งอบอุ่นอ่อนโยนมาก!”
ผู้คนพากันหัวร่อเยาะเย้ยไม่ขาดปาก จั่วม่อแสร้งคำนับโดยรอบเที่ยว
หนึ่ง กล่าวเสียงดังกังวาน “ท่านทั้งหลายล้วนเป็นวิญญูชนที่มีน้าใจนัก!”
เสิ่นอวี้ถูกกลุ้มรุมถากถางแดกดันจนหน้าเขียวคล้า
จั่วม่อปากแม้กล่าวเสแสร้งเป็นเพื่อนเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ แต่ใน
ใจลอบประเมินสภาพรอบข้างอย่างรอบคอบถี่ถ้วน มันค้นพบกลิ่นอายที่
แทบจะสัมผัสไม่ได้อยู่หลายขุม ต้องลอบตื่นตัวขึ้นมา บังเกิดสังหรณ์
อันตรายอย่างแรงกล้า
จริงดังที่คาด องครักษ์ข้างกายสามกงจู่มีพลังฝีมือร้ายกาจเหนือ
ธรรมดา!
จั่วม่อทราบว่าแผนการของมันในคืนนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า สามกงจู่
ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ยังเหนือกว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก และสิ่ง
ที่ทำให้มันยิ่งสลดหดหู่กว่าเดิม คือสามกงจู่กลับพำนักอยู่ในพระตำหนัก
แห่งเดียวกัน มันเห็นได้ชัดว่าตอแยยอดฝีมือหลายคนอย่างพร้อมหน้า
เสิ่นอวี้แม้ถูกกลุ้มรุมเสียดสีเย้ยหยัน แต่มันไม่ใช่คนโง่เขลา ทราบดีว่า
หากโต้แย้งด้วยวาจา ระหว่างมันคนเดียวกับอีกฝ่ายนับร้อย มันย่อมไม่มี
ทางได้ชัย สีหน้าจึงกลับคืนสู่ความสงบ ดวงตาสาดประกายฆ่าฟันวูบ มัน
กล่าวเสียงเย็นยะเยือก “กงจู่มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง ไม่อาจปล่อยให้มีสิ่งใด
กวนใจนางได้ พี่ท่านในเมื่อมีเจตนาจะเสนอหน้าแนะนำตัว เช่นนั้นก็ให้ผู้
น้องลองทดสอบดูสักคราเถอะ!”
วาจายังไม่ทันจะกล่าวจบ มันก็โถมเข้าหาจั่วม่อด้วยสภาวะเกรี้ยว
กราดหมายชีวิต!
“อย่าได้ส่งเสียงดังเอะอะไป กงจู่บรรทมแล้ว” สุ้มเสียงแหบแห้งชรา
ภาพดังเบา ๆ ในโสตประสาทของทุกผู้คน
เสิ่นอวี้ที่กลางอากาศพลังสภาวะถดถอยลงทันควัน
ใบหน้าเบื้องหลังหน้ากากของจั่วม่อแปรเปลี่ยนเล็กน้อย สุ้มเสียงนี้ไม่
ดังกังวาน แต่กลับผุดขึ้นอย่างกะทันหัน ถึงกับนุ่มนวลอ่อนโยนประหนึ่ง
กระซิบอยู่ข้างหูก็มิปาน ทำเอาจั่วม่อถึงกับหัวใจเย็นเฉียบ
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มแรกมันก็สัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายเลือนราง
หลายสายพุ่งเป้ามายังมัน ล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของยอดฝีมืออันสูงล้าหลาย
คนตั้งแต่ต้น ดังนั้นมันแม้ตื่นตระหนกแต่ไม่ลนลาน
สำหรับเสิ่นอวี้ที่บุกจู่โจมเข้าหามัน ในสายตาของจั่วม่อ คนผู้นี้
ภายนอกอาจดูแกร่งกร้าวดุดัน แต่ภายในอ่อนยวบเหลวเละ!
ตัวโง่งมที่กระทั่งระหว่างต่อสู้กับผู้คนยังถูกถ้อยคำไม่กี่คำขู่ขวัญจน
ขลาดกลัว หากนี่เป็นการต่อสู้เดินพันชีวิต คนผู้นี้คงทอดร่างเป็นซากศพ
ไปแล้ว!
จั่วม่อไม่มีเวลาให้ขบคิดใคร่ครวญสิ่งใดอีก เนื่องเพราะกลิ่นอาย
เหล่านั้นจับนิ่งอยู่ที่ตัวมันตลอดเวลา
ค่าคืนนี้ อีกฝ่ายดูท่าไม่อนุญาตให้มันจากไปโดยง่ายดาย
การต่อสู้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้นเมื่อมันพบว่าเสิ่นอวี้ลดพลังสภาวะลงเพียงเพราะวาจาไร้แก่น
สารนั้น อดไม่ได้ต้องแย้มยิ้มเย็นชาอยู่หลังหน้ากาก!
แต่ในไม่ช้า จั่วม่อรอยยิ้มพลันแข็งค้าง แย้มยิ้มไม่ออกอีกต่อไป เนื่อง
เพราะ… มันไม่รู้ว่าจะใช้กระบวนท่าอันใดออกไป!
ซึ่งความจริงทั้งหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้าและหมัดเพลิงแกนฟ้า
ลำดับที่หนึ่ง ล้วนเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์เบื้องหน้า รับรองว่า
ต้องต่อยจนอีกฝ่ายใบหน้าเปลี่ยนสี! แต่หากมันใช้กระบวนท่าเหล่านี้
เท่ากับป่าวประกาศไปทั่วนครมหาสันติว่าเซี่ยวม่อเกอมาแล้ว
หรือว่ามันควรใช้ศาสตร์อสูร? มันสามารถใช้ศาสตร์บำบวงแดนร้าง
กาลสมัยอันเป็นศาสตร์อสูรขั้นสุดยอดของมัน แต่มันจดจำได้ว่าในการ
ต่อสู้กับเหมียวจุน มันเคยใช้ศาสตร์อสูรน้อยออกมาครั้งหนึ่ง จั่วม่อพลัน
สำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง! มีปิศาจไม่มากนักที่สามารถใช้ศาสตร์อสูร มัน
ยังคงไม่พ้นจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัย
พลังปราณ… …หรือจะให้มันใช้เคล็ดกระบี่เพลิงธารา?
พลังเทพ… …มันไม่ใช่อากุ่ยหรือเขิงเหลียนเอ๋อร์!
จั่วม่อค้นพบด้วยความเดือดดาลและหดหู่ใจ มันถึงกับไม่มีกระบวน
ท่าใดที่จะใช้ต่อสู้กับผู้คน
อย่างที่คิดเลยเชียว มันไม่เหมาะกับการย่องเบายามค่าคืน ช่างอ่อน
ด้อยไร้ประสบการณ์เสียจริง ๆ!
โดยไม่ต้องว่ากล่าวเป็นคำที่สอง จั่วม่อหมุนตัวเผ่นหนีไม่คิดชีวิต
ในทันที ยามนี้ไม่รีบหนียังจะรอถึงเมื่อใด?
“คิดหนีรึ?” เสิ่นอวี้ยิ้มเย็น ยามที่ผู้อื่นถากถางมัน มันสู้สะกดกลั้น
โทสะไว้จนจะอัดอกตายอยู่แล้ว บัดนี้พบว่าอีกฝ่ายถึงกับไม่กล้าต่อสู้ พาน
หลบหนีเอาดื้อๆ โทสะของมันก็แทบพลุ่งพล่านทะยานฟ้าแล้ว
มันเร่งทะยานออกไปในบัดดล พลังสภาวะล้อมตรึงแนบแน่นอยู่บน
ร่างของจั่วม่อ
จั่วม่อกล่าวพลางหัวร่อเสียงระคายหู “เสียกงจู่ วันนี้เราคุณชายเพียง
มีธุระด่วน หาได้เลิกล้มความตั้งใจไม่!”
สุ้มเสียงยังไม่ทันจะขาดหาย ร่างของมันก็ทะลวงหลุดออกจากพลัง
สภาวะของเสิ่นอวี้ในบัดดล ในเวลาเดียวกันเหล่ากลิ่นอายจาง ๆ ที่หลบ
ซ่อนอยู่แต่แรก พลันเร่งเร้าพลังสภาวะขึ้นในชั่วพริบตา อากาศรอบข้าง
ผนึกแข็งตัว กล้าแข็งปานกำแพงเหล็ก!
จั่วม่อเตรียมการอยู่แต่แรก ทันใดนั้นเร่งเร้าพลังทั่วร่าง ผนึกรวมรั้ง
ด้วยเศษเสี้ยวพลังเทพสายหนึ่ง ดวงตาสาดประกายสีทองวูบ คนคล้าย
ค้อนเหล็กทลายน้าแข็ง หวดฟาดใส่ม่านพลังแข็งกล้าดุจเหล็กที่กลาง
อากาศเบื้องหน้าอย่างหักโหม!
ปัง!
เสียงระเบิดดังเสียดหู!
กำแพงอากาศรอบกายจั่วม่อแตกระเบิดในคราวเดียว ท่ามกลางเมฆ
หมอกหนาทึบ คล้ายเห็นร่างหนึ่งวาบผ่านไป
เสิ่นอวี้สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย หมัดขวาต่อยใส่อากาศว่างเปล่า
ม่านหมอกสลายหายไป ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือแม้แต่เงา
เมื่อกลับไปยังเคหะสถาน จั่วม่ออารมณ์ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อ
สังเกตเห็นร่องรอยสนุกสนานอย่างไม่ปิดบังในดวงตาของเขิงเหลียนเอ๋อร์
มันยิ่งรู้สึกย่าแย่กว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม เสี่ยวม่อเกอหาใช่คนที่จะยอมพ่ายแพ้ด้วยความเพลี่ยง
พล้าเพียงเล็กน้อยเท่านี้ไม่ หนแรกเป็นการทดลอง ครั้งที่สองจึงจะคุ้นเคย
มันทบทวนสิ่งที่เพิ่งค้นพบ ฝีมือซ่อนเร้นร่องรอยของมันไม่ดีพอ ในบรรดา
พวกมันทั้งสาม มีเพียงมันคนเดียวที่ถูกค้นพบ นี่เป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน
มิหนำซ้ามันยังขาดแคลนวิชาฝีมือที่จะใช้ในยามปลอมตัวอีกด้วย มิ
เช่นนั้นเจ้าหนุ่มหน้าหยกผู้นั้น เกรงว่าต้องศีรษะแตกระเบิดเป็นบุปผาบาน
สะพรั่งไปแล้ว
แต่จะอย่างไร วันนี้มันยังคงได้รับข่าวสารสำคัญไม่น้อย ยามนี้มัน
มั่นใจว่ากงจู่ทุกนางล้วนมียอดฝีมืออันกล้าแข็งอยู่ข้างกาย นี่ไม่ใช่เรื่อง
เหนือความคาดหมาย แต่สร้างความยากลำบากให้แก่พวกมัน
ยอดฝีมือชั้นสูงมักยินดีเป็นองครักษ์ส่วนตัวให้แก่ตระกูลสูงศักดิ์ ไม่
ชมชอบเข้าร่วมกองทัพ
ซึ่งความจริง ในกองทัพมียอดฝีมือที่บรรลุด่านเจียงไม่มากนัก ผู้ที่
สามารถบรรลุด่านเจียง คนผู้นั้นต้องมีความลุ่มหลงงมงายต่อการฝึกฝีมือ
ในระดับที่เหนือล้ากว่าคนทั่วไปมาก คนเหล่านี้มักไม่ชอบชมระเบียบวินัย
ที่เข้มงวด ส่วนในบรรดายอดฝีมือของกองทัพ ยอดฝีมือด่านเจียงของ
กองทัพส่วนมากจะเป็นตัวแม่ทัพบัญชาการศึกเอง พวกมันแม้บรรลุด่าน
เจียง แต่จะมีฝีมือในกระบวนทัพเสียมากกว่า พลังฝีมือส่วนบุคคลมักไม่
กล้าแข็งเท่าใด
เช่นเดียวกันกับซิวเจ่อและอสูร
เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือในศึกสงคราม ยอดฝีมือด่านเจียงมีอัตรา
การตายสูงมาก ในการปะทะหักหาญระหว่างกองทัพ ปิศาจด่านเจียงหรือ
ชนชั้นหยวนอิงมักจะตกเป็นเป้าหมายพิฆาตเข่นฆ่าให้อาสัญเป็นอันดับ
แรก
อย่างไรก็ตาม คิดเพาะสร้างชนชั้นหยวนอิงผู้หนึ่งนับเป็นเรื่องลำบาก
ยากเย็นแสนเข็ญ เทียบกันแล้ว เพาะสร้างกองทัพขบวนหนึ่งยังมีค่าใช้จ่าย
ที่ย่อมเยากว่าเสียอีก นอกเหนือจากศึกสำคัญที่ตัดสินความเป็นความตาย
แล้ว ไม่มีสำนักใดยินยอมเสี่ยงอันตราย ส่งชนชั้นหยวนอิงเข้าร่วมศึก
สำหรับชนชั้นจอมปิศาจด่านไสว้หรือจ้าวปิศาจด่านหวัง ก็ไม่
จำเป็นต้องเอ่ยถึงแล้ว
ดังนั้นบางครั้งเมื่อต้องเผชิญกับยอดฝีมือเช่นนี้ ยังน่าปวดเศียรเวียน
เกล้าเสียยิ่งกว่าต่อกรกับกองทัพอันกล้าแข็งขบวนหนึ่งเสียอีก
จั่วม่อบัดนี้ก็ปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่ง
ยอดฝีมือชั้นสูงเหล่านี้ปิดโอกาสลอบเข้าไปสืบเสาะของมันจนหมด
สิ้น เทียบกันแล้วแผนการของผูเยากับเว่ยยังดูเป็นไปได้มากกว่า
เป็นที่พึงตาต้องใจของกงจู่ พาตัวเข้าสนิทชิดเชื้อกับกงจู่ ปล่อยให้กง
จู่เกลี้ยกล่อมมันเข้าร่วม จากนั้นค่อยยื่นเงื่อนไขของมัน
ชื่อเสียงของมันกระเดื่องดังไปทั่วนครมหาสันติ แต่มันยังสงสัยว่าเสีย
กงจู่จะพึงตาต้องใจมันหรือไม่?
วิธีการของผูเยาแม้ดีงาม แต่อำนาจในการกำหนดทั้งหมดกลับตกอยู่
ในมือของเสียกงจู่ นี่ทำให้จั่วม่ออึดอัดขัดใจยิ่ง
บางทีมันอาจเป็นฝ่ายรุกให้มากกว่านี้จะดีกว่าหรือไม่?
จั่วม่อตาเป็นประกายเรืองรอง!
“คนเมื่อครู่เป็นอย่างไร?” เสียกงจู่สังเกตเห็นสีหน้าหญิงรับใช้วัย
กลางคน อดเอ่ยถามไม่ได้
“ฝีมือกล้าแข็งยิ่ง!” หญิงรับใช้วัยกลางคนกล่าวตรง ๆ “บางทีมันอาจ
จงใจเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้ตัวเองดูอัปลักษณ์ พลังฝีมือของมันกล้าแข็ง
กว่าคนทั่วไป ข้าไม่อาจค้นพบสิ่งใดได้”
“กล้าแข็งกว่าคนทั่วไป?” เสียกงจู่มีสีหน้าสนอกสนใจ “กล้าแข็งกว่า
เท่าใด?”
“เราใช้พลังสภาวะของพวกเราสะกดตรึงมันเอาไว้ แต่มันยังคงหลุด
รอดลอยนวลจากไปได้อย่างสะดวกดาย” หญิงรับใช้วัยกลางคนกล่าว
อย่างเย็นชา
“เช่นนั้นก็กล้าแข็งกว่าคนทั่วไปมากจริง ๆ” เสียกงจู่มีสีหน้าครุ่นคิด
แล้วถามอย่างกะทันหัน “หรือว่ามันมาที่นี่เพราะหอสมบัติมหาสันติ?”
“ยากจะบอกได้” หญิงรับใช้วัยกลางคนกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ครา
ครั้งนี้เรื่องนี้อึกทึกครึกโครมไปทั่ว ข่าวคราวจู่ ๆ ก็แพร่สะพัดออกไป เป็นที่
แน่นอนว่าใครบางคนจงใจโหมกระพืออยู่ในเงามืด”
“หรือว่ามีคนอื่นล่วงรู้ความลับของหอสมบัติมหาสันติเช่นกัน?” เสีย
กงจู่เพ่งตาคู่งามมองดูหญิงรับใช้วัยกลางคน
“เป็นไปไม่ได้!” หญิงรับใช้วัยกลางคนกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
“ข้าใช้เวลานานหลายปีพากเพียรปกปิดความลับนี้”
“ซือจื่อหมิงมีลูกหลานหรือไม่?” เสียกงจู่ถามเสียงขรึมเครียด
“ไม่มี” หญิงรับใช้วัยกลางคนสั่นศีรษะอย่างมั่นอกมั่นใจ “มารดาข้า
ปรนนิบัติรับใช้มันชั่วชีวิต ยังไม่เคยเห็นว่ามันมีสตรีอื่นใด”
“ช่างเป็นผู้เฒ่าที่มีจิตใจบริสุทธิ์นัก!” เสียกงจู่หัวร่ออย่างหยาดเยิ้ม
“ข้าได้แต่หวังว่าผู้คนของนครมหาสันติจะไม่คร่าครึเช่นซือจื่อหมิง”
“แล้วเจ้าไม่สนใจเซี่ยวม่อเกอบ้างรึ?” หญิงรับใช้วัยกลางคนถาม
อย่างสงสัยใจอยู่บ้าง
“มันปรากฏตัวขึ้นอย่างพอเหมาะพอดีเกินไป” เสียกงจู่กล่าวด้วย
รอยยิ้มพริ้มพราย “ท่านไม่รู้สึกรึ ว่ามันคล้ายเฝ้ารอคอยพวกเราอยู่? แม้
ข้าจะไม่ล่วงรู้ว่ามันมุ่งเป้ามายังผู้ใดในหมู่พวกเราทั้งสาม แต่สัญชาตญาณ
ของข้าร้องเตือนข้าเช่นนี้!”
จั่วม่อหาได้ล่วงรู้ไม่ว่าเสียกงจู่ตั้งข้อสงสัยต่อมันเรียบร้อยแล้ว แต่ต่อ
ให้มันทราบ มันก็ไม่มีหนทางให้ล่าถอย ซึ่งความจริงในใจมันยังมีแผนการ
สุดท้ายอยู่อีก นั่นคือให้เปี๋ยหานเคลื่อนทัพกองพันบาปเคราะห์เข้าคร่ากุม
เสียกงจู่อย่างซึ่งหน้า
นี่จะเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมันทราบว่าหากทำเช่นนั้นเท่ากับ
หวดฟาดใส่รังแตนซึ่งๆ หน้า จากนั้นพวกมันก็ต้องเผชิญกับช่วงเวลาอัน
ยากลำบากในการเดินทางผ่านอาณาจักรปิศาจ ดังนั้นจั่วม่อไม่คิดใช้
วิธีการอันรุนแรงเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม หากวิธีการอื่นล้วนใช้การไม่ได้ มันก็
ไม่ได้ปฏิเสธหนทางสุดท้ายสายนี้
แน่นอนว่ายังมีเหตุผลอีกประการหนึ่ง นั่นคือเปี๋ยหานยังคงต้องการ
เวลาปรับตัวให้เข้ากับกองพันบาปเคราะห์ใหม่
สมาธิจิตใจของจั่วม่อล้วนพุ่งเป้าไปยังเสียกงจู่อย่างสมบูรณ์ ถึงกับไม่
แยแสสนใจเรื่องสนุกสนานน่าสนใจเช่นหอสมบัติมหาสันติแม้แต่น้อย
มันตัดสินใจช่วงชิงเป็นฝ่ายรุก ไม่มัวแต่คาดหวังให้โอกาสลอยมาหา
มันเอง
“เชื้อเชิญข้า?” จั่วม่อมองดูเทียบเชิญในมือ หลังจากกวาดตาอ่าน
อย่างรวดเร็ว อดงุนงงสงสัยไม่ได้ “ซือเยวี่ยอี้ผู้นี้เป็นใคร?”