สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 602 เซี่ยวม่อเกอเมามาย
Page 1 of 11
“เฮ้ นั่นมิใช่พี่เซี่ยวม่อเกอหรอกรึ!” สุ้มเสียงคุ้นหูดังมาจากทาง
เบื้องหลังของมัน
จั่วม่อหันไปมอง สีหน้าเบิกบานใจขึ้นมาทันที “ฮ่าฮ่า ที่แท้เป็นพี่
หลัน!” ผู้ที่ทักทายมันเป็นหลันเทียนหลงเอง ทั้งยังมีหลันหยงผู้น้องยืนอยู่
เคียงข้าง
“พี่น้อง เจ้าไม่ยอมมาหาข้าเพื่อร่าดื่มสักที! ไม่ได้ วันนี้ในเมื่อพบหน้า
ข้าจะไม่ละเว้นเจ้าแน่! พวกเราไม่เมามายไม่เลิกรา!” หลันเทียนหลงหัวร่อ
อย่างโอ่อ่าผ่าเผย
จั่วม่อมีความรู้สึกที่ดีต่อหลันเทียนหลงผู้นี้ไม่น้อย ยามนี้เห็นหน้าหลัน
เทียนหลง ประหนึ่งพบพานผู้มีพระคุณช่วยชีวิต รีบกล่าวว่า “เช่นนั้นวันนี้
ข้าขอติดสอยห้อยตามพี่หลันแล้ว!”
“ไม่มีปัญหา! ในนครมหาสันติแห่งนี้ ผู้น้องแม้ไม่เป็นที่นับหน้าถือตา
แต่อย่างน้อยยังรู้จักมักคุ้นกับผู้คนอยู่บ้าง!” หลันเทียนหลงรับคำโดยไม่
เกี่ยงงอนให้มากความ จากนั้นหันไปแนะนำหลันหยงที่ยืนอยู่ด้านข้าง “นี่
น้องชายข้า หลันหยง”
จั่วม่อกับหลันหยงประสานมือคารวะให้แก่กัน หลันหยงผู้นี้ท่วงท่ารูป
โฉมแตกต่างจากหลันเทียนหลงอย่างสิ้นเชิง ดูสุภาพเรียบร้อยและสงบ
เยือกเย็น
ฝ่ายหลันหยงเองก็เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ต่อจั่วม่อ ตั้งแต่แรก
พบหน้า มันก็ลอบสังเกตสังกาจั่วม่ออยู่ตลอดเวลา
Page 2 of 11
เมื่อมีคนคอยนำทาง จั่วม่อค่อยเบาใจลงว่ามันคงไม่ทำให้ตัวเองต้อง
อับอายขายหน้าแล้ว มันประกบอยู่ข้างกายหลันเทียนหลง สนทนา
สัพเพเหระเรื่อยเปื่อย หลันเทียนหลงมือหนึ่งหิ้วเหยือกสุรา ซึ่งมีความสูง
แทบจะเท่ากับเข่าของมันทีเดียว เมื่อพบพานคนรู้จัก มันจะยกเหยือกสุรา
แหงนหน้ากรอกปากอย่างดุดัน ไม่ใส่ใจหยดสุราที่ไหลชุ่มโชกอกเสื้อ ดู
องอาจเหี้ยมหาญอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
จั่วม่อพอเห็นเข้าก็หลงใหลได้ปลื้มทันที มันลอกเลียนท่วงท่าของ
หลันเทียนหลง ถือเหยือกสุราติดมือไปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าผู้ใดเสนอหน้า
คารวะสุรามัน มันล้วนไม่ปฏิเสธบอกปัด แหงนหน้ายกสุรากรอกปากอย่าง
เมามัน ปล่อยให้สุราอาบชุ่มไปทั่วร่าง ให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่าง
บอกไม่ถูก เบิกบานสำราญใจเป็นอย่างยิ่ง
วิธีดื่มสุราของหลันเทียนหลงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีผู้ใดเสมอ
เหมือน ยากจะพบพานผู้ที่ร่าดื่มอย่างสะใจเช่นเดียวกับมัน ต้องรู้สึกคึกคัก
ขึ้นอักโข รีบฉุดลากจั่วม่อเตร็ดเตร่ไปมา เพื่อหาคนมาคารวะสุราด้วย!
หลันหยงติดตามหลังคนทั้งสองด้วยสีหน้าเจื่อนขม บางครั้งยังต้อง
คอยขอโทษขอโพยผู้คนรอบ ๆ แทนปิศาจสุราทั้งสองด้วย
“ข้าบอกต่อเจ้า สุราของผู้เฒ่าซือ… …นับเป็นยอดสุราทั้งหมด” หลัน
เทียนหลงกล่าวเสียงอ้อแอ้ คล้ายลิ้นเริ่มแข็งทื่อ สองตาเลื่อนลอย มือหนึ่ง
โอบไหล่จั่วม่อ อีกมือหนึ่งถือเหยือกสุรา กล่าวด้วยเสียงที่ยากจะรับฟังได้
ถนัด “เจ้าต้องดื่มให้มากกว่านี้ … …หากเจ้าดื่มมากขึ้นอึกหนึ่ง เช่นนั้นก็
กำไรอีกส่วนหนึ่ง…อึ่ก…สุราที่ดี… …”
Page 3 of 11
“พี่น้อง…เจ้า…กล่าวได้ดี!” จั่วม่อใบหน้าแดงก่า ยกนิ้วชี้ตั้งขึ้น ส่ายไป
มา พอนิ้วส่ายศีรษะก็โยกส่ายตามไปด้วย พลางกล่าวว่า “มีของดีที่ได้
เปล่า แต่ไม่ยอมดื่ม… …นับเป็นลูกเต่า”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ประเสริฐ! ด่าได้ประเสิรฐ! มามา ดื่ม!” หลันเทียนหลง
คว้าเหยือกสุรา แหงนหน้าเทสุรากรอกปากดังอัก ๆ
จั่วม่อก็ยกเหยือกสุรา เลียนเยี่ยงหลันเทียนหลง ดื่มสุราอึกใหญ่ด้วย
สุราเมื่อล่วงผ่านเข้าไปในลำคอ ก็เปลี่ยนเป็นคลื่นความร้อนสายหนึ่ง
ม้วนกวาดลงไปยังทรวงอก ไม่ทราบว่าสุรานี้ทำจากสิ่งใด ภายในร่างกาย
ของจั่วม่อ ฤทธิ์สุราประหนึ่งเปลวเพลิงร้อนแรง แล่นพล่านไปทั่ว เมล็ด
ผลึกสุริยันในกายจั่วม่อคล้ายถูกกระตุ้นจนตื่นขึ้นมา หมุนคว้างอย่างเกรี้ยว
กราด
จั่วม่อรู้สึกว่าลูกไฟอันร้อนแรงในทรวงอกเติบโตขึ้น ลำคอถูกแผดเผา
ด้วยความกระหาย มันต้องการดื่มมากกว่านี้ ต้องยกเหยือกสุราเทกรอก
ปากอย่างไม่อาจควบคุมบังคับ
ชั่วพริบตาที่สุราราดลงไปในลำคอ ก็กลับกลายเป็นคลื่นความเย็น
สายหนึ่ง แต่แล้วฉับพลันทันใด ลูกไฟในร่างกายมันก็คล้ายจะเติบโต
ร้อนแรงขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
หลันหยงมองดูคู่หูมหาประลัยอย่างทำอะไรไม่ถูก ในกาลก่อนมี
เพียงหลันเทียนหลงผู้เดียวที่ดื่มอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ และมันเองที่ต้องเป็น
คนตามเช็ดตามล้างนับครั้งไม่ถ้วน มาวันนี้กลับปรากฏปิศาจสุราคนที่สอง
Page 4 of 11
ขึ้นอีก เมื่อมีคนที่ร่าดื่มสุราอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่รวมกันเป็นคู่ มันก็ได้
แต่สั่นศีรษะสีหน้าละห้อยหดหู่แล้ว
สุราปิศาจเมิ่งผอ9ของซือเยวี่ยอี้เป็นหนึ่งในยอดสุราที่มีฤทธิ์รุนแรง
ที่สุดในภพปิศาจ เมื่อมองดูโดยรอบ ผู้คนทั้งหมดล้วนพากันจิบทีละน้อย มี
เพียงสองตัวโง่งมที่เบื้องหน้ามันนี้เท่านั้น ที่ดื่มอย่างดุเดือดเลือดพล่านถึง
เพียงนี้ หลันหยงย่อมทราบดีว่าพี่น้องของมันเป็นเช่นนี้ แต่นึกไม่ถึงว่า
เซี่ยวม่อเกอ ผู้ที่ดูภายนอกหาได้มีเค้าดุร้ายเหี้ยมหาญอันใดไม่ ไฉนเวลาร่า
ดื่มจึงดุดันถึงเพียงนี้เล่า
แน่นอนว่าผู้คนไม่อาจดูแต่ภายนอกได้จริง ๆ! หลันหยงสั่นศีรษะ
อย่างระอาใจ
“พี่เทียนหลง ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้วก็ยังคงมีสารรูปเช่นนี้รึ?”
สุ้มเสียงกระจ่างชัดดังขึ้นใกล้ ๆ
หลันหยงสีหน้าเคร่งเครียดเย็นชาลงทันควัน ไม่ต้องหันไปมองก็ทราบ
ว่าเป็นผู้ใด อดแย้มยิ้มเย็นเยียบไม่ได้ “เทียบกับพี่เสิ่นแล้ว พี่ชายข้านับว่า
ยังมีที่ให้ภาคภูมิใจมากพอ ฟังว่าเมื่อค่าคืนที่ผ่านมา ภายใต้สายตาของ
ผู้คนมากมาย พี่เสิ่นกลับถูกพี่ชายที่อัปลักษณ์ยิ่งแต่อบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง
หลอกล่อจนหัวปั่นมิใช่รึ? เสียกงจู่ก็คงได้ชมดูด้วยกระมัง? ข้าอยากรู้นัก
เสียกงจู่มีความเห็นใดบ้าง?”
9 เมิ่งผอหรือยายเฒ่าเมิ่ง เป็นเทพประจำนรกภูมิ มีหน้าที่ให้วิญญาณที่จะไปเกิดใหม่ดื่มน้าแกงเบญจรส เพื่อให้
ลืมเลือนอดีตชาติเสียก่อน
Page 5 of 11
การตอบโต้ของหลันหยงกระทบถูกจุดอ่อนของเสิ่นอวี้พอดี เรื่องเมื่อ
คืนเป็นความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ของเสิ่นอวี้ ทุกผู้คนเฝ้ามองดูมัน แต่มัน
กลับปล่อยให้ผู้อื่นหลบหนีลอยนวลไปต่อหน้าต่อตา เรียกได้ว่าเสื่อมเสีย
หน้าขนานหนัก
หลันหยงพออ้าปากก็จู่โจมใส่รอยแผลสดใหม่ของมันอย่างไม่รีรอ
ลังเล เสิ่นอวี้ดวงตาทอประกายฆ่าฟันวูบ
เสิ่นอวี้แย้มยิ้มอย่างเย็นชา “น้องเล็กหลันหยงยังคงลิ้นลมคล่องแคล่ว
คมคายดุจเดิม เพียงมิทราบว่ากระบวนท่าของพี่หลันรวดเร็วได้สักครึ่งของ
ลิ้นลมหรือไม่?”
เสิ่นอวี้เพลันเพิ่มระดับเสียงในบัดดล “วันนี้เป็นวันดี ไหนเลยจะขาด
การประลองฝีมือเพื่อกระตุ้นอารมณ์ครึกครื้นได้? น้องเล็กหลันหยง ว่า
อย่างไร สนใจมาเล่นกันสักรอบหรือไม่?”
ตำหนักอันอึกทึกคึกคักพลันเงียบกริบลงในชั่วพริบตา ทุกผู้คนล้วน
หันมองมาเป็นตาเดียว หลายคนมีสีหน้ากระตือรือร้นสนใจขึ้นมาทันที
ตระกูลเสิ่นกับตระกูลหลันมีข้อบาดหมางกันเรื่อยมา เสิ่นอวี้ไหนเลยจะ
ยอมพลาดโอกาสหยามอัปยศอีกฝ่าย?
หลันหยงหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ต่อหน้าผู้คนมากมายหากมันแสดง
ความอ่อนแอ ชื่อเสียงของมันและตระกูลหลันคงย่อยยับอัปราแล้ว แต่ห
ลันหยงล่วงรู้ขีดความสามารถของตนดี พลังฝีมือของมันแม้นับว่าไม่เลว
แต่หากเทียบกับเสิ่นอวี้ผู้เป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเสิ่น มัน
Page 6 of 11
ยังคงอ่อนด้อยกว่ามาก ต่อให้เป็นหลันเทียนหลงยังอ่อนด้อยกว่าเสิ่นอวี้อยู่
บ้าง
แต่ในเวลาเช่นนี้ มันย่อมมิอาจล่าถอย… …
ขณะที่มันลอบขบกราม กำลังจะตอบรับ สุ้มเสียงเลอะเลือนเสียงหนึ่ง
พลันโพล่งขึ้นข้างกาย “ไฮ้ เจ้ามิใช่ ‘คนที่อัปลักษณ์อย่างยิ่งแต่อบอุ่น
อ่อนโยนมาก’ ผู้นั้นหรอกหรือ?”
ผู้กล่าววาจาย่อมเป็นจั่วม่อ เห็นมันดิ้นรนลุกขึ้นยืนส่ายไปส่ายมา ถึง
ยามนี้ความคิดจิตใจของมันเลอะเลือนอลวนอย่างสิ้นเชิง แต่มันยังคงรู้สึก
ว่าเสิ่นอวี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง มันแม้จะเมามาย แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดกลับ
เห็นคนผู้นี้เป็นที่ขัดตายิ่งนัก มิหนำซ้ามันยังรู้สึกว่าประโยค ‘คนที่
อัปลักษณ์อย่างยิ่งแต่อบอุ่นอ่อนโยนมาก’ ฟังดูคุ้นหูไม่น้อย จั่วม่อผู้เมา
มายจนเลอะเลือน ผลักดันป้ายยี่ห้อนี้ครอบลงบนศีรษะผู้อื่นแทน หลงลืม
ไปอย่างสมบูรณ์ว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันเอง
ทั่วตำหนักที่เงียบกริบดุจป่าช้าเพราะเสิ่นอวี้ท้าประลองหลันหยง
บัดนี้แทบระเบิดไปด้วยเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว
บรรดาผู้ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงหากมิใช่ชนชั้นสูงศักดิ์ ก็เป็นคหบดีอันมั่ง
คั่ง ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่มีกลวิธีรวบรวมข่าวสารของตน ประโยค ‘คนที่
อัปลักษณ์อย่างยิ่งแต่อบอุ่นอ่อนโยนมาก’ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแพร่สะพัดไป
ทั่วนครมหาสันติตั้งแต่แรก ดังนั้นพวกมันพอฟังจั่วม่อถามไถ่เสิ่นอวี้เช่นนี้
ล้วนพากันหัวร่องอหายอย่างไม่มีข้อยกเว้น
Page 7 of 11
เสิ่นอวี้ใบหน้าแดงฉานปานตับสุกร จั่วม่อถึงกับฉีกกระชากรอยแผล
ของมันต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง
เหล่านายน้อยตระกูลใหญ่ล่วงรู้จังหวะเวลาเป็นอย่างดี พากันโห่ร้อง
เป่าปากไม่ขาดหู พวกมันเมื่อเห็นสภาพน่าหัวร่อของเสิ่นอวี้ย่อมปิติยินดี
ยิ่ง ร้องตะโกนหนุนออกมาจากท่ามกลางฝูงชน “วาวาวา อัปลักษณ์ยิ่ง แต่
อบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง!” “ยิ่งอัปลักษณ์! ก็ยิ่งอบอุ่นอ่อนโยน!”
เสิ่นอวี้ไหนเลยจะเคยได้รับความอัปยศอดสูถึงเพียงนี้มาก่อน ใบหน้า
เปลี่ยนจากแดงก่าเป็นดำคล้า หว่างคิ้วทอแววดุร้ายอำมหิต ดวงตาสาด
ประกายดุจสายฟ้า สุ้มเสียงเย็นยะเยียบ
“ท่านที่นับถือคือ?”
จั่วม่อที่ยังคงเลอะเลือนเมามาย พอฟังว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักมัน ต้องขุ่น
ข้องใจขึ้นมาทันที ร้องตวาดเสียงดังฟังชัด “เจ้ากระทั่งข้ายังไม่รู้จัก? แล้ว
ยังจะคิดมาคลุกคลีอยู่ในนครมหาสันติอีกหรือไร?” มันดึงหลันหยงเข้ามา
ใกล้ จากนั้นกระซิบถามด้วยเสียงอันดังว่า “เจ้ามิใช่บอกว่างานเลี้ยงครั้งนี้
ต้อนรับแต่คนมีชื่อเสียงเรียงนามหรอกรึ? ไฉนปล่อยให้บุคคลเช่นนี้เข้ามา
ได้ด้วย?”
เสียงหัวร่อดังกระหึ่มกึกก้องขึ้นอีกครั้ง จั่วม่อในยามนี้คล้ายเต็มไป
ด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจ โฉมสะคราญหลายนางปิดปากหัวร่อคิกคัก บางนางที่
ขวัญกล้าบังอาจสักหน่อยลอบชม้ายชายตาให้แก่จั่วม่อเป็นระยะ ผู้คนทั่ว
ทั้งนครมหาสันติล้วนรู้จักมันดี เนื่องเพราะปรากฏการณ์หมู่ดาวประทาน
พรเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง
Page 8 of 11
มองดูใบหน้าที่แทบบิดเบี้ยวของเสิ่นอวี้ หลันหยงไม่เคยรู้สึกว่าเซี่ยว
ม่อเกอน่ารักถึงเพียงนี้มาก่อน ในใจรู้สึกดียิ่ง มันเบิกบานใจจนแทบกู่
คำรามออกมา
ลูกพี่ ดื่มอีกสักหน่อยเถอะ… …
มันแทบคิดหาเหยือกสุราอีกสักเหยือก ยัดใส่มือจั่วม่อเสียเดี๋ยวนี้เลย
ในเวลานี้เอง เสิ่นอวี้ค่อยสงบใจลง มันทราบดีว่าวันนี้มันคงไม่แคล้ว
ต้องเสื่อมเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง แต่ทว่า… …
ขอเพียงตัวโง่งมเหล่านี้ได้ประจักษ์ในความแข็งแกร่งของมัน พวกมัน
ย่อมต้องหุบปากเงียบไปเอง สายตาที่มองมายังมัน จะกลับคืนสู่ความครั่น
คร้ามยำเกรงอีกครั้ง! ยังจะมีสิ่งใดปิดปากผู้คนได้ดีไปกว่าพลังอำนาจอีก
เล่า?
ต่อหน้าพลังอำนาจ คำเยาะเย้ยถากถางไม่มีคุณค่าความหมายใด
เพียงตบฟาดเบา ๆ สักหนึ่งฝ่ามือ รังแต่จะกระจายหายไปดุจฟองอากาศ
เสิ่นอวี้ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอีกครั้ง “ผู้น้องไม่รู้ความ ไม่ทราบเลย
จริง ๆ โปรดชี้แนะด้วย”
หลันหยงรอยยิ้มบนใบหน้าสลายหายไปทันควัน มันเข้าใจเสิ่นอวี้เป็น
อย่างดี ทุกครั้งที่เสิ่นอวี้มีสีหน้าเช่นนี้ หมายความว่าบังเกิดความคิดฆ่าฟัน
ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว คนผู้นี้จะใช้เล่ห์อุบายทุกวิถีทางเพื่อฆ่าฝ่ายตรงข้ามให้
จงได้!
เซี่ยวม่อเกอ… …
หลันหยงหันไปมองเซี่ยวม่อเกออย่างหวาดวิตก
Page 9 of 11
จั่วม่อขมวดคิ้วฉับ กล่าวติดตลกว่า “ชี้แนะ?” จากนั้นยกมือขวาแบ
หรา ยื่นไปหาอีกฝ่าย พลางกระดิกนิ้วเบา ๆ เป็นสัญญาณ
หลันหยงสีหน้างุนงงสงสัย ท่ามือเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?
เสิ่นอวี้แน่นอนว่าย่อมไม่เข้าใจเช่นกัน แต่มันไม่ถูกโยกคลอน เพียง
ถามว่า “นี่คือ?”
“เจ้าไม่เพียงอัปลักษณ์ แต่ยังสมองทึบด้วยหรือไร” จั่วม่อผู้ถูกฤทธิ์
สุราครอบงำกล่าวอย่างอดรนทนไม่ได้ “เจ้าใช่ล่วงรู้กฏเกณฑ์ของโลกบ้าง
หรือไม่? คิดเรียนถามขอคำชี้แนะจากผู้คน หรือว่าเจ้าไม่ต้องจ่ายเงิน?”
ทั่วทั้งตำหนักใหญ่เงียบสนิทดุจป่าช้า ทุกผู้คนรวมทั้งหลันหยงด้วย
ล้วนปากอ้าตาค้าง พวกมันถูกกระบวนท่าที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน
ของจั่วม่อขู่ขวัญจนไร้วาจาจะกล่าว
“ห้าสิบม๋อเป้ย ขอบพระคุณ”
เสิ่นอวี้อ้าปากหวอ เบิกตาโปนตาเหม่อมองจั่วม่ออย่างโง่งม รอจนมัน
ตั้งสติได้ ตบ ๆ ไปตามร่างกายของตนอยู่อึดใจใหญ่ ใบหน้าก็กลับ
กลายเป็นสีแดงฉานปานตับสุกรอีกรอบ มันไม่มีม๋อเป้ยติดตัวแม้แต่ชิ้น
เดียว! อาศัยศักดิ์ฐานะอันสูงส่งของเสิ่นอวี้ ระหว่างมาร่วมงานเลี้ยงมันเคย
ต้องพกพาม๋อเป้ยตั้งแต่เมื่อใดกัน?
หากให้เสี่ยวม่อเกอบ่งบอกถึงผู้คนประเภทที่มันไม่ชมชอบ แน่นอน
ว่าอันดับแรกจะต้องเป็นคนที่ไม่มีม๋อเป้ย เพราะนี่หมายความว่ามันไม่
สามารถรีดเค้นเอาน้ามันจากผู้อื่นได้
ยังจะมีสิ่งใดน่าแค้นใจมากไปกว่านี้อีกเล่า?
Page 10 of 11
“กระทั่งห้าสิบม๋อเป้ยยังไม่มี… …” จั่วม่อบ่นพึมพำ สายตาเมามายที่
มองดูเสิ่นอวี้เต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม
ผู้คนมากมายสีหน้าแปลกพิกล เสียงพึมพำของจั่วม่อแม้ไม่ดังนัก แต่
ผู้คนในที่นี้ผู้ใดไม่มีโสตประสาทอันยอดเยี่ยม ล้วนได้ยินถนัดชัดเจนกัน
ถ้วนหน้า
“ข้าจะจ่ายแทนมันเอง” สุ้มเสียงเกียจคร้านเย้ายวนดังขึ้นอย่าง
กะทันหัน จั่วม่อยังไม่ทันมีปฏิกิริยาใด ม๋อเป้ยหลายชิ้นก็ร่วงกราวลงสู่มือ
ของมันอย่างนุ่มนวล เมื่อเห็นว่าผู้เสนอหน้าเป็นผู้ใด เสิ่นอวี๋สีหน้า
แปรเปลี่ยนทันควัน การกระทำของเสียกงจู่ทำให้มันตื้นตันใจสุดระงับ!
จั่วม่อยิ้มออกทันที มันโยนม๋อเป้ยหลายชิ้นนั้นอยู่ในมือ จากนั้นหันไป
ยัดใส่มือหลันหยง “จดจำไว้ นำไปซื้อสุราเพิ่มให้แก่ข้าด้วย”
กล่าวจบคำ ก็เมินเฉยอย่างสิ้นเชิงต่อสีหน้ากระอักกระอ่วนของห
ลันหยง หันไปกล่าวกับเสิ่นอวี้อย่างจริงจัง “ข้าจะบอกแค่ครั้งเดียว อย่าได้
ลืมเลือนเสียเล่า ข้าเรียกว่า เซี่ยวม่อเกอ!”
เสียกงจู่พอฟังดวงตาทอประกายประหลาดวูบหนึ่ง ส่วนเสิ่นอวี้แย้ม
ยิ้มอย่างสบใจ
เห็นเสิ่นอวี้แย้มยิ้ม จั่วม่อก็ยิ้มด้วย
Page 11 of 11
นี่เรียกว่าเหยียบย่าจนรองเท้าสึกกร่อนไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่
ยากเย็นจริง ๆ
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจเสิ่นอวี้เป็นเช่นนี้ ระหว่างทางมายังนคร
มหาสันติ มันต้องทนรับฟังเสียกงจู่กับคนอื่น ๆ ยกย่องชื่นชมเซี่ยวม่อเกอ
ไม่รู้ว่ากี่ครั้งกี่หน จัดวางศัตรูผู้นี้ไว้ในรายชื่อคนที่มันต้องเหยียบย่าให้จม
ธรณีตั้งแต่แรก
นึกไม่ถึงว่าปิศาจสุราตนนี้ จะเป็นเซี่ยวม่อเกอเอง!
นี่มิใช่สวรรค์เอื้อเอ็นดูมันเป็นพิเศษหรอกหรือ?
เสิ่นอวี้รู้สึกราวกับเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน มันถึงกับร่างสั่น
ระริกเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นลิงโลด ภายใต้สายตาของคนทั้งเมือง ต่อ
หน้าเสียกงจู่ มันจะบดขยี้อัจฉริยะที่ก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพรให้เป็น
ฝุ่นธุลี ไม่ทราบจะเบิกบานสำราญใจถึงเพียงไหน
รอยยิ้มของเสิ่นอวี้ราวกับนักล่าที่ได้พบเหยื่อของมัน มันเลียริมฝีปาก
ส่วนลึกในดวงตาทอประกายอำมหิต กระหายเลือด ป่าเถื่อนและคาดหวัง
รอคอย!
เพียงแค่คิดก็ตื่นเต้นเร้าใจแทบตายแล้ว!
“ที่แท้เจ้าก็คือเซี่ยวม่อเกอ เช่นนั้นเจ้ากล้าประลองฝีมือกับข้า
หรือไม่?”