สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่603 ฤทธิ์สุราปิศาจเมิ่งผอ
Page 1 of 11
มันฝืนระงับยับยั้งความตื่นเต้นและแรงปรารถนาที่จะต่อสู้ภายในใจ
เยี่ยงนายพรานอันช่าชองชำนาญ มันโยนเหยื่อล่อที่ตระเตรียมเอาไว้นาน
ออกไปก่อน
จั่วม่อสมองเลอะเลือน จิตใจพร่าเบลอ ฤทธิ์สุราพลุ่งพล่านอยู่ในอก
ราวกับลูกไฟกลุ่มหนึ่ง!
ลูกไฟนี้คล้ายต้องการแผดเผาร่างของมันให้เป็นมอดไหม้จุณ มันรู้สึก
ราวกับว่ากล้ามเนื้อแต่ละมัดกำลังลุกไหม้ ไม่ต่างจากท่อนฟืนที่ชุ่มโชกไป
ด้วยน้ามันเชื้อเพลิง!
มิหนำซ้ายังมิใช่ลูกไฟแค่หนึ่งดวง ทั้งในทรวงอกและบนแผ่นหลังของ
มัน คล้ายมีลูกไฟอยู่หลายดวง ประชันความร้อนแรงกันเอง!
ร้อนเหลือเกิน! กระหายเหลือเกิน!
ร่างของเสิ่นอวี้คล้ายบัดเดี๋ยวใกล้บัดเดี๋ยวไกล บัดเดี๋ยวแจ่มชัด บัด
เดี๋ยวพร่าเลือน จั่วม่อดวงตามึนเมา จิตใจเลอะเลือนไปหมด
สุรานี้… … ช่างมีฤทธิ์ร้อนแรงโดยแท้… …
“เสิ่นอวี้ เจ้าช่างหน้าด้านไร้ยางอายนัก คิดข่มเหงเซี่ยวม่อเกอตอนที่
มันเมามายกระมัง! เป็นไร? เจ้าคิดเล่นสนุกหรือ? ข้าหลันหยงจะเล่นเป็น
เพื่อนเจ้าเอง!” หลันหยงกล่าวอย่างเย็นชา
วันนี้เซี่ยวม่อเกอหักหน้าเสิ่นอวี้หลายครั้งหลายครา หากปล่อยให้ทั้ง
สองต่อสู้กัน เซี่ยวม่อเกอต้องไม่มีจุดจบที่ดีเป็นแน่ สำหรับตัวมันเอง แม้
Page 2 of 11
อาจจะต้องอับอายขายหน้าอยู่บ้าง แต่นอกเสียจากว่าตระกูลเสิ่นต้องการ
เปิดศึกเป็นตายกับตระกูลหลัน มิเช่นนั้นเสิ่นอวี้ย่อมไม่กล้าเอาชีวิตมัน
ดังนั้นในเวลาเช่นนี้ หลันหยงยืนหยัดเข้าขวางอย่างไม่รีรอลังเล
เสิ่นอวี้ใบหน้าผุดรอยยิ้มแปลกประหลาด “หลันหยง อย่าได้ประเมิน
ตัวอย่างสูงส่งไป นี่เป็นเรื่องของเซี่ยวม่อเกอ ถึงรอบเจ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจ
แทนมันตั้งแต่เมื่อใด?” จากนั้นร้องตวาด “เซี่ยวม่อเกอ เจ้ากล้าหรือไม่!”
เสิ่นอวี้ดวงตามืดมนเย็นเยียบ ผู้ที่เมาสุรามักจะหงุดหงิดงุ่นง่าน ถูก
กระตุ้นได้โดยง่าย มันจึงไม่เชื่อว่าเซี่ยวม่อเกอในเวลานี้จะไม่ได้รับ
ผลกระทบจากฤทธิ์สุรา!
จั่วม่อในห้วงความมึนงง พลันได้ยินคนตวาดว่า ‘เซี่ยวม่อเกอ เจ้ากล้า
หรือไม่!’
ท่ามกลางเปลวไฟโหมไหม้รุนแรง ความแจ่มใสวูบหนึ่งผุดขึ้นในใจ
กระหายเหลือเกิน! ร้อนเหลือเกิน! มันทันใดนั้นยกเหยือกสุราในมือขึ้นเท
กรอกปาก ไม่ใส่ใจสุราที่ราดรดปกเสื้อ
ความเย็นฉ่าของสุราที่ไหลผ่านลงไปตามผิวหนัง ทำให้มันรู้สึกสุข
สบายอย่างบอกไม่ถูก!
มันกระดกสุราที่หลงเหลือในรวดเดียว จากนั้นเขม้นมองเสิ่นอวี้ตา
ขวาง ขว้างเหยือกสุราลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
เสิ่นอวี้พอเห็นจั่วม่อยกเหยือกสุราขึ้นกระดกอย่างดุเดือด ในใจลอบปิ
ติยินดี
Page 3 of 11
รอจนเห็นจั่วม่อดื่มรวดเดียวหมดเหยือก ทั้งยังถลึงตามองมันอย่าง
ขุ่นเคือง มันแทบหัวร่อออกมา มันเคยเห็นปิศาจสุราที่เมามายมาก่อน คน
เหล่านั้นก็ดื่มอย่างเสียสติเช่นนี้เอง! พวกมันจะเมามายจนลิ้นแข็งทื่อ การ
เคลื่อนไหวทื่อด้านเงอะงะ เหล่าตัวโง่งมที่น่าสังเวช!
สำเร็จแล้ว!
เป็นไปตามที่คาด มันได้ยินเสียงเซี่ยวม่อเกอขว้างเหยือกสุราลงบน
พื้น ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องตะโกนหนุนของเหล่าผู้ชมทั่วตำหนัก!
“เจ้าจะเดิมพันด้วยสิ่งใด?”
เสิ่นอวี้สีหน้าแข็งค้าง นี่… …นี่ไม่เหมือนที่มันคิด… …ไม่เหมือนที่มัน
คิดเอาไว้อยู่บ้าง… อดร้องถามตามสัญชาตญาณไม่ได้ “เดิมพัน? เจ้า
หมายความว่าอย่างไร?”
รอบข้างเงียบกริบลงอีกครา ความคิดของผู้ชมทั้งหมดล้วนเป็น
เช่นเดียวกันกับเสิ่นอวี้ พวกมันคิดว่าเซี่ยวม่อเกอจะร้องตอบว่า ‘กล้า
หรือไม่? ไฉนข้าจะไม่กล้า!’ ผู้ใดจะทราบว่ามันไม่เพียงข้ามขั้นตอนนี้ไป ยัง
มุ่งตรงไปยังการเรียกร้องเดิมพันเสียได้
เหล่าผู้ชมที่ปฏิกิริยาโต้ตอบเฉื่อยชาอยู่บ้าง ถึงกับตามไม่ทันไปเลย
“เจ้าบ้านนอก!” จั่วม่อสายตาเต็มไปด้วยแววดูถูกเหยียดหยาม กล่าว
ด้วยอาการลิ้นพองคับปาก น้าเสียงเมามาย เวลานี้มันดูแคลนเสิ่นอวี้อย่าง
แท้จริง ไม่ต้องแปลกใจเลยที่คนผู้นี้กระทั่งห้าสิบม๋อเป้ยยังไม่มีติดตัว มัน
อดทนใช้ความเมตตาเศษเสี้ยวสุดท้ายในใจ ให้คำแนะนำแก่เสิ่นอวี้ “หาก
ไม่มีผลกำไร ออกแรงต่อสู้กันไปทำอะไร ไยมิใช่โง่เขลายิ่ง!”
Page 4 of 11
เจ้า…บ้านนอก… …
เสิ่นอวี้เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ มันไม่เคยถูกผู้คนชี้หน้าเหยียด
หยามถึงเพียงนี้มาก่อน ปลายหางตาของมันยังเหลือบเห็นหลันหยง
พยายามกลั้นหัวร่ออย่างสุดความสามารถ เจ้าผู้นั้นคล้ายแทบไม่อาจสะกด
กลั้นเอาไว้ได้แล้ว กลั้นหัวร่อเสียจนสีหน้าบูดเบี้ยว ดูแปลกพิกลยิ่ง
จากสีหน้าของหลันหยง เสิ่นอวี้แทบจินตนาการได้ว่าเหล่าผู้คน
เบื้องหลังมันจะมีสีหน้าเช่นไร… …
เสียกงจู่… …
ข้าจะยอมอดทน! เซี่ยวม่อเกอก้าวล่วงลงมาในหลุมพรางกว่าครึ่งตัว
แล้ว หากมันเพิ่มแรงกดดันลงไปอีกสักเล็กน้อย รับรองว่าวันนี้เซี่ยวม่อเกอ
ไม่มีทางหลุดรอดจากความตายไปได้!
“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดเป็นเดิมพัน?”
เสิ่นอวี้สะกดกลั้นโทสะในใจ ย้อนถามเสียงเย็นชา แทบจะเค้นเสียง
ออกมาทีละคำ
จั่วม่อยังคงมองเห็นใบหน้างามสะคราญของเสียกงจู่อยู่ไม่ห่างออกไป
นัก มันจดจำได้ว่ามันต้องการหาสตรีนางนี้เพื่อเรื่องสำคัญประการหนึ่ง ฮะ
แต่เป็นเรื่องอันใดกันหนอ? มันจดจำไม่ได้เสียแล้ว มันตบศีรษะตัวเอง
แรงๆ …ประเสริฐ ลืมมันไปเถอะ จำไม่ได้ก็แล้วกันไปเถอะ แต่มันมีเรื่อง
บางประการจะถามนาง มันจดจำได้แค่นี้ จึงชี้ตรงไปที่เสียกงจู่ ร่าร้องเสียง
ดังว่า “ข้าต้องการนาง!”
Page 5 of 11
สามคำนี้เมื่อหลุดออกจากปาก ทั่วทั้งตำหนักใหญ่พลันเงียบสงัด จน
หากมีเข็มตกสักเล่มคงได้ยินชัดเจน
สามคำนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงพรึงเพริด ล้วนอ้าปากกว้างแทบจรดพื้น
เต็มไปด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ มีผู้ใด…กล้ากล่าวต่อหน้าเสียกงจู่ว่ามันต้องการ
นาง!
สวรรค์! นี่หยาบคายเกินไป! หยาบคายเกินไปแล้ว!
บรรดานายน้อยตระกูลใหญ่ที่มีจิตปฏิพัทธ์ต่อเสียกงจู่แตกฮือใน
บัดดล บางคนร้องด่า “สามหาว! เจ้าบังอาจหยาบคายต่อเสียกงจู่ถึงเพียงนี้
ใช่รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปแล้วหรือไม่!”
“เพียงดื่มสุราไม่กี่คำ อย่าได้ไม่รู้จักที่สูงที่ต่า!”
ได้ยินเสียงร้องด่าอย่างเดือดดาลจากด้านหลังมัน เสิ่นอวี้มีสีหน้า
กระหยิ่มยิ้มย่องขึ้นมาทันที มันทำท่าแบสองมือเป็นเชิงขออภัย แต่ไม่เอ่ย
จากปาก
จั่วม่อในที่สุดก็ตระหนัก “อ้อ ที่แท้นางมิใช่สตรีของเจ้า ไม่ต้องสงสัย
เลย… …เจ้าไม่มีกระทั่งห้าสิบม๋อเป้ยเอามาเสียค่าธรรมเนียมขอคำชี้แนะ
เสียด้วยซ้า… …สตรีใดจะมาสนใจคนเยี่ยงเจ้ากัน… …อย่าได้เห็นว่าข้าเมา
มายแล้วคิดจะข่มเหงรังแก … …เจ้านึกว่าผู้อื่นโง่งมเหมือนเจ้าหรือ… …
ช่างโง่งมจริง ๆ… …”
เสิ่นอวี้รู้สึกหน้ามืดวิงเวียน มันยังคงนึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะพัฒนาไป
ในเส้นทางเหนือธรรมดาเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากจั่วม่อกล่าวคำ ‘ช่าง
Page 6 of 11
โง่งมจริง ๆ’ มันในที่สุดก็ไม่อาจระงับยับยั้งเพลิงโทสะในใจได้อีก ร่า ๆ จะ
โถมเข้าไปเสี่ยงชีวิตอยู่รอมร่อ
เสียกงจู่ดวงตาทอประกายขบขันวูบ นางพลันกล่าววาจาสุดคาดคิด
“เอาเถอะ หากเจ้าเป็นฝ่ายได้ชัย ข้าให้คำมั่นว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าหนึ่ง
วัน”
วาจาประโยคนี้พอกล่าวออกมา ผู้คนก็ตกอยู่ในความโกลาหล
อลหม่านแล้ว
เสิ่นอวี้ปิติยินดียิ่ง ดูเหมือนว่าเสียกงจู่จะมีความรู้สึกบางอย่างกับมัน
มิเช่นนั้นไหนเลยจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือมันถึงสองครั้งสองครา มันตั้งใจมั่น
ว่าจะต้องไม่ให้ผิดต่อกุศลเจตนาของเสียกงจู่!
จั่วม่อยังคงนึกไม่ออกว่ามันเสาะหาเสียกงจู่ด้วยเรื่องอันใด มันเพียง
รู้สึกว่าร่างกายกำลังลุกไหม้อย่างดุเดือด!
ดวงตาของมันแดงก่า คล้ายส่องประกายแสงสีโลหิต
เสิ่นอวี้ปรารถนาจะบดขยี้จั่วม่อให้แหลกเละในบัดดล กระชากเสียง
ถามอย่างเย็นชา เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน “ทีนี้เจ้าพึงพอใจแล้วกระมัง?”
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่าทั่วร่างอัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิง กระแสดุร้ายอัน
กล้าแข็งทะลักล้นอยู่ภายในกาย
“มาเถอะ!”
สุ้มเสียงของมันคล้ายดังแว่วออกมาจากกองไฟหนาทึบ แฝงไว้ด้วย
ความพลุ่งพล่านที่แทบสังเกตไม่เห็น
เสิ่นอวี้ไม่สิ้นเปลืองวาจามากความ “ไปยังพื้นที่ประลองเถอะ!”
Page 7 of 11
ในฐานะที่เป็นที่พำนักของเฉิงจู่แห่งนครมหาสันติ ย่อมต้องมีลาน
ประลองเป็นธรรมดา แม้ว่าจะไม่ใหญ่โตโอฬารเท่าสนามประลองนอก
ตำหนัก แต่อาคมหวงห้ามที่วางไว้ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง
ฝ่ายหนึ่งคืออัจฉริยะเสิ่นอวี้ผู้มีชื่อเสียงมานานปี กล่าวได้ว่าเป็นยอด
อัจฉริยะที่เด่นล้าที่สุดของตระกูลเสิ่นในรอบสองร้อยปีมานี้
อีกฝ่ายหนึ่งคือเซี่ยวม่อเกอ ที่จู่ๆ ก็ผุดออกมาจากที่ใดไม่ทราบ
ก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพร จากนั้นเบียดเสียดเข้าสู่ทำเนียบปิศาจมหา
สันติในรวดเดียว
ผนวกกับรางวัลอันชวนวาบหวามใจจากเสียกงจู่ การประลองนี้ย่อม
ต้องดึงดูดความสนใจจากทุกผู้คนในงานเลี้ยง
“ใช่สมควรห้ามปรามพวกมันหรือไม่?” บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งถามเสียงขรึม
ซือเยวี่ยอี้แย้มยิ้มพลางโบกมือตัดบท “ไม่จำเป็น เพียงแค่ชมดูก็พอ
ยากนักที่จะมีบรรยากาศอันเร่าร้อนถึงเพียงนี้”
ซือเยวี่ยอี้ผู้นี้ไม่เคยฝึกปรือทักษะปิศาจอันใด ใบหน้าของมันจึงมีเค้า
ชราภาพอย่างเต็มเปี่ยม ผมเผ้าเป็นสีขาวปนเทา ปล่อยสยายตาม
ธรรมชาติ ริ้วรอยบนใบหน้าแม้ไม่กดลึก แต่มองเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่ต้นจน
จบมันเพียงแย้มยิ้มอ่อนๆ ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้การ
ควบคุมของมัน สิ่งที่น่าดึงดูดที่สุดในตัวมันก็คือดวงตาคู่นั้น นั่นเป็นดวงตา
ที่เต็มไปด้วยประกายปัญญาและความชาญฉลาดปราดเปรื่อง บันดาลให้
ผู้คนยินยอมสยบโดยไม่รู้ตัว
Page 8 of 11
ทันใดนั้น บุรุษชุดดำผู้หนึ่งกับเงาดำร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นข้างกาย
ซือเยวี่ยอี้ พวกมันนั่งลงโดยไม่เกรงอกเกรงใจ จากนั้นเริ่มดื่มกินเป็นการ
ใหญ่ ที่แท้บุรุษชุดดำก็คืออวี๋ซวง ส่วนเงาดำกลับเป็นชางเยวียนฮ่าว สุด
ยอดฝีมือลำดับสองและลำดับที่หนึ่งแห่งทำเนียบปิศาจมหาสันติ
“เฉิงจู่ถือหางข้างใด?” บุรุษชุดดำหันไปถามซือเยวี่ยอี้
ซือเยวี่ยอี้ย้อนถามเสียงนุ่มนวล “แล้วเจ้าเล่า?”
อวี๋ซวงขบคิดชั่วอึดใจ จากนั้นตอบว่า “เสิ่นอวี้ สายเลือดปิศาจราชา
นกยูงของตระกูลเสิ่นพิเศษเฉพาะยิ่ง เสิ่นอวี้เองก็บรรลุด่านเจียงมานานปี
ทั้งยังสำเร็จสังขารปิศาจราชานกยูง จากยามนั้นก็ผ่านมานานมากแล้ว มัน
สมควรมีฝีมือรุดหน้าไม่น้อย”
ซือเยวี่ยอี้หันไปมองชางเยวียนฮ่าวในเงาดำ ชางเยวียนฮ่าวกล่าว
อย่างรวบรัดว่า “เซี่ยวม่อเกอ!”
“ฮะ!” อวี๋ซวงแปลกใจเล็กน้อย “เจ้าถึงกับถือหางข้างเซี่ยวม่อเกอ
จริง ๆ? เพราะเหตุใด?”
“สัญชาตญาณ” ชางเยวียนฮ่าวเพียงตอบสั้น ๆ ไม่ให้เสียเวลา
รับประทานของมัน อาหารเลิศรสบนโต๊ะหายลับเข้าไปในเงาดำด้วยระดับ
ความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
“เจ้ามิใช่อิสตรีเสียหน่อย” อวี๋ซวงบ่นพึมพำ รู้สึกเหลวไหลอยู่บ้าง แต่
ในใจลอบครุ่นคิด สหายรักของมันผู้นี้แม้ไม่ชอบพูดมาก แต่มักไม่ค่อย
ผิดพลาด
Page 9 of 11
ซือเยวี่ยอี้แย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “คอยดูไปเถอะ ข้ารู้สึกคาดหวัง
รอคอยเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ชมฤทธิ์เดชของสุราปิศาจเมิ่งผอ”
สุราปิศาจเมิ่งผอ… …
อวี๋ซวงกับเงาดำชะงักงันอย่างพร้อมเพรียง
อวี๋ซวงคล้ายฉุกคิดอันใด ตะกุกตะกักถามว่า “มัน…ดื่มไปมากน้อย
เท่าใด?”
ซือเยวี่ยอี้ยังคงแย้มยิ้มเป็นปกติ แต่ดวงตาทอประกายประหลาด
“สิบหกเหยือก”
อวี๋ซวงอ้าปากหวอ สีหน้าแข็งทื่อราวกับพบพานผีสางกลางวันแสก ๆ
ในมุมห้องด้านหนึ่ง เห็นหลันเทียนหลงผู้ดื่มสุราปิศาจเมิ่งผอลงไป
สามเหยือกเมามายล้มพับอยู่กับพื้น มือไม้วาดไปมา ปากร้องเอะอะฟัง
ไม่ได้ศัพท์
จั่วม่อรู้สึกยิ่งมาร่างกายยิ่งร้อนลวก ราวกับว่ามันอยู่ท่ามกลางกองไฟ
นรกแผดเผา แม้แต่สิ่งที่มองเห็นในสายตา ก็คล้ายจะบิดเบี้ยวไปหมดด้วย
อิทธิพลของคลื่นความร้อน
ฤทธิ์สุราช่างรุนแรงอย่างแท้จริง… …
เจ้าบ้านนอกผู้นั้น… …
จั่วม่อใช้สายตาเมามายเขม้นมองเสิ่นอวี้ ทั่วร่างของมันเอ่อท้นไป
ด้วยกระแสเพลิงร้อนเร่าซึ่งกำลังจะทะลักล้นออกมา
Page 10 of 11
ภายในกองเพลิงอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงนี้ จั่วม่อกลับรู้สึกถึงความ
ตื่นเต้นยินดีที่คล้ายความบ้าคลั่งสายหนึ่ง
ดูเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟ ไหลหลั่ง
ออกมาจากเปลวไฟ สิ่งนี้ไหลเข้ามาในจิตใจมัน อย่างไรก็ตาม
สติสัมปชัญญะของมันยามนี้พร่าเลือนอย่างสมบูรณ์ มันคิดตรวจดูว่าสิ่ง
นั้นเป็นเรื่องราวใด แต่ดูเหมือนว่าไม่มีเรี่ยวแรงกำลังมากพอ
เสิ่นอวี้ยามนี้ใบหน้าทอประกายฆ่าฟันอย่างไม่ปกปิดซ่อนเร้น พวก
มันทั้งสองพอเข้าสู่สนามประลอง พลังที่สามารถกำหนดเป็นตายจะอยู่ใน
กำมือของมัน
มันไม่เพียงแต่ต้องได้ชัย ทั้งยังต้องได้ชัยอย่างหมดจดงดงาม!
มีเพียงวิธีนี้ จึงสามารถสร้างความประทับใจอย่างลึกล้าให้แก่เสียกงจู่
มันสืบเท้าเข้าหาจั่วม่ออย่างแช่มช้า ทีละก้าว ทีละก้าว ไม่รีบไม่ร้อน
สงบเยือกเย็นยิ่ง แผนผังปิศาจห้าสีบนร่างกายมันประหนึ่งขนนกที่ปรากฏ
ตัวอย่างฉับพลัน แล้วเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รอจนมงกุฏนกยูงปรากฏขึ้น
บนหน้าผากของมัน ดวงตาของมันก็เย็นยะเยือกอย่างสิ้นเชิง
เป็นความเย็นยะเยือกดุจเทพยดาทอดตามองมดปลวกบนโลกโลกิยะ
จั่วม่อพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือดไม่ต่างจากสัตว์
ร้ายตัวหนึ่ง สาดประกายกระหายเลือดอันเจิดจรัส
มันยกมือขวาขึ้นช้า ๆ
Page 11 of 11
เมื่อจั่วม่อยกมือขวาขึ้น ทะเลเพลิงอันไพศาลในกายมันก็ถาโถมดุจ
คลื่นหินหลอมเหลว กระแสพลังงานปะทะกันไม่ขาดสาย ก่อให้เกิด
ประกายไฟแลบลั่นสว่างไสว
เส้นประสาททุกเส้นของจั่วม่อถูกเผาผลาญด้วยความเจ็บปวดอย่าง
รุนแรง
โลกในสายตามันบิดเบี้ยวพร่าเลือน เต็มไปด้วยคลื่นความร้อนระอุ
ภาพของเสิ่นอวี้ดูวูบไหวไม่แน่นอน
ท่วงท่าของจั่วม่อแปลกประหลาดยิ่ง มือขวายกขึ้นสูง ร่างโน้มมา
ข้างหน้าเล็กน้อย ประหนึ่งเตรียมจะโถมทะยานออกไป มันแสยะยิ้ม แล้ว
พลันยกเท้าขวาขึ้น กระทืบเปรี้ยงลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ร่างสาดพุ่งลิ่วไปเบื้องหน้าดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง
ร่างของมันยิ่งพุ่งยิ่งโน้มลงไปข้างหน้าอย่างผิดธรรมชาติ โน้มลง
จนถึงขั้นแทบจะขนานราบไปกับพื้น สองเท้าเหยียบย่าสลับเปลี่ยนเร็วรี่
เร่งความเร็วขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ปัง!
เมื่อถึงก้าวที่เจ็ด เสียงระเบิดคล้ายแส้หวดฟาดพลันดังกึกก้อง กระแส
อากาศแตกระเบิดรอบกายมันเป็นทรงกลมสีขาวกลุ่มหนึ่ง
ทะลวงกำแพงเสียง!