สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 604 เขตแดนเนตรนกยูง
Page 1 of 937
ร่างของจั่วม่อทันใดนั้นกลายเป็นพร่าเลือนวูบ
นอกเหนือจากเสียงหวีดร้องของสตรีบางนางแล้ว ผู้ชมทั้งหลายไม่ได้
บังเกิดปฏิกิริยารุนแรงอันใด พวกมันหลายคนเคยชมดูการประลองของ
จั่วม่อกับเหมียวจุน ล้วนทราบว่าจั่วม่อสามารถทะลวงกำแพงเสียง
มิหนำซ้าทะลวงกำแพงเสียงก็ไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นกระบวนท่าที่
ร้ายกาจอันใด ที่เป็นเรื่องยากก็เพียงเพราะต้องมีความสมดุลระดับสูงใน
ทุกด้านเท่านั้น
ซึ่งความจริงยอดฝีมือหลายคนถึงกับลอบสั่นศีรษะด้วยซ้า ใช้
กระบวนท่าสามัญที่ปราศจากการพลิกแพลงเช่นนี้บุกโจมตีเสิ่นอวี้ นับว่า
ไม่พอมือยอดฝีมือชั้นสูงเช่นเสิ่นอวี้จริง ๆ
จั่วม่อย่อมไม่ล่วงรู้ความคิดของเหล่าผู้ชม มันเพียงรู้สึกว่าร่างกายถูก
แผดเผาอย่างรุนแรง แทบจะหลอมละลายลงได้ทุกเมื่อ
สองเท้าของมันโลดทะยานไปข้างหน้าอย่างเร่งร้อน ยิ่งมายิ่งรวดเร็ว
เร็วขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้งประหนึ่งว่ามันต้องการหาที่ระบายกระแส
ความร้อนซึ่งอาละวาดอยู่ภายในร่างกาย แต่ละย่างก้าวมันทุ่มเทใช้พลัง
ออกไปทั้งร่าง จิตใจตกอยู่ในสภาพเลอะเลือนมึนงงอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่
หลงเหลืออยู่มีเพียงสัญชาตญาณการต่อสู้อันดิบเถื่อน!
ในเวลานี้เอง เสียงระเบิดกระจ่างชัดดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง!
ปัง!
หมอกขาวทรงกลมอีกกลุ่มหนึ่ง แตกระเบิดออกมาจากรอบกายจั่วม่
ออย่างกะทันหัน!
Page 2 of 937
นี่เป็นก้าวที่สิบสอง!
ระหว่างระยะห้าก้าว เห็นกลุ่มหมอกทรงกลมสองลูกห่างกันไม่ไกล
นัก!
ตึง ตึง ตึง เสียงเก้าอี้หลายตัวล้มคว่ากระแทกพื้น เห็นหลายคนที่ก่อน
หน้านี้ยังสั่นศีรษะ เผ่นผึงขึ้นจากเก้าอี้ด้วยสีหน้าแตกตื่นตะลึงลาน
ทะลวงกำแพงเสียงครั้งที่สอง!
นี่คือทะลวงกำแพงเสียงคู่!
การบรรลุถึงขั้นทะลวงกำแพงเสียงนับว่าหาได้ยากยิ่งอยู่แล้ว ทะลวง
กำแพงเสียงคู่ยิ่งยากจะพบพาน ถึงขนาดที่ว่านี่อาจเป็นครั้งแรกที่หลาย ๆ
คนได้เห็นมัน ทะลวงกำแพงเสียงครั้งแรกหมายความว่าร่างกายหลุดพ้น
จากแรงต้านทานของอากาศ ทะลวงกำแพงเสียงครั้งที่สองมาจากการที่
ร่างกายสั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูงยิ่ง เป็นเหตุให้เกิดการระเบิดของ
อากาศรอบตัว
ทะลวงกำแพงเสียงคู่จะสร้างขอบเขตพื้นที่ว่างเปล่ารอบกายผู้ใช้
การเคลื่อนไหวทั้งหมดจะรวดเร็วถึงขั้นสุดยอด ปราศจากแรง
ต้านทานของอากาศโดยสิ้นเชิง
ในการทะลวงกำแพงเสียง นอกเหนือจากต้องการสมดุลร่างกายขั้น
สุดยอดแล้ว เพื่อสร้างทะลวงกำแพงเสียงครั้งที่สอง ยังต้องมีพลังร่างกาย
อันเปี่ยมล้นสมบูรณ์
กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ เวลานี้กล้ามเนื้อร่างกายของจั่วม่อทุกมัด กำลัง
สั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูงที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
Page 3 of 937
ร้อนเหลือเกิน!
ภายในดวงตาสีแดงฉาน ภาพเบื้องหน้าคล้ายเลื่อนผ่านไปอย่าง
เชื่องช้า มันไม่ได้ยินเสียงรบกวนจากภายนอก เปลวไฟโชติช่วงภายในร่าง
คล้ายคำรามก้อง แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างไม่หยุดยั้ง
มันประหนึ่งสัตว์ร้ายบาดเจ็บ เร่งความเร็วอย่างสุดชีวิตด้วยเรี่ยวแรง
กำลังทั้งหมด!
แผนผังปิศาจของอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาในชั่วพริบตานี้สว่างไสวถึง
ขีดสุด ดวงอาทิตย์สามดวงบนแผ่นหลังและดวงอาทิตย์ที่กึ่งกลางอก เร่ง
ดูดกลืนพลังไฟอันร้อนแรงภายในกายมันอย่างดุเดือด แต่เปลวไฟอัน
ไพศาลประหนึ่งห้วงสมุทรไร้ที่สุดสิ้น แม้ว่าดวงอาทิตย์ทั้งสี่จะทำตน
ประดุจวังวนมหึมาสี่ขุม ช่วยกันสูบกลืนเปลวเพลิงร้อนแรงอย่างเอาเป็น
เอาตาย แต่เปลวเพลิงอันดุร้ายก็หาได้ลดน้อยลงไม่
เมล็ดผลึกสุริยันยิ่งหมุนยิ่งรวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อรู้สึกถึงร่องรอยการหมุนของเมล็ดผลึกสุริยันที่เร่งความเร็วขึ้นไม่
หยุดยั้ง ทะเลไฟทั้งผืนก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา!
ตูมมมมม!
ทะเลเพลิงที่เดือดพล่านแล่นโถมไปยังกระดูกทุกชิ้นในร่างกายของ
จั่วม่อ ผ่านไปในเส้นใยกล้ามเนื้อทุกมัด สั่นสะเทือนอย่างพร้อมเพรียง!
ทันใดนั้นเอง บางสิ่งบางอย่างที่เลอะเลือนพร่าเบลอคล้ายจะผุดขึ้น
ในใจมัน!
จั่วม่อดวงตาถลึงกว้างอย่างฉับพลัน ดุจสัตว์ร้ายเขม้นมองเหยื่อชั้นดี
Page 4 of 937
เสิ่นอวี้ทอดสายตาเย็นชามองดูเซี่ยวม่อเกอที่โถมทะยานเข้าหามัน
ทะลวงกำแพงเสียงคู่อาจทำให้มันแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็เพียงแค่แปลกใจ
เท่านั้น หาได้มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อยไม่
สำหรับชนชั้นด่านเจียง มีแต่เขตแดนจึงนับเป็นพลังขั้นสุดยอด!
เมื่อมีมงกุฎนกยูงประดับอยู่เหนือศีรษะ มันก็ดูคล้ายจอมราชันใน
ตำนาน ทรงพลังอำนาจที่สามารถเหยียดหยันดูแคลนทั้งโลกหล้า
สายเลือดปิศาจราชานกยูงเป็นสายเลือดสูงศักดิ์ เช่นเดียวกันกับ
แผนผังปิศาจห้าสีบนร่างมันที่โอ่อ่าตระการตาหาผู้ใดเสมอเหมือน
เสิ่นอวี้ในเวลานี้ ดวงตาเย็นเยือกน่าเกรงขาม ใบหน้าที่หล่อเหลา
ประดุจหยกบัดนี้ดูไม่ต่างจากเทพปิศาจจากตำนานบรรพกาล ขนนกยูงห้า
สีเลื่อมพรายงดงามสุดเปรียบปาน ประดุจเสื้อคลุมอาภรณ์สวรรค์ หรือ
มิฉะนั้นก็ม่านน้าตกหลากสีสัน คลุมลาดจากไหล่บ่า ทิ้งตัวระย้าผ่านแผ่น
หลัง ลากระลงบนพื้น
มันยืนนิ่งอยู่ที่นั่นอย่างเงียบงัน เปี่ยมด้วยสง่าราศรีอันสูงศักดิ์ บันดาล
ให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปจากมัน
สตรีทุกนางในลานประลอง มิอาจห้ามปรามตัวเองไม่ให้มองไป
ยังเสิ่นอวี้ที่ดูคล้ายองค์ชายสูงศักดิ์ กระทั่งเสียกงจู่ยังเผยสีหน้าเลอะเลือน
งมงายไปชั่ววูบ แต่แล้วนางก็ฟื้นสติแจ่มใสในบัดดล อดตื่นตะลึงสุดระงับ
ไม่ได้
Page 5 of 937
เสิ่นอวี้ที่มักจะพยายามโอ้อวดต่อหน้านางอยู่ตลอดเวลา ที่แท้ถึงกับ
ไม่เคยเผยพลังฝีมือที่แท้จริงของมันออกมาเลย!
เสิ่นอวี้ใช้สายตาเย็นเยือก จับจ้องมองดูจั่วม่อผู้กำลังพุ่งดิ่งเข้าหามัน
อย่างเกรี้ยวกราด แล้วพลันยกมือขวาขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม
ทันใดนั้นแสงสว่างห้าสีระบายไปทั่วทุกแห่งหน ยึดถือตัวมันเป็นจุด
ศูนย์กลาง แสงสีอันเลื่อมพรายสาดกระจายออกไปโดยรอบ ในชั่ว
พริบตาเดียว ทั่วทั้งสนามประลองก็กลับกลายเป็นโลกหลากสีใบหนึ่ง
“เขตแดน!”
“ที่แท้มันบรรลุถึงพลังเขตแดนแล้ว!”
ผู้คนคล้ายได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะทำใจให้เชื่อได้ลง หาก
บอกว่าทะลวงกำแพงเสียงคู่ของจั่วม่อทำให้พวกมันตื่นตะลึง เช่นนั้นเขต
แดนของเสิ่นอวี้ที่สร้างขึ้นด้วยการโบกมือเพียงคราเดียว ก็ทำให้พวกมัน
ถึงกับสงสัยว่าดวงตาของพวกมันใช่มีปัญหาหรือไม่ กระทั่งชางเยวียนฮ่าว
กับอวี๋ซวงยังมีสีหน้าประหลาดใจ
“น่าเสียดายแทนเซี่ยวม่อเกอ เสิ่นอวี้ถึงกับสำเร็จพลังเขตแดนแล้ว…
…เหล่าคนรุ่นเยาว์สมัยนี้มันช่าง… …” อวี๋ซวงสั่นศีรษะด้วยอารมณ์
ความรู้สึก
ชื่อเสียงความเป็นอัจฉริยะของเสิ่นอวี้ พวกมันนับว่ารับฟังมาเป็น
เวลานาน ลำพังการเข้าสู่ด่านเจียงตั้งแต่อายุสิบหกปีก็ทำให้ผู้คนต้องทอด
ถอนชมเชยไม่รู้จักจบสิ้นแล้ว
Page 6 of 937
แต่ต่อหน้าโลกหลากสีเบื้องหน้าพวกมัน คำยกย่องสรรเสริญที่ผ่านมา
ทั้งหมดแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีคุณค่าความสำคัญแม้แต่น้อย
เขตแดน!
นี่คือเส้นแบ่งแยกชนชั้นยอดฝีมือออกจากชาวยุทธ์สามัญ ทั้งยังเป็น
เส้นแบ่งแยกว่าคนผู้นั้นยังจะสามารถรุดหน้าไปสู่ด่านที่เหนือล้ากว่านี้ได้
หรือไม่
มันยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ กลับก้าวข้ามเส้นแบ่งแยกนี้มาแล้ว อนาคต
ของเสิ่นอวี้ผู้นี้ย่อมสุดจะหยั่งคำนวณ ทั้งยังมีความหวังสูงยิ่งที่จะเข้าสู่ด่าน
ไสว้
หลายคนต้องเร่งปรับเปลี่ยนคำประเมินที่มีต่อตระกูลเสิ่นเสียใหม่
หลันหยงที่เฝ้าชมดูจากด้านนอกลานประลอง ใบหน้าซีดเผือดเหมือน
ซากศพ
เสิ่นอวี้ถึงกับซุกซ่อนพลังเขตแดนเอาไว้จนถึงบัดนี้! เซี่ยวม่อเกอตกอ
ยู่ในอันตรายแล้ว!
เสิ่นอวี้สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย ยังคงเย็นชาไร้ความรู้สึก ไม่
ต่างจากมงกฏนกยูงที่อยู่เหนือศีรษะของมัน
‘เขตแดนเนตรนกยูง!’
ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนใกล้เข้ามาเป็นลำดับ จั่วม่อทันใดนั้นรู้สึก
ว่ารอบข้างคล้ายกลายเป็นบึงโคลนอันหนืดข้น ยากจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
ได้อีก
Page 7 of 937
ในสายตาของมัน ระยะห่างจากเสิ่นอวี้คล้ายจะไกลขึ้นกว่าเดิม
ระยะห่างระหว่างพวกมันทั้งสองยืดยาวออกไป เพียงชั่วพริบตาเดียว
เสิ่นอวี้คล้ายห่างออกไปหนึ่งร้อยจั้ง
จั่วม่อไม่ได้สังเกตเห็น ว่าบนพื้นลานประลองพลันปรากฏเครื่องหมาย
วงกลมคล้ายรูปดวงตาบนแพนหางนกยูงมากมาย แต่ละดวงคล้ายดวงตา
ประหลาด หรือวังวนที่หมุนคว้างอย่างแช่มช้า
ความรู้สึกหนืดข้นเหนียวหนัก บันดาลให้จั่วม่อรู้สึกอึดอัดขัดข้องผิด
ธรรมดา
มันในยามนี้ไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่โถมทะยานเข้าสู่ตาข่ายดัก ต่อสู้ดิ้น
รนไปตามสัญชาตญาณ! แต่ในเวลานี้เอง บางสิ่งพลันผุดขึ้นในใจมัน พลุ่ง
พล่านไปทั่ว ทำให้มันต้องแหงนหน้าคำรามกึกก้องอย่างน่าสะท้านใจ มัน
ราวกับสัตว์ร้ายบาดเจ็บที่จนตรอก ร่างดีดพุ่งขึ้นจากพื้นอย่างกะทันหัน รอ
จนขึ้นถึงจุดสูงสุด ทั้งร่างพลันไหววูบ กลายเป็นเงาร่างพร่าเลือนสายหนึ่ง!
แทบจะในเวลาเดียวกัน เห็นเปลวไฟร้อนแรงลากยาวจากฟากฟ้า
ทะลวงดิ่งลงสู่พื้นลานประลองอย่างหักโหม
จั่วม่อต่อยหมัดออกมาอย่างดุดัน ลากเป็นหมัดเพลิงสาดประกายเจิด
จ้าสายหนึ่ง พุ่งลงกระแทกลวดลายดวงเนตรแพนหางนกยูงบนพื้นอย่าง
ถนัดถนี่
บึม!
พื้นลานประลองสะท้านสั่นไหว รูปดวงตาแตกกระจายในบัดดล
กลายเป็นเศษเสี้ยวสีสันนับไม่ถ้วน แต่พวกมันพลันไหลบ่ามาจากทุก
Page 8 of 937
ทิศทางดุจสายน้าถาโถม กลับมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว คืนสู่สภาพดวง
เนตรบนแพนหางนกยูงอีกครั้ง
เสิ่นอวี้มองดูการดิ้นรนของจั่วม่ออย่างไร้ความรู้สึก ไม่ได้รับ
ผลกระทบแม้แต่น้อย
ลำพังความเสียหายเช่นนี้ ย่อมไม่ระคายผิวเขตแดนเนตรนกยูงของ
มัน
เมื่อจั่วม่อต่อยหมัดกระแทกพื้น ทะเลเพลิงภายในร่างมันพลันพลุ่ง
พล่านปั่นป่วน แผดเสียงคำรามก้อง เมื่อได้ใช้กำลังออกมาอย่างรุนแรง
จั่วม่อรู้สึกสุขสบายอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
ยามที่หมัดกระแทกพื้น ให้ความรู้สึกราบรื่นสะดวกดาย ไม่ได้เผชิญ
กับแรงต้านทานใด ๆ
ดังนั้นมันไม่รีรอลังเล เงื้อหมัดขึ้นอีกครั้ง ราวกับเสียสติไปแล้ว มัน
ระดมต่อยหมัดใส่พื้นลานประลองหมัดแล้วหมัดเล่าอย่างไม่ชะงักขาด
ตอน!
ตูม ตูม ตูม
พื้นลานประลองสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไม่ขาดสาย ภายใต้พายุหมัดอัน
คลุ้มคลั่ง ดวงเนตรแพนหางนกยูงบัดเดี๋ยวแตกกระจาย บัดเดี๋ยวกลับมา
รวมตัวกัน สลับสับเปลี่ยนคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด
จั่วม่อคล้ายไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ มันไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม
จมอยู่ในความรู้สึกสุขสบายอย่างสุดบรรยาย ทุกครั้งที่ต่อยพื้น เปลวไฟ
Page 9 of 937
ภายในร่างมันคล้ายระบายออกจากร่าง ไหลลงสู่พื้น ทุกองคาพยพใน
ร่างกายมันประดุจกำลังลุกไหม้อย่างเกรี้ยวกราด
บนที่นั่งผู้ชม อวี๋ซวงอดอุทานไม่ได้ “เจ้าผู้นี้เมามายจริง ๆ!”
“สุราปิศาจเมิ่งผอสิบหกเหยือก …” ชางเยวียนฮ่าวเพียงกล่าวไม่กี่คำ
แต่ความหมายในถ้อยคำเหล่านี้กลับไม่จำเป็นต้องบ่งบอกออกมา
“คนผู้นี้ก็เป็นตัวประหลาดเช่นกัน มันดื่มสุราปิศาจเมิ่งผอลงไปสิบ
หกเหยือก แต่ยังสามารถต่อยตีกับผู้ได้จริง ๆ เมื่อตอนที่ข้ายังเป็นเด็กน้อย
ไฉนไม่แข็งแกร่งเช่นนี้บ้างหนอ?” อวี๋ซวงรำพึงรำพันพลางทอดถอนใจ
“มันยังจะทำให้เราประหลาดใจยิ่งกว่านี้” ซือเยวี่ยอี้จู่ ๆ ก็กล่าวพลาง
หัวร่อเบา ๆ
อวี๋ซวงกับชางเยวียนฮ่าวงงงันวูบอย่างพร้อมเพรียง ซือเยวี่ยอี้ปกติ
มักไม่ค่อยแยแสสนใจสิ่งใด แต่ในตอนนี้ดวงตาของมันยามที่มองดูเซี่ยวม่อ
เกอกลับทอประกายที่ผิดแผกแตกต่าง คล้ายคาดหวังรอคอยหรือไม่ก็ดู
คล้ายตื่นเต้นเร้าใจอยู่บ้าง
สองยอดฝีมือสบตากันวูบ สามารถพบเห็นเค้าตื่นตะลึงในดวงตาของ
ฝ่ายตรงข้าม
เฉิงจู่ไม่เคยกล่าวโดยไม่มีเหตุผล หรือว่าเจ้าเด็กน้อยผู้นี้มีสิ่งใดที่
พิเศษอยู่จริง ๆ?
ทั้งสองอดบังเกิดความรู้สึกคาดหวังรอคอยอยู่บ้างไม่ได้
พวกมันหันเหสายตากลับไปยังสนามประลอง จับจ้องมองดูเซี่ยวม่อ
เกอผู้ยังคงกระหน่าชกใส่พื้นอย่างคลุ้มคลั่ง
Page 10 of 937
“อา?” ชางเยวียนฮ่าวคล้ายสังเกตเห็นเรื่องราวบางประการ
“ฮะ?” อวี๋ซวงก็อดอุทานอย่างแปลกใจไม่ได้
จั่วม่อยังคงโหมต่อยใส่พื้นอย่างบ้าคลั่ง คล้ายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่
ละหมัดของมันทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังทั่วร่าง ทุกหมัดต่อยอย่างไม่คิดชีวิต
พื้นลานประลองสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไม่หยุดยั้ง กระทั่งเหล่าอาคันตุกะบน
ที่นั่งผู้ชมยังรู้สึกได้
มันลืมเลือนเสิ่นอวี้ไปโดยสนิทใจ
ในสายตาของมัน มีเพียงดวงเนตรแพนหางนกยูงที่บัดเดี๋ยวแตก
กระจายบัดเดี๋ยวคืนสภาพซ้า ๆ
เมล็ดผลึกสุริยันภายในร่างมันหมุนคว้างด้วยระดับความเร็วอันน่า
แตกตื่นสะท้านใจ แฝงไปด้วยแรงดึงดูดอันแปลกประหลาด กระทั่งดวง
อาทิตย์สามดวงบนแผ่นหลังยังถูกดึงลงไปในทะเลไฟคลั่งภายในร่างของ
จั่วม่อ
สิ่งที่ปรากฏขึ้นในใจจั่วม่อ ถึงยามนี้ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นอย่างช้า ๆ
จั่วม่อผู้สูญเสียสติสัมปะชัญญะทั้งมวลตั้งแต่แรก ย่อมไม่ได้เสียเวลา
ขบคิดแม้แต่น้อย สัญชาตญาณสั่งให้มันแปรเปลี่ยนกระบวนท่าไปตามสิ่ง
ที่ผุดขึ้นในใจนั้น
หมัดยังคงโหมซัดหมัดแล้วหมัดเล่า!
แต่โดยไม่รู้ตัว แต่ละหมัดเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
Page 11 of 937
จั่วม่อกระหน่ารัวหมัดด้วยความเร็วสูงส่งสุดยอด เป็นพายุหมัดที่เร่ง
ร้อนเสียจนผู้คนไม่อาจมองเห็นได้ชัดตา
การเปลี่ยนแปลงแม้บังเกิดขึ้นทีละน้อย แต่ภายใต้ระดับความเร็วอัน
น่าแตกตื่นสะท้านโลกนี้ ภายในชั่วพริบตาเดียว ผู้คนก็พลันตระหนักว่า
หมัดอันบ้าคลั่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง!
Page 12 of 937