สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 614 ในที่สุดก็ตื่นแล้ว
เสียงหาวอย่างเกียจคร้านดังออกมาจากแหวนมิติ
จากนั้นร่างหนึ่งพุ่งวาบ เห็นเงาร่างสีทองเข้มปรากฏขึ้นตรงหน้า
จั่วม่อ เป็นทหารยันต์ทองคำดำ! ใบหน้าที่คล้ายภาพสะท้อนไปกระจกของ
จั่วม่อพลันแย้มยิ้ม แล้วโถมเข้าหาจั่วม่อในทันที
“พี่ใหญ่ ข้าหิวเหลือเกิน มีสิ่งใดให้รับประทานบ้าง?”
จั่วม่อขมวดคิ้วฉับ รับประทาน? เจ้าตัวตะกละนี่! เจ้าหลังจากสวา
ปามสัตว์ปราณสองร้อยกว่าตัวในรวดเดียว จากนั้นก็นอนหลับไปจนถึง
บัดนี้ แต่ทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าก็เรียกหาของรับประทานเป็น
อันดับแรก?
“ไม่มี!” จั่วม่อสีหน้าเข้มงวดคุมแค้น ถลึงตามองเจ้าตัวตะกละที่อยู่
ตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์
ทหารยันต์ทองคำดำหน้าม่อยลงทันควัน แต่แล้วดวงตาพลันสว่าง
วาบ ร่างหายวับไปในบัดดล
ปรากฏเสียงกรีดร้องโหยหวนของพาหนะปิศาจ ดังแว่วมาจากด้าน
นอกห้อง
จั่วม่อถึงกับกุมขมับ เงยหน้ามองฟ้า ไร้วาจาจะกล่าว เสี่ยวม่อเกอ
ชาญฉลาดมาตลอดชีวิต ยากนักที่จะยอมทำการค้าขาดทุนสักครั้ง แต่เจ้า
ตัวตะกละตะกลามนี้ นับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของมันจริง ๆ!
Page 1 of 11
จากนั้นสายลมกลุ่มหนึ่งกระโชกวูบ เห็นทหารยันต์ทองคำดำปรากฏ
กายขึ้นตรงหน้าจั่วม่ออีกรอบ มันเลียริมฝีปาก กล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“ช่างไม่มีรสชาติจริง ๆ”
สายตาไม่สบอารมณ์ของจั่วม่อ ยิ่งกลายเป็นขุ่นแค้นแน่นอกมาก
กว่าเดิม
จั่วม่อขบคิดตลบหนึ่ง แล้วตัดสินใจว่าจะลองสนทนาดีๆ กับทหาร
ยันต์ทองคำดำสักครา สำหรับเจ้าเด็กน้อยนิสัยเสียนี้ จำเป็นต้องมีการ
ปรับปรุงมุมมองในชีวิตที่ไม่ถูกต้องเสียหน่อย อย่างเช่นการเอาแต่
รับประทานเปล่าและหลับใหลยาวนานยิ่งกว่าสุกร
“เจ้าต้องการรับประทานของอร่อยกว่านี้หรือไม่” จั่วม่อส่งยิ้มใสซื่อ
บริสุทธิ์
“ย่อมแน่นอน!” ทหารยันต์ทองคำดำตาลุกวาบ “พี่ใหญ่ อยู่ที่ใด?
ของอร่อยอยู่ที่ใด?”
“หากเจ้าอยากรับประทานของอร่อย เจ้าจะต้องออกแรงแข็งขัน
หน่อย คนที่ทำงาน จึงจะมีของรับประทาน คนที่ไม่ยอมทำงาน ย่อมไม่
สามารถรับประทาน เจ้ายิ่งทำงานมากเท่าใด ก็ยิ่งมีของให้รับประทานมาก
เท่านั้น” จั่วม่อกล่าวอย่างยิ้มแย้ม สีหน้าสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม ดูไปคลับคล้าย
กับเว่ยเป็นอย่างยิ่ง
ปัง ปัง ปัง!
Page 2 of 11
ทหารยันต์ทองคำดำตบหน้าอกแรงๆ เสียงดังกังวานดั่งเหล็กกล้า
กระทบกัน พลางเอ่ยปากอย่างห้าวหาญ “พี่ใหญ่กล่าวได้ดี! ข้าจะทำตามที่
ท่านว่า!”
ประเสริฐ ประเสริฐ เจ้าเด็กเหลวไหลนี้ยังไม่ถึงขั้นเกินเยียวยา
จั่วม่อในใจปลาบปลื้มยินดี กลอกตาตลบหนึ่ง ถามว่า “เจ้าสามารถ
ต่อสู้กระมัง?”
“เกิดมาเพื่อต่อสู้” ทหารยันต์ทองคำดำหยุดชะงักเล็กน้อย จากนั้น
กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าจะต่อสู้ ถ้ามีของให้รับประทาน แต่หากไม่มีของให้
รับประทาน ข้าก็ไม่สู้! ข้าจะต่อสู้มากขึ้น หากมีของให้รับประทานมาก
ขึ้น!”
จั่วม่อรอยยิ้มบนใบหน้าถึงกับแข็งค้างไปเลย
เจ้าผู้นี้…ที่แท้มิเพียงรูปโฉมคล้ายกับมัน กระทั่งความกลอกกลิ้งเจ้า
เล่ห์ยังลอกเลียนมาจากมันอย่างครบถ้วน
จั่วม่อรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่ง
แต่ก่อนที่มันจะได้ปวดเศียรเวียนเกล้ามากไปกว่านี้ เห็นเขิงเหลียน
เอ๋อร์เดินชดช้อยเข้ามาอย่างกะทันหัน นางพอเห็นทหารยันต์ทองคำดำซึ่ง
มีรูปโฉมคล้ายคลึงกับจั่วม่อ พลันมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
“สิ่งนี้คืออะไร?” นางชี้ไปยังทหารยันต์ทองคำดำ พลางหันไปถาม
จั่วม่อ
“คุณหนูท่านนี้! กรุณาอย่าได้ใช้ถ้อยคำไม่ให้เกียรติกัน!” ทหารยันต์
ทองคำดำร้องเตือนอย่างเคร่งขรึม “ข้ามิใช่สิ่งของ ข้าเรียกว่าเฮยจิน
Page 3 of 11
(ทองคำดำ) โอ้ ว่าแต่พี่ใหญ่ นางเป็นใคร? แม่นางนี้งดงามไม่เลว พี่ใหญ่
รสนิยมของท่านในที่สุดก็ดีขึ้นเสียที อย่างไรก็ตาม ท่านทิ้งขว้างอากุ่ยเสีย
แล้วรึ? พี่ใหญ่ ท่านไฉนทำเช่นนี้? ถึงกับทอดทิ้งภรรยาหลวงเชียวรึ ข้ามอง
ท่านผิดไปจริง ๆ! สมกับที่เป็นพี่ใหญ่ของข้า ความใจดำอำมหิตนี้ อา มาด
เยี่ยงนักเด็ดดมบุปผานี้ ข้าต้องร่าเรียนจากท่านบ้างแล้ว… …”
จั่วม่ออยากเอาศีรษะพุ่งชนกำแพงตายไปเสียเลย
นอกจากจะตะกละและเกียจคร้านสันหลังยาวแล้ว เจ้าบ้านี่ยังปาก
พล่อยเหลือรับอีกด้วย! สวรรค์! วัตถุดิบล้าค่ามากมายที่ต้องเสียเปล่าไปกับ
การสร้างมัน ไม่ได้อะไรที่ดีกลับคืนมาเลย ขาดทุนย่อยยับอย่างแท้จริง!
เขิงเหลียนเอ๋อร์จ้องมองทหารยันต์ทองคำดำอย่างสนอกสนใจยิ่ง
ทหารยันต์ทองคำดำสายตาแหลมคม มันพอเห็นอากุ่ยติดตามเข้ามา
ร่างก็พุ่งวาบเหมือนสายลมกระโชก โถมไปอยู่ข้างกายอากุ่ย รีบ
ประจบประแจงเป็นการใหญ่ “อากุ่ย อากุ่ย! พี่ใหญ่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า! ข้าว่า
แล้ว พี่ใหญ่เป็นบุคคลถือน้าใจผู้หนึ่ง จะทอดทิ้งอากุ่ยได้อย่างไร อากุ่ย
อากุ่ย มีอะไรให้รับประทานหรือไม่? ข้าหิวเหลือเกิน!”
อากุ่ยพลันหมุนตัวกลับ เดินออกไปด้านนอกในทันที ทหารยันต์
ทองคำดำรีบตามติดด้านหลังนาง พลางกล่าวประจบสอพลอไม่ขาดปาก
จั่วม่อได้แต่เหม่อมองอย่างโง่งม
“มันเป็นใคร?” เขิงเหลียนเอ๋อร์มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ
เป็นเหตุให้ดวงตาคู่งามทอประกายระยิบระยับ น่าลุ่มหลงงมงายกว่าเดิม
Page 4 of 11
“อุบัติเหตุร้ายแรงในชีวิตของข้าเอง” จั่วม่อแบสองมือ ใบหน้าเจื่อน
ขมแฝงแววจนปัญญา
“มีซิวเจ่อหลายคนเดินทางเข้ามาในนครมหาสันติ” เขิงเหลียนเอ๋อร์จู่
ๆ เปรยขึ้นอย่างกะทันหัน
“ซิวเจ่อ?” จั่วม่องงงันวูบ หลังจากอยู่ในภพปิศาจมาชั่วระยะหนึ่ง
กระทั่งมันเองพอได้ยินคำ ‘ซิวเจ่อ’ ยังรู้สึกแปลกหูอยู่บ้าง
เขิงเหลียนเอ๋อร์คล้ายแย้มยิ้มน้อย ๆ จนตาหยีเป็นจันทร์เสี้ยว บอก
เล่าอย่างสงบว่า “สมควรเป็นสี่มหาสำนักของซิวเจ่อ อย่างน้อยยี่สิบกว่า
คน และมีบางคนที่พลังฝีมือร้ายกาจยิ่ง พวกมันปลอมตัวปกปิดเป็นอย่างดี
ไม่มีผู้ใดระแคะระคายแม้แต่น้อย”
“สี่มหาสำนัก?” จั่วม่อประหลาดใจยิ่ง จากนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็น
เครียดขรึมในบัดดล “สี่มหาสำนักไฉนมาที่นี่?”
“หอสมบัติมหาสันติ” เขิงเหลียนเอ๋อร์แค่นเสียงออกมาสี่คำ
“หอสมบัติมหาสันติ?” จั่วม่อแทบไม่อยากเชื่อ สี่มหาสำนักเป็นตัวตน
เช่นไรกัน? กระทั่งเมื่อครั้งที่วิหารเทพสุริยันหวนคืนสู่โลกหล้าในอาณาจักร
ทะเลเมฆ ก็มีเพียงเทียนหวนที่มาถึง มิหนำซ้ายังส่งชนชั้นหยวนอิงมาเพียง
คนเดียว สำหรับตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเช่นสี่มหา
สำนัก สมบัติวิเศษที่คู่ควรให้พวกมันต้องลงมือช่วงชิง เกรงว่ามีอยู่เพียง
ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
หากบอกว่าหอสมบัติมหาสันติดึงดูดสี่สำนักใหญ่ จนยินยอมเสี่ยง
อันตรายถึงเพียงนี้ จั่วม่อแทบไม่อาจเชื่อได้จริง ๆ
Page 5 of 11
“ข้าประมือกับพวกมันรอบหนึ่ง” รอจนเขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวประโยค
นี้ออกมา นางก็ขู่ขวัญจั่วม่อจนแทบขวัญฝ่อตาย
“เจ้าเสียสติไปแล้ว!”
ถึงตอนนี้มันเชื่อจนหมดใจ ทั้งยังรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที
ทางหนึ่งพวกอาเหวินจู่ ๆ ก็หายสาบสูญไป ภายในเมืองมหาสันติก่อเกิด
คลื่นลับหนุนเนื่องไม่ขาดสาย เท่านั้นยังไม่พอ ยามนี้ถึงกับมีซิวเจ่อเข้า
มาร่วมวงความครึกครื้นด้วย ต่อให้มันโง่งมกว่านี้ก็ทราบว่าสถานการณ์จะ
ยิ่งสลับซับซ้อนจนไม่มีผู้ใดหยั่งคำนวณได้
มันจู่ ๆ ก็ฉุกคิดถึงปัญหาข้อหนึ่ง “สมบัติอันใดที่อยู่ในหอสมบัติมหา
สันติ? ไฉนกระทั่งสี่มหาสำนักของซิวเจ่อยังมาร่วมวงด้วย?”
เขิงเหลียนเอ๋อร์นิ่งเงียบงันไป
จั่วม่อเพ่งมองนางเขม็ง
ชั่วอึดใจให้หลัง นางค่อยกล่าวเสียงราบเรียบว่า “ภายในหอสมบัติ
มหาสันติมีของวิเศษอยู่สามชิ้น อีกสองชิ้นยังไม่มีผู้ใดสามารถระบุได้ แต่
หนึ่งในสามนั้น ผู้คนมากมายล้วนล่วงรู้ มันเป็นหลักศิลาแผ่นหนึ่ง”
“หลักศิลาแผ่นหนึ่ง?” จั่วม่อใบหน้าทอแววไม่เชื่อถือ
“เป็นหลักศิลาที่สำคัญที่สุดในบรรดาหลักศิลาทักษะปิศาจมหาสันติ
ทั้งมวล” เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาคล้ายปกคลุมด้วยม่านหมอกชั้นหนึ่ง สุ้ม
เสียงเลื่อนลอยคล้ายมีคล้ายไม่มี “นับตั้งแต่ยุคบรรพกาล ภายหลังยุคสมัย
ของพลังเทพ ไม่ว่าซิวเจ่อ อสูรหรือปิศาจ ล้วนคิดค้นวิถีแห่งพลังของตน
ศาสตร์อสูร ทักษะปิศาจ เวทวิชาเซียน ทั้งสามเป็นวิถีบำเพ็ญเพียรที่
Page 6 of 11
กลายเป็นที่นิยมมากที่สุด วิถีฝึกปรือพลังเทพหายสาบสูญไปจากหน้า
ประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง แต่รอจนด่านพลังของพวกมันสูงล้าขึ้น เหล่า
ยอดคนแห่งทั้งสามเผ่าพันธุ์ค่อยพากันค้นพบว่า พวกมันเผชิญเข้ากับ
อุปสรรคขวางกั้นในวิถีพลังของตน พวกมันแม้พากเพียรพยายามทุก
วิถีทาง เฝ้าคิดหาวิธีทลายกำแพงกั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถ
ทะลวงผ่านอุปสรรคนี้ไปได้”
จั่วม่อรับฟังอย่างเงียบงัน เรื่องเหล่านี้มันย่อมทราบกระจ่างใจ สุ้ม
เสียงเลื่อนลอยของเขิงเหลียนเอ๋อร์เมื่อบอกเล่าความลับเหล่านี้ คล้ายแฝง
เร้นด้วยกลิ่นอายอันลี้ลับอีกชั้นหนึ่ง
“ยอดคนบรรพบุรุษเหล่านี้ ตลอดหลายชั่วอายุคน พากันสืบย้อนขึ้น
ไปถึงต้นกำเนิดของวิถีบำเพ็ญเพียรของแต่ละเผ่าพันธุ์ ในที่สุดพบว่าวิธี
เดียวที่จะสามารถทะลวงผ่านกำแพงกั้นนี้ไปได้ คือการฝึกปรือพลังเทพ
พลังทั้งสามล้วนแยกย่อยออกมาจากพลังเทพ แต่ด้วยเหตุนี้ ทั้งหมดจึงไม่
สมบูรณ์ เมื่อพลังทั้งสามฝึกปรือจนถึงขอบเขตสูงสุด หากผู้ใดต้องการ
รุดหน้าก้าวไกลไปกว่านั้น พวกมันต้องหวนคืนสู่พลังเทพ อันเป็นราก
กำเนิด แต่ทว่าวิถีฝึกปรือพลังเทพสาบสูญไปนับพันนับหมื่นปี พวกมันได้
แต่เริ่มต้นจากการเที่ยวเสาะหามรดกตกทอดที่เกี่ยวข้องกับพลังเทพทุก
ประเภท แต่พวกมันล้วนไม่อาจหาจุดเชื่อมโยงพลังเทพเข้ากับระบบการ
ฝึกฝีมือในปัจจุบันได้ ตรงจุดนี้เอง ตำนานกล่าวไว้ว่าซือจื่อหมิงค้นพบ
วิธีแก้ไขเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ หลักศิลาเหล่านี้บันทึกภูมิความรู้ชั่วชีวิตของ
มัน แต่สุดท้ายซือจื่อหมิงไม่กล้าเปิดเผยเคล็ดความส่วนสำคัญที่สุดนี้
Page 7 of 11
ออกไป ดังนั้นมันปิดผนึกหลักศิลาแผ่นสุดท้ายเอาไว้ในหอสมบัติมหา
สันติ”
“เจ้าก็มาเพื่อหลักศิลาที่ว่านี้ด้วยรึ?” จั่วม่อเพ่งตามองเขิงเหลียน
เอ๋อร์
“ตอนแรกเริ่มข้ามิได้ล่วงรู้อันใด” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวเสียง
ราบเรียบ “แต่ยามนี้ ในเมื่อพวกเราอยู่ที่นี่ ไฉนไม่เข้าร่วมสนุกสักครา?”
“เจ้าฝึกปรือพลังเทพตั้งแต่แรก ยังต้องการหลักศิลาแผ่นนั้นไปทำ
อะไร?” จั่วม่อถามอย่างงุนงงสงสัย
“มรดกพลังเทพของข้าแม้สมบูรณ์กว่าของเจ้า แต่เมื่อผ่านมาหลาย
ช่วงอายุคนก็สูญหายไปหลายส่วนเช่นกัน หลักศิลาแผ่นนี้ย่อมสำคัญ
สำหรับข้ามาก อาจสามารถช่วยหนุนเสริม ‘บันทึกเทพจันทรา’ ของข้าได้”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ชายตามองจั่วม่อ จากนั้นกล่าวว่า “ในวิถีฝึกปรือพลังเทพ
เจ้านับเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์สูงล้าที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเห็นมา นอกจาก
เจ้าแล้ว ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใดบรรลุถึงลมหายใจพลังเทพ อย่างไรก็ตาม
ความเข้าใจในพลังเทพของเจ้าไม่เทียบเท่าข้า กระทั่งด้วยพรสวรรค์ของ
เจ้าก็ยังคงเพียงแค่เคาะประตูแห่งพลังเทพเท่านั้น มีเพียงครอบครองหลัก
ศิลาแผ่นนั้น เจ้าจึงสามารถก้าวล่วงผ่านเข้าไปในประตูแห่งพลังเทพที่
แท้จริงได้”
ถึงยามนี้เองจั่วม่อจึงเข้าใจอย่างชัดแจ้ง ว่าไฉนหอสมบัติมหาสันติจึง
เป็นเหตุให้คนมากมายล้วนกลายเป็นบ้าคลั่ง
Page 8 of 11
“แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องอันใดกับข้า?” จั่วม่อแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา
“ข้าถึงกับถูกฉุดลากเข้ามากลางวง อย่าได้บอกต่อข้าว่าเป็นเพียงเหตุ
บังเอิญ”
“ซึ่งความจริงย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ” เขิงเหลียนเอ๋อร์เหม่อมองไปไกล
กล่าวด้วยสุ้มเสียงเฉื่อยชา “เล่าลือกันว่า คิดเปิดหอสมบัติมหาสันติอีกครั้ง
จะต้องมีกุญแจสองดอก กุญแจดอกแรกคือสิ่งใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่สำหรับ
กุญแจอีกดอกหนึ่ง ว่ากันว่า…เป็นบุคคลพิเศษผู้หนึ่ง”
“บุคคลพิเศษ?” จั่วม่องงงันวูบ มันร้อยพันไม่คิด ไม่คิดว่าเหตุผล
เบื้องหลังจะเหลวไหลไร้สาระถึงเพียงนี้ มันชี้จมูกตัวเอง ยามกะทันหันไม่
ทราบจะหัวร่อหรือร่าไห้ดี ได้แต่กล่าวว่า “ข้าดูเหมือนบุคคลพิเศษรึ?”
“ในยามนี้ คลับคล้ายว่าจะเป็นเจ้ามากที่สุดแล้ว” เขิงเหลียนเอ๋อร์
แย้มยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว
จั่วม่อตะลึงลาน “ไฉนเป็นข้าไปได้?”
“เนื่องเพราะหมู่ดาวประทานพรที่ป่าศิลาทักษะปิศาจ เจ้าเป็นคน
แรกที่ก่อให้เกิดนิมิตแห่งฟ้าดินในสถานที่นั้น” เขิงเหลียนเอ๋อร์ยิ่งแย้มยิ้ม
จนตาหยีกว่าเดิม ใบหน้างดงามไร้ตำหนิของนางราวกับภาพวาดของจิตร
กรผู้มีฝีมือเป็นเลิศ “ซือเยวี่ยอี้ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับเจ้ามาก ชี
เตียวอวี่ก็ดูออกว่าเจ้าฝึกปรือพลังเทพ มันยังดูออกด้วยว่าข้ากับอากุ่ยก็
ฝึกปรือพลังเทพเช่นกัน”
ช่างเป็นเหตุผลที่เหลวไหลกระไรปานนี้
Page 9 of 11
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าไม่ล่วงรู้ เมื่อวันที่เจ้าสำเร็จลมหายใจพลังเทพ
ป่าศิลาทักษะปิศาจได้ตอบสนองต่อเจ้า ทั่วทั้งเมืองอาจพากันสงสัยว่าเจ้า
คือคนผู้นั้น แต่มีเพียงข้าที่แน่ใจว่าเป็นเจ้าไม่ผิดแน่”
เขิงเหลียนเอ๋อร์เพ่งตามองจั่วม่ออย่างลึกซึ้งอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นหมุน
ตัว หายวับไป
ถ้อยวาจาของเขิงเหลียนเอ๋อร์ ทำเอาจั่วม่อนิ่งขึงตะลึงลานอยู่ครึ่ง
ค่อนวัน
ทหารยันต์ทองคำดำติดตามอยู่เบื้องหลังอากุ่ย บางครั้งก็กวาดตา
มองรอบข้างอย่างรวดเร็ว มันทำท่าสูดจมูกฟุดฟิดเป็นครั้งคราว ใบหน้า
เต็มไปด้วยความหิวกระหาย
อากุ่ยยามเดินเหินไม่ก่อให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย เห็นนางสะกิดเท้า
ลอยตัวข้ามกำแพงแถบหนึ่ง ประหนึ่งว่านางกำลังเดินอยู่บนพื้นราบก็มิ
ปาน นางไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ล้วนไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คน ทหารยันต์
ทองคำดำย่องกริบตามหลังนาง สีหน้าทั้งตื่นเต้นยินดีและคาดหวังรอคอย
เพียงกระโดดขึ้นลงไม่กี่ครา อากุ่ยก็นำทหารยันต์ทองคำดำเข้าไปใน
ลานบ้านอีกแห่งหนึ่ง
นี่เป็นที่พำนักของเหล่าองครักษ์ดาวสวรรค์
ทันใดนั้นอากุ่ยหายวับไปราวกับเงาผี แล้วปรากฏตัวด้านหลัง
องครักษ์ดาวสวรรค์ที่ยืนยาม แตะฝ่ามือแผ่วเบาคราหนึ่ง องครักษ์ดาว
สวรรค์ผู้นั้นพลันล้มระทวยลง สิ้นสติไปในบัดดล
Page 10 of 11
จากนั้นอากุ่ยผลักประตูไม้ที่องครักษ์ดาวสวรรค์ผู้นั้นเฝ้าระวังอยู่
ภายในเต็มไปด้วยพาหนะปิศาจสารพัดชนิด นี่คือคอกม้าซึ่งเหล่าองครักษ์
ดาวสวรรค์ใช้เก็บพาหนะปิศาจของพวกมัน องครักษ์ดาวสวรรค์เป็นหน่วย
องครักษ์ส่วนตัวของเขิงอี้ อาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกมันย่อมเป็นสิ่งของ
ชั้นเลิศ บรรดาพาหนะปิศาจเหล่านี้ก็มิใช่ข้อยกเว้น ในหมู่พวกมันไม่มี
พาหนะปิศาจชั้นต่าแม้ตัวเดียว
ทหารยันต์ทองคำดำดวงตาสว่างวาบในบัดดล น้าลายไหลย้อยแทบ
หยาดหยด
มันอ้าปากกว้าง ดูดด้วยพลังแรง พาหนะปิศาจนับร้อยตัวไม่ทันได้
รู้สึกตัวเสียด้วยซ้า ก่อนที่ร่างของพวกมันจะหดวูบลงอย่างฉับพลัน
ประหนึ่งกระแสธารเกี๊ยว ไหลบ่าเข้าไปในปากของทหารยันต์ทองคำดำ
ภายในชั่วพริบตาเดียว คอกสัตว์อันแน่นขนัดก็ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
ทหารยันต์ทองคำดำส่งเสียงเรอคำโตด้วยสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจ จากนั้น
เดินเข้าไปประจบประแจงอากุ่ยเป็นการใหญ่
อากุ่ยดีงามที่สุด!
ในชั่วขณะนี้เอง รอยยิ้มสอพลอบนใบหน้ามันเลือนหายไป พลันหัน
ขวับไปทางหนึ่ง
ใบหน้าสีทองเข้มซึ่งคลับคล้ายจั่วม่อสาดประกายฆ่าฟันวูบ
มีคนลอบเข้ามา!
Page 11 of 11