สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 615 ต่างมีแผนการ
เฟ่ยเฟยสีหน้าตื่นเต้นตึงเครียด รอบคฤหาสน์แห่งนี้มีการคุ้มกันแน่น
หนาเป็นอย่างยิ่ง จนมันพบว่ายากจะจินตนาการได้ มันดูเหมือนจะมาถึง
สถานที่อันน่าสะพรึงกลัวแห่งหนึ่ง ผู้คนที่มีพลังฝึกปรือระดับเดียวกับมัน
มีไม่มากนักที่จะมีฝีมือในทางปกปิดซ่อนเร้นเทียบเท่ามัน แต่แม้กระนั้น
ระหว่างทางมันยังแทบสะดุดถูกหลุมพรางกับดักอยู่หลายรอบ
หากมิใช่ว่าสตรีที่จู่โจมทำร้ายพวกมันคล้ายมีจิตเจตนาแปลก
ประหลาดยิ่ง มันจะรีบหมุนตัวไปจากสถานที่ผีสางนี้ในบัดดล
สัญชาตญาณเตือนภัยของมันกรีดร้องระงม พร่าบอกว่าสถานที่แห่ง
นี้มีอันตรายอย่างเหลือเชื่อ!
เพื่อภารกิจสำคัญครั้งนี้ ทางสำนักไม่เสียดายกับการนำรอยแยกแห่ง
ความโกลาหลที่ปิดซ่อนเอาไว้ออกมาใช้งาน เดิมทีรอยแยกแห่งความ
โกลาหลแห่งนี้ ทางสำนักตั้งใจจะเก็บเอาไว้ใช้ลอบโจมตีในช่วงเวลาสำคัญ
แม้ว่าจะระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้ พวกมันกลับถูกจู่โจมทำร้ายทันทีที่
เข้าสู่นครมหาสันติ สตรีที่ไม่ทราบความเป็นมานางหนึ่ง จู่ ๆ ก็จู่โจมพวก
มันโดยไม่มีคำเตือนล่วงหน้า สตรีนางนี้ยังมีพลังฝีมือร้ายกาจสุดหยั่งคาด
กระทั่งหลายคนจากสำนักลงมือร่วมกัน ยังไม่อาจรั้งตัวนางเอาไว้ได้ นางดู
เหมือนจะมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าพวกมันไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายให้เป็นที่
สะดุดตาคน
Page 124 of 937
หรือว่าตัวตนของพวกมันถูกเปิดเผย? ทุกผู้คนหัวใจดิ่งวูบ หากตัวตน
ของพวกมันถูกเปิดเผยในแดนปิศาจ นี่หมายถึงสิ่งใด ทุกผู้คนล้วนทราบ
กระจ่างแก่ใจเป็นอย่างดี
เมื่อสตรีลึกลับชิงผละจากไป เฟ่ยเฟยก็ซ่อนเร้นตัวตน ลอบติดตาม
นางมาแต่ไกล
อีกฝ่ายถึงกับระมัดระวังตัวยิ่งกว่าที่มันคิด นางใช้เส้นทางวกวน ย้อน
ไปย้อนมาหลายรอบ จนเฟ่ยเฟยแทบคลาดร่องรอยของนางอยู่หลายครั้ง
ท้ายที่สุดสตรีนางนั้นก็เข้าไปในคฤหาสน์แห่งนี้ เฟ่ยเฟยเดิมทีคิดล่าถอน
ตัวล่าถอย แต่มันกลับพบพานช่องว่างรอยโหว่ของการคุ้มกัน มันอดใจไม่
ไหวลอบติดตามเข้ามาภายใน
ในสายตาของมัน องครักษ์ที่เฝ้าระวังสถานที่นี้เต็มไปด้วยช่องว่าง
รอยโหว่
แต่รอจนมันเข้ามาถึงด้านใน ค่อยพบว่าสถานการณ์ภายในกลับเป็น
ตรงกันข้ามกับที่มันคาดคิด
คฤหาสน์ส่วนในได้รับการคุ้มกันดีเยี่ยมกว่าที่มันเข้าใจ จนช่องว่าง
รอยโหว่ที่มันพบเห็นในตอนแรก ดูท่าจะเป็นหลุมพรางกับดักเสียมากกว่า
มันยิ่งล่วงลึกเข้าไปภายใน ความปรารถนาจะล่าถอยยิ่งมีแต่เพิ่มมากขึ้น
ทุกขณะ
ในเวลานี้เอง มันพลันพบเห็นสตรีนางหนึ่งกับคนที่ทั้งร่างเป็นสีทอง
เข้มเงางามดั่งโลหะเดินผ่านเข้ามา
มันรีบหลบซ่อนตัว แทบไม่กล้าหายใจ
Page 125 of 937
สตรีนางนี้ไม่ใช่สตรีที่จู่โจมทำร้ายพวกมัน ไม่เห็นมีคลื่นพลังอันใดแผ่
ออกมาจากร่างนาง ส่วนคนที่เป็นสีทองเข้มทั้งตัวด้านหลังนางคล้ายจะ
เป็นหุ่นเชิดปิศาจตนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม… …
นี่เป็นหุ่นเชิดปิศาจจริงหรือ?
รับฟังคำประจบสอพลอนานัปการพรั่งพรูออกมาจากปากของหุ่น
เชิดปิศาจตนนี้ เฟ่ยเฟยในเงามืดรู้สึกละอายใจอย่างสุดแสน หากปากของ
มันยามอยู่ในสำนักมีความสามารถสอพลอถึงขั้นนี้ ศักดิ์ฐานะของมันใน
สำนักคงไม่เพียงเป็นเช่นทุกวันนี้แล้ว
มันถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดไปนาน หุ่นเชิดปิศาจที่คล้ายจะมีชีวิตดุจ
คนจริงเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง
แต่ฉากที่เกิดขึ้นต่อไป กลับทำให้มันอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบ
ร่วงหลุด
เห็นพาหนะปิศาจนับร้อยตัว ถูกหุ่นเชิดปิศาจตนนั้นเขมือบกลืนลงไป
ในคราวเดียว!
ในสายตาหวาดสะพรึงของเฟ่ยเฟย ปากที่ไม่ใหญ่โตของหุ่นเชิด
ปิศาจทองคำดำ กลับไม่ต่างจากปากมหายักษ์ที่สามารถเขมือบกลืนทุก
สรรพสิ่ง หุ่นเชิดปิศาจที่กลืนกินพาหนะปิศาจเป็นอาหาร บางทีอาจสนใจ
จะเขมือบกลืนซิวเจ่อด้วย นึกถึงภาพที่หุ่นเชิดปิศาจกลืนกินมันลงไปในคำ
เดียว เฟ่ยเฟยตัวสั่นเทาทันที
Page 126 of 937
ทันใดนั้นเอง หุ่นเชิดปิศาจทองคำดำพลันหันขวับ เพ่งมองมายังมุมที่
มันซ่อนตัว
เฟ่ยเฟยสมองขาวว่างเปล่า มันถูกพบตัวแล้ว!
แต่มันมีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ยามคับขันไม่ลนลาน ชั่วพริบตา
นั้นสงบใจลงทันที มันตัดสินใจใช้เวทวิชาของตนในบัดดล ร่างพร่าเลือน
วูบ คนคล้ายเปลี่ยนเป็นไอหมอกควันกลุ่มหนึ่ง
เฟ่ยเฟยพอเปิดฉาก ก็ใช้สุดยอดกระบวนท่าช่วยชีวิต ‘เวทวิชาหมอก
ควันเดินหน’ ออกมาในชั่วพริบตา!
‘เวทวิชาหมอกควันเดินหน’ เป็นเวทวิชาระดับหก สามารถเปลี่ยน
ร่างกายผู้คนให้กลายเป็นกลุ่มหมอกควัน กระจายตัวออกไป ทันทีที่ร่าง
กลายเป็นหมอกควัน มันก็ไม่สามารถจู่โจมทำร้ายศัตรูได้ แต่การโจมตีส่วน
ใหญ่ก็ไม่มีผลต่อมันเช่นกัน เป็นยอดวิชาที่ใช้สำหรับหลบหนีโดยเฉพาะ
ยอดวิชานี้ช่วยชีวิตเฟ่ยเฟยมาแล้วไม่รู้ว่ากี่ครั้งกี่หน
ดังนั้นเมื่อมันพบว่าสถานการณ์ไม่เข้าที มันก็รีบใช้ ‘เวทวิชาหมอก
ควันเดินหน’ ออกมาทันที มันสามารถหยั่งทราบถึงภัยคุกคามจากหุ่นเชิด
ปิศาจทองคำดำตนนั้น หากมันเปลี่ยนร่างเป็นควันบางเบาก็จะย้อนกลับ
ไปยังข้างกายศิษย์พี่ได้ แท่งเสาควันหวนคืนของมันฝากเอาไว้ที่ศิษย์พี่
เพื่อเป็นหลักประกันการเอาชีวิตรอดของมันในเวลาเช่นนี้เอง
แต่ชั่วขณะที่มันกำลังจะหลุดรอดออกไปได้สำเร็จ หุ่นเชิดปิศาจตน
นั้นพลันปรากฏขึ้นตรงหน้ามันอย่างกะทันหัน
Page 127 of 937
ทหารยันต์ทองคำดำจ้องมองเฟ่ยเฟยที่ร่างกำลังกลายเป็นควันบาง
เบา ดวงตาของมันไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง ไม่หลงเหลือร่องรอยยิ้มแย้ม
แจ่มใส ราวกับไม่ใช่คนเดียวกันกับที่ประจบสอพลอเป็นไฟเมื่อครู่ มันยื่น
มือออกไปตรง ๆ อักขระโบราณบนฝ่ามือพลันสว่างเรืองรอง
เฟ่ยเฟยดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าทอแววหวาดกลัวสุดระงับ
ทหารยันต์ทองคำดำประทับฝ่ามือฟาดใส่ร่างของเฟ่ยเฟยที่กำลัง
เลือนราง แล้วรั้งฝ่ามือกลับทันควัน
เห็นบนร่างที่เกือบจะโปร่งใสของเฟ่ยเฟย พลันปรากฏอักขระเจิด
จรัสประทับตรึงแน่น เฟ่ยเฟยผู้เคราะห์หามยามร้าย ประหนึ่งมนุษย์หิมะ
ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า ร่างกายหลอมละลายด้วยระดับความเร็วที่
มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า
เฟ่ยเฟยใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่าอนาถ กรีดร้องโหยหวนสุดชีวิต แต่
กลับไม่มีสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ทหารยันต์ทองคำดำยืนมองมันอย่างเฉยชา
เฟ่ยเฟยผู้เคยเอาชีวิตรอดมาได้นับครั้งไม่ถ้วน เพียงชั่วครึ่งก้านธูป
กลับละลายหายไปอย่างสิ้นเชิง
กริ๊ง
เสียงตกกระทบพื้นดังแผ่วเบา เห็นแหวนวงหนึ่งร่วงลงจากกลุ่มควัน
กลิ้งเบา ๆ ไปตามพื้น
Page 128 of 937
ทหารยันต์ทองคำดำก้มหยิบแหวนขึ้นมา สีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์
เลือนหายไป กลับมามีรอยยิ้มเต็มหน้าเหมือนเดิม ก่อนจะรีบเสนอแหวน
วงนั้นให้แก่อากุ่ย
“เฟ่ยเฟยตายแล้ว” หลินเชียนดวงตาทอประกายโศกเศร้าจาง ๆ
แต่สุ้มเสียงเย็นยะเยียบ
คนอื่น ๆ สบตากันวูบ ในดวงตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความหมอง
หม่นและประหวั่นพรั่นพรึง แม้พวกมันล้วนทราบดีว่าภารกิจครั้งนี้ยากเย็น
แสนเข็ญ เปี่ยมล้นด้วยภยันตรายรอบด้าน แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าพวกมัน
เพิ่งจะมาถึงนครมหาสันติเพียงชั่วครู่ กลับต้องสังเวยชีวิตศิษย์พี่ศิษย์น้อง
ร่วมสำนักไปคนหนึ่ง
เป็นการเริ่มต้นที่เลวร้ายยิ่ง!
“สตรีนางนั้นใช้พลังเทพ” หลินเชียนกล่าวด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น
“นางสมควรมาเพื่อหลักศิลามหาสันติเช่นกัน ทุกคนระมัดระวังให้มาก
ก่อนที่หอสมบัติมหาสันติจะปรากฏขึ้น อย่าได้เปิดเผยตัวตนเป็นอันขาด”
“ทราบแล้ว!” ทุกผู้คนรับคำอย่างพร้อมเพรียง แต่เห็นได้ชัดว่าขวัญ
กำลังใจของพวกมันตกต่าไม่น้อย
หลินเชียนไม่มองหน้าพวกมัน เพียงกล่าวราวรำพึงกับตัวเอง “ภารกิจ
ครั้งนี้ทั้งยากลำบากและอันตรายยิ่ง กระทั่งข้ายังไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะทำ
สำเร็จ แต่หลายพันปีแห่งความรุ่งโรจน์ของคุนหลุนเรา ล้วนแลกมาด้วย
เลือดเนื้อและชีวิตของบรรพชนเรานับไม่ถ้วน บัดนี้โลกถึงครากลียุค พวก
Page 129 of 937
เจ้าควรทราบว่าช่วงเวลาไม่กี่สิบปีนี้ จะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของอีก
พันปีนับจากนี้!”
จากนั้นมันกวาดตามองไล่ไปทีละคน ในใบหน้าเฉื่อยชาไร้อารมณ์
ของมัน แฝงไว้ด้วยอำนาจบารมีของบุคคลอันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์รุ่น
หลังแห่งคุนหลุน
“ในเรื่องที่จะกำหนดโชคชะตาของคุนหลุน พวกเราจะย่อท้อได้
อย่างไร?”
ทุกผู้คนสีหน้าค่อยๆ กลายเป็นเด็ดเดี่ยวมั่นคง พวกมันส่วนใหญ่เกิดที่
คุนหลุน เติบใหญ่ในคุนหลุน มีความรู้สึกต่อคุนหลุนอย่างลึกซึ้ง ครอบครัว
ของพวกมันก็อยู่ที่คุนหลุน ชีวิตของพวกมันล้วนผูกพันกับคุนหลุนอย่างลึก
ล้า
คนผู้หนึ่งพลันกล่าวด้วยเสียงลึก “ถูกของศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราแม้ตาย
ตก ก็ยังจะได้กลับคืนสู่สุสานกระบี่แห่งคุนหลุน!”
“คนของคุนหลุนเรา เคยหวาดกลัวอสูรปิศาจด้วยรึ?”
“อย่างมากก็เปิดศึกมหาสงครามพันปีอีกรอบเท่านั้น!”
หลินเชียนไม่เอ่ยคำใด ขวัญกำลังใจของกลุ่มเพิ่มสูงขึ้นมาก สายตา
ของทุกผู้คนกลับกลายเป็นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่กว่าเดิม มาคราวนี้ผู้ที่ได้รับ
การเลือกเฟ้น ล้วนเป็นยอดฝีมือด่านหยวนอิงรุ่นใหม่ทั้งสิ้น ทุกผู้คนมีใจ
กระบี่อันกล้าแกร่ง เต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
รอจนสุ้มเสียงพลุ่งพล่านใจค่อย ๆ สงบลง หลินเชียนกล่าวด้วย
รอยยิ้มน้อย ๆ “อย่ากังวลไปเลย ต่อให้คนเหล่านั้นจดจำเราออก ก็ยังไม่
Page 130 of 937
ถึงกับเลวร้ายอันใด นครมหาสันติรวบรวมไว้ด้วยขุมกำลังปิศาจหลายฝ่าย
ความซับซ้อนของสถานการณ์ในที่นี้ สุดที่ผู้ใดจะคาดคิดได้ ปิศาจเหล่านี้
ล้วนมีแผนการของตน เฝ้าระแวงสงสัยผู้อื่น มิหนำซ้ายังมีคนลอบก่อกวน
คลื่นลมจากในเงามืด เพื่อกวนน้าให้ขุ่น เราเองเป็นเพียงหนึ่งในขุมกำลัง
มากมายของนครมหาสันติ บางคนอาจหวาดระแวงในตัวตนของเรา แต่ก็มี
คนที่คาดหวังให้พวกเราเข้ามาก่อกวนสถานการณ์เช่นกัน เพื่อที่จะได้เปิด
โอกาสให้พวกมันจับปลาตอนน้าขุ่นได้”
ทุกผู้คนพอฟัง ล้วนพยักหน้าเห็นพ้อง
“ดังนั้นเราจะไม่เปลี่ยนแผนการ” หลินเชียนสรุป ดวงตาเต็มไปด้วย
ความเชื่อมั่น
บรรดาองครักษ์ดาวสวรรค์อยู่ในอารมณ์เดือดดาลทะยานฟ้า พาหนะ
ปิศาจทั้งหมดของพวกมันที่อยู่ในคอกม้าล้วนสูญหายไป สิ่งที่ชวนให้คลุ้ม
คลั่งยิ่งไปกว่านั้น คือบริเวณคอกสัตว์ไม่มีร่องรอยการต่อสู้แม้แต่น้อย
โซ่วผิงสีหน้าดำคล้า มีคนลอบเข้ามาขโมยพาหนะปิศาจทั้งหมดของ
พวกมันไป เรื่องบัดซบเช่นนี้ถึงกับเกิดขึ้นภายใต้ปลายจมูกของมัน
คุณหนูไม่ได้ตำหนิอันใด แต่โซ่วผิงรู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบคิดหา
รอยแตกบนพื้นมุดศีรษะลงไปซ่อน ในลานบ้านส่วนอื่นไม่มีเหตุการณ์
เช่นนี้เกิดขึ้น มีเพียงพาหนะปิศาจของพวกมันที่ถูกขโมยไป!
ช่างน่าอัปยศอดสู! อา อัปยศอดสูเหลือเกิน!
Page 131 of 937
เหล่าองครักษ์ดาวสวรรค์เดิมทีก็ถูกเคี่ยวเข็ญให้ฝึกปรืออย่างหนัก
หนาสาหัสอยู่แล้ว เวลานี้ยังมาเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก โซ่วผิงผู้เคยทระนงตน
ไหนเลยจะทานทนรับได้?
บรรดาองครักษ์ดาวสวรรค์ที่น่าสงสาร เพียงเพราะจอมตะกละผู้หนึ่ง
ต้องมาถูกโซ่วผิงเคี่ยวเข็ญทรมานจนแทบล้มประดาตาย
แต่ผู้ร้ายตัวจริงได้ลืมเลือนเรื่องนี้ไปสิ้นตั้งแต่แรกแล้ว
“นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของเจ้าหรือ?” หนานเหมินเสวี่ยจับจ้อง
คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างเย็นชา
บุรุษผู้นั้นสั่นศีรษะ “นี่มิใช่ฝีมือของพวกเรา”
“ข้าไม่เชื่อ” หนานเหมินเสวี่ยกล่าวเสียงเย็นอย่างไม่ไว้หน้า “ความ
ร่วมมือของเราจบสิ้นเพียงเท่านี้ ข้าข้องใจในความจริงใจของเจ้าเสียจริง
ๆ”
บุรุษผู้นั้นสีหน้าไม่เปลี่ยน มันเพียงสั่นศีรษะ พลางกล่าว “นี่ไม่ใช่ฝีมือ
เราจริง ๆ เราส่งคนไปคร่ากุมเซี่ยวม่อเกอ แต่กลับพลาดท่าถูกมันฆ่าตาย
ส่วนเรื่องที่คนของมันหายสาบสูญไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา ทางเราเอง
ก็กำลังเร่งสืบสวนเช่นกัน แต่ยังไม่มีร่องรอยเบาะแสอันใด”
หนานเหมินเสวี่ยเพ่งมองคนผู้นั้นตาเขม็ง เห็นอีกฝ่ายหน้าไม่เปลี่ยนสี
มันค่อยเชื่อว่าอีกฝ่ายบอกความจริง
“เวลานี้เบาะแสทั้งหมดล้วนชี้มาที่ข้า” หนานเหมินเสวี่ยกล่าวอย่าง
เย็นชา “อย่าได้บอกต่อข้าว่าเจ้าไม่มีแผนการถัดไป”
Page 132 of 937
“เราย่อมต้องมี” บุรุษนั้นกล่าวเสียงหนัก ๆ “บัดนี้เรามั่นใจเต็มร้อย
ว่าเซี่ยวม่อเกอเป็นกุญสำคัญดอกนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่มีเพียงเราที่
ตระหนัก ผู้อื่นอีกหลายคนก็สมควรคิดได้เช่นกัน”
หนานเหมินเสวี่ยรับฟังอย่างเงียบเชียบ ไม่กล่าวคำใด
“เวลานี้ สายตาทุกคู่กำลังมองไปยังเซี่ยวม่อเกอ ขอเพียงเราไม่มุ่งเป้า
ไปที่มัน ก็จะไม่มีผู้ใดหันมาสนใจเรา” บุรุษนั้นแยกแยะอย่างเยือกเย็น “บึง
น้าในนครมหาสันติเริ่มจะขุ่นขึ้นมาแล้ว”
ทันใดนั้นมันแย้มยิ้มอย่างฉับพลัน “ในเมื่อพวกมันล้วนพากันจ้อง
มองเซี่ยวม่อเกอ ดังนั้นเราจะหันไปเสาะหากุญแจอีกดอกหนึ่งของหอ
สมบัติมหาสันติแทน”
“หรือว่าเจ้าล่วงรู้ว่ากุญแจอยู่กับผู้ใด?” หนานเหมินเสวี่ยตื่นตะลึง
“ยังไม่” บุรุษนั้นยิ้มเล็กน้อย “แต่เรามีเป้าหมายอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง”
หนานเหมินเสวี่ยจ้องมองฝ่ายตรงข้ามนิ่ง ๆ จากนั้นพลันถามว่า
“แล้วหลังจากนี้ ยังต้องให้ข้าทำอะไร?”
“แน่นอน!” บุรุษนั้นมีสีหน้าพออกพอใจ “เจ้าเป็นส่วนสำคัญใน
แผนการของเรา”
จากนั้นมันกระซิบบอกเล่าแผนการต่อหนานเหมินเสวี่ยด้วยเสียงเบา
ต่า
หนานเหมินเสวี่ยยิ่งรับฟัง ดวงตายิ่งเป็นประกายเจิดจ้า บางครั้งยัง
ผงกศีรษะรับ แผนการของอีกฝ่ายช่างลึกล้าน่าดูชมเสียจริง
แต่ว่า… …
Page 133 of 937
รอจนอีกฝ่ายบอกเล่าแผนการแล้วเสร็จ หนานเหมินเสวี่ยค่อยมองตา
อีกฝ่ายอย่างยิ้มแย้ม “เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมนัก! แต่ว่า… ข้าต้องการถุง
น้าดีหัวใจเพลิง”
ฝ่ายตรงข้ามขมวดคิ้วฉับ “ขอเพียงเจ้าทำตามแผนการสำเร็จ… …”
หนานเหมินเสวี่ยสั่นศีรษะตัดบท “ข้าต้องการ เดี๋ยวนี้!”
อีกฝ่ายสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “นี่เป็นไปไม่ได้!”
“เจ้าแน่ใจรึ?” หนานเหมินเสวี่ยแสยะยิ้มพลางกล่าว “แผนการของ
เจ้าแม้ฉลาดปราดเปรื่อง แต่หากมีข้อผิดพลาดสักเล็กน้อย แผนทั้งหมดจะ
พังครืนลงทันที หลายขั้นตอนยังเกี่ยวข้องกับข้า ข้าเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญยิ่ง
ในแผนการของเจ้า”
“คิดกลับคำพูดเอาตอนนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้า! เจ้าจะต้อง
เสียใจ!” ผู้อื่นใบหน้าดำทะมึน แค่นเสียงลอดไรฟันออกมา
“ถุงน้าดีหัวใจเพลิง หรือไม่ก็ปล่อยให้แผนการของเจ้าพังทลายไป
เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเถอะ” หนานเหมินเสวี่ยยังคงแย้มยิ้ม “อ้อ จริง
สิ ข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถเห็นได้ชัดเจนเช่นกัน ว่ายามนี้ต่อให้เจ้าคิดล้มเลิก
ความร่วมมือก็หาใช่เรื่องง่ายดายไม่”
คนผู้นั้นใบหน้าขาวซีดในบัดดล
Page 134 of 937