สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 620 ลวงกลายเป็นจริง
“นี่มันสถานที่ผีสางอันใดกัน!” หมิงเจวี๋ยจื่อบ่นพึมพำ พวกมันถูกขัง
อยู่ในนี้หลายวันแล้ว ยังคงค้นหาทางออกไม่พบแม้แต่เงา
อสูรควันดำกล่าวตำหนิตัวเอง “เป็นความผิดของข้าเอง! หากมิใช่
เพราะข้า… …”
“เหล่าเฮย อย่าได้โทษตัวเอง นี่อาจจะเป็นโชควาสนาของพวกเราก็
ได้” หนานเยว่รีบปลอบโยนอสูรควันดำ “ผู้คนด้านนอกมากมายล้วน
ต้องการเข้ามาในนี้ แต่พวกมันไหนเลยจะคาดคิดได้ว่าถูกพวกเราล่วงหน้า
มาก่อนแล้ว”
คังเจ๋อกล่าวเสริมมาอย่างยิ้มแย้ม “เหล่าเฮย เจ้าต้องเปลืองสมองให้
มากกว่านี้ พวกเรายังคาดหวังว่าเจ้าจะหาสมบัติพบ”
อาเหวินมีสีหน้าห่วงกังวลอยู่บ้าง “ติดอยู่ในนี้ กระทั่งคุกสิบนิ้วยังไม่มี
ทางเข้าไปได้ ต้าเหรินจะต้องไปตามหาพวกเราที่นั่นอย่างแน่นอน”
ทุกผู้คนนิ่งงันไป
อสูรผมสีส้มพลันเอ่ยปาก “อย่าห่วงไปเลย อย่าห่วงไปเลย มันมี
คุณธรรมน้ามิตร จะต้องไม่ทอดทิ้งพวกเราแน่ อย่างเลวร้ายที่สุด เราจะ
เสาะหาสมบัติสักสองสามชิ้น แล้วค่อยแบ่งให้แก่มันสักเล็กน้อย”
“สมบัติอยู่ที่ใดเล่า?” หมิงเจวี๋ยจื่อกวาดตามองไปรอบ ๆ กล่าวด้วยสี
หน้าละห้อยหดหู่ “สถานที่แห่งนี้ทั้งมืดทึบและไม่มีสิ่งใดเลย ข้าสงสัยว่า
Page 1 of 11
เราอยู่ในหอสมบัติมหาสันติจริง ๆ รึ? เราพากันค้นหาอยู่หลายวันแล้ว อย่า
ว่าแต่สมบัติ กระทั่งทางออกยังค้นไม่พบ!”
ในวันนั้นอสูรควันดำได้ค้นพบเบาะแสจากประโยคที่มันพบเจอ รีบ
แล่นมาบอกพวกพ้องอย่างลิงโลดยินดี พวกมันออกสืบค้นตามเบาะแสที่
ได้รับ นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายจะตกลงมาในทางวงกตที่มืดมิด เส้นทางวงกตนี้
ทั้งมืดมิดและว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย อย่างไรก็ตาม เส้นทางวงกตนี้
สลับซับซ้อนยิ่ง ตัดไขว้ไปมาราวกับใยแมงมุม พวกมันช่วยกันค้นหา
ทางออกอยู่หลายวัน แต่ยังไม่มีวี่แววแม้แต่น้อย
“พวกเราสมควรอยู่ใต้ป่าศิลาทักษะปิศาจ นอกจากหอสมบัติมหา
สันติ ยังจะมีที่อื่นใดอีกเล่า?” คังเจ๋อสีหน้างุนงง
“ผีสางเท่านั้นที่รู้!” อสูรผมสีส้มกล่าวอย่างไม่แยแส “ตาเฒ่าผู้นั้น
ตายไปตั้งนานแล้ว!”
“อย่าได้หยาบคายต่อท่านปรมาจารย์ซือจื่อหมิง!” อาเหวินถลึงตาใส่
อสูรผมสีส้ม “หลายวันมานี้เราได้ประโยชน์จากท่านมากมายมหาศาล!
หากมิใช่เพราะท่านปรมาจารย์ จะมีหลักศิลาทักษะปิศาจเหล่านี้มาจากที่
ใดกัน!”
อสูรผมส้มกลับไม่มีโทสะ เพียงพึมพำว่า “ข้ามิได้บอกว่ามันไม่ดี แต่
หากเป็นคนดี ก็สมควรดีให้ถึงที่สุด มันเมื่อสร้างหลักศิลาทักษะปิศาจไว้ให้
เราฝึกปรือแล้ว ก็สมควรแบ่งปันสมบัติให้แก่เราบ้าง เช่นนั้นจึงจะเป็นคนดี
ที่แท้จริง! บุคคลอันประเสริฐเลิศล้า! อ้อ ไม่ต้องห่วงไป ข้าไม่ได้คิดจะฮุบ
สมบัติไว้เพียงผู้เดียวหรอก”
Page 2 of 11
คนอื่น ๆ คุ้นชินกับวาจาไร้สาระที่ปราศจากความคิดอ่านของอสูรผม
ส้มเป็นอย่างดี ทุกผู้คนพากันหัวร่อออกมา
อสูรควันดำขมวดคิ้วแนบแน่น นับตั้งแต่พวกมันตกลงมาในทางวงกต
มืดมิด มันก็เฝ้าขบคิดทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกไปให้ได้ เป็นเพราะมัน ทุก
คนจึงต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ไม่มีผู้ใดโทษว่าตำหนิมัน แต่
มันไม่อาจให้อภัยตัวเอง
โชคยังดีที่แม้จะหาทางออกไม่พบ แต่ก็ไม่มีอันตรายอันใด พวกมันจึง
ไม่ต้องหวาดวิตกมากนัก
นับตั้งแต่เข้ามาติดอยู่ในเส้นทางวงกต อสูรควันดำก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดว่า
ไฉนจึงมีทางวงกตอยู่ใต้ป่าศิลาทักษะปิศาจด้วย มันเชื่อว่าคนเช่นซือจื่อห
มิง จะทำการอะไรสักอย่างสมควรมีเหตุผลของตน
ทางวงกตนี้แน่นอนว่าจะต้องมีจุดประสงค์อื่น หากเป็นไปตามนี้ ก็
สมควรต้องมีทางออก
พลังจิตสำนึกของมันแผ่กระจายออกไป คอยตรวจสอบสภาพรอบ
ข้างอย่างระมัดระวัง ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดเช่นนี้ พลังจิตสำนึกมี
ประโยชน์มากกว่าดวงตามากนัก ทันใดนั้นเอง จิตสำนึกของมันกวาดผ่าน
ก้อนหินก้อนหนึ่ง อสูรควันดำพลันชะงักเท้าทันที “รอประเดี๋ยว!”
ทุกคนพากันหยุดเดินด้วยท่าทีระแวงระวัง
“มีเรื่องใด?” หนานเยว่ถามอย่างสงสัยใจ
Page 3 of 11
“เมื่อวานเราเคยผ่านก้อนหินนี้มาแล้ว!” อสูรควันดำก้มลงเก็บก้อน
หินขึ้นจากพื้นข้างเท้า สุ้มเสียงของมันไม่เป็นธรรมชาติมาก “ก้อนนี้ไม่ผิด
แน่ ข้าจดจำได้อย่างชัดเจน!”
“หมายความว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเราอาจเดินวนเวียนเป็น
วงกลมใช่หรือไม่?” หนานเยว่ถามอย่างตื่นตกใจอยู่บ้าง
“เป็นไปได้อย่างยิ่ง” อสูรควันดำเงยหน้าขึ้นมองไปยังความมืดมิด
ด้านบน “เราอาจจะเดินวนเวียนเป็นวงกลมอยู่ภายใต้ป่าศิลาทักษะปิศาจ
นี้เอง”
จากนั้นมันกล่าวราวรำพึงกับตัวเอง “นี่เป็นทางวงกตแบบวนซ้า ทุก
ครั้งเราล้วนเลือกเส้นทางที่แตกต่างกัน แต่ยังคงวนกลับมาอยู่ดี ทุก
เส้นทางล้วนนำไปยังที่แห่งเดียว โอ ข้าเข้าใจแล้ว… …”
ทันใดนั้นมันหันขวับ กล่าวกับอสูรผมส้มอย่างร้อนใจอยู่บ้าง “ต้าเฉิง
ลองทุบทำลายพื้นให้ข้าสักหน่อย!”
อสูรผมส้มพอฟังต้องคึกคักขึ้นอักโข หลายวันมานี้ทำเอามันอึดอัด
ขัดข้องแทบตายแล้ว รีบถกแขนเสื้อขึ้นทันที “ไม่มีปัญหา เจ้าต้องการหลุม
ใหญ่เท่าใด? ลึกเท่าใด? ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าได้ชมศาสตร์อสูรวิชาใหม่ที่
ข้าเพิ่งฝึกสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้ เป็นยอดวิชาในการขุดหลุมแขนงหนึ่ง
ทีเดียว เจ้าหากต้องการหลุมกลม ข้าจะไม่มีวันขุดออกมาเป็นสี่เหลี่ยม
หากเจ้าต้องการสามจั้ง ข้าจะไม่ขุดห้าจั้ง โอ้ หรือว่าเจ้าต้องการที่มันดูยาก
ขึ้นมาสักหน่อยหรือไม่? รูปดอกไม้เป็นอย่างไร? ไม่ ๆ ธรรมดาเกินไป! บาง
ทีเป็นภาพศิลปะดีหรือไม่?”
Page 4 of 11
หนานเยว่กับคนอื่น ๆ ถึงกับไร้วาจาจะกล่าว
แต่อาเหวินกลับตื่นเต้นฮึกเหิมขึ้นมา “ศาสตร์อสูรอันใด ร้ายกาจถึง
เพียงนั้นเชียว? ลองมาแข่งกันดีหรือไม่? ข้าก็เพิ่งจะเข้าใจบางอย่างมา
เช่นกัน”
อสูรผมส้มฮึกเหิมขึ้นมาทันที รีบโถมไปถึงเบื้องหน้าอาเหวิน
“ประเสริฐ เช่นนั้นมาแข่งกัน! ขุดหลุมเป็นภาพศิลปะ!”
“ได้เลย!” อาเหวินฮึกเหิมไม่แพ้กัน
“ลึกห้าจั้งจะดีที่สุด” อสูรควันดำร้องบอกเสียงอ่อย แต่ไม่มีผู้ใดแยแส
สนใจมัน ความสนใจของทุกคนหันไปหาสองคนที่กำลังจะแข่งกันขุดหลุม
เป็นภาพศิลปะ
เกี่ยวกับความสามารถของอาเหวินไม่มีสิ่งใดต้องกล่าวถึง ส่วนอสูร
ผมส้มแม้ดูไม่เต็มเต็ง ทั้งยังแปลกประหลาดเล็กน้อย แต่พรสวรรค์ในเชิง
ศาสตร์อสูรของมันสูงล้าเป็นพิเศษ ทั้งยังมักจะเหนือความคาดหมาย
บ่อยครั้งที่สามารถคิดค้นศาสตร์อสูรแปลกประหลาดพิสดารออกมา
“พวกเจ้าคิดว่าใครจะชนะ?” หมิงเจวี๋ยจื่อเปรยถามอย่างสนอกสนใจ
หนานเยว่ตอบ “อาเหวิน”
คังเจ๋อลังเลครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า “ต้าเฉิง!”
หมิงเจวี๋ยจื่อหันไปมองอสูรควันดำ อสูรควันดำกล่าวอย่างจนปัญญา
“ต้าเฉิง”
หมิงเจวี๋ยจื่อหัวร่อฮิฮะ “ข้าว่าอาเหวิน เป็นสองต่อสอง!”
Page 5 of 11
อสูรผมส้มวางท่าราวกับยอดยุทธ์ผู้ไร้เทียมทาน ผายมือเป็นเชิงเชื้อ
เชิญ กระดิกนิ้วเรียกอาเหวิน “เจ้าหนู ข้าจะไม่ออมมือให้แก่เจ้า! แต่เจ้า
หนุ่มเอ๋ย หลังจากพ่ายแพ้อสูรผมสีส้มผู้มีคุณธรรมน้ามิตรผู้นี้ เจ้าจะรู้สึก
ว่าชีวิตมีคุณค่าความหมายขึ้น!”
อาเหวินถลึงตากลับอย่างไม่ลดราวาศอก “มาเถอะ เจ้าตัวประหลาด
ผมแดง! ให้ข้าแสดงให้เจ้าดู ว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งค่ายเว่ยมีฝีมือ
อย่างไร!”
มองตามเงาร่างดุจภูตพรายของจั่วม่อ รวมทั้งสีหน้าเฉยเมยเย็นชา
ของมัน ทุกผู้คนบังเกิดความรู้สึกอันตรายที่ไม่อาจลบเลือนได้ ไม่ว่าผู้ใด
ล้วนมีสีหน้าปั้นยาก คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นยอดฝีมือ ย่อมสามารถมองเห็น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับจั่วม่อได้ชัดตา
เสียกงจู่เม้มปากแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เซี่ยวม่อเกอที่อยู่
ห่างไกลดูเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง นางรู้สึกไม่คุ้นเคยเป็น
อย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม นางรีบสะกดความคิดฟุ้งซ่านในใจนาง เซี่ยวม่อเกอ
เป็นชิ้นส่วนสำคัญในแผนการทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงของมันจะส่งผล
กระทบต่อแผนการอย่างรุนแรง จนกระทั่งถึงบัดนี้ เซี่ยวม่อเกอยังไม่ได้ใช้
ลูกกลมปิศาจดาวลวงตามแผนการ มิหนำซ้ายังเคลื่อนร่างไปมาในทิศทาง
ที่ผู้คนขบคิดไม่เข้าใจ
Page 6 of 11
เสียกงจู่พลันตระหนักถึงความจริงอันน่าแตกตื่นสะท้านใจประการ
หนึ่ง…
…เซี่ยวม่อเกอถึงกับค้นพบหอสมบัติมหาสันติเข้าจริง ๆ!
ทันทีที่ความคิดนี้วาบขึ้นในใจ นางสีหน้าซีดเผือดในบัดดล!
แผนการเดิมของนางคือสร้างภาพลวงว่าหอสมบัติมหาสันติปรากฏ
ขึ้น เพื่อล่อให้เหล่าซิวเจ่อออกจากที่ซ่อน นางร้อยคิดพันคำนวณยังคาดไม่
ถึงว่าแผนลวงจะกลับกลายเป็นจริง!
นี่เรียกว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต ทันทีที่หอสมบัติมหาสันติปรากฏขึ้น
จริง แผนการซึ่งเคยไร้ที่ติก็จะกลับกลายเป็นเต็มไปด้วยข้อบกพร่องแล้ว
ด้านของซิวเจ่อขวัญกำลังใจจะเพิ่มขึ้นเต็มเปี่ยมถึงขีดสุด การจู่โจมตอบโต้
ของพวกมันย่อมต้องดุเดือดรุนแรงถึงขั้นสู้ตายถวายชีวิต ส่วนในทางตรง
กันข้าม บรรดายอดฝีมือฝ่ายปิศาจกลับจะต่างคนต่างพุ่งเป้าไปยังหอ
สมบัติมหาสันติแทน แต่ละคนล้วนมีแผนการของตน กองกำลังพิฆาต
เซียนที่เคยเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันจะแตกกระจายโดยไม่ทันได้สู้รบ
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แผนการที่เคยไร้ช่องว่างรอยโหว่จะพัง
พินาศ เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน!
เมื่อถึงเวลานั้น สถานที่แห่งนี้จะเกิดการสู้รบตะลุมบอนอย่างสับสน
ยุ่งเหยิง ศึกเช่นนี้สำหรับพวกซิวเจ่อแล้ว ย่อมได้ประโยชน์มากที่สุด!
สิ่งที่นางห่วงกังวลยิ่งไปกว่านั้น ก็คือเซี่ยวม่อเกอผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลาง
ของการต่อสู้ประจัญบานจะตกอยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุด
Page 7 of 11
นางในใจขบคิดเร็วรี่ จากนั้นสีหน้ากลับคืนเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
กล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “หอสมบัติมหาสันติเปิดออกแล้ว แผนมีการ
เปลี่ยนแปลง ทุกท่านให้บุกจู่โจมทันที ขับไล่พวกซิวเจ่อออกไปก่อน!”
ถ้อยคำของเสียกงจู่ทำให้ทั้งหมดสะท้านขึ้นทั้งร่าง พวกมันเหม่อมอง
เสียกงจู่อย่างเหลือเชื่อ ทุกคนแม้มุ่งความสนใจไปที่การเปลี่ยนแปลงของ
เซี่ยวม่อเกอ แต่ก็เพียงรู้สึกว่าการกระทำของมันแปลกประหลาดเล็กน้อย
ไม่มีผู้ใดเชื่อมโยงการกระทำเหล่านั้นไปถึงการเปิดออกของหอสมบัติมหา
สันติ
เสียกงจู่ดวงตาทอประกายเจิดจรัส กวาดตามองผ่านดวงตาทุกคู่ที่
เริ่มจะร้อนเร่า นางจัดแต่งเรือนผมพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ทุกท่านต้อง
ระวังความปลอดภัยของเซี่ยวม่อเกอด้วย ในกรณีที่เหล่าซิวเจ่อเห็นว่าหมด
หวังจะช่วงชิงสมบัติ อาจคิดทำลายโอกาสของพวกเราไปด้วย ถึงเวลานั้น
เซี่ยวม่อคงไม่แคล้วทอดร่างเป็นซากศพแล้ว พวกเราเองก็ไม่มีผู้ใดได้อะไร
ทั้งนั้น ตอนนี้มันยังคงมีประโยชน์ เนื่องเพราะมีแต่มันที่สามารถเปิดหอ
สมบัติมหาสันติได้ ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนั้นหวังว่าผู้อาวุโสทั้งหลาย
อย่าได้เก็บซ่อนฝีมือแล้ว”
ทุกผู้คนสบตากันวูบ จากนั้นพากันเคลื่อนไหว
อวี๋ซวงผุดลุกขึ้น กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เราต้องสั่งสอนซิวเจ่อเหล่านี้
ให้หลาบจำสักครา มิเช่นนั้นพวกมันคิดมาก็มา คิดไปก็ไป พวกมันเข้าใจว่า
ในหมู่พวกเราเผ่าปิศาจไม่มีคนมีความสามารถหรือ ที่นี่กลายเป็นสวนหลัง
บ้านของพวกมันตั้งแต่เมื่อใด?”
Page 8 of 11
ทุกผู้คนฮึกเหิมขึ้นเช่นกัน
ชางเยวียนฮ่าวกับอวี๋ซวงเดินเคียงคู่กันไป เหล่าองครักษ์ที่นำโดยเซี่ย
ห้อมล้อมคุ้มกันซิ่นกงจู่ ส่วนองครักษ์ที่นำโดยจูเข่อเฝ้าพิทักษ์หว่านกงจู่ ชี
เตียวอวี่เคลื่อนไหวตามลำพัง… …
เพียงชั่วพริบตาเดียว กองกำลังผสมก็แตกสลาย แต่ละขุมกำลัง
แบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
“เจ้ามีจิตเจตนาต่อมันหรือ?” หญิงรับใช้วัยกลางคนที่ข้างกายเสียกง
จู่ เอ่ยถามอย่างกะทันหัน
เสียกงจู่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วย้อนถามว่า “ท่านเห็นเป็น
เช่นนั้นรึ?”
“หากมิใช่เช่นนั้น เจ้าไยต้องช่วยเหลือมันเล่า?” หญิงรับใช้วัย
กลางคนจ้องมองเสียกงจู่ตาเขม็ง พลางกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าย่อมทราบ
กระจ่างแก่ใจ เมื่อเจ้าเข้าร่วมความขัดแย้งนี้ เจ้าจะไม่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับมันอีกต่อไป!”
เสียกงจู่เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ท่านไม่คิดบ้างรึ? ให้พวกมันทั้งหมดมุ่ง
ความสนใจไปยังเซี่ยวม่อเกอ จะไม่เป็นประโยชน์ต่อเรามากกว่าหรือ?”
หญิงรับใช้วัยกลางคนสีหน้าคลายลงเล็กน้อย แต่ยังสำทับอย่างเย็น
ชาว่า “อย่าได้คิดทำเรื่องโง่เขลาอันใด”
เสียกงจู่คล้ายไม่ได้ยิน นางเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยวม่อเกอที่กำลังพุ่งเข้า
หาหลักศิลาอีกต้น พลันกล่าวว่า “ท่านอดใจรอไม่ไหวแล้วกระมัง”
หญิงรับใช้วัยกลางคนสีหน้าแข็งค้าง
Page 9 of 11
… …
หลักศิลาที่เบื้องหน้ามันในยามนี้ เป็นหลักศิลาทักษะปิศาจต้นสุดท้าย
ที่มีรอยประทับฝ่ามือ
เส้นลำแสงกึ่งโปร่งใสที่บางเฉียบ ในสายตามันยามนี้สว่างจ้ายิ่งกว่า
ลำแสงใด ระลอกคลื่นไหลผ่านไปตามเส้นใยที่ตัดไขว้ไปมาเหล่านี้ ราวกับ
คลื่นกระทบฝั่งที่มาจากทุกทิศทาง มุ่งตรงมายังหลักศิลาต้นนี้เป็นจุดเดียว
ชั่วพริบตาที่จั่วม่อกดประทับฝ่ามือลงบนหลักศิลาต้นสุดท้าย หลัก
ศิลาพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กระทั่งพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของมันยังสั่นไหว
อย่างดุเดือด ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกกักขังไว้ใต้พื้นพิภพตำแหน่งนี้
กำลังจะตื่นขึ้นอีกครั้งก็มิปาน
จั่วม่อสีหน้าเย็นยะเยียบ ไม่แยแสต่อสิ่งใด เต็มไปด้วยความว่างเปล่า
ไร้อารมณ์
เพื่อตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนอันแกร่งกร้าวที่มาจากหลักศิลา
กล้ามเนื้อทุกมัดบนท่อนแขนของจั่วม่อก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ด้วย
ระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ชั่วพริบตานี้เอง ลำแสงทั้งมวลหยุดชะงักลงอย่างพร้อมเพรียง
แต่ในเสี้ยววินาทีถัดไป ลำแสงที่หยุดนิ่งคล้ายสะดุ้งตื่นขึ้นมา พากัน
ถาโถมจากทุกทิศทุกทาง ไปยังหลักศิลาต้นสุดท้ายอย่างบ้าคลั่ง!
ตูม!
Page 10 of 11
ลำแสงสีขาวเจิดจรัสพวยพุ่งออกมาจากหลักศิลาอย่างฉับพลัน ราว
กับกระบี่แสงมหายักษ์ แทงทะลวงใส่ท้องฟ้า ทะลุเข้าไปในห้วงความว่าง
เปล่าไร้ที่สิ้นสุด
แสงสีขาวประดุจเปลวไฟลุกโชติช่วง กวาดวาบออกไปทั่วสี่ทิศแปด
ทาง ภายในชั่วพริบตาเดียว หลักศิลาทักษะปิศาจทุกต้นพากันปลดปล่อย
ลำแสงสีขาวแผดจ้าออกมา
พื้นปฐพียิ่งมายิ่งสั่นไหวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วทั้งนครมหาสันติล้วน
สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
รอยแยกขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนพื้นรอบ ๆ ป่าศิลา จากนั้นป่าศิลา
ทั้งผืนก็ค่อยๆ ยกตัวขึ้น
ตูม ตูม ตูม!
เห็นป่าศิลาที่ปกคลุมด้วยลำแสงเจิดจรัสยกตัวขึ้นอย่างแช่มช้า
ประหนึ่งมีสัตว์ประหลาดมหายักษ์ที่อยู่ใต้พื้นพิภพ ค่อยๆ ผลักดันมัน
ขึ้นมา
ลำแสงสีขาวอันเจิดจ้าบาดตาที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ดูคล้ายกับเชือกเส้น
ขนาดยักษ์ ที่ค่อยๆ ลากดึงป่าศิลาทั้งแถบขึ้นมา!
และในเวลาเดียวกัน ข้าง ๆ ลำแสงสีขาวสายนั้น เห็นเงาร่างเย็นยะ
เยือกอันไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ภายใต้ลำแสงสีขาวสว่างไสว มันกำลัง
ทอดตามองโลกด้านล่างด้วยสายตาไม่แยแส
Page 11 of 11