สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 621 หนึ่งกระบี่ของหลินเชียน
“เริ่มได้ !”
“เริ่มได้ !”
อาเหวินกับอสูรผมสีส้มร้องตวาดพร้อมกัน แล้วเคลื่อนไหวอย่าง
พรักพร้อม
อาเหวินถลึงตากลมกว้าง ขนนกสีดำบนชุดเกราะของมันลุกชันและ เริ่ม
สั่นสะเทือนอย่างพร้อมเพรียง มันโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย สองแขน
ทำท่าโอบราวกับกำลังสวมกอดใครสักคน สูดลมหายใจลึกยาว แล้วสอง
มือพลันกดประทับลงพื้นหินตรงหน้ามันยุบหายไปกับตา เห็นหลุมลึกที่มี
รอยตัดราบเรียบ ผิดธรรมดาปรากฏขึ้น ประหนึ่งภาพวาดที่วาดด้วยฝีมือ
จิตรกรชั้นเอก เส้นเค้าโครงภายนอกคมชัดเป็นอย่างยิ่ง
อสูรผมสีส้มแผดร้องเสียงแปลกพิกล ประกายสายฟ้าแลบลิ้นออกมา จาก
ร่างแตกปะทุไม่ขาดหู เรือนผมสีส้มชี้ฟูฟ่อง ยิ่งชมดูยิ่งน่าหัวร่อ เนื่อง
เพราะมันยังร่างสั่นเป็นเจ้าเข้าส่ายศีรษะโยกไปมาอีกด้วย
พื้นหินตรงหน้ามันปั่นสลายหายไปด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ ชัดตา
เค้าโครงภายนอกไล่บังเกิดเป็นภาพร่างประดุจภาพวาด ภาพของ สตรี
นางหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกผู้คน
หนานเยว่กับพวกที่เหลือตะลึงงันไป ในดวงตาของพวกมันล้วนทอแววชื่น
ชม สองคนนี้เห็นได้ชัดว่ามีระดับพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าพวกมันที่ เหลือไป
อีกขั้น
ช่างเป็นสองตัวประหลาดอย่างแท้จริง!
ยามที่อาเหวินลงมือ พวกมันสัมผัสระลอกการสั่นสะเทือนไม่ได้เลย แม้แต่
น้อย เส้นเค้าโครงภายนอกของหลุมลึกทั้งชัดเจนและหนักแน่น ลายเส้น
คมชัดราวกับคว้านด้วยมีด แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการ ควบคุม
พลังอันน่าตระหนกของอาเหวิน
ส่วนศาสตร์อสูรที่อสูรผมส้มใช้ออกมา พวกมันพบว่าแทบมองไม่ออก เลย
แม้แต่น้อย ดูท่าว่ากระบวนท่านี้ก่อให้เกิดการผสลายจากภายใน แม้ว่า
พลังที่ใช้ออกมาเป็นสายฟ้า แต่กลับแฝงเร้นไว้ด้วยฤทธิ์กร่อนสลายอัน
ประหลาดลํ้า
“วา เจ้าหนุ่ม ฝีมือไม่เลวนี่” อสูรผมส้มสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“เฮอะ! คราวนี้ข้าจะทำให้เจ้ายอมรับความพ่ายแพ้อย่างยินยอม พร้อมใจ”
อาเหวินกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของคนอื่น ๆ ทั้งสองเริ่มแข่งกันขุดหลุมอย่าง
ดุเดือดอีกครั้ง แต่ละหลุมที่ขุดออกมาล้วนเป็นงานศิลปะภาพวาดรูปสตรี
“ฮะ นี่ไม่ใช่รูปอากุ่ยหรอกรึ เจ้าหนุ่ม ที่แท้เจ้าลอบมุ่งเป้าไปที่อากุ่ย ใช่
หรือไม่?” อสูรผมสีส้มเพ่งมองรูปภาพที่เบื้องหน้าอาเหวิน จากนั้นชี้นิ้ว
พลางร้องออกมาเสียงดังลั่น
“ตัวโง่งม! เจ้าต้องเรียกนางว่าอากุ่ยต้าเหริน!” อาเหวินกลึงตามอง อย่าง
เดือดดาล แล้วแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ความงามของอากุ่ยต้าเหริน มิใช่สิ่ง
ที่คนพื้นเพธรรมดาอย่างเจ้าจะหยั่งทราบได้ !”
“อากุ่ยเป็นเด็กหญิงที่ดีงาม แต่มิใช่ความงาม” อสูรผมสีส้มสั่นศีรษะ แล้ว
กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “สิ่งที่ข้าวาด จึงเป็นความงามที่แท้จริง!”
อาเหวินเพ่งมองภาพวาดตรงหน้าอสูรผมส้มอยู่ครึ่งค่อนวัน จากนั้นสี หน้า
เปลี่ยนเป็นแปลกพิกลเล็กน้อย พึมพำกับตัวเองว่า “ไฉนภาพของเจ้า ดู
คล้ายเหล่าเฮยอยู่บ้าง… ”
อสูรควันดำตัวสั่นระริก จากนั้นรีบโถมเข้ามา
อสูรผมส้มมีสีหน้าภาคภูมิใจ “ฮ่าฮ่า เจ้าหนุ่ม เจ้ามีสายตาที่ดี! หลาย ปี
มาแล้ว เหล่าเฮยมักจะแต่งกายเป็นสตรีไปยังตำหนักศาสตร์อสูร มิทราบ
ล่อลวงบุรุษมากมายเท่าใด”
อสูรควันดำหางตากระตุกรัว ๆ เหตุการณ์คึกคะนองในอดีตเป็นเรื่อง ที่มัน
ไม่อยากเอ่ยถึง เจ้าตัวบัดซบปากมากนี่! มันหมิ่นเหม่จะหมดความอดทน
อยู่รอมร่อ คนอื่น ๆ ก็พากันล่าถอยคล้ายหาทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อน แต่ละ
คนมองดูอสูรควันดำอย่างเห็นอกเห็นใจ
แต่แล้วอสูรควันดำยังไม่ทันจะได้ระเบิดความพิโรธออกมา พลัน บังเกิด
การสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงมาจากใต้พื้น พวกมันแทบทั้งหมดไม่ อาจยืน
หยัดมั่น
“โวโว้โว้ เราใช่ขุดทะลุทางวงกตแล้วหรือไม่?” อสูรผมส้มร้องออกมา ด้วยสี
หน้าตื่นเต้นยินดี
“เจ้าปัญญาอ่อน!” คนอื่น ๆ ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยน แต่ยังอดร้องค่า
ออกมาพร้อมกันไม่ได้
ใต้พื้นยิ่งมายิ่งสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างดุเดือด เสียงดังสนั่นทึกก้อง มา
จากส่วนลึกใต้ปฐพี ประหนึ่งสัตว์ร้ายจากยุคบรรพกาลฟื้นตื่นขึ้นจาก การ
หลับไหล
“บัดซบ! พื้นกำลังยกตัวขึ้น!” อสูรควันดำสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
ทุกผู้คนหน้าเปลี่ยนสีอย่างพร้อมเพรียง
รอจนเหล่ายอดฝีมือปิศาจปรากฏตัวขึ้น หลินเชียนก็ไร้ข้อกังขาอีกต่อไป
ภาพอันน่าตระหนักเบื้องหน้ามันเป็นหลุมพรางกับดักตั้งแต่แรก! ลำแสง
มหึมาที่พุ่งตรงขึ้นฟ้า รวมทั้งการสั่นสะเทือนขนานใหญ่ที่มาจาก ส่วนลึก
ใต้พื้นพิภพมากพอที่จะสำแดงพลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่แฝงอยู่
ภายใน พลังนี้แข็งกล้าไพศาลเสียจนแม้แต่หลินเชียนยังสะท้านใจเล็กน้อย
ชั่วขณะนี้มันถึงกับบังเกิดความเลื่อมใสต่อปรมาจารย์ชื่อจื่อหมิง ซึ่งไม่เคย
พบหน้ามาก่อนอยู่บ้าง
แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว สายตามันก็กลับเป็นกระจ่างชัดเจนอีกครั้ง
ระลอกที่ปรากฏขึ้นในใจอันตรธานหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย ยามนี้มันไม่
กังวลสนใจอีกต่อไปว่าเซี่ยวม่อเกอเป็นใครกันแน่ชั่วขณะจิตนี้ ไม่ว่าสิ่งใด
ก็ไม่สำคัญอีกแล้ว!
แกรก!
พื้นที่รอบตัวมันพลันแตกระเบิด เจตจำนงกระบี่อันหนาแน่นทะลัก ทลาย
ออกรอบข้าง โดยไม่คิดปิดบังซ่อนเร้นอีก!
ชั่วพริบตานี้ คนคล้าย กระบี่ลํ้าค่าที่หลุดจากฝักไม่ปกปิดความคมกล้าที่
สามารถเย้ยฟ้าท้าดิน!?
บรรดาศิษย์น้องที่อยู่รอบกายเผยสีหน้าตื่นเต้นฮักหาญ จิตวิญญาณ การ
ต่อสู้พลุ่งพล่านทะยานฟ้า เจตจำนงกระบี่ของแต่ละคนส่องประกาย ด้วย
ลำแสงหลากสีสัน พวกมันทุกคนไม่ต่างจากกระบี่ดุร้าย ปรารถนาจะ ดื่ม
โลหิตของศัตรูในบัดดล!
“ทุกคนจดจำแผนการได้ขึ้นใจแล้วหรือไม่” หลินเชียนกวาดตามอง พลาง
ถามอย่างเยือกเย็น
“ขอรับ!” คนทั้งหมดตอบรับอย่างเคร่งขรึม
“ภารกิจครั้งนี้เกี่ยวพันกับความรุ่งโรจน์หรือเสื่อมทรุดของคุนหลุนเรา ต่อ
ให้ร่างแหลกสลายกระดูกหักสะบั้น แต่พวกเราจะไม่ล่าถอยแม้แต่ ก้าว
เดียว!” หลินเชี่ยนสีหน้าแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ดวงตาร้อนระอุเจิดจ้าเสียจน ไม่
มีผู้ใดสามารถมองสบตรง ๆ ได้ มันชักกระบี่บินออกจากฝักอย่างแช่มช้า
“เราจะไม่ถอยหนี!” คนทั้งหมดสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ร้องรับคำอย่าง
พร้อมเพรียง ดวงตาสาดประกายด้วยเปลวเพลิงแห่งความคลุ้มคลั่ง พา
กัน ชักกระบี่คู่ใจออกมาพร้อมหน้า
หลินเซียนหมุนตัวกลับไปยังภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ตระการตา ทันใด
นั้นชูกระบี่บินในมือขึ้นสุดล้า ตวาดอย่างเกรี้ยวกราดแต่สุ่มเสียง มั่นคง
“เพื่อคุนหลุน!”
พลังปราณทั่วร่างของมันเดือดพล่าน พลังสภาวะเกรี้ยวกราดถึงขีด สุด
ภายใต้มานรัตติกาลเจตจำนงกระบี่ของมันประหนึ่งเปลวไฟที่เข้มข้น จนมี
ตัวตน ท่ามกลางความมืดมิดกลางดินแดนปิศาจ มันระเบิดพลัง ทั้งหมด
ออกมาอย่างไม่กลัวเกรง
จิตวิญญาณการต่อสู้และความฮึกเหิมของหลินเชียนระบาดใส่เซียน
กระบี่แห่งคุนหลุนทั้งหมด อารมณ์อันพลุ่งพล่านบันดาลให้พลังปราณใน
ร่างเดือดปะทุอย่างเหนือธรรมดา ความกลัวเกรงและขลาดเขลาทั้งหมด
ปลาสนาการไปสิ้น จิตวิญญาณความฮึกเหิมแผดเผาร่างกายทุกตารางนิ้ว
ร่างสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ
ชั่วขณะจิตนี้ เพื่อคุนหลุนแล้ว ต่อให้พวกมันต้องทอดร่างเป็นซากศพ ก็จะ
ไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแม้แต่น้อย
พวกมันชูกระบี่บินขึ้นอย่างพรักพร้อม ร้องตวาดตาม “เพื่อคุนหลุน!”
หางเสียงยังไม่ทันจะขาดหาย หลินเชียนก็ดีดกาย พุ่งลิ่วนํ้าขึ้นไปบน
ท้องฟ้า เปลี่ยนเป็นลำแสงกระบี่สายหนึ่ง ทะลวงผ่านท้องฟ้ารัตติกาล ตรง
ดิ่งเข้าหาป่าศิลาที่กำลังยกตัวขึ้นด้านบน!
เหล่าศิษย์น้องเห็นเช่นนั้น พากันโถมทะยานตามติดไปอย่างไม่รีรอ ลังเล
ชั่วพริบตานี้ เสียงกระบี่คำรามกระหมดุจคลื่นยักษ์ซัดโหม ฝนลำแสง แน่น
ขนัดประหนึ่งหยาดพิรุณพร่างฟ้า!
เสาลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นเบื้องบนแผ่ซ่านพลังรบกวนกระแสอากาศจน
ปั่นป่วน กระแสอากาศอันรุนแรงเหล่านี้ ทำให้เสื้อผ้าอาภรณ์ของจั่วม่อ
กระพือพัดอยู่ในสายลม
แต่มันเพียงทอดตามองเบื้องล่างอย่างเงียบงัน
มันเห็นบรรดายอดฝีมือฝ่ายปิศาจโถมทะยานออกมา เห็นแสงกระบี่เจิด
จ้าพาดผ่านนภา มันยังเห็นยอดฝีมือจากอีกสามสำนักใหญ่ที่ลอบเข้ามา
ในเมือง ดวงตาไร้อารมณ์ความรู้สึกจับตามองภาพทั้งหมดนี้อย่างเฉยเมย
พลังทักษะปิศาจของมันเร่งเร้าไปจนถึงขีดสุด ขณะเดียวกันพลัง จิตสำนึก
และพลังปราณของมันก็ไหลเวียนอยู่ในส่วนลึกของเลือดเนื้อ ร่างกาย
อย่างไม่หยุดยั้ง
โลกอันเย็นเยือกยิ่งมายิ่งกระจ่างชัดเจนอยู่ตรงหน้ามัน
ส่วนอื่น ๆ ของป่าศิลายกตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยามนี้จุดที่มันยืนกลับเริ่ม
จะทรุดตัวลง /
หลักศิลาเบื้องหน้ามันเป็นประตูทางเข้าของหอสมบัติมหาสันติเอง “หอ
สมบัติมหาสันติ!”
ใครบางคนร้องตะโกนออกมา เป็นเหตุให้ผู้คนปั่นป่วนขึ้นมา บริเวณ พื้นที่
ที่พรุดตัวลงมีขนาดเล็กมาก เพียงเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึงสองจิ้ง เท่านั้น
มองดูจั่วมอค่อยๆ จมลึกลงไป เหล่ายอดฝีมือรีบเร่งตรงเข้าหาด้วย ความ
ร้อนรนกว่าเดิม กระทั่งลำแสงกระบี่จากคุนหลุนยังเร่งเร้าความเร็ว ขึ้นอีก
ขั้น เสียงคำรามฝ่าอากาศของกระบี่ฟังเร่งร้อนขึ้น
“รีบเข้าควบคุมประตูทางเข้า เร็ว!” อวี๋ซวงตวาดก้อง
ยอดฝีมือฝ่ายปิศาจคนอื่น ๆ ลังเลใจอยู่บ้าง แต่แล้วพลันตัดสินใจ
เด็ดขาด พวกมั่นขบกรามแน่น พากันทะยานรางเข้าหาสาแสงกระบี่ที่มุ่ง
ตรงเข้ามา
อวี๋ซวงกล่าวถูกต้อง หากปล่อยให้คุนหลุนเข้ายึดประตูทางเข้าได้ก่อน ไม่
ว่าผู้ใดก็อย่าหมายจะเข้าไปภายใน
เหล่าศิษย์ยอดฝีมือจากอีกสามมหาสำนักก็พากันลงมืออย่างพร้อม
เพรียง แต่เมื่อเทียบกับความคลุ้มคลั่งของคุนหลุน พลังสภาวะของพวก
มัน นับว่าอ่อนด้อยกว่ามาก ยอดฝีมือฝ่ายปิศาจแทบทั้งหมดล้วนมุ่งเป้า
ไปยัง คุนหลุนเป็นจุดเดียว
เผชิญหน้ากับยอดยุทธ์เผ่าปิศาจที่บุกทะลวงเข้าหามัน หลินเชียนไม่
หวาดหวั่นครั่นคร้าม ท่ามกลางเสียงกระบี่คำรามดังสดใส ลำแสงกระบี่ทวี
พลังขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมสูงกลับกลายเป็นซุ้มเสียง
ทุ้มตํ่าแหบลึก ด้วยสภาวะประดุจดาวตกถล่มลงจากท้องนภา ลำแสง
กระบี่ พุ่งเข้าปะทะกับศัตรูอย่างหักโหม!
“คุ้มกันศิษย์พี่ใหญ่!”
เหล่าเซียนกระบี่ที่ตามติดมาทางเบื้องหลังของหลินเชียนเร่ง ความเร็วขึ้น
อย่างฉับพลันประหนึ่งบุปผาคลี่บาน แต่ละคนวาดเป็นเส้น โค้ง แยกย้าย
ออกรับหน้ายอดฝีมือฝ่ายปิศาจทุกทิศทาง
ส่วนศัตรูที่ขวางอยู่เบื้องหน้าหลินเชียน พวกมันกลับไม่เหลือบแล แม้แต่
น้อย
ทุกผู้คนล้วนเชื่อมั่นในตัวศิษย์พี่ใหญ่ของพวกมันอย่างไร้ข้อกังขา คนที่
ขวางหน้าหลินเชียนเป็นอวี๋ซวง
อวี๋ซวงม่านตาหดแคบเกือบเท่าปลายเข็ม ผู้อื่นไม่ได้มีทีท่าว่าจะล่า ถอย
หรือหลบเลี่ยง เจตจำนงกระบี่ของศัตรูเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอย่างน่า สะท้าน
ขวัญ บันดาลให้มันต้องคำรามอย่างสึกเหิม “มาเถอะ!”
อวี๋ซวงทั่วร่างพลันปศคลุมด้วยแผนผังปิศาจสีเขียวสด แผนผังปิศาจ สี
เขียวนี้งดงามเหนือธรรมดาเส้นสายเรียวบางละเอียดซับซ้อนยิ่ง แผนผัง
ปิศาจทั้งชุดดูคล้ายบุปผาสีเขียวที่เบ่งบานเต็มที่ดอกหนึ่ง
ยึดถืออวี๋ซวงเป็นจุดศูนย์กลาง แผนผังปิศาจสีเขียวละเอียดซับซ้อน แผ่
ขยายออกรอบข้างในบัดดล จากนั้นดอกกุหลาบสีชมพูเจิดจ้าบานออก
จากเส้นสายของแผนผังปิศาจสีเขียวเหล่านี้ งดงามตระการสุดบรรยาย
นี่คือเขตแดนอันพิสดารของอวี๋ซวง เขตแดนกุหลาบเขียวขจี!
ทันใดนั้นเอง ดอกกุหลาบทั้งมวลพลันสั่นระริกเล็กน้อย กลีบกุหลาบ ปลิด
ปลิวลงมาโดยไร้เสียง เพียงชั่วกะพริบตาเดียว ดงกุหลาบสีชมพูรอบ กา
ยอวี๋ซวงก็กลับกลายเป็นทะเลกลีบบุปผาผืนหนึ่ง
จากนั้นกลีบกุหลาบสีชมพูฉีกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ค่อย ๆ
แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจีด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
วู้ม!
เศษกลีบกุหลาบมากมายเหลือคนานับคล้ายถูกกระแสลมหอบพัด
เปลี่ยนเป็นพายุบุปผาสีเขียวสดตรงดิ่งเข้าหาหลินเซียนอย่างสี่ลับ
ฝ่ายปีศาจที่สังเกตเห็นภาพนี้ล้วนสะท้านใจวูบ
กระบวนท่าแรกของอวี๋ซวง กลับเป็นกระบวนท่าไม้ตายที่สร้างชื่อ ให้กับ
มัน ห่าพิรุณบุปผาขจี!
ระหว่างเศษบุปผาสีเขียวแต่ละกลีบแฝงไว้ด้วยสนามพลังอันแปลก
พิสดารชนิดหนึ่ง ห่าฝนกสืบบุปผานับไม่ถ้วน ก่อให้เกิดการทับซ้อนของ
สนามพลังจำนวนมากมายสุดคนานับกลายเป็นทะเลกลีบบุปผาที่เปี่ยม
ล้นด้วยกระแสพลังปั่นป่วนาสร้างเป็นบึงโคลนอันน่าสยดสยองบ่อหนึ่ง ผู้
ที่ติดอยู่ภายในเขตแดน ต่อให้มีพลังแกร่งกร้าวสุดเปรียบปาน ก็รังแต่จะ
ถูกสะกดตรึงเอาไว้ภายใต้สนามพลังงาน ไม่ต่างจากจมลงไปในบ่อโคลน
ดูดไร้ ก้นบึงการเคลื่อนไหวจะกลายเป็นเชื่องช้าลง ทั้งยังเชื่องช้าลงอย่าง
ต่อเนื่อง จนกระทั่งไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้อีก
ไม่ทราบมีวีรบุรุษผู้กล้ามากมายเท่าใด ต้องสังเวยชีวิตภายใต้ กระบวนท่า
ห่าพิรุณบุปผาขจีอันน่าขนพองสยองเกล้านี้
เมื่ออวี๋ซวงพลังฝีมือรุดหน้าก้าวไกล ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว ก็ยาก นักที่
ผู้คนจะได้ชมดูห่าพิรุณบุปผาขจีอีกครั้ง
นึกไม่ถึงว่าวันนี้กระบวนท่าแรกที่มันใช้ออกจะเป็นสุดยอดท่าไม้ตาย นี้
บอกชัดว่าอวี๋ซวงไม่คิดออมรั้งยั้งมือใด ๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นผู้คนฝ่ายปิศาจพอเห็นห่าพิรุณบุปผาขจีของอวี๋ชวง แทบให้ ร้อง
ชมเชยด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ พลังพิสดารอันพิเศษเฉพาะของท่า พิรุณ
บุปผาขจี พอดีเป็นดาวข่มของเจตจำนงกระบี่ที่มุ่งเน้นความคมกล้า
พวกมันคล้ายวาดภาพเซียนกระบี่ผู้นี้ดิ้นรนอยู่ภายในบึงโคลน ดุจ
ผีเสื้อน้อยติดใยแมงมุมไว้ล่วงหน้า!
หลินเชียนดวงตาทอประกายด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันร้อนระอุ
กระบี่บินในมือของมันคล้ายสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นในใจมัน ต้อง เปล่ง
เสียงคำรามกระหึ่มสองตอบต่อผู้เป็นนายอย่างเหนือการควบคุม
กระบี่บินในมือหลินเซียนเล่มนี้ย่อมมิใช่สิ่งของธรรมดาสามัญ นี่เป็น ยอด
กระบี่ที่มีชื่อกระเดื่องดังเล่มหนึ่ง นามว่ากระบี่ไทอา ใบกระบี่ประดุจ นํ้าพุ
อันใสกระจ่างปัจหนึ่ง ประเปรียวเป็นพิเศษ
เผชิญหน้ากับห่าพิรุณกลีบบุปผาสีเขียวขจีที่ม้วนกวาดเข้าหามัน ปลาย
กระบี่ไทอาพลันปรากฏจุดแสงสว่างจ้า ดูคล้ายประกายไฟที่ปะทุขึ้น ด้วย
การที่กระบี่ไทอาแทงทะลวงเสียดสีผ่านอากาศ สิ่งที่น่าพิศวงคือใบ กระบี่
กลับไม่เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความร้อนแรง แต่กลับกลายเป็นยิ่ง กระจ่าง
และโปร่งใสราวกับสลักเสลาขึ้นจากนํ้าแข็ง
หลินเชียนนัยน์ตาซ้ายแดงฉานดุจเปลวเพลิง ส่วนนัยน์ตาข้างขวา กลับ
เป็นสีนํ้าเงินเยือกเย็นดุจนํ้าแข็งประหนึ่งมีดคมกล้าตัดผ่านผ้าบาง ๆ
กระบี่นี้ถึงกับผ่าม่านพิรุณบุปผาขจีอันหยุ่นเหนียวออกเป็นสองส่วน ด้วย
กระบี่เดียว!
อวี๋ซวงแค่นเสียงหนัก ๆ สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ ดวงตาเต็มไปด้วย ความ
ตื่นตะลึงและประหวั่นพรั่นพรึง โลหิตสายหนึ่งไหลปรี่ลงจากมุมปาก
กระบี่เดียว! มันถึงกับพ่ายแพ้ในกระบี่เดียว!
คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
มีเพียงจั่วมอที่ไม่สะทกสะท้าน มันค่อย ๆ จมลึกลงไปใต้พื้น ทอดตามอง
กระบี่อันน่าแตกตื่นสะท้านโลกของหลินเชียนอย่างเฉยเมย