สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 622 สมบัติชิ้นที่สอง
หนึ่งกระบี่ของหลินเชียนข่มขวัญสะท้านทั่วสนามรบทั้งหมด!
อวี๋ซวงเป็นใคร? มันคือจอมปิศาจที่จัดอยู่ลำดับสองในทำเนียบยอด
ฝีมือปิศาจมหาสันติ กระทั่งทอดตาทั่วดินแดนร้อยเถื่อน มันยังนับเป็นยอด
ฝีมือชั้นแนวหน้า แต่คนเช่นนี้กลับได้รับบาดเจ็บภายในกระบี่เดียว!
หลินเชียนลอยตัวอยู่กลางอากาศ ในมือถือกระบี่ไท่อาอันน่าเกรงขาม
กลุ่มแสงที่ปลายกระบี่สว่างเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ ไม่มีเค้าสุภาพอ่อนโยน
เหมือนเช่นปกติ ดวงตาหนึ่งแดงหนึ่งน้าเงินของมันค่อย ๆ มองกวาดไปยัง
ทุกผู้คน เต็มไปด้วยความทระนงถือดีและเหยียดหยันดูแคลนทั้งโลกหล้า
การกวาดตามองของมันเชื่องช้ายิ่ง แต่อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันอัน
หนักหน่วง ไม่มีผู้ใดกล้าประสานสบดวงตาสองสีอันพิสดารคู่นั้น
ทั่วทั้งสมรภูมิเงียบกริบดุจป่าช้า
บรรดาปิศาจจากนครมหาสันติ พอเห็นกระบี่นี้ของหลินเชียน ล้วนตก
ตะลึงพรึงเพริดจนแทบสูญเสียจิตวิญญาณ
ศิษย์คุนหลุนทุกคนพากันจ้องมองศิษย์พี่ใหญ่ด้วยสายตาร้อนระอุ
เห็นศิษย์พี่ใหญ่กวาดตามองสะกดตรึงทุกผู้คนจนครั่นคร้าม พวกมัน
ลิงโลดยินดีจนแทบกู่คำรามออกมา
คุนหลุน!
พวกเราคือคุนหลุน!
Page 1 of 12
ภาพของศิษย์พี่ใหญ่ที่กอรปด้วยท่วงท่าสภาวะไร้คู่เปรียบ ประดุจ
เทพเทวาลงมาเยือนโลกหล้า ตราตรึงลงในใจของพวกมันอย่างลึกล้า
“ขอเรียนถามนามสูงส่งได้หรือไม่?” สุ้มเสียงของชางเยวียนฮ่าว
ทำลายความเงียบงัน
ทุกผู้คนค่อยตื่นขึ้นจากอาการตกตะลึง พากันจ้องมองบุรุษหนุ่มถือ
กระบี่ผู้สามารถเหยียดหยันโลกหล้า กระทั่งศิษย์จากอีกสามสำนักใหญ่ยัง
มีสีหน้าขาวเผือดและตึงเครียด ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจละสายตาไปจากหลิน
เชียน เทพกระบี่ผู้ยืนหยัดอย่างอหังการอยู่กลางท้องนภา
หลินเชียนที่กลางเวหาทำทีคล้ายไม่ได้ยินคำถามของชางเยวียนฮ่าว
ประหนึ่งว่าอาศัยเพียงคนเหล่านี้ยังไม่คู่ควรจะทราบนามของมัน เพียงก้าว
เดินลงมาทีละก้าว ทีละก้าว ราวกับว่ามีขั้นบันไดที่มองไม่เห็นรองรับอยู่ใต้
ฝ่าเท้าของมัน ท่วงท่าปลอดโปร่งสง่างามดุจดั่งท่องชมทิวทัศน์ ทว่าไม่มี
ผู้ใดอาจหาญพอจะขวางหน้ามันอีก
ทันใดนั้นเอง เงาร่างสามสายพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลินเชียน
หยุดยั้งมิให้มันก้าวเดินต่อ
เป็นจูเข่อ เซี่ยและหญิงรับใช้วัยกลางคนของเสียกงจู่
“อา กระดูกผุ ๆ ของเราผู้เฒ่า วันนี้ดูเหมือนคงต้องได้รับความ
เจ็บปวดแล้ว!” จูเข่อยิ้มพลางบ่นพึมพำ
เซี่ยไม่กล่าววาจาแม้สักครึ่งคำ หอกยาวในมือสะบัดขึ้น ปลายหอกจ่อ
จี้ใส่หลินเชียนแต่ไกล!
หญิงรับใช้วัยกลางคนเพ่งตามองหลินเชียนด้วยสีหน้ามืดมน
Page 2 of 12
ทว่าแม้มีสามสุดยอดฝีมือขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า หลินเชียนกลับไม่ยั้ง
เท้าแม้แต่วูบเดียว ยังคงก้าวเดินลงมาจากฟากฟ้าด้วยท่วงท่าเฉื่อยชา ราว
กับไม่เห็นคนทั้งสามอยู่ในสายตา
จั่วม่อขณะที่จมลึกลงไปใต้พื้นพสุธา สรรพเสียงด้านนอกพลันขาด
หายไป ราวกับถูกม่านล่องหนปิดกั้นเอาไว้
มันเข้าสู่โลกใบใหม่อีกแห่งหนึ่ง
เห็นเส้นใยเรียวบางกึ่งโปร่งใสประสานพัวพันอยู่กลางอากาศ
นอกเหนือจากเส้นใยอันแปลกประหลาดเหล่านี้ รอบบริเวณก็ไม่มีสิ่งอื่นใด
อีก ในครรลองสายตาของจั่วม่อ เห็นเส้นทางเดินตัดไขว้คล้ายใยแมงมุม
จั่วม่อก้าวไปตามเส้นทางเดินอย่างไม่รีรอลังเล
แต่ละก้าวที่เหยียบย่าผ่านไป จะปรากฏแผนผังปิศาจออกจากความ
ว่างเปล่า รองรับเท้าของมันทุกย่างก้าว
เส้นทางเดินที่คล้ายใยแมงมุมกระจายตัวออกไปในระยะไกล คล้ายไม่
มีที่สิ้นสุด ส่วนบรรดาเส้นใยเรียวบางสามารถพบเห็นได้ตลอดเส้นทาง
จั่วม่อสังเกตเห็นว่าเส้นใยเรียวบางโปร่งใสเหล่านี้ ดูเหมือนจะไป
รวมตัวกันในทิศทางหนึ่ง ทั้งยังเป็นทิศทางเดียวกันกับที่เส้นทางเดินรูปใย
แมงมุมจะไปบรรจบกันพอดี
มันยิ่งล่วงลึกเข้าไป เรื่องนี้ยิ่งเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม
Page 3 of 12
จนกระทั่งถึงบัดนี้ จั่วม่อยังไม่ล่วงรู้ว่าเส้นใยเรียวบางนี้เป็นสิ่งของ
เยี่ยงไร มิหนำซ้าไฉนมีแต่อยู่ในสภาวะเย็นยะเยือกนี้จึงสามารถมองเห็น
พวกมันได้
ยิ่งมุ่งลึกเข้าไป เส้นใยเรียวบางยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกขณะ
จั่วม่อพลันหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน เงยหน้าขึ้นมองด้านบน ฉากที่
มองเห็นอยู่ตรงหน้า กระทั่งมันอยู่ในสภาวะเช่นนี้ยังถึงกับบังเกิดระลอก
ขึ้นในใจ
สูงขึ้นไปกลางอากาศ เห็นกรงเล็บมหึมาชิ้นหนึ่ง ถูกเส้นใยเรียวบาง
นับไม่ถ้วนรัดพันเอาไว้อย่างแน่นหนา
กรงเล็บนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารยิ่ง สูงใหญ่ตระหง่านง้าดุจขุนเขาสูง
เสียดฟ้าทะลุเมฆา กระทั่งมองดูจากระยะไกล ยังสามารถรับรู้ได้ถึงความ
ยิ่งใหญ่ไพศาลไร้ที่เปรียบของมัน!
ต่อหน้ากรงเล็บใหญ่โตมโหฬารชิ้นนี้ จั่วม่อเล็กกระจ้อยร่อยไม่ต่าง
อันใดกับมดปลวก
แต่สิ่งที่ทำให้บังเกิดระลอกปั่นป่วนขึ้นในใจจั่วม่อที่แท้จริง กลับไม่ใช่
ความยิ่งใหญ่ไพศาลของกรงเล็บข้างนี้ แต่เป็นเพราะมันเคยพบเห็นกรง
เล็บมหึมาข้างนี้มาก่อนแล้วต่างหาก!
“กรงเล็บพิฆาตมังกร!”
“เป็นไปไม่ได้!”
เว่ยและผูเยาร้องอุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียง
Page 4 of 12
จั่วม่อย่อมเคยพบเห็นกรงเล็บพิฆาตมังกรมาก่อน เมื่อครั้งแรกที่เว่ย
ออกมาจากหลุมฝังศพ เคยแปลงร่างเป็นยอดแม่ทัพหญิงเผ่าปิศาจซึ่งเป็น
จู่เหรินคนเก่าของตน นางในตอนนั้นถือกรงเล็บพิฆาตมังกรเอาไว้ในมือ
เช่นกัน เว้นเสียแต่ว่ามีขนาดเล็กกว่ากันมาก
“ที่แท้…กรงเล็บพิฆาตมังกรตกอยู่ในมือของซือจื่อหมิง… …” ผูเยา
รำพึงแผ่วเบา มันเหม่อมองกรงเล็บพิฆาตมังกรอันมหึมาเท่าขุนเขาด้วย
สายตาเลื่อนลอย ประกายน้าตารื้นขึ้นในดวงตา
ภาพอันห่างไกลทยอยวาบผ่านเบื้องหน้ามันทีละฉากๆ ใบหน้างดงาม
สุดเปรียบปานที่เปลี่ยนชีวิตของมันไปตลอดกาลยังคงกระจ่างชัดอยู่
ตรงหน้า กาลเวลาอันยาวนานที่เพียงพอให้เหล็กผุกร่อนป่นสลาย คล้ายไม่
ทิ้งร่องรอยใดไว้ในความทรงจำอันกระจ่างชัดเหล่านี้เลย
เว่ยเงียบงันอย่างน่ากลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกศัลย์และ
หวนรำลึก
จั่วม่อพลันก้าวตรงเข้าหากรงเล็บพิฆาตมังกร
“รอก่อน! รีบหยุดเดี๋ยวนี้!”
“อย่าเข้าไปใกล้!”
การกระทำของจั่วม่อทำเอาผูเยากับเว่ยแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ สี
หน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง รีบร้องเตือนอย่างร้อนรน
แต่จั่วม่อคล้ายถูกครอบงำ ไม่ได้ยินเสียงตะโกนอันร้อนรุ่มของพวก
มันแม้แต่น้อย ฝีเท้าไม่สะดุดหยุดยั้ง มันยังคงก้าวตรงเข้าไปโดยไม่ชะงักรั้ง
Page 5 of 12
รอ คล้ายกับว่าในสายตาของมันมีเพียงกรงเล็บพิฆาตมังกรอันใหญ่โต
มโหฬารที่อยู่เบื้องหน้า
ตง… …ตง… …ตง… …
สุ้มเสียงเป็นจังหวะประดุจกลองศึก คล้ายมีคล้ายไม่มี บัดเดี๋ยว
ปรากฏบัดเดี๋ยวจางหาย เขย่าขวัญสั่นวิญญาณผู้คน จั่วม่อยิ่งเข้าไปใกล้
สุ้มเสียงประหลาดนี้ยิ่งแกร่งกร้าวกังวานขึ้นเป็นลำดับ
สุ้มเสียงนี้ดังมาจากกรงเล็บพิฆาตมังกร ประดุจเสียงหัวใจดวงมหึมา
ที่เต้นเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง
รอจนจั่วม่อเดินเข้ามาถึงด้านล่างของกรงเล็บพิฆาตมังกร แล้วเงย
หน้าขึ้นมอง ยิ่งรู้ซึ้งถึงความใหญ่โตมโหฬารอย่างแท้จริง แรงกดดันมหึมา
แกร่งกร้าวสุดเปรียบปาน บันดาลให้ผู้คนใจสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุม
บังคับ
แต่ดวงตาของจั่วม่อยังคงสงบนิ่ง เย็นยะเยียบและเฉยเมยดุจเดิม ไม่
บังเกิดระลอกใดในใจ
ของวิเศษนี้มีชีวิตจิตใจ
จั่วม่อเมื่อยื่นมือแตะลงบนกรงเล็บพิฆาตมังกร ก็สามารถสัมผัสได้
อย่างชัดเจน ถึงพลังอำนาจสุดอหังการสะท้านฟ้าดินและพลังชีวิตอัน
กร้าวแกร่ง ซึ่งแฝงเร้นอยู่ภายใต้ชิ้นเกล็ดมังกรแข็งกระด้างปานเหล็กกล้า
รวมถึงความไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างลึกล้า!
“อย่าแตะต้องมัน ของสิ่งนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เจ้าในตอนนี้จะสามารถ
ควบคุมได้!” ผูเยาสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนกังวลที่หาได้ยาก
Page 6 of 12
จั่วม่อคล้ายไม่ได้ยินเสียงผูเยา ในสายตามันมองเห็นเพียงเส้นใยกึ่ง
โปร่งใสที่ดูอ่อนแอบอบบางเหล่านั้น แต่เป็นเส้นใยประหลาดเหล่านี้เอง ที่
รัดพันกรงเล็บพิฆาตมังกรเอาไว้อย่างแน่นหนา จนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
แม้แต่น้อย
เว่ยกล่าวอย่างร้อนใจ “กรงเล็บพิฆาตมังกรเป็นหนึ่งในศาสตรามาร
ชั้นนภา ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าในยามนี้จะควบคุมบังคับได้ มีเพียงจอมปิศาจด่าน
ไสว้จึงสามารถควบคุมบังคับมัน จู่เหรินของข้าก็เป็นจอมปิศาจด่านไสว้
เมื่อครั้งที่ลงมือสยบศาสตรามารเล่มนี้ ยังแทบเอาชีวิตไม่รอด!”
กรงเล็บพิฆาตมังกรคล้ายได้ยินวาจาของผูเยากับเว่ย จั่วม่อสามารถ
รู้สึกได้ว่ากรงเล็บกำลังหัวร่อเย้ยหยันอย่างลำพองใจที่มันไม่ประมาณตน
เสียงหัวใจเต้นยิ่งหนักหน่วงดุดันกว่าเดิม พลังอันไพศาลแผ่ซ่านออกมา
อย่างเกรี้ยวกราด กระทั่งเหล่าเส้นใยประหลาดที่รัดพันไว้อย่างหนาแน่น
ยังไม่อาจปิดกั้นได้
แต่ละจังหวะการเต้นของเสียงหัวใจ เส้นใยเรียวบางที่ยื่นหายออกไป
ในความมืดมนจะสั่นสะเทือนตามไปด้วย และทุกจังหวะ ทุกการเต้น
กระหน่า พลังอำนาจเหล่านี้จะแผ่ซ่านไปถึงที่ห่างไกล แต่ไม่ว่ากรงเล็บ
พิฆาตมังกรจะแกร่งกร้าวอหังการสักเพียงใด ก็ไม่อาจทลายหลุดออกจาก
เส้นใยเรียวบางนับหมื่นเส้นเหล่านี้ได้
จั่วม่อยังคงสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย
ใบหน้าที่แหงนเงยขึ้นเย็นยะเยียบและเฉยชา ดวงตามีแต่ความหนาว
เหน็บ
Page 7 of 12
สายตาของมันมองไล่ไป จนหยุดลงที่ด้านหนึ่งของกรงเล็บพิฆาต
มังกร ในครรลองสายตาของมัน นั่นเป็นจุดที่มีเส้นใยโปร่งใสกระจุกตัวอยู่
มากที่สุด
มันทะยานร่างขึ้นหากลุ่มเส้นใยเรียวบางเหล่านั้นอย่างฉับพลัน มือ
ขวายื่นออกมาอย่างไม่รีรอ กดใส่กลุ่มเส้นใยเรียวบางที่หนาแน่นที่สุด
ผูเยากับเว่ยหน้าขาวเผือดดุจซากศพ!
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงจากกรงเล็บพิฆาตมังกรพลันชะงักขาดห้วง
พื้นที่รอบข้างตกลงสู่ความเงียบงันอันน่าพรั่นพรึง ไม่ว่าการสั่นสะเทือน
สรรพเสียงทั้งหมด รวมถึงประกายแสงจากเส้นใยเรียวบาง ล้วนพากันหยุด
นิ่ง
ชั่วอึดใจให้หลัง รอบข้างจู่ ๆ ก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
ตง ตง ตง!
เห็นเส้นใยเรียวบางสั่นสะท้านอย่างดุเดือด ไม่เว้นแม้แต่เส้นเดียว!
ในชั่วพริบตานี้ กระทั่งกรงเล็บพิฆาตมังกรยังสั่นสะเทือนอย่างตึง
เครียด!
ทันใดนั้นเอง ผูเยาพลันฉุกคิดถึงตำนานปรัมปราเรื่องหนึ่งที่มันแทบ
จะลืมเลือนไป ดวงตาถลึงกว้างแทบถลนออกจากเบ้า เต็มไปด้วย
ความรู้สึกเหลือเชื่อ “สิ่งนี้คือ… …”
ตูม!
พื้นที่รอบข้างเริ่มถล่มทลาย
… …
Page 8 of 12
… …
หลินเชียนผมเผ้ายุ่งเหยิง ประกายแสงของกระบี่ไท่อาในมือสลัวมัว
หม่นลง
สามสุดยอดฝีมือลงมือร่วมกัน ในที่สุดสามารถหยุดยั้งมันเอาไว้ได้
สำเร็จ คนทั้งสามล้วนมีพลังฝีมือลึกล้าสุดหยั่งถึง พวกมันแม้ไร้ชื่อเสียง
เรียงนาม แต่ภายในตระกูลของพวกมัน แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่เป็น
หัวใจหลักที่แท้จริงของตระกูล
“สามารถบีบบังคับให้พวกเราทั้งสามต้องร่วมกันลงมือ เจ้าสมควร
ภาคภูมิใจแล้ว” จูเข่อสุ้มเสียงทอแววนิยมชมชื่น ก่อนจะมีวันนี้มันไม่เคย
คิดฝันมาก่อนว่าจะมีวันที่มันต้องร่วมมือกับสองคนด้านข้าง เพื่อรับมือกับ
เซียนกระบี่เยาว์วัยผู้มีอายุเพียงยี่สิบกว่าปี
กระทั่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่มันลงมือ ก็เป็นเวลานับสิบกว่าปีแล้ว
อย่าว่าแต่ถึงกับต้องร่วมมือกับอีกสองคน เพื่อต่อสู้กับบุรุษหนุ่มเพียงคน
เดียว
ยอดอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ชั่วชีวิตชราของมันไม่เคยพบเห็นมา
ก่อนแม้แต่คนเดียว
คุนหลุน สมกับที่เป็นคุนหลุน!
น่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
เซี่ยไม่กล่าววาจา แต่ปลายหอกที่ชี้ตรงไปยังหลินเชียน ไม่กล้าละ
ออกห่างจากหลินเชียนแม้แต่น้อย
Page 9 of 12
ในบรรดาพวกมันทั้งสาม ผู้ที่ตื่นตระหนกที่สุดเป็นหญิงรับใช้วัย
กลางคน นางสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง ความแตกตื่นตกใจที่ได้รับ ยาก
จะบ่งบอกบรรยายเป็นถ้อยวาจา มารดาของนางปรนนิบัติรับใช้ซือจื่อหมิง
ทำให้นางพลอยได้รับการสั่งสอนวิชาความรู้มากมายตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก
ๆ หลังจากพากเพียรฝึกปรือมานานปี ในที่สุดก็บรรลุถึงชายขอบแห่งพลัง
เทพ ทั้งยังอยู่ห่างจากด่านไสว้อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น นางถึงกับต้องลงมือร่วมกับผู้อื่นอีกสองคน เพื่อจัดการ
กับบุรุษหนุ่มจากคุนหลุนผู้นี้เพียงคนเดียว
ช่างเป็นบุรุษหนุ่มที่น่าสะพรึงกลัวโดยแท้!
เซียนกระบี่คุนหลุนคนอื่น ๆ ต่อสู้ติดพันอย่างดุเดือด ชีเตียวอวี่กับ
เหล่ายอดฝีมืออื่น ๆ แม้ไม่อาจเทียบได้กับหลินเชียน แต่รับมือศิษย์คุน
หลุนที่เหลือ ยังคู่คี่ก้ากึ่งจนยากจะบอกได้ว่าฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบ
การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายยิ่งทวีความดุเดือดรุนแรงขึ้นทุกขณะ
อีกสามสำนักใหญ่ก็ต่อสู้อย่างยากลำบาก ฝ่ายปิศาจเมื่ออยู่ใน
ดินแดนของตน ย่อมมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนคน ในเวลานี้พวกมันเข่น
ฆ่าจนสองตาแดงฉาน ไม่แยแสสนใจเรื่องการบาดเจ็บล้มตายของฝ่ายตน
บรรดาซิวเจ่อทยอยบาดเจ็บล้มตายไม่ขาดสาย สถานการณ์ของพวก
มันมีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
หลินเชียนแม้ดูผิวเผินมีสภาพทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่นัยน์ตาข้างซ้าย
เป็นสีแดงฉานดั่งเปลวเพลิง ยิ่งมายิ่งร้อนแรงแผดเผา ในขณะที่นัยน์ตาสี
Page 10 of 12
น้าเงินข้างขวาของมันยิ่งนานยิ่งเย็นยะเยือกกว่าเดิม รอยยิ้มนุ่มนวลผิด
ธรรมดา คมกล้าดุจกระบี่เล่มหนึ่ง
การเดินทางมายังนครมหาสันติครั้งนี้ยากลำบากเพียงใด มันย่อมต้อง
คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว แต่ยังนึกไม่ถึงว่าจะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ที่
ร้ายกาจถึงเพียงนี้พร้อมกันสามคน
คนทั้งสามที่ขวางรั้งอยู่เบื้องหน้ามันนี้ มีพลังฝีมือร้ายกาจยิ่ง
สังขารปิศาจของเฒ่าชราแปลกพิสดารยากจะคาดเดา กระทั่งด้วยภูมิ
ความรู้ของหลินเชียนยังไม่ทราบว่าเป็นสังขารปิศาจอันใด มิหนำซ้า
‘ปิศาจลวงวิญญาณ’ ยังเป็นยอดวิชาทักษะปิศาจอันเลื่องชื่อลือนามในหมู่
ปิศาจ ว่ากันว่าสืบทอดมาจากยุคบรรพกาล
บุรุษในเกราะหนักยิ่งทำให้มันตกตะลึงมากยิ่งกว่า นี่คือชุดเกราะป้าย
ศิลาสุสาน!
ส่วนสตรีวัยกลางคนมีพลังอันแปลกประหลาด หลินเชียนถึงกับ
ค้นพบร่องรอยของพลังเทพจากพลังของนาง
คนทั้งสามนี้ ไม่ว่าผู้ใดในหมู่พวกมัน ล้วนสามารถจัดเป็นยอดฝีมือใน
ใต้หล้า
แต่มันกลับเผชิญพบคราวเดียวถึงสามคน!
ทั้งยังต้องอาศัยหนึ่งต้านรับสาม!
หลินเชียนจิตวิญญาณการต่อสู้ลุกฮือโหม มันทั้งไม่ครั่นคร้าม ไม่
หวาดกลัว กระบี่ไท่อาในมือคล้ายกลับกลายเป็นมีชีวิตเป็นคำรบสอง
มันพลันชูกระบี่ไท่อาขึ้นสุดล้า!
Page 11 of 12
กระบี่ไท่อาสุกใสดุจกระบี่น้าแข็ง ปลายกระบี่สว่างเรืองรองด้วยจุด
แสงเจิดจรัส
ถือกระบี่ไท่อาอยู่ในมือ หลินเชียนราวกับถือพู่กันด้ามหนึ่ง สะบัดฟัน
ใส่พื้นที่ว่างตรงหน้าประดุจวาดภาพจิตรกรรม
แสงกระบี่กรีดวาดเป็นริ้วแสงกลางอากาศ แต่ละเส้นดุจขีดวาดลงบน
กระดาษเนื้อดี ไม่สลายหายไป
กระบี่ไท่อาสะบัดวาดฟาดฟันครั้งใด ล้วนบังเกิดเสียงกึกก้อง
กัมปนาทดุจสายฟ้าคำรน
สามยอดฝีมือสีหน้าแปรเปลี่ยน พวกมันรู้สึกถึงพลังอำนาจภายใต้
การขีดวาดของกระบี่ไท่อา พลังทั้งมวลในสภาพแวดล้อมล้วนสั่นสะเทือน
ตามไปด้วยอย่างเหนือการควบคุม!
พวกมันแทบจะจู่โจมออกไปโดยพร้อมเพรียง แต่แล้วทั้งหมดพลัน
ชะงักกึก หันขวับไปยังป่าศิลาที่ด้านหลังพวกมันอย่างฉับพลัน!
ในชั่วพริบตานี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนตกตะลึงพรึงเพริด
Page 12 of 12