สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 630 คืนก่อนการต่อสู้ คืนที่สามมาถึงอย่างรวดเร็ว
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 630 คืนก่อนการต่อสู้ คืนที่สามมาถึงอย่างรวดเร็ว
นครมหาสันติเงียบสงัด ผู้คนล้วนพักผ่อนออมกำลังรอคอยสงคราม
หฤโหดในวันพรุ่ง วันนี้ม่านนํ้าจะคงอยู่เป็นวันสุดท้าย ในช่วงสามวันมานี้
กองโจรตระกูลหมิงทดลองจู่โจมสองครั้ง แต่ไม่อาจทะลวงผ่านม่านนํ้าเข้า
มาได้
ในม่านวิกาล ประกายแสงจากแผนผังปิศาจกระเพื่อมไหวเป็นระลอก
จั่วมือไม่สดใสร่าเริงเหมือนเช่นปกติ มันสีหน้าขรึมเคร่ง สายตาที่สาด
ประกายเป็นคงคราวเต็มไปด้วยความคมกล้า คล้ายมองทะลุทะลวงเข้า
ไป ถึงจิตใจผู้คน
“เจ้าคิดอะไรมาก” สุ้มเสียงอ่อนหวานของเสียกงจู่ดังมาจากเบื้องหลัง นาง
เดินชดช้อยเข้ามาถึงข้างกายนิ้วมือ แล้วทรุดนั่งลงเคียงคู่
“ข้าก็ไม่ทราบว่าคิดอะไร” จั่วม่อสั่นศีรษะด้วยสีหน้าเลื่อนลอยอยู่ บ้าง
“เจ้าก็มีช่วงเวลาที่ไม่ทราบด้วยรึ?” เสียกงจู่แปลกใจเล็กน้อย นางแย้มยิ้ม
พลางกล่าว “ข้านึกว่าเจ้าจะมีทางออกทุกครั้ง มีความเชื่อมั่นตลอดกาล!”
มองดูจั่วม่อที่เงียบขรึม ใบหน้าคล้ายผอมซูบลงไม่น้อยระหว่างการ
ครํ่าเคร่งเตรียมการรบในช่วงสามวันมานี้ เสียกงจู่ถามหยั่งเชิง “ศึกในวัน
พรุ่งนี้เจ้ามีความเชื่อมั่นหรือไม่?”
“ไม่มีเลย” จั่วม่อสั่นศีรษะ ไม่คิดปิดบังนาง “ข้าเที่ยวถามไถ่ผู้คนไม่น้อย
เพื่อสืบหยั่งดูว่ากองโจรตระกูลหมิงที่แท้ร้ายกาจสักเท่าใด ค่อยทราบ ว่า
กองทัพของพวกมันสามารถจัดอยู่ในสามสิบสุดยอดแห่งดินแดนร้อย
เถื่อน พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นคนเดนตายที่โหดเหี้ยมอำมหิต พิชัยยุทธ์ที่
พวกมันชมชอบทั้งแกร่งกร้าวและดุดัน พวกมันยังกระหายเลือด ชมชอบ
การต่อสู้ และที่สำคัญที่สุด คือพวกมันมีจำนวนมาก!”
“คนจำนวนมาก?” เสียกงจู่ตามไม่ทันอยู่บ้าง
“อา” จั่วม่อดวงตาทอประกายวาบ กล่าวเสียงแผวเบา “พวกมันมีกัน อยู่
ร่วมสองหมื่นคน ในจำนวนนั้น ผู้คนสิบห้าส่วนในร้อยเป็นปิศาจด่านถง
หลิ่งหรือเหนือลํ้ายิ่งกว่า ที่สำคัญที่สุดพวกมันมีแม่ทัพบัญชาการศึกยี่สิบ
คน”
ในช่วงสองสามวันมานี้ มันนับว่าทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อย ใน
รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกองโจรตระกูลหมิง
เสียกงจู่สูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บใบหน้าขาวซีดเล็กน้อย นาง มิใช่
เป็นเพียงดอกไม้ประดับที่ไม่ล่วงรู้เรื่องราวทางโลก จำนวนนี้เป็น ตัวเลข
อันน่าตระหนกนัก สิบห้าส่วนในร้อยมีพลังฝึกปรือด่านถงหลิ่งหรือ
เหนือกว่า นี่หมายความว่าพวกมันมีปิศาจด่านถงหลิ่งมากกว่าสามพันคน
รวมกับยี่สิบแม่ทัพบัญชาการศึกด่านเจียง กองทัพโจรขบวนนี้น่า
สะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
นครมหาสันติแม้เต็มไปด้วยยอดยุทธ์จำนวนมาก หากเป็นการต่อสู้ ตัวต่อ
ตัว แม่ทัพปีศาจด่านเจียงของฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่ครนามือพวกมัน แต่
หากเป็นศึกระหว่างกองทัพยี่สิบแม่ทัพด่านเจียงนำทัพนำทหาร ด่านถงหลิ
งสามพันคน เช่นนั้นเหล่ายอดยุทธ์แห่งนครมหาสันติก็ไม่ต่างกันใดจาก
อันธพาลต่างถิ่น ไม่มีโอกาสได้ชัยแม้สักส่วนเสียว
“หลังจากการบุกโจมตีทุกครั้งของพวกมัน หากเชลยสามารถเอาชนะ
สมาชิกเก่าของพวกมันได้ คนเหล่านั้นจะได้รอดชีวิตและเข้าแทนตำแหน่ง
ของผู้แพ้ สมาชิกที่พ่ายแพ้ย่อมถูกกำจัดทิ้ง มีแต่หนทางตายสถานเดียว”
จั่วต่อกล่าวเสียงราบราบดวงตายิ่งมายิ่งลึกลํ้าดำมืด
“พวกมันใช้วิธีการ เช่นนี้ สั่งสมกำลังจะกล้าแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ หมิงฮุยเป็น
อัจฉริยะผู้หนึ่งจริง ๆ และสิ่งที่มันมีฝีมือมากที่สุดเป็นศาสตร์อาคมหวง
ห้าม ด้วยอาคมหวงห้าม อันเลิศลํ้าของมัน จึงก่อร่างสร้างกองโจรที่
แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมาได้ และ ควบคุมฝูงโจรที่ดุร้ายกระหายเลือดกว่าสอง
หมื่นคนอย่างสมบูรณ์”
เสียกงจู่ยิ่งรับฟังมากเท่าใด ใบหน้ายิ่งเผือดสีลงเท่านั้น นางย่อมเคย ได้
ยินชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของกองโจรตระกูลหมิงมาก่อน แต่ไม่เคยนึกฝันว่า
พวกมันจะทรงพลังถึงเพียงนี้
นางผืนระงับใจให้สงบเยือกเย็น “ไม่มีหนทางใดเลยจริง ๆ?”
จั่วม่อสีหน้าราบเรียบ กล่าวราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ “มิใช่
ว่าพวกเราไม่มีข้อได้เปรียบ พวกเรามียอดยุทธ์มากกว่าพวกมัน ฝ่ายตรง
ข้ามแม้มีปิศาจด่านเจียงไม่น้อย แต่ในด้านของพลังฝีมือพวกมันไม่ อาจ
เทียบกับพวกเราได้ หากยอดยุทธ์ฝ่ายเราสามารถจัดขบวนยอดยุทธ์ ร่วม
แรงร่วมใจกัน อาจสามารถตีฝ่าออกไปได้”
เสียกงจู่ไม่กล่าวคำใด นางค่อย ๆ เข้าใจว่าสถานการณ์ยังยํ่าแย่กว่าที่
นางคิดเอาไว้มาก
“แต่เจ้าย่อมทราบดี ยอดยุทธ์ฝ่ายเราแม้ล้วนมีพลังฝีมือร้ายกาจ เหนือคน
แต่พวกมันก็ล้วนแล้วแต่มีความเป็นมาที่แตกต่าง มีความสัมพันธ์ อัน
ซับซ้อน ยากที่พวกมันจะไว้วางใจผู้อื่นได้ พวกมันจะหวาดระแวงซึ่งกัน
และกัน หากต่อสู้ถึงห้วงคับขันอันตราย มีพวกมันคนใดจะยินยอม
ไว้วางใจคนที่อยู่ข้างกาย? ดังนั้นพวกมันไม่อาจร่วมแรงร่วมใจ เพราะ
สุดท้ายก็ต้อง แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ย่อมไม่มีผู้ใดเหลือรอดไปได้เช่นกัน
เว้นเสียแต่ว่า เป็นจอมปีศาจด่านไสว้ มิเช่นนั้นพลังฝีมือของคนผู้หนึ่ง ไม่มี
ประโยชน์อัน ใดต่อสงครามระดับนี้”
จั่วม่อนึ่งฉันไปครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวสืบต่อด้วยสุ่มเสียงมิสู้ดีอยู่บ้าง “ครา
ครั้งนี้มีผู้คนมามากมายเกินไป เกินความคาดหมายของข้าจริง ๆ”
“นี่แสดงให้เห็นว่าผู้คนเชื่อมั่นในตัวเจ้าอย่างลึกลํ้า” เสียกงจู่ปลอบ อย่าง
อ่อนโยน
จั่วมือฝืนยิ้มขมขึ้น “ก่อนหน้านี้แม้ว่าข้าจะวิตกกังวลไม่น้อย แต่ข้า เชื่อมั่น
อยู่บ้างว่ามีโอกาสตีฝ่าออกไปได้ แต่ยามนี้ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว ข้าได้ แต่
ต่อสู้จนตัวตายเท่านั้น!”
“เรามีผู้คนมากกว่า” เสียกงจู่กล่าวพลางผืนเค้นรอยยิ้ม
“เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่ที่แท้จริง หากมีเวลา มากกว่า
นี้ ข้าจึงไม่กลัวกองโจรตระกูลหมิงอะไรนั่น น่าเสียดายที่มีเวลา เพียงสาม
วันเท่านั้น!” จั่วม่อแค่นยิ้ม
“ได้แต่ตระเตรียมลับหอกให้เงาวับ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่เหลือก็แค่รอรับ
ชะตากรรมของเรา!”
เสียกงจู่ถอนหายใจเบา ๆ “หลายวันมานี้ข้าเห็นเจ้าสงบเยือกเย็นยิ่ง ยัง
เข้าใจว่าเจ้ามีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น ที่ไหนได้เจ้าไม่มีความเชื่อมั่น
เลยแม้สักส่วนเสี้ยว!”
“เจ้าเข้าใจว่าสิ่งที่ข้ากล่าวในวันนั้นเพียงเพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจของ พวก
มันรึ?” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ข้าเพียงกล่าวออกไปตามที่ข้าคิด ข้าแม้เคย เผชิญ
กับสถานการณ์คับขันอันตรายและแทบจะสิ้นหวังมานับครั้งไม่ถ้วน แต่
สถานการณ์ที่อันตรายถึงเพียงนี้กลับเพิ่งเคยพบพานเป็นครั้งแรก แทบ จะ
ไม่เห็นความหวังในชัยชนะแม้แต่น้อย!”
เสียกงจู่นิ่งเงียบงันไปนาน จากนั้นร่องรอยตื่นตะลึงบนใบหน้าก็เลือน หาย
นางจู่ ๆ แย้มยิ้มออกมาอย่างฉับพลัน “วาจาของเจ้าล้วนชวนให้อก สั่น
ขวัญแขวน แต่ไฉนขากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวสักเท่าใด? เมื่อลองคิด
ทบทวนดู ข้าก็พบว่านั่นเป็นเพราะข้าทราบว่าเจ้าไม่ใช่คนที่จะนั่งงอมือรอ
รับความตาย”
“ย่อมแน่นอน!” จั่วม่อหัวร่อยี่ฮี ใบหน้าทอแววฆ่าฟัน “ข้าไม่เคยมี นิสัย
ยอมให้ผู้คนทุบตี โดยไม่ตอบโต้”
เสียกงจู่พอฟังต้องแย้มยิ้มออกมา จากนั้นจมลงไปในความเงียบงัน
จั่วม่อก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน ราวกับว่ามันกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวบาง
ประกาย
สองบุรุษสตรีนั่งเงียบ ๆ อยู่เคียงข้างกัน อาจบางคราไร้สุ่มเสียงยัง บรรเจิด
เพริศแพร้วเสียยิ่งกว่ามีเสียงอีก
“คราครั้งนี้เรามุ่งเป้าที่อยู่สูงเกินไป” หมิงอวี่เว่ยขมวดคิ้วมั่น ดวงตา ทอ
แวววิตกกังวล หลายปีมานี้กองโจรตระกูลหมิงกระทำการอย่างราบรื่น ไม่
เคยเผชิญพบปัญหาใด แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังจากการศึกครั้งนี้ นาม
ของพวกมันจะเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว
หมิงฮุยจ้องมองม่านนํ้าสีดำที่อยู่ไม่ไกลออกไป ไม่มีรอยยิ้มโอ่อ่าผ่า เผย
ตามปกติ ท่วงท่าสภาวะสงบเงียบเคร่งเครียด คล้ายเป็นคนละคนกับผู้ ที่
กล่าวสรวลเสเฮฮากับจูเกิ้น มันพอฟังต้องแย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวอย่าง
เชื่อมั่นว่า
“โอกาสครั้งนี้ทั้งสถานการณ์และจังหวะเวลานับว่าสมบูรณ์ พร้อม ไม่มี
เหตุผลที่จะเกิดข้อผิดพลาด ต่อให้เพียงเพื่อกรงเล็บพิฆาต มังกรชิ้นเดียว
เราก็ต้องทำเช่นนี้อยู่แล้ว! ขุมกำลังของเราหากสูญเสียไป บ้าง ขอเพียงมี
เวลาย่อมสามารถเติมเต็มได้ แต่โอกาสเช่นนี้หากพลาดไป ก็ยากที่จะหวน
คืนมาเป็นครั้งที่สอง”
มันลอยอยู่กลางอากาศ ยืนหยัดต้านสายลมแรง สีหน้าเชื่อมั่นอย่าง เปี่ยม
ล้น กล่าวอย่างถือดีว่า “เมื่อมีกรงเล็บพิฆาตมังกร โอกาสที่ข้าจะ ทะลวง
ฝ่าไปยังด่านไสว้ก็จะเพิ่มมากขึ้น เรามีกำลังคนและยอดฝีมืออย่าง
พร้อมสรรพ ขอเพียงข้าสามารถกลายเป็นจอมปิศาจด่านไสว้ เราจะมี
โอกาสผุดขึ้นในกลียุคนี้”
หมิงอวี่เวยเริ่มรู้สึกว่าเกอเกอของนางครั้งนี้มีความทะเยอทะยานมาก เกิน
ตัวไปแล้ว นางแม้ไม่ต้องการเทอ่างนํ้าเย็นราดรดดับความหวังของมัน แต่
ยังคงกัดฟันกล่าวว่า “แต่หลังจากศึกนี้เราจะล่วงเกินขุมกำลัง มากมาย!”
หมิงฮุยหัวร่อเบา ๆ “มองผิวเผินคล้ายจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับขุม กำลัง
เหล่านั้น ความสูญเสียนี้ไม่ใช่ความเสียหายร้ายแรง ผนวกกับสถานการณ์
อ่อนไหวสุ่มเสี่ยงในกลียุคเช่นนี้ พวกมันย่อมต้องรักษาขุม กำลังเอาไว้
พวกมันไม่สนใจจะเปลืองแรงกับเราผู้ใดจะกล้าลงมือกับเรา? ยิ่งไปกว่า
นั้น หากข้าได้ครอบครองกรงเล็บพิฆาตมังกร กระทั่งขุมกำลังที่มี จอม
ปิศาจด่านไสว้ยังไม่กล้าประมาทเรา”
“กรงเล็บพิฆาตมังกรเป็นเพียงศาสตรามาร…” หมิงอวี่เวยขมวด คิ้ว
“มันมิใช่เพียงศาสตรามาร” หมิงฮุยสั่นศีรษะ สีหน้าท่าที่เต็มไปด้วย แรง
ปรารถนา “หากข้าครอบครองกรงเล็บพิฆาตมังกร ต่อให้คู่ต่อสู้เป็น จอม
ปีศาจด่านไสว้ยังพอมีโอกาสอยู่หลายส่วน”
“แต่ศาสตรามารที่ดุร้ายกระหายเลือดเช่นกรงเล็บพิฆาตมังกร มี เพียง
ปิศาจด่านไสว้เท่านั้นที่จะปราบพิชิตได้” หมิงอวี่เวยกล่าวเตือน
“มิผิด ปิศาจด่านเจียงคิดแตะต้องกรงเล็บพิฆาตมังกร เท่ากับแส่หาที่ตาย
แต่ข้ามีหนทาง” หมิงฮุยแย้มยิ้มอย่างลี้ลับ “หากข้าไม่มีความเชื่อมั่นไหน
เลยจะกระทำการหาญกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้? โอกาสดีเช่นนี้ตกมาถึง เรา
เพียงเพราะผู้อื่นยังต้องห่วงพะวงกับชื่อเสียงของนครมหาสันติ เมื่อไม่ มี
ใครกล้าลงมือ ผลประโยชน์ก็ต้องเป็นของเรา”
จากนั้นมันกล่าวอีกว่า “เฉินผู้นี้นับว่ายอดเยี่ยม มันเพียงชักใยจาก เงามืด
มิหนำซํ้ายังคาดการณ์ไว้แล้วว่าข้าไม่สามารถต่อต้านแรงดึงดูดของ กรง
เล็บพิฆาตมังกรและหลักศิลาทักษะปิศาจได้ น่าเสียดายที่มันไม่มี
ความหวังจะบุกฝ่าไปถึงด่านไสว้ มิเช่นนั้น ตระกูลยักษาเขียวอาจผุดเด่น
รุ่งโรจน์อย่างไม่เคยมีมาก่อน”
หมิงอวี่เวยหวนคิดถึงท่วงท่าสภาวะและถ้อยคำของปู่เกิน ในดวงตา นาง
ทอประกายนิยมชมชื่นาบ “มิผิด ในบรรดาคนที่ข้าพบพานในช่วง หลายปี
มานี้ เป็นสมควรเป็นหนึ่งในบุคคลที่เลิศลํ้าที่สุด อย่างไรก็ตาม ฟัง จาก
นํ้าเสียงของมัน ดูเหมือนมันจะกริ่งเกรงเซี่ยวม่อเกอไม่น้อย เราสมควร
ต้องระวังคนผู้นี้”
“ต่อหน้ากองทัพ เหล่าคนที่เรียกตัวเองว่ายอดยุทธ์ไม่นับเป็นอะไร ได้”
หมิงฮุยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
หมิงอวี่เวยก็เพียงกล่าวเตือนไปเช่นนั้น ไม่ได้เก็บเอาเซี่ยวม่อเกอมา ใส่ใจ
มากมายอันใดเช่นกัน นางติดตามเกอเกอของนางทำศึกมานานปี เคย
เห็นอัจฉริยะนับไม่ถ้วนที่ต้องสังเวยชีวิตภายใต้คมศาสตราของกองทัพโจร
ตระกูลหมิง
นี่เป็นยุคสมัยของกองทัพ! อาจบางทีนางกังวลมากเกินไปเอง มองดูเก
อเกอที่มั่นอกมั่นใจ นางรู้สึกว่าเป็นนางหวาดวิตกมากเกินไปจริง ๆ
กองทัพโจรที่เกอเกอของนางทุ่มเทชีวิตจิตใจเพาะสร้างขึ้น ไม่เคย พ่ายแพ้
มาก่อน
นครมหาสันติแม้มียอดยุทธ์มากมาย แต่ไม่มีกองทัพ กองโจรตระกูลหมิงมี
ความถนัดจัดเจนในการรับมือเหล่าผู้คนที่เรียกขานว่ายอดยุทธ์ คราครั้งนี้
แม้มียอดยุทธ์มากไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่จำนวนที่จะมีคุณค่าหมาย หมาย
อันใดยังคงไม่มีสิ่งใดผิดแผกไปจากเดิมสิ่งที่นางเป็นกังวลอยู่บ้าง คือการ
บาดเจ็บล้มตายที่จะต้องมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
ผู้คนในนครมหาสันติไม่ใช่ว่าทุกคนจะแล่นไปเข้าร่วมกับจั่วมือ ในมุมหนึ่ง
ของเมืองมีคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่ พวกมันคือเหล่าพันธมิตร คุณชาย
พิทักษ์บุปผา ทุกคนล้วนอยู่กันพร้อมหน้า รวมถึงบรรดาองครักษ์ ของพวก
มันด้วย
“คิดว่าม่านวารีจะสลายหายไปในวันพรุ่งนี้” นายน้อยที่เป็นผู้นำบอก กับ
พรรคพวก ใบหน้ามันซีดขาวราวคนตาย
นายน้อยท่านอื่น ๆ พอฟัง ล้วนหน้าเผือดสี “เป็นไปไม่ได้”
“เป็นความจริง? เจ้าได้ยินมาจากที่ใด?” แต่ละคนซักถามกันเซ็งแซ่
“จากอีกฟากหนึ่ง” หวังคนกล่าวสืบต่อด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “พรุ่งนี้คง เป็น
วันที่ยุ่งยากมาก” จากนั้นพลันถามว่า
“กองกำลังเสริมของพวกเจ้า เดินทางถึงที่ใดแล้ว?”
“พวกมันสมควรมาถึงในไม่ช้า!”
“ยังคงเร็วเกินไป!”
“พวกมันสมควรมาถึงในอีกเจ็ดแปดวัน!”
ในเวลานี้เอง หนึ่งในบรรดานายน้อยพลันชูมือขึ้น กล่าวว่า “ท่านลุง ของ
ข้าส่งข่าวมาเมื่อสามวันก่อน บอกว่าพวกมันอาจมาถึงในวันมะรืน”
หวังคุนคึกคักขึ้นอักโข “พวกมันมีคนมากเท่าใด?”
“เป็นกองทัพขบวนหนึ่ง แต่ข้าไม่ล่วงรู้จำนวนที่แน่ชัด” นายน้อยผู้ นั้น
กล่าวอย่างเรียบ ๆ ร้อยๆ มันผู้นี้แซว ตระกูลของมันมีรากฐานลึกล้ำ
หวังคุนอดลิงโลดยินดีไม่ได้ “ประเสริฐ! กองพันตระกูลวูเป็นยอด กองทัพ
ที่แข็งแกร่ง เรามีหนทางรอดแล้ว!”
จากนั้นนายน้อยบางคนก็รายงานว่ากองกำลังเสริมที่ตระกูลของพวก มัน
ส่งมา สมควรอยู่ไม่ไกลจากนครมหาสันตินัก และพวกมันส่วนใหญ่ส่ง
กองพันประจำตระกูลมา
หอสมบัติมหาสันติดึงดูดใจตระกูลเหล่านี้อย่างรุนแรง การที่พวกมัน ล้วน
ส่งกองพันที่ร้ายกาจของตระกูลออกมา บ่งบอกถึงความมุ่งมาด ปรารถนา
ของพวกมันอย่างชัดเจน
“แล้วพรุ่งนี้จะทำอย่างไรเล่า?” นายน้อยผู้หนึ่งถามขึ้นอย่าง กะทันหัน ทุก
ผู้คนกลายเป็นเงียบกริบ พากันหันไปมองหวังคุนเป็นตาเดียว
หวังคนแย้มยิ้มเยือกเย็น พลางกล่าว “พวกเจ้าหลงลืมฝ่ายนั้นไปแล้ว ร?
พวกมันมีผู้คนมาก เป็นเป้าหมายที่ใหญ่โตกว่าพวกเรา กองโจร ตระกูลห
มิงย่อมต้องจัดการกับพวกมันก่อน พวกมันยิ่งต่อต้านแข็งขึ้นหนัก หน่วง
เท่าใด ก็ยิ่งช่วยถ่วงเวลาให้พวกเราได้มากเท่านั้น” จากนั้นกล่าว เตือน
อย่างเคร่งเครียด
“ท่านทั้งหลาย หลบซ่อนตัวกันให้ดี อย่าได้นุ่มบ่าม ออกไปข้างนอก หาก
เจ้าตอแยกองโจรตระกูลหมิง พวกเราล้วนไม่มีผู้ใด รอดไปได้!”
ทุกผู้คนเห็นพ้องต้องกัน
หวังคุนยังไม่ลืมเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พวกมัน “หลังจากผ่าน ไป
สองสามวันกองทัพของพวกเราสมควรเร่งรุดมาถึง ถึงยามนั้นทั้งสอง ฝ่าย
ล้วนต่อสู้กันจนรับบาดเจ็บบอบชํ้า นั่นจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับเรา!”
คนทั้งกลุ่มคึกคักขึ้นอักโข พากันลิงโลดยินดี พวกมันสนทนาอย่าง ออกรส
ไม่ว่าจะเป็นการเข่นฆ่ากองโจรตระกูลหมิงกับเซี่ยวม่อเกออย่างไร เอย จะ
สร้างความประทับใจให้แก่กงจู่ทั้งสามอย่างไรเอย ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเงา
ร่างสองสายที่ลอบสนทนากันในมุมมืด
“คราวนี้เราทำอย่างไร?” หนานเหมินเสวี่ยกล่าวเสียงลึก “หลักศิลา ทักษะ
ปิศาจแม้ถูกกระบี่ของหลินเชียนทำลายไป แต่กรงเล็บพิฆาตมังกรก็ มิใช่
ธรรมดาสามัญ ข้าจึงไม่เชื่อว่าอวี่ไสว้จะไม่หวั่นไหวใจ”
คนลึกลับแย้มยิ้มเล็กน้อย “เมื่อถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง”