สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 633 ใจกลางกระบวนทัพ
“คุ้มกันต้าเหริน!” ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างหวาดหวั่นขวัญผวา เสียง
ตวาดอย่างเกรี้ยวกราดของซู่หลงกึกก้องดุจสายฟ้าคำรน ผู้คนที่อยู่ รอบ
กายจั่วม่อคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นมา พวกมันพบว่าระหว่างที่มัวแต่ตื่น
ตะลึง ภยันตรายร้ายแรงก็ประชิดใกล้พวกมันเข้ามามากกว่าเดิม โดยไม่
ทันจะได้รู้ตัว กองโจรตระกูลหมิงก็แทบจะโถมทะยานเข้ามาถึงเบื้องหน้า
ของพวกมันแล้ว!
ยิ่งใกล้เข้ามา สีหน้าดุร้ายทมึงทึงของกองโจรตระกูลหมิงยิ่งเห็นได้ ถนัด
ชัดเจน พวกมันกระทั่งมองเห็นถึงกล้ามเนื้อที่เขม็งเกร็ง เห็นหนวด เคราที่
สะบัดปลิวของพวกมัน
รวมถึงรังสีฆ่าฟันและความกระหายเลือดเยี่ยงสัตว์ร้ายของพวกมัน!
จูเข่อถึงกับศีรษะลั่นอึงอล สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ทันใดนั้นได้ สติ
อย่างฉับพลัน แผดเสียงตวาดสุดเรี่ยวแรงที่มา “คุ้มกันกงจู่!”
เหล่าทหารองครักษ์ของแต่ละขุมกำลังสาดพุ่งร่างมาจากในกระบวน ทัพที่
พวกมันถูกจัดสรรไว้ ปล่อยให้กระบวนทัพทั้งหมดเสียขบวนรวนเร ความ
อลหม่านบังเกิดขึ้นทุกแห่งหน กระบวนทัพในที่สุดไม่อาจรักษา เอาไว้ได้
อีก ผู้คนพากันหมุนตัวแตกฮือหลบหนีไม่คิดชีวิต
คนเหล่านี้มารวมตัวกันเพราะจั่วม่อ ยามนี้เมื่อศัตรูบุกทะลวงเข้าจู่ โจม
จั่วม่อดุจสายฟ้าแลบ ความหลวมมือที่หลวมคลายแต่แรกก็ขาดสะบั้น ลง
ในบัดดล
ความหวาดหวั่นและสิ้นหวังลุกลามออกไปอย่างรวดเร็วในแถวทัพ ของ
พวกมัน!
ขบวนทัพค่ายกลขนาดมหึมาล่มสลายลงในชั่วพริบตา ผู้คนแตกฮือ
หลบหนีไปทุกทิศทุกทาง สับสนอลหม่านสุดบรรยาย
บรรดาองครักษ์ประจำตัวกงจู่ละทิ้งคนเหล่านี้อย่างไม่ไยดี พวกมัน สอง
ตาแดงฉาน เร่งรุดไปหากงจู่ของพวกมันอย่างสุดกำลังความสามารถ
สมาชิกค่ายเว่ยและหน่วยองครักษ์ดาวสรรค์ยังพากันโผพุ่งหลบหลีก
กระแสผู้คน เร่งทะยานไปยังตำแหน่งที่จั่วมออยู่ในปัจจุบัน!
เสียกงจู่ใบหน้าเคลือบคลุมไปด้วยความหวาดผวา นางสีหน้าขาว เผือดไร้
สีเลือด ฝูงชนที่แตกตื่นลนลานกระจัดกระจายไปทุกแห่งหน ใบหน้า
กระเหี้ยนกระหือรือของกองโจรตระกูลหมิงผ่านเข้ามาในสายตา นาง ทุก
เสียงที่นางได้ยิน ล้วนเป็นสุ่มเสี่ยงของการฆ่าฟัน เสียงขู่คำราม เสียงหวีด
ร้อง และคร่ำครวญหวนไห้!
นางสับสนงงงวย เรื่องราวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
นางกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย สุดท้ายไปจับนิ่งอยู่บนร่าง
ค่อนข้างผอมอันคุ้นตาคุ้นใจ
อย่างช้าๆ ดวงตานางค่อยจดจ่อรวมรั้ง ประกายความหวังสายหนึ่ง จุดขึ้น
ในใจ
ใบหน้าของมันยังคงไม่แยแสและครอบคลุมด้วยสีหน้าเย็นยะเยียบ แต่ใน
ยามนี้ ภายใต้ความไม่แยแสของมัน นางสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง ที่ทำ
ให้นางต้องสะท้านใจ
มันไม่ตื่นตระหนก
จั่วม่อร่างเหยียดตรงดุจคันทวน สีหน้าราบเรียบเฉยชา ราวกับมองไม่ เห็น
สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมัน
กองโจรตระกูลหมิงพุ่งลิ่วเข้ามาด้วยความเร็วสุดขีด กองทัพแรกที่ โถม
ทะยานนำมาเบื้องหน้าสำแดงให้เห็นฝีมืออันเป็นที่เลื่องลือของเหล่า โจร
ตระกูลหมิงอย่างชัดแจ้ง ภายในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น พวกมันก็ทะลุ
ผ่านกระบวนทัพชั้นนอก เจาะทะลวงตรงดิ่งเข้าหาใจกลางกระบวนทัพ
อย่างเร่งร้อน!
ชนชั้นจอมปิศาจด่านเจียงและคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งหมด ล้วน รวมตัว
กันอยู่ตรงใจกลางกระบวนทัพ
กองโจรตระกูลหมิงไม่ต่างจากหวดฟาดใส่รังผึ้งตรง ๆ การต่อสู้ไต่ระดับขึ้น
ถึงจุดสูงสุดในบัดดล!
ปิศาจที่สามารถฝึกปรือมาถึงด่านถงหลิงด่านไสว้ ย่อมไม่มีผู้ใดไร้
ประสบการณ์สู้รบ พวกมันเมื่อตระหนักว่าชีวิตของตนแขวนอยู่บน
เส้นด้าย พลังฝีมือที่สามารถปลดปล่อยออกมาในยามคับขันก็บรรลุถึงขั้น
น่าอัศจรรย์
พวกมันอาจไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมในเชิงกองทัพดังเช่นกองโจร ตระกูลห
มิง อาจไม่สามารถร่วมมือประสานงานกันเหมือนฝ่ายตรงข้าม แต่ ภายใต้
สถานการณ์สับสนวุ่นวาย รวมถึงระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ แทบเข้า
ขั้นตะลุมบอน กลับเหมาะเจาะพอดีสำหรับเหล่ายอดยุทธ์ที่จะสำแดงฝีมือ
ถึงขั้นสุดยอด
จูเข่อ เซี่ยและหญิงรับใช้วัยกลางคน สามยอดฝีมือผู้ซึ่งห่างจากด่าน ไสว้
อีกเพียงครึ่งก้าว ยามนี้บุกอาละวาดดั่งพยัคฆ์กลางฝูงแกะ!
จูเข่อท่าร่างลี้ลับดุจเงาภูตพราย มันพลิ้วลายเข้าไปในแถวทัพของ กองโจร
ตระกูลหมิงราวกับเดินชมสวนหลังบ้าน ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ล้วน ปรากฎ
หมอกโลหิตกระเซ็นซ่านอยู่ด้านหลังของมัน เซียยืนหยัดมั่น แต่ละ ก้าว
หนักหน่วงปานขุนเขา ไม่มีผู้ใดขวางรั้งการบุกตะลุยไปข้างหน้าของ มันได้
หอกยาวในมือของมันคล้ายหนักหน่วงสามพันจิน โจรเคราะห์ร้าย รายใด
เฉียดกรายเข้าใกล้คมหอก เลือดเนื้อสาดกระเซ็นเวียนว่อน หญิงรับ ใช้วัย
กลางคนสองมือทำท่าเป็นกรงเล็บ ตะกุยใส่กลางอากาศ โจรร้ายคน ใดตก
เป็นเป้าจู่โจม ล้วนถูกฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ ในบัดดล วิญญาณหลุดลอย จาก
ร่างก่อนจะทันได้กรีดร้องเสียอีก
ยอดฝีมือคนอื่น ๆ ก็เข่นฆ่าจนสองตาแดงฉาน ดุจมัจฉาท่องวารี จำนวน
นับไม่ถ้วน แต่ละคนล้วนโถมเข้าไปในแถวทัพโจรบุกอาละวาดฆ่าฟันมือ
เป็นระวิง!
ยอดฝีมือในทำเนียบปิศาจมหาสันติกว่าแปดส่วนล้วนอยู่ที่นี่ อวี่ซวง แม้ยัง
ไม่ฟื้นจากการบาดเจ็บ แต่ซางเยวียนฮ่าวยังคงมีสภาพสมบูรณ์
ผนวกกับชีเตียนอวี่และยี่สิบสุดยอดฝีมือคนอื่น ๆ สถานที่แห่งนี้ก็เท่ากับ
รวบรวมไว้ด้วยขุมกำลังที่แกร่งกร้าวที่สุดแห่งนครมหาสันติ!
ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ ทัพกองโจรตระกูลหมิงที่บุกนำหน้าพวก พ้อง
ล้วนตกตายหมดสิ้น กระทั่งแม่ทัพของพวกมันยังดับดิ้นภายในห้า
กระบวนท่า ภายใต้การผนึกกำลังของจูเข่อกับเซียอวี่
ผลการศึกรอบนี้บันดาลให้ผู้คนพากันคึกคักขึ้นอักโข
หมิงฮุยสีหน้าสงบราบเรียบในความเห็นของมัน เหล่าผู้คนที่ใจกลาง
กระบวนทัพเป็นเพียงพยัคฆ์ร้ายที่ติดอยู่ในกรงเท่านั้น ยอดยุทธ์เหล่านี้แม้
เป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่หากมันยินดีเสียเวลาและจ่ายค่าตอบแทนบ้าง มัน
ย่อมมีวิธีมากมายที่จะจัดการกับคนเหล่านี้
ต่อให้เป็นยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ยังไม่อาจต้านทานการกลุ้มรุม จากคน
จำนวนมากได้
แม่ทัพบัญชาการศึกมุ่งเน้นการต่อสู้ด้วยกองทัพ แม้ว่าการจู่โจมของ พวก
มันจะไม่พลิกแพลงหรือแฝงไว้ด้วยท่าเปลี่ยนแปลงมากมายเท่าการ โจมตี
ของเหล่ายอดยุทธ์ แต่ทรงพลังอำนาจอย่างล้นเหลือ มิใช่สิ่งที่คนผู้ หนึ่งจะ
อาศัยเพียงพลังฝีมือของตนต้านรับเอาไว้ได้
ต่อให้เป็นเหล่ายอดยุทธ์ยังมิอาจต่อต้านการบุกโจมตีของกองทัพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่ายอดยุทธ์ที่ไม่รู้จักการร่วมมือประสานงาน
หมิงฮุยดวงตาทอประกายเย็นเยียบ “เหล่าต้าหงพวกเจ้าบุกเข้า ทำ ให้
พวกมันกระจายออกจากกัน!”
“ทราบแล้ว!”
สองแม่ทัพน้อมรับคำสั่ง ถึงยามนี้ กระบวนทัพของฝ่ายนครมหาสันติ ล่ม
สลายอย่างสมบูรณ์ ผู้คนแยกย้ายกันหลบหนี สิ่งกีดขวางตรงใจกลาง
กระบวนทัพลดน้อยลงมาก
ทั้งสองดวงตาร้อนผ่าว ใจกลางกระบวนทัพที่ไม่มีหน่วยทัพคอยคุ้ม กันก็
ไม่ต่างจากโฉมสะคราญที่ถูกเปลื้องผ้า เสนอออกมาเบื้องหน้าพวกมัน จน
หมดสิ้น
มองดูสีหน้ามุ่งมั่นและจิตวิญญาณการต่อสู้ของไพร่พลในกองทัพ ของ
พวกมัน สองแม่ทัพโจรมิได้รู้สึกหวั่นเกรงแม้แต่น้อยกับการล้มตายของ
สหายร่วมกองโจร พวกมันหาได้โศกเศร้าเสียใจอัน ใดไม่ กลับเป็นตรงกัน
ข้าม เมื่อกองทัพที่บุกนำหน้าบุกทะลวงจนฝูงชน แตกพ่ายหลบหนี ทั้งยัง
บั่นทอนกำลังของเหล่ายอดยุทธ์ไปไม่น้อย กลับ ช่วยสร้างสถานการณ์ที่มี
เปรียบให้แก่พวกมัน พวกมันไหนเลยจะไม่ยินดี ปรีดาได้
กลุ่มคนที่ไม่รู้จักร่วมมือผนึกกำลัง คิดต้านรับการบุกโจมตีของ กองทัพ
เรียกได้ว่าคิดเพ้อฝันไป!
สองแม่ทัพโจรสบตากันวูบ มองเห็นจิตวิญญาณการต่อสู้อันเร่าร้อน ใน
ดวงตาอีกฝ่าย
“เจ้าซ้าย ข้าขวา!” โดยไม่รีรอให้เสียเวลา สองแม่ทัพโจรแยกย้ายออก
กระทำการ
ค่ายเว่ยแม้ไม่มีฝีมือในด้านความเร็ว แต่ก็กลับมารวมตัวกันโดยเร็ว ที่สุด
ก่อนที่กองทัพโจรซึ่งบุกล่วงหน้าเข้ามาจะถูกเหล่ายอดฝีมือจู่โจม ทำลาย
พวกมันก็ตั้งกระบวนทัพอยู่รอบกายจั่วม่อแต่แรก
พวกมันเต็มไปด้วยความคึกคักอีกเหิม การศึกรอบแรกเมื่อสักครู่ยัง ไม่ได้
สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกำลังของพวกมันสักเท่าใด
รายล้อมอยู่รอบกายจั่วมอผู้ที่ยังสวมสีหน้าเฉยชาไร้อารมณ์ เป็น เหล่า
สมาชิกค่ายเว่ยที่มีสีหน้าสงบเยือกเย็น สงบเยือกเย็นเสียจนผู้คนอด ไม่ได้
ต้องหันมามองซ้ำสอง ท่ามกลางสมรภูมิเดือดอันโกลาหลอลหม่าน
พวกมันโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
“ฮ่าฮ่า! กองโจรตระกูลหมิงที่แท้มีฝีมือเพียงนี้เอง!” บริเวณกลาง กระบวน
ทัพ บุรุษกำยำผู้หนึ่งอดกล่าวออกมาไม่ได้
“ใช่แล้ว คนบางคนประโคมโอ่ความสามารถของพวกมันจนเกินจริง ถึงกับ
ตั้งกระบวนทัพใหญ่โตปานนั้น ข้าก็หลงคิดว่าพวกมันจะร้ายกาจจริง ๆ!”
บุรุษเค้าหน้าหยาบกร้านอีกคนหนึ่งหรี่ตายิ้มเย้ยหยัน พลางกล่าวถาก ถาง
ลอยมาตามลม
ซู่หลงกับพวกถลึงตามองอย่างเดือดดาล แกรก!
ลำคอของบุรุษที่กล่าววาจาพลันหักพับลงในมุมแปลก ๆ ดวงตามัน เบิก
กว้าง ใบหน้าโป่งพองอย่างน่าประหลาด!
เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวเสียงอ่อนโยน “ข้าไม่ชมชอบท่าทีเช่นนี้”
ทุกผู้คนสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เหม่อมองเขิงเหลียนเอ๋อร์ด้วย สี
หน้าตะลึงพรึงเพริด โฉมสะคราญนางนี้เคยปะทะหักหาญกับศิษย์ลำดับ
หนึ่งแห่งคุนหลุนอย่างซึ่งหน้า พลังฝีมือของนางลึกลํ้าสุดจะหยั่งถึง!
เหล่าองครักษ์ดาวสวรรค์พอจัดกระบวนทัพเสร็จสิ้น พวกมันใบหน้า เผือด
สีเล็กน้อย คุณหนูของพวกมันยามนี้ ไม่ว่าพลังฝีมือ ความสามารถ และ
ความคิดจิตใจล้วนยากจะคาดเดาได้จริง ๆ
พฤติการณ์ของเขิงเหลียนเอ๋อร์ทำให้จูเข่อขุ่นข้องใจอยู่บ้าง มันคิด กล่าว
อันใดสักคำ แต่แขนเสื้อกลับถูกกระตุกคราหนึ่ง เป็นหว่านกงจู่ฉุดดึง ไว้
พลางสั่นศีรษะเป็นเชิงห้ามปราม
จูเข่องงงันวูบ จากนั้นนิ่งเงียบไป บริเวณใจกลางกระบวนทัพกลายเป็น
เงียบสงัด “พวกมันกำลังจะบุกโจมตี”
ทันใดนั้นเอง สุ่มเสียงเย็นเยือกของเซี่ยวม่อเกอดังทะลุขึ้นกลางความ
เงียบ
มันคล้ายไม่สังเกตเห็นเห็นกระทบกระทั่งกันเล็กน้อยด้านหลังมันเมื่อ ครู่
เพียงพยักหน้าให้ซู่หลงซึ่งเข้าใจทันที ค่ายเว่ยเริ่มเคลื่อนพล
จากนั้นจั่วม่อหันไปทางเหมียวจุน กล่าวว่า “ไปได้”
เหมียวจุนไม่กล่าวคำใด เพียงเพ่งตามองจั่วมออย่างลึกลํ้าแวบหนึ่ง ก่อน
จะหันกายจากไป ชั่วไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์ และ
กองพันถังเฟยก็จัดกระบวนทัพเสร็จสิ้น โดยมีเหมียวจุนเป็นแม่ทัพ
บัญชาการหลัก
“เจ้าไม่ไปช่วยเหลือพวกมันหรือ?” เสียกงจู่ออกปากถามอย่างกลัด กลุ่ม
กังวล
จั่วมอสั่นศีรษะ “ไม่จำเป็น ระมัดระวังไว้ พวกมันจะบุกทะลวงแล้ว”
สุ่มเสียงของมันไม่ดัง แต่ทุกผู้คนล้วนได้ยินถนัดชัดเจน กลุ่มคน ปั่นป่วน
ขึ้นเล็กน้อย ทุกผู้คนล้วนได้ประจักษ์พลังอำนาจการบุกทะลวง ของ
กองโจรตระกูลหมิงด้วยสายตาตัวเอง พวกมันแม่ร่วมกันสังหาร กองทัพ
โจรไปหนึ่งพันคน แต่ทุกคนล้วนทราบดี หากกองโจรตระกูลหมิง ทั้งหมด
บุกทะลวงเข้ามาพร้อมกัน พวกมันจะตกอยู่ในอันตรายแล้ว!
จูเข่อกับพวกทั้งสาม เป็นกลุ่มที่เข้มแข็งที่สุดในบรรดาคนเหล่านี้ แต่
กระทั่งยอดยุทธ์ในระดับพวกมัน ยังไม่อาจเผชิญการบุกทะลวงของ
กองทัพจำนวนหนึ่งพันคนอย่างซึ่งหน้า
เห็นสองกองพันแยกตัวออกมาจากแถวทัพของกองโจรตระกูลหมิง พวก
มันถึงกัปตรวจตรากระบวนทัพของตนอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าการบุก
ทะลวงของพวกมันจะเปล่งอานุภาพได้ถึงขีดสุด
ถึงยามนี้ ฝูงชนที่แตกฮือหลบหนีก็ยังคงไม่ทันจากไปหมดสิ้น แต่ใน รัศมี
หนึ่งจากใจกลางกระบวนทัพ ไม่หลงเหลือผู้คนแม้แต่คนเดียว
ระยะห่างระหว่างสองกองทัพโจรกับเป้าหมายของพวกมัน เป็นระยะ ที่
เหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุดสำหรับการบุกทะลวงอย่างสุดกำลัง
“ฆ่า!”
สองแม่ทัพโจรตวาดอย่างเกรี้ยวกราด สองกองพันประหนึ่งกระแสน้ำ
ทลายเขื่อน ถาโถมออกไปอย่างคลุ้มคลั่ง!
“ฆ่า!”
เสียงตวาดของคนสองพันคนสะท้านสะเทือนทั่วบริเวณ ท้องฟ้าอัด แน่น
ไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน ที่กำลังโถมดิ่งลงหาจั่วม่อกับพวก!
สองกองพันสอดประสานกันอย่างยอดเยี่ยม หนึ่งบุกเข้ามาจาก ด้านซ้าย
อีกหนึ่งเข่นฆ่ามาจากทางขวา ทำให้ศัตรูไม่ทราบจะต้านรับทาง
เสียงแหวกฝ่าอากาศอันสั่นขวัญสะท้านวิญญาณ ดังกึกก้องกลางอากาศ
ในเวลานี้เอง ในใจกลางกระบวนทัพซึ่งพวกจั่วมอยืนอยู่ พลันปรากฏ กลุ่ม
หมอกสีเทาอันหนาแน่น ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง แทบจะในเวลา
เดียวกัน ซู่หลงกับเหมียวจุนผู้ซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในม่านหมอกสีเทา ตวาด
ก้องอย่างพร้อมเพรียง “ฆ่า!”
“หัตถ์บัลลังก์หมอก!”
ผู้คนที่ถูกห้อมล้อมด้วยหมอกสีเทาร้องอุทานออกมา กระทั่งจูเข่อ อวี่ซวง
และเหล่ายอดฝีมือยังเผยสีหน้าประหลาดใจ พวกมันทรงภูมิปัญญา รอบรู้
ทราบว่าหัตถ์บัลลังก์หมอกที่ทรงอำนาจถึงเพียงนี้ มีเพียงผู้ที่ฝึกปรือ
สังขารปิศาจสายหมอก จึงสามารถใช้ออกได้!
อย่างไรก็ตาม ความสนใจของพวกมัน ถูกดึงดูดไปยังการปะทะกัน
ระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว
จู่เข่อกับพวกลอบครุ่นคิด เซี่ยวม่อเกอคล้ายเตรียมการรับมือ สถานการณ์
เช่นนี้ไว้แต่แรก หรือว่านี่อยู่ในการคาดคำนวณของมัน? แต่ไม่ ว่าจะ
อย่างไร พวกมันยังคงไม่มีโอกาสที่จะตีฝ่าออกไปได้
มันยังมีไพ่ตายซ่อนไว้ในแขนเสื้ออีกหรือไม่?
ทัพกองโจรตระกูลหมิงทั้งสองทัพ เห็นได้ชัดว่าซึมซับบทเรียนจาก กองทัพ
ที่พลาดท่าไปก่อนหน้ามาเป็นอย่างดี พวกมันแม้โห่ร้องทำท่า เกรี้ยวกราด
ดุดัน แต่อันที่จริงลอบระวังป้องกันและออมกำลังไว้ส่วนหนึ่ง
รอจนหมอกสีเทาจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า ปกคลุม ทั่ว
บริเวณใจกลางขบวนทัพไว้หมดสิ้นสองกองทัพโจรพลันระแวดระวัง ขึ้นมา
อีกส่วนหนึ่ง
ทันใดนั้นเอง จากทิศทางที่เหมียวจนตั้งทัพ ปราณดาบสีฟ้าสดขนาด
มหึมาฟาดฟันทะลุออกมาจากม่านหมอก จู่โจมใส่กองทัพโจรที่เผชิญหน้า
อย่างหักโหม!
“กระบวนทำอันประเสริฐ!” ต้าหงดวงตาสาดประกายอำมหิต จู่โจม ตอบ
โต้อย่างยินดี
กงล้อสีแดงจาง ๆ วงหนึ่งพุ่งเข้าปะทะกับปราณดาบอย่างซึ่งหน้า!
ตู้ม!
ตรงกึ่งกลางระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่าย เกิดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
ประกายแสงสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง!
แม่ทัพบัญชาการทั้งสองฝ่ายล้วนไม่มีเจตนาจะออมรั้งยังมือ ชั่ว พริบตา
นั้น พวกมันจู่โจมติดต่อตามกันอย่างพร้อมเพรียง!
แต่ไม่ว่าคลื่นกระแทกจากแรงระเบิดจะรุนแรงสักเท่าใด หมอกสีเทา อัน
แปลกประหลาดดูคล้ายจะไม่กระทบกระเทือนแม้แต่น้อย แทบจะใน เวลา
เดียวกันกับที่กระบวนท่าแรกปะทะกัน ปราณดาบสีฟ้าสดขนาดเท่า ท่อน
แขนจำนวนมากมายสุดคนานับ พลันระดมยิงออกมาจากถ่านหมอก ดุจ
ลมคลุ้มฝนคลั่ง
เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมยาวคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด ปราณดาบครอบ ฟ้า
คลุมดิน
เมื่อกรีดพุ่งสวนทางคลื่นแรงระเบิด ปราณดาบเหล่านั้นยังได้รับ
ผลกระทบไปด้วย แต่ละเล่มกรีดวาดเป็นเส้นทางที่สับสนอลหม่าน ยากจะ
คาดเดาเป็นที่สุด!
ต้าหงสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล ประโยคหนึ่งวาบขึ้นในใจอย่าง กะทันหัน
แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง! ฝ่ายตรงข้ามเป็นแม่ทัพ บัญชาการศึก
ระดับทองไม่ผิดแน่!
การจู่โจมอันร้ายกาจถึงเพียงนี้ ผู้ที่สามารถใช้ออกได้มีแต่ชนชั้นแม่ ทัพ
บัญชาการศึกระดับทองเท่านั้น!
แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง!
มีคนไม่น้อยสังเกตเห็นการโจมตีนี้ บรรดาปิศาจที่ชุมนุมกันอยู่ที่นี่
ล้วนเป็นยอดยุทธ์ระดับสูงสุดแห่งเมืองมหาสันติ ผู้ใดจะไม่รู้ความ?
?
Page 1 of 12
แต่ในไม่ช้า การต่อสู้อันดุเดือดที่กำลังระเบิดขึ้นก็ทำให้ผู้คนระงับ
ความพิศวงสงสัยของพวกมันเอาไว้ก่อน หันกลับไปเฝ้าดูสมรภูมิที่กำลัง
ปะทะเดือด
การต่อสู้ที่กำลังห้าหั่นกันอย่างเดิมพันด้วยชีวิตนี้ อาจเป็นเครื่อง
ตัดสินชะตาชีวิตของพวกมันด้วย
หัตถ์บัลลังก์หมอกของเยี่ยหลิงปกคลุมบริเวณใจกลางกระบวนทัพ
อย่างสมบูรณ์ เมื่อมีตัวอ่อนปิศาจช่วยหนุนเสริม เยี่ยหลิงในที่สุดสำเร็จวิชา
สังขารปิศาจที่เคยเฝ้าใฝ่ฝันมาชั่วชีวิต หากค่ายฮุยของมันอยู่ที่นี่ ขีด
ความสามารถในการรบของมันจะเหนือล้ากว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ยามนี้
มันได้แต่ทุ่มเทกำลังความสามารถที่มี กระทำในสิ่งที่มันพอทำได้เท่านั้น
ทว่าหมอกสีเทาของมันก็ยังคงปกปิดซ่อนเร้นบริเวณใจกลางกระบวน
ทัพได้อย่างดีเลิศ
รวมถึงตำแหน่งที่ซู่หลงและชาวค่ายเว่ยตั้งทัพมั่น
ค่ายเว่ยของซู่หลงในเวลานี้มีเพียงหนึ่งร้อยคนเท่านั้น ทว่าหนึ่งร้อย
คนนี้หลังจากบุกฝ่าแดนปิศาจมานานถึงเพียงนี้ ล่วนแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก
ซู่หลงเองก็ผ่านการหลอมรวมตัวอ่อนปิศาจเข้าไปภายในร่าง ส่วนพวกอา
เหวิน หนานเยว่และคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นสมาชิกแกนหลัก ล้วนมีพลังฝีมือ
รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
รอจนซู่หลงตวาดคำ ‘ฆ่า’ อย่างเหี้ยมเกรียม ทุกผู้คนก็กลับกลายเป็น
สัตว์ร้ายที่ซุ่มเงียบอยู่ภายในม่านหมอกสีเทา
Page 2 of 12
พลังโจมตีของศัตรูหลายสายพุ่งทำลายเข้าไปในม่านหมอกสีเทา แต่
ไม่ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนแม้แต่น้อย
ภายใต้หมอกสีเทา ค่ายเว่ยประดุจหลุมดำมหาประลัยที่สามารถกลืน
กินทุกสรรพสิ่ง
แม่ทัพกองโจรตระกูลหมิงสีหน้าหนักอึ้ง ในเวลานี้พวกมันมีข้อ
ได้เปรียบที่ขีดความสามารถในการบุกจู่โจม พวกมันไม่หวาดเกรงเซี่ยวม่อ
เกอกับคนอื่น ๆ จู่โจมตอบโต้ แต่พวกมันกริ่งเกรงว่าจะมีการซุ่มโจมตีและ
หลุมพรางกับดักอยู่ในม่านหมอก
คลื่นการโจมตีหลายระลอกถูกกลืนหายไปเงียบ ๆ อย่างน่าข้องใจ ไม่
บังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอันใดแม้แต่น้อย หมอกสีเทาอุบาทว์บัดซบ
เหล่านี้ ทำให้ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
เหล่าถูลังเลใจอยู่บ้าง แต่ยังคงติดสันใจอย่างรวดเร็ว บุกทะลวง!
มันมีความเข้าใจในตัวหมิงฮุยเป็นอย่างดี อย่าได้เห็นว่าหัวหน้า
กองโจรผู้นี้สั่งการอย่างปลอดโปร่งผ่อนคลาย แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
หากมันไม่ลงแรงแข็งขันอย่างที่สุด หมิงฮุยอาจลงมือเชือดมันทิ้งทันทีโดย
ไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
เหล่าถูดวงตาเย็นเยียบ แม้ว่าไพร่พลปิศาจหนึ่งร้อยคนนี้จะเป็นยอด
ฝีมือในหมู่ทหารใต้ร่มธงของมัน มันยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย
Page 3 of 12
มันเพ่งมองหมอกสีเทาตาไม่กะพริบ เฝ้ารอให้ทหารโจรของมันกอง
นั้นบุกทะลวงเข้าไปในหมอกสีเทา
ไพร่พลที่เหลืออีกเก้าร้อยคนเฝ้ารอโดยไร้เสียง
ทหารปิศาจหนึ่งร้อยคนกู่คำรามอย่างเกรี้ยวกราด บุกทะลวงเข้าไป
ในม่านหมอกเทาดุจคลุ้มคลั่ง พวกมันสีหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึง ความสิ้นหวัง
ความบ้าคลั่งและความกระหายเลือดผสมปนเปอยู่ในดวงตาแดงฉานของ
พวกมัน
แม้เป็นเพียงการบุกทะลวงของผู้คนเพียงหนึ่งร้อย แต่อัดแน่นไปด้วย
บรรยากาศหนักหน่วงรุนแรง ชวนให้หายใจไม่ออก
หมอกสีเทายังคงเงียบงันอย่างน่าประหลาด
กองพันต้าหงราวกับถูกกัดใส่คำโต แหว่งวิ่นเป็นส่วน ๆ
Page 4 of 12
พลังงานสีฟ้าสายหนึ่งวาบผ่านข้างแก้มของต้าหง ห่างเพียงอุงคุลี
เดียว ทิ้งริ้วรอยโลหิตเล็ก ๆ สายหนึ่งไว้ให้ดูต่างหน้า ต้าหงสีหน้าดำทะมึน
ฝ่ายตรงข้ามยังร้ายกาจกว่าที่มันคาดการณ์เอาไว้มาก!
แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง สมแล้วที่เป็นแม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับทอง!
ฝีมือการรบของอีกฝ่ายมีความถนัดจัดเจนมากกกว่ามัน ครั้งแรกทั้ง
สองฝ่ายล้วนลงมือจู่โจมพร้อมกัน แต่ทว่าการจู่โจมระลอกที่สองของฝ่าย
ตรงข้ามกลับตามติดมารวดเร็วยิ่ง เร็วเสียจนฝ่ายมันยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยา
ตอบโต้เสียด้วยซ้า เหล่าทหารโจรของมันไม่มีเวลากระทั่งจะหลบเลี่ยงหรือ
ต้านรับ ก่อนที่ปราณดาบอันเลิศพิสดารเหล่านั้นจะกระชากวิญญาณของ
พวกมันออกจากร่าง!
Page 5 of 12
หากแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองผู้นี้มีกำลังทหารในมือสองสามพัน
คน ครั้งนี้กองโจรตระกูลหมิงของพวกมันอาจต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่าง
สาหัสแล้ว
โชคดี โชคดี ทุกผู้คนล้วนมองเห็นถนัดชัดเจนว่าเหมียวจุนมีกำลังพล
เพียงเจ็ดร้อยกว่าคนเท่านั้น
แม้แต่สะใภ้ที่ชาญฉลาด หากไม่มีข้าวยังไม่สามารถปรุงอาหารได้ ไม่
ว่าแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองจะแข็งแกร่งสักเพียงใด แต่หากไม่มีกอง
พันที่คุ้นมือ อำนาจการคุกคามของมันก็เรียกได้ว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
“กุ่ยซาน เจ้าไปช่วยต้าหง” หมิงอวี่เวยสั่งการโดยไม่รีรอลังเล
ถูกต้อง ไม่ว่าผู้อื่นจะมีลวดลายอีกสักกี่ท่า ก็ไม่ได้มีกองพันชั้นยอดอยู่
ในมือ เมื่อมีเพียงแม่ทัพบัญชาการศึก แต่ไม่มีไพร่พลให้บัญชาการ มันก็ได้
แต่ดิ้นรนโดยเปล่าประโยชน์
Page 6 of 12
“ใช่! ไม่ว่าพวกมันจะมีลวดลายอันใด ขอเพียงกองทัพของเราบุก
ทะลวงพร้อมกัน พวกมันมีแต่ต้องแหลกเป็นผุยผง!” แม่ทัพผู้หนึ่งคำราม
ทุกผู้คนมีสีหน้าโล่งใจ พากันพยักหน้าเห็นพ้อง
แต่แล้วในเวลานี้เอง พลันปรากฏเสียงแผดร้องโหยหวนดังกึกก้อง
ออกมาจากม่านหมอกสีเทา ทุกผู้คนตัวแข็งทื่อ
อาศัยพลังของตนเพียงลำพัง หัตถ์บัลลังก์หมอกของเยี่ยหลิงไม่อาจ
ทานทนต่อการบุกทะลวงจากกองพันของเหล่าถู ล่มสลายลงในที่สุด ภาพ
ภายในม่านหมอกค่อยเผยออกมาต่อหน้าผู้คนทั้งหมด
ทว่าทุกผู้คนพอเห็นฉากนั้นชัดตา ไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องตกตะลึงพรึง
เพริด!
เห็นเศษแขนขาชิ้นส่วนร่างกายนับไม่ถ้วน กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
บริเวณใจกลางกระบวนทัพ กองกำลังของซู่หลงตั้งขบวนทัพค่ายกลอัน
แปลกพิสดารชนิดหนึ่ง ไม่ทราบปรากฏเสาที่สลักด้วยลวดลายประหลาด
ตั้งรายล้อมรอบกายพวกมันตั้งแต่เมื่อใด
เหล่าถูบุกเข่นฆ่าเข้าไปในค่ายกลราวกับเสียสติ แต่กระบวนทัพค่าย
กลซึ่งประกอบด้วยผู้คนเพียงหนึ่งร้อยกว่าคนประหนึ่งโม่หินบดเนื้อ ไม่ว่า
ทหารโจรบุกเข้าไปมากมายเท่าใด ล้วนถูกบดขยี้เป็นชิ้น ๆ ไม่หลงเหลือ
แม้แต่คนเดียว
Page 7 of 12
หมอกโลหิตระเบิดพร่างพรม ดุจห่าฝนเลือดอาบชโลมพื้นอย่างไม่
ขาดสาย
บนพื้นภายใต้กระบวนทัพค่ายกลของซู่หลง โลหิตหลั่งไหลเนืองนอง
เป็นท้องธาร พื้นดินอาบย้อมด้วยสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดอบอวลไปทั่ว
พื้นดินปกคลุมไปด้วยเศษแขนขาชิ้นส่วนร่างกาย บันดาลให้สถานที่นั้น
กลายเป็นแดนอเวจี!
ภาพตรงหน้าทำเอาเหล่าถูแทบเสียสติ มันโถมทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง
บุกตะลุยเข้าไปในกระบวนทัพค่ายกลของฝ่ายตรงข้ามราวกับไม่คิดมีชีวิต
อยู่อีกแล้ว!
เพียงแต่กระบวนทัพของศัตรูแกร่งกร้าวดุจหินผา ไม่สะทกสะท้าน
แม้แต่น้อย
คราวนี้หมิงอวี่เวยสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างแท้จริง นางร้องอุทานดังลั่น
นางสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างแรงกล้า
Page 8 of 12
หมิงฮุยงงงันวูบ ยามนี้สถานการณ์ยังไม่แน่ชัด ลวดลายอันไม่รู้จักจบ
สิ้นของศัตรูแม้แต่ตัวมันเองยังรู้สึกหวั่นเกรงขึ้นมาบ้างแล้ว เดิมมันตั้งใจให้
แม่ทัพนายกองของมันไปลองหยั่งเชิงกลยุทธ์ของข้าศึก รอจนพิเคราะห์
สถานการณ์แน่ชัดแล้ว มันก็จะบุกจู่โจมทำลายในรวดเดียวดุจฟ้าร้องไม่
ทันอุดหู
แต่คนผู้นี้ขวัญกล้าใจละเอียดอ่อน มันทราบว่าหากเม่ยเม่ยของมัน
เสนอเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง หมายความว่าจังหวะนี้เป็นช่วงเวลา
สำคัญที่ผิดพลาดไม่ได้ ในด้านบัญชาการศึกมันสำนึกตัวว่าไม่มีฝีมือ
เทียบเท่าเม่ยเม่ยของมัน ดังนั้นมักจะกระทำตามคำเม่ยเม่ยของมันเสมอ
มา
เมื่อได้ยินข้อเสนอของเม่ยเม่ย หมิงฮุยดวงตาสาดประกายดุดัน เต็ม
ไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน มันผงกศีรษะรับโดยไม่ลังเล ร้องตวาดดึงกึกก้อง
Page 9 of 12
เหล่าแม่ทัพกองโจรตระกูลหมิงตะลึงงัน สีหน้าเหลือเชื่อ ไม่ว่าอีกฝ่าย
จะมีลูกเล่นลวดลายมากมายเท่าใด ต่อให้ร้ายกาจกว่านี้ก็ไม่สมควรทำ
เช่นนี้ได้!
หมิงอวี่เวยมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วที่สุด “ระวัง พวกมันคิด
หลบหนี!”
เป็นไปตามคำนาง สองกองทัพที่ใจกลางกระบวนทัพ พอระเบิดพลัง
กวาดล้างทัพหน้าของพวกเหล่าถูหมดสิ้น พวกมันพลันละทิ้งทุกสิ่งทุก
อย่าง โถมทะยานเข้าปะปนไปกับพลเมืองปิศาจแห่งนครมหาสันติที่กำลัง
แตกฮือหลบหนี
พวกมันคิดอาศัยความวุ่นวายหลบหนีจากไป!
Page 10 of 12
พอครุ่นคิดเช่นนี้ ร่างกายมันก็ร้อนวูบ สายตาลุกไหม้ด้วยแรง
ปรารถนา
เซี่ยวม่อเกอกับพวกหลบหนีรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ พวกมนแทบจะ
บรรลุถึงคลื่นฝูงชนกลุ่มใหญ่ซึ่งหลบหนีไปตั้งแต่แรก
พวกมันคิดหลบหนี?
?
Page 11 of 12
ในที่สุดพวกเซี่ยวม่อเกอก็เข้าสู้ระยะโจมตีของพวกมัน แต่หมิงฮุยยัง
ไม่ออกคำสั่งให้จู่โจมทันที มันเลียริมฝีปากดุจสุนัขป่าเจ้าเล่ห์ เฝ้ารอโอกาส
โจมตีปลิดชีวิตในคราวเดียว
อีกเล็กน้อย ขอเพียงใกล้เข้าไปอีกสักเล็กน้อย การโจมตีของพวกมัน
จะครอบคลุมใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างสมบูรณ์!
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้นปรากฏเจตจำนงสังหารสุดยะเยียบอันกว้าง
ใหญ่ไพศาลพวยพุ่งขึ้นจากพื้นอย่างฉับพลัน ประหนึ่งลมหิมะหนาวเยือก
ครอบคลุมใส่กองโจรตระกูลหมิงอย่างเร่งร้อน!
คลื่นเจตนาฆ่าฟันนี้จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้าแม้แต่
น้อย มิหนำซ้ายังเป็นเจตจำนงสังหารที่เย็นเยียบถึงที่สุด เย็นเยียบเสีย
จนถึงขั้นที่ว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว เหล่าโจรตระกูลหมิงพลันค้นพบว่ามี
ชั้นน้าแข็งชั้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนร่างของพวกมัน
ศัตรูซุ่มโจมตี!
หมิงฮุยศีรษะลั่นอึงอล
“ฆ่า!” สุ้มเสียงยะเยียบเย็นชาดังกังวาน คล้ายเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง
อันแปลกประหลาด ทุกผู้คนสะท้านใจวูบ
ฉากที่อุบัติขึ้นต่อจากนั้น บันดาลให้ขวัญวิญญาณของพวกมันสั่น
สะท้านจนแทบกระเจิดกระเจิงออกจากร่าง!
Page 12 of 12