สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 637 ผู้มาไม่มีเจตนาดี
ม้าฝานปาดเช็ดใบหน้า จ้องมองไปยังขบวนทัพซิวเจ่อที่อยู่ด้านนอก
ต้องสั่นศีรษะพลางกล่าว “ดูเหมือนว่าในระยะเวลาอันสั้น พวกมันยังไม่คิด
เลิกรา”
ทัพซิวเจ่อที่อยู่ด้านนอกยังจะเป็นผู้ใดไปได้ นอกจากกองพันเทียน
หวนซึ่งนำโดยกงเหยี่ยเสี่ยวหรง เป็นไปตามที่กงซุนชาคาดการณ์ไว้ ค่ายจู
เชวี่ยพอจากไปกองพันเทียนหวนก็ปรากฏขึ้นในอาณาจักรเรือนกล้วยไม้
เริ่มโจมตีรอยแยกแห่งความโกลาหลที่ค่ายเสวียนอู่เฝ้ารักษา
เคราะห์ดีที่ม้าฝานรอบคอบระมัดระวัง ไม่กล้าชะล่าใจหรือประมาท
เลินเล่อ มันจัดส่งสายสืบออกลาดตระเวนไม่เคยขาด ในที่สุดความ
ระมัดระวังก็เห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องเกินจำเป็น สายสืบของมันค้นพบศัตรู
อย่างรวดเร็วยิ่ง ส่งสัญญาณเตือนในบัดดล
ม้าฝานผู้ได้รับสัญญาณเตือน สั่งขับเคลื่อนแนวป้องกันเต็มอัตรา
ทันที
เนื่องจากความหวาดวิตกว่าพวกมันจะไม่สามารถรักษารอยแยกแห่ง
ความโกลาหลเอาไว้ได้ การก่อสร้างค่ายกลป้องกันของพวกมันไม่เคยหยุด
ลงมาก่อน เทียบกับเมื่อครั้งที่แม่นางน้อยต้าเหรินยังประจำการอยู่ที่นี่
ขบวนค่ายกลป้องกันของพวกมันขยายใหญ่เป็นสองเท่า กระทั่งก่อนการ
ศึกจะเปิดฉาก ปราการป้องกันของพวกมันก็ยังคงขยับขยายไม่หยุดยั้ง
Page 1 of 11
นี่ทำให้ความเชื่อมั่นของม้าฝานเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย
ซึ่งความจริงการต่อสู้ในอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ไม่เคยสงบลงมาก่อน
สายสืบของม้าฝานมักเกิดการปะทะกับสายสืบของฝ่ายอสูรอยู่เป็นประจำ
แต่ในภาพรวมแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างควบคุมระดับความเสียหาย คล้ายต่าง
ฝ่ายต่างรักษาข้อตกลงที่ไม่ได้กล่าวออกมา
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงพอเห็นว่าการลอบจู่โจมไม่เป็นผล ก็เปลี่ยนเป็นบุก
จู่โจมซึ่งหน้าทันที
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับขบวนค่ายกลอันใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ ต่อให้
เป็นกงเหยี่ยเสี่ยวหรงเองก็ไม่ได้มีหนทางที่ดีไปกว่านี้ อย่างไรก็ตาม กง
เหยี่ยเสี่ยวหรงทราบดีว่ารอยแยกแห่งความโกลาหลแห่งนี้ เป็นเส้นทาง
ออกที่ใกล้ที่สุดที่จะนำพวกมันกลับไปยังภพเซียนของซิวเจ่อได้
การบุกจู่โจมของกงเหยี่ยเสี่ยวหรงเกรี้ยวกราดดุดันยิ่ง ไม่ใส่ใจกับการ
บาดเจ็บล้มตาย การต่อสู้ดุเดือดคลุ้มคลั่งผิดธรรมดา ป้อมปราการขบวน
ค่ายกลกว่าครึ่งพังพินาศย่อยยับ ซากศพสุมซ้อนกลาดเกลื่อนสนามรบ
อาวุธเวทอันเลิศล้าของกองพันเทียนหวนทรงอานุภาพไพศาล นี่ทำ
ให้พวกมันสามารถบุกจู่โจมได้หลายครั้งหลายครา
ค่ายเสวียนอู่ของม้าฝานมีช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส ป้อมปราการ
ทั้งหมดแทบจะหายไป จนกระทั่งค่ายเว่ยมาถึงค่อยสามารถรักษาแนว
ป้องกันเอาไว้ได้
Page 2 of 11
ทว่าซิวเจ่อเทียนหวนเหล่านี้คล้ายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังไม่สนใจ
ชีวิต พวกมันโหมโจมตีดุจคลุ้มคลั่งราวกับคลื่นพิโรธสาดซัดชายฝั่งไม่ขาด
สาย
กระทั่งม้าฝานยังไม่สามารถนับได้ว่าพวกมันต่อสู้ห้าหั่นกันมาแล้วกี่
รอบ
ไพร่พลค่ายเสวียนอู่เสียชีวิตไปกว่าครึ่ง ม้าฝานต้องเลือกเฟ้นไพร่พล
จากค่ายชิงหลงที่ทำหน้าที่สนับสนุนค่ายเสวียนอู่มาเติมเต็มกำลังพลของ
มันที่หายไปกว่าครึ่ง
ภายใต้สงครามอันดุเดือดบ้าคลั่งเช่นนี้ เหล่าสามเณรมือใหม่ย่อมมี
อัตราการบาดเจ็บล้มตายสูงลิบลิ่ว ค่ายชิงหลงยามนี้แทบจะหลงเหลือแต่
เพียงนาม ผู้ที่สามารถรอดชีวิตมาได้ ล้วนเป็นซิวเจ่อที่สามารถปรับตัวเข้า
กับสงครามได้เร็วกว่าผู้อื่น
แนวป้องกันของพวกมันยิ่งมายิ่งแข็งแกร่งทรหดกว่าเดิม ทุกผู้คนเริ่ม
ปรับตัวเข้ากับการต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านนี้ได้
“ไม่มีอันใดต้องหวาดกลัว!” เหลยเผิงสุ้มเสียงแหบพร่าหยาบกระด้าง
แต่ดวงตาสาดประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าในกาลก่อน กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า
“ยามนี้พวกเราสามารถเรียกได้ว่ามีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ฮ่า เทียน
หวนก็เพียงเท่านี้เอง ไม่ว่าพวกมันจะแห่กันมามากเท่าใด พวกเราก็
สามารถเชือดทิ้งได้มากเท่านั้น!”
“พวกมันไม่มีกำลังหนุน ไม่อาจทนต่อการบาดเจ็บล้มตายเช่นนี้ได้
ตลอดไป ศึกนี้เราต้องชนะอย่างแน่นอน ข้าเพียงอยากรู้ว่าแม่นางน้อยต้า
Page 3 of 11
เหรินจะให้รางวัลใหญ่อันใดกับพวกเรา” เหนียนลู่ลากเสียงเอื่อย ๆ ใบหน้า
หล่อเหลาของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินสิ่งสกปรก แต่มันก็เหมือนกับ
เหลยเผิง สองตาเป็นประกายเจิดจ้าผิดธรรมดา รอบกายมันเต็มไปด้วย
เจตจำนงกระบี่ว่ายเวียนไปมา
การศึกครั้งนี้หนักหนาสาหัส แต่หลังจากผ่านพ้นมาได้ ทั้งหมดล้วน
พลังฝีมือรุดหน้าอีกก้าวใหญ่
ไม่มีสิ่งใดเคี่ยวกรำให้ผู้คนรุดหน้าอย่างรวดเร็วได้มากไปกว่าการต่อสู้
อีกแล้ว
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเพ่งมองเศษซากป้อมปราการด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
แม่ทัพใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามได้ละทิ้งค่ายทัพหลักออกเดินทางจากไป
อย่างเร่งรีบ ว่ากันตามหลักการ นี่สมควรจะเป็นโอกาสอันดีงามที่สุด
สำหรับเทียนหวน เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มันตัดสินใจเข้าโจมตีป้อม
ปราการแห่งนี้
ไม่ว่าแม่ทัพบัญชาการศึกคนใด เมื่อต้องโจมตีป้อมปราการเช่นนี้
ล้วนไม่มีหนทางที่ดี กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเตรียมใจแต่แรกว่าทหารของมัน
จะต้องบาดเจ็บล้มตายมากมาย แต่ทว่าการต่อสู้เมื่อล่วงเลยมาจนถึงยาม
นี้ มันไม่อาจสงบใจได้อีกต่อไป
ฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งทรหดจนแทบไม่อาจจินตนาการได้!
ความแข็งแกร่งของกงซุนชา มันเคยรับทราบด้วยตัวเองมาก่อนแล้ว
มันตระหนักแน่แก่ใจว่านั่นเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่ทัดเทียมกับมัน! แต่
Page 4 of 11
จนกระทั่งถึงยามนี้ มันยังไม่อาจค้นพบแม้แต่เงาว่ากงซุนชาที่แท้สังกัดขุม
กำลังใด
เมื่อกงซุนชาละทิ้งค่ายทัพหลัก นี่เท่ากับว่าขวากหนามชิ้นโตที่สุด
สำหรับกงเหยี่ยเสี่ยวหรงถูกกวาดออกไป แม้มันจะทราบดีแก่ใจว่าการบุกจู่
โจมป้อมค่ายเช่นนี้อย่างซึ่งหน้าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างใหญ่หลวง
แต่มันยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น หากสามารถยึดป้อมค่ายแห่งนี้
มันยินดีจ่ายค่าตอบแทนทั้งมวล!
แต่แล้วขุมกำลังลึกลับนี้กลับหวดฟาดใส่มันอย่างหนักหน่วงเป็นคำ
รบสอง!
แม่ทัพบัญชาการศึกที่ไม่ทราบว่าเป็นใครภายในป้อมค่าย นับเป็นแม่
ทัพบัญชาการศึกที่ทรหดอดทนที่สุดเท่าที่มันเคยพบเห็นมา!
แม่ทัพบัญชาการกองพันนี้ไม่ได้โดดเด่นเลิศล้า เทียบกับกองพันของ
กงซุนชาแล้วเรียกได้ว่าห่างไกลสุดกู่ กงเหยี่ยเสี่ยวหรงทีแรกไม่เห็นคนผู้นี้
อยู่ในสายตา ไม่คิดว่าคนเหล่านี้จะส่งผลคุกคามมันได้ แต่แม่ทัพที่ไร้
ชื่อเสียงเรียงนามกับกองพันซึ่งไม่มีใครรู้จักนี้กลับทำให้มันต้องจ่าย
ค่าตอบแทนอย่างหนักหนาสาหัส ทั้งยังมิอาจก้าวรุดหน้าได้แม้แต่ก้าว
เดียว
พวกมันหนักแน่นมั่นคงดุจหินผา!
และกงเหยี่ยเสี่ยวหรงผู้มีจิตใจละเอียดอ่อน ยังค้นพบว่ากองพันของ
ศัตรูยิ่งมายิ่งตึงมือ ยิ่งนานยิ่งห้าวหาญชาญศึก
Page 5 of 11
หลังจากการศึกครั้งนี้ กองพันที่ไม่เป็นที่รู้จักนี้จะเปลี่ยนแปลงไป
อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นกองพันชั้นยอดที่แท้จริง
กองพันเทียนหวนของพวกมันถึงกับกลายเป็นหินลับดาบให้แก่ศัตรู
ไม่หลงเหลือความหวังจะได้ชัย ฝืนสู้ต่อไปก็รังแต่จะพินาศย่อยยับยิ่ง
กว่าเดิม
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงนิ่งเงียบงันไปนาน
มันมีพรสวรรค์ตั้งแต่วัยเยาว์ กระทั่งในสำนักใหญ่มหาอำนาจเช่น
เทียนหวนยังคงก้าวเดินอย่างราบรื่น ไม่เคยสะดุดติดขัดมาก่อน ศิษย์รุ่น
เดียวกันล้วนแล้วแต่เคารพเทิดทูนมัน บรรดาผู้อาวุโสก็ปกป้องมัน
มันไม่เคยคิดมาก่อน ว่าจะมีวันที่มันต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
พ่ายแพ้ซ้าแล้วซ้าเล่า!
มองดูกองทัพของมันที่หลงเหลือมากกว่าหนึ่งในสามเพียงเล็กน้อย
มองดูเหล่าใบหน้าซึ่งกำลังจ้องมองมายังมันด้วยสายตาสับสน กง
เหยี่ยเสี่ยวหรงพลันเจ็บปวดใจขึ้นมา
ใบหน้าของมันขาวเผือดอยู่บ้าง แต่มันทราบว่าทุกคนกำลังรอคอย
การตัดสินใจของมัน
“เราจะล่าถอย!”
เพื่อกล่าวสามคำนี้ออกมา มันแทบจะรีดเค้นเรี่ยวแรงทั่วร่างออกมา
เมื่อมู่ซีฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาเสร็จสิ้น นางพลันนิ่งครุ่นคิด
Page 6 of 11
“ต้าเหริน สมควรเข้ายึดรอยแยกแห่งความโกลาหลหรือไม่? ฝ่ายศัตรู
กำลังเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้ครั้งนี้ ยามนี้กงเหยี่ยเสี่ยวหรงล่าถอยไป
แล้ว พวกมันย่อมคลายใจและลดการระวังป้องกันลง นี่เป็นโอกาสอันดี!”
นายทัพผู้นั้นอดกล่าวไม่ได้
ชัยชนะอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศักดิ์ฐานะของมู่ซีในตระกูลไม้วัง
ทะเลสาบกลายเป็นมั่นคง ในเวลานี้นางนับเป็นแม่ทัพลำดับแรกแห่ง
ตระกูลไม้วังทะเลสาบอย่างไร้ข้อกังขา ทั้งยังมีคุณสมบัติตัดสินใจในการ
ประชุมหารือสำคัญของตระกูล
ในประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูร ไม่เคยปรากฏวีรชนอายุเยาว์คนใดที่มี
ความสำเร็จถึงขั้นนี้
มู่ซีพอฟังต้องสั่นศีรษะ “เราจะยึดมาทำอะไร? ยามนี้ยึดครอง
อาณาจักรนี้เอาไว้ได้อย่างมั่นคงก็นับว่าดีมากแล้ว อย่าได้ประเมินฝ่ายตรง
ข้ามต่าเกินไป พวกมันกระทั่งกงเหยี่ยเสี่ยวหรงยังสามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้
เรื่องนี้ยากจะกล่าวอยู่บ้าง แต่หากนับเฉพาะพลังป้องกัน มีกองทัพไม่มาก
นักที่สามารถยกขึ้นเทียบกับพวกมันได้”
เห็นนายทัพผู้นั้นมีสีหน้าไม่เห็นด้วย นางกล่าวเตือนว่า “อย่าได้
ทระนงถือดีเพียงเพราะว่ากงเหยี่ยเสี่ยวหรงเพลี่ยงพล้าให้แก่เล่ห์กล
เล็กน้อยของเรา เราไม่เคยปะทะกับกงเหยี่ยเสี่ยวหรงโดยตรงมาก่อน อย่า
ลืมว่าคนผู้นี้ทำลายล้างทัพพันธมิตรจนสิ้นซาก กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเข้มแข็ง
ยิ่งนัก”
Page 7 of 11
หลังจากขบคิดชั่วครู่ นางค่อยสั่งการว่า “เราต้องสืบสาน
ความสัมพันธ์ที่ดีกับขุมกำลังนี้ พวกมันเมื่อกล้าเป็นศัตรูกับเทียนหวน
จะต้องมีจิตปณิธานอันยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าพวกมันย่อมต้องการพันธมิตร”
“แต่พวกมันเป็นซิวเจ่อ!”
“เจ้าต้องมองดูทิศทางของกระแสประวัติศาสตร์ด้วย โลกตกสู่ห้วงกลี
ยุค รอยแยกแห่งความโกลาหลเชื่อมโยงภพซิวเจ่อ ภพอสูรและภพปิศาจ
เข้าด้วยกัน ภายในสิบปีสิ่งกีดขวางระหว่างเผ่าพันธ์ทั้งสามจะเสื่อมสลาย
ไป” มู่ซีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
นายทัพผู้นั้นยังคิดกล่าวมากกว่านี้ แต่เมื่อเห็นสายตาเข้มงวดของมู่
ซีกวาดมองมา มันก็ได้ตาสงบปากสงบคำ ออกไปดำเนินการตามคำสั่งแต่
โดยดี
มู่ซีทอดตามองตามหลังนายทัพใต้บังคับบัญชาที่ก่อนจากไปดวงตา
ยังสาดประกายไม่พอใจ นางทราบว่านางยังอายุเยาว์เกินไป แม้ว่าระยะนี้
นางจะทำศึกประสบชัยทุกครั้ง แต่ยังคงมีผู้คนในตะกูลอีกมากหลายที่ไม่
ยอมรับนับถือนาง
บางทีนางสมควรสร้างกองพันของนางเองกระมัง
ความคิดนี้พอบังเกิดขึ้น ก็ไม่อาจลบเลือนไปจากใจได้อีกเลย
ขบวนทัพดำทะมึนที่เส้นขอบฟ้าคล้ายเคลื่อนทัพอย่างเชื่องช้ายิ่ง แต่
เพียงชั่วกะพริบตาครั้งเดียว พวกมันก็ปรากฏโฉมออกมา เห็นกองทัพยาว
เหยียดประดุจหมู่เมฆที่เคลื่อนเข้าใกล้ไร้สุ้มเสียง
Page 8 of 11
ทหารปิศาจทุกนายในกองทัพนี้ล้วนมีสีหน้าไร้อารมณ์ เพียงมอง
ปราดเดียวก็ทราบว่าเป็นทหารชาญศึก ธงของตระกูลยกชูสูงลิบลิ่ว โบก
สะบัดในสายลม แทบไม่มีสุ้มเสียงใดลอยออกมาจากกองทัพขบวนนี้
ที่ใจกลางกระบวนทัพเห็นรถศึกใหญ่โตมโหฬาร สะดุดตาเป็นที่สุด
ม่านไหมสีฟ้าปลิวไสวในสายลม กระดิ่งทองแดงแขวนห้อยอยู่บนชายคา
รถศึก ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งกังวานไปไกล สัตว์ร้ายสี่ตัวที่ลากดึงรถศึกอัปลักษณ์
ดุร้ายผิดธรรมดา แต่ยืนอยู่ด้านหน้ารถศึกพวกมันล้วนค้อมศีรษะต่า เชื่อง
เชื่อจนไม่อาจเชื่องเชื่อไปกว่านี้ได้
ข้างรถศึกเป็นบุรุษร่างกำยำสี่คน แบกแคร่ไม้ไว้บนไหล่ด้วยสีหน้า
เคร่งขรึมเย็นชา บนแคร่ไม้จัดวางไว้ด้วยกระบี่สีเขียวเล่มหนึ่ง
ขณะที่แถวทัพกระจายตัวออกไป แผ่ซ่านเจตนาฆ่าฟันที่แทบสัมผัส
จับต้องได้
นครมหาสันติเงียบสงัดดุจป่าช้า ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง
ความโอ่อ่าตระการนี้ไม่ได้ทำให้จั่วม่อครั่นคร้ามยำเกรงแม้แต่น้อย
กองทัพของอวี่ไสว้กลับไม่ได้ใหญ่โตอลังการเท่าที่คิด มีเพียงแค่ราวหนึ่ง
หมื่นนายเท่านั้น
นับว่าน้อยกว่าที่มันคาดเอาไว้มาก
ในจินตนาการของมัน กองทัพของจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งสมควร
มืดฟ้ามัวดิน จอมปิศาจด่านไสว้แต่ละคน ผู้ใดไม่มีหนึ่งร้อยอาณาจักรอยู่
ใต้อาณัติของพวกมัน
Page 9 of 11
เสียกงจู่คล้ายคาดเดาความคิดของมันได้ พลันกระซิบเสียงเบาต่า
“อวี่ไสว้ระยะนี้ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการขยายดินแดน กองทัพของมันส่วนใหญ่
ถูกส่งออกไปทำศึก ดินแดนในปกครองของมันไม่เคยสงบสุขมาก่อน แต่
เจ้าต้องระวัง กององครักษ์หยาดพิรุณนี้เป็นกองพันที่เลิศล้าที่สุดใต้ร่มธง
ของอวี่ไสว้ ข้ามิอาจช่วยเหลืออันใดเจ้าได้ ระมัดระวังให้มาก”
ฟังจากถ้อยคำแผ่วเบาแต่ร้อนรนเหล่านี้ จั่วม่อค่อยเข้าใจหลายสิ่ง
หลายอย่าง มันยังได้ยินร่องรอยห่วงใยกังวลในสุ้มเสียงของนาง จึง
ปลอบใจนางว่า “ไม่ต้องวิตก ข้าย่อมมีหนทางรับมือของข้าเอง!”
เสียกงจู่กัดฟันกล่าวว่า “หากช่วยไม่ได้จริง ๆ ให้มอบกรงเล็บพิฆาต
มังกรให้แก่มัน”
น้าใจของโฉมสะคราญนางนี้ ทำให้จั่วม่ออดรู้สึกอบอุ่นใจไม่ได้ แต่พอ
หวนคิดถึงสายใยสามพันอาวรณ์ที่ผสานรวมเข้ามาในกายมัน ต้องลอบฝืน
ยิ้มเจื่อนขม สายใยสามพันอาวรณ์รัดพันกรงเล็บพิฆาตมังกรแนบแน่น ไม่
ว่ามันจะพยายามอย่างไรของวิเศษชิ้นนี้ก็ไม่ยอมคลายออก คล้ายไม่คิด
ปลดปล่อยกรงเล็ยพิฆาตมังกรให้เป็นอิสระ
ต่อให้มันอยากมอบกรงเล็บสังหารมังกรให้กับผู้อื่น มันก็ไม่มีปัญญา
กระทำได้
“อย่าห่วงเลย อย่าห่วงเลย” จั่วม่อยิ้มพลางปลอบโยนนาง
ซู่หลงกับพวกกลับสู่ข้างกายจั่วม่อ ทุกคนตื่นตัวอย่างเต็มที่
พลังสภาวะของกองทัพอวี่ไสว้สะกดข่มผู้คนทั้งหมด แม้แต่หมิงฮุยกับ
กองโจรของมันยังอดหน้าเปลี่ยนสีไม่ได้ กองโจรตระกูลหมิงที่มันเพียร
Page 10 of 11
สร้างขึ้นไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แต่มันเพิ่งประสบความพ่ายแพ้อย่างน่า
อนาถ ยามนี้เมื่อได้เผชิญกับกองกำลังที่กล้าแข็งที่สุดของอวี่ไสว้ด้วย
สายตาตัวเอง มันในที่สุดค่อยเข้าใจว่ายอดกองทัพที่แท้จริงเป็นเช่นไร!
ต่อหน้ากองทัพที่ตั้งกระบวนอย่างเข้มงวดงดงามนี้ กองโจรตระกูลห
มิงของมันก็สมแล้วที่ถูกเรียกขานว่า ‘กองโจร!’
ก่อนหน้านี้มันยังคงหลงเข้าใจว่า ผู้คนยิ่งมาช่วงชิงกรงเล็บพิฆาต
มังกรมากมายเท่าใด มันก็ยิ่งมีโอกาสจับปลาตอนน้าขุ่นมากเท่านั้น แต่
เมื่ออวี่ไสว้มาพร้อมกับกององครักษ์หยาดพิรุณ มันก็ทราบว่ากรงเล็บ
พิฆาตมังกร ไม่มีทางรอดพ้นจากเงื้อมมือของอวี่ไสว้ไปได้
มิหนำซ้ากลุ่มคนที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ดังเช่นกองโจรตระกูลหมิง อวี่ไสว้
ย่อมจะไม่ปล่อยให้หลุดรอดไปได้
หมิงฮุยสีหน้ากลับกลายเป็นไม่หลงเหลือความมั่นใจอีกเลย
Page 11 of 11