สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 638 ถงเซียนเซิง
พลังสภาวะของกององครักษ์หยาดพิรุณข่มขู่คุกคามทุกผู้คน
รถศึกที่ล้อมรอบไปด้วยม่านไหมสะบัดพลิ้ว ดูราวกับสัตว์ร้ายบรรพ กาล
กำลังทอดตามองโลกหล้าอย่างเหยียดหยันทุกสรรพสิ่งเหล่าแม่ทัพ นายก
องห้อมล้อมรถศึก บรรดาไพร่พลตั้งกระบวนทัพเรียงรายแน่นขนัด ดุจ
ต้นไม้ในป่าทึบ มีเพียงรังสีฆ่าฟันอันเงียบงันและแรงกดดันไร้สภาพ
ประหนึ่งเมฆตะกั่วหนักหน่วงกดทับครอบคลุมลงมา บันดาลให้ผู้คนแทบ
หายใจไม่ออก
จั่วม่อดวงตาสาดประกายคมกล้าดุจกระบี่ มิได้หวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้แต่
น้อย
“เสนอกรงเล็บพิฆาตมังกรออกมา เจ้าจะได้รับการละเว้นชีวิต!”
สุ่มเสียงทรงอำนาจดังกังวานออกมาจากภายในรถศึก คล้ายแฝงไว้ ด้วย
พลังประหลาดที่สามารถหยั่งซึ้งถึงจิตใจผู้คน
“เจ้าจะได้รับการละเว้นชีวิต!” กององครักษ์หยาดพิรุณตวาดกึกก้องอย่าง
พร้อมเพรียง ทุกผู้คน คล้ายถูกหวดฟาดกลางศีรษะในเวลาเดียวกันคลื่น
เจตนาฆ่าฟันอันหนัก หน่วงไพศาลประหนึ่งหิมะถล่มยอดเขาทลาย กวาด
วาบออกไปทุกทิศทุก
กระทั่งยอดยุทธ์ระดับจูเข่อยังสีหน้าแปรเปลี่ยน หมิงฮุยกับพวกยิ่ง หน้าซีด
เผือด
จั่วม่อดวงตากระจ่างจ้า สีหน้าไม่สะทกสะท้าน ราวกับว่ามันไม่ได้ยิน
เสียงตวาดที่แกร่งกร้าวเกรียงไกรของคนนับหมื่นนั้น
เงียบกริบ นครมหาสันติอันกว้างใหญ่กลายเป็นเงียบกริบดุจป่าช้า
ทุกคนต้องหันไปมองจั่วม่ออย่างช่วยไม่ได้ หลายคนยังมีสีหน้ายินดีใน
คราเคราะห์ของมัน ควรทราบว่ากรงเล็บพิฆาตมังกรเป็นศาสตรามารชั้น
นภา เป็นยอดศาสตราที่ปิศาจทุกรูปทุกนามล้วนใฝ่ฝัน จั่วม่อเมื่อได้
ครอบครองกรงเล็บพิฆาตมังกร ไม่ทราบมีปิศาจมากมายเท่าใดต้องอิจฉา
ริษยา
ยามนี้อวี่ไสว้นำทัพกององครักษ์หยาดพิรุณมาด้วยตัวเอง หากบอก ว่า
เซี่ยวม่อเกอยังสามารถก่อกวนคลื่นลมอันใดได้ ย่อมไม่มีผู้ใดยินยอม เชื่อ
แล้ว
“จริงรึ?” จั่วม่อคล้ายรำพึงกับตัวเองเบา ๆ ถึงแม้ว่าสุ่มเสียงของมัน ไม่ดัง
กลับสะท้อนก้องไปรอบบริเวณ ทุกผู้คนล้วนได้ยินถนัดชัดเจน
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา ผู้คนล้วนงงงันวูบ จากนั้นสายตาผู้คน มากมาย
ทอแววเหลือเชื่อ เซี่ยวม่อเกอ…คิดต่อต้านแข็งขึ้นเช่นนั้นหรือ?
ไม่ยอมสยบ? กระทั่งอวี่ไสว้มาด้วยตัวเอง เซี่ยวม่อเกอยังกล้าไม่ยอม
สยบ?
คนผู้นี้ไม่คิดมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร?
ถ้อยคำของจั่วม่อทำเอาขุนทหารกององครักษ์หยาดพิรุณตะลึงลาน ยาม
กะทันหันถึงกับไม่เข้าใจว่าคนผู้นี้กล่าวอันใดออกมา แต่ในไม่ช้า ใบหน้า
ของพวกมันก็เต็มไปด้วยความเดือดดาล
ช่างเหิมเกริมนัก! ถึงกับบังอาจกระด้างกระเดื่องต่ออวี่ไสว้!
ตัวอวี่ไสว้เองไม่เอ่ยคำใด แต่บรรดาบริวารของมันไหนเลยจะทานทน ได้
คนผู้หนึ่งร้องตวาดเสียงเย็นชา
“เป็นไร? เพียงเพราะท่านแม่ทัพ ใหญ่อวี่รักถนอมอัจฉริยบุรุษจึงยินยอม
ละเว้นชีวิตน้อย ๆ ของเจ้า! จง สำนึกตัวให้ดี นำเสนอกรงเล็บพิฆาตมังกร
เป็นบรรณาการ และสาบานว่า จะจงรักภักดีต่ออวี่ไสว้ คนตํ่าต้อยเยี่ยงมด
ปลวกเช่นเจ้า อาศัยคุณสมบัติ ใดมาคู่ควรกับของวิเศษเยี่ยงกรงเล็บ
พิฆาตมังกร!”
ซู่หลงกับพวกทั้งหลายใบหน้าเคร่งเครียดเย็นชาลงทันที ไฟโทสะ แทบ
ปะทุออกมา
จั่วม่อยังคงไม่สะทกสะท้าน มุมปากหยักโค้งเล็กน้อยเป็นรอยยิ้ม เหยียด
หยันดูแคลน ขณะที่แค่นเสียง “หาที่ตาย!”
ทุกผู้คนตกตะลึงพรึงเพริดแล้ว
เซียวมอเกอใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่? มันถึงกับ…กล้ากล่าวต่อคนของ อวี่
ไสว้ว่าหาที่ตาย?
เสียกงจู่หน้าขาวเผือดจนน่าเวทนา นางเม้มปากแน่นจนแทบจะห้อ เลือด
ในดวงตานางเต็มไปด้วยความกังวลเร้นลึก
แทบจะในเวลาเดียวกันกับที่วาจาอันอุกอาจขู่ขวัญคนทั้งหมด ประกาย
แสงสีม่วงพลันลุกวาบในดวงตาของอากุย มือขวาของนางตวัดวูบ ทำท่า
คว้าจับใส่ปิศาจใต้ร่มธงอวี่ไสว้ผู้นั้นแต่ไกล
แกรก!
เสียงกระดูกแตกหักดังสดใส ในความเงียบสงัดดุจป่าช้า เสียงนี้ฟัง ถนัด
ชัดเจนจนน่าสยองใจ
ปิศาจผู้นั้นดวงตาถลนกว้าง วาจาที่เตรียมจะตอบโต้ขลุกขลักอยู่ใน ลำคอ
จากนั้นลำคอของมันพับลงด้วยแง่มุมอันแปลกประหลาด ยังไม่ทันจะเอ่ย
คำใดออกมา ก็ร่วงลิ่วลงจากฟากฟ้าดุจก้อนหินไร้ค่าก้อนหนึ่ง
ซี้ด!
เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บดังสะท้านทั่วบริเวณ ทุกคนหันไป มอง
อากุ้ยที่ข้างกายจ้ามออย่างหวาดสะพรึง สตรีนางนี้รูปโฉมอัปลักษณ์ ขัด
ตายิ่ง มักจะคอยติดตามอยู่ข้างกายเซี่ยวม่อเกอตลอดเวลา แต่ไม่มีผู้ใด
เคยเห็นนางลงมือ ครั้งเดียวที่นางต่อสู้กับผู้คน คือเมื่อครั้งที่นางผนึกกำลัง
กับเขิงเหลียนเอ๋อร์คุ้มกันจั่วมอจากการจู่โจมของหลินเชียน
แต่การลงมือฆ่าคนอย่างฉับพลันครั้งนี้ ยังทรงพลังอำนาจกว่าเมื่อ ครั้งที่
นางต่อสู้กับหลินเชียนเสียอีก
หรือว่าก่อนหน้านี้นางยังมิใช่สำแดงพลังฝีมือที่แท้จริง?
จูเข่อกับพวกทั้งหลายยังมีสีหน้าสะท้านหวั่นไหว พวกมันลอบ อัศจรรย์ใจ
สุดระงับ
แต่สิ่งที่คนจำนวนมากไม่อาจเข้าใจได้ ก็คือเซี่ยวม่อเกอคล้ายไม่หวั่น เกรง
ต่อการเผชิญหน้ากับอวี่ไสว้แม้แต่น้อย มันกระทั่งกล้ากล่าวยอกย้อน
ต่ออวี่ไสว้ หรือว่าฉากหลังของคนผู้นี้เป็นขุมกำลังที่ทรงพลังอำนาจ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจผู้คนถ้วนหน้า จากนั้นพวกมันต้องสั่นศีรษะ ทอด
ถอนใจ ไม่ว่าฉากหลังของเซี่ยวม่อเกอจะทรงพลังอำนาจสักปานใด ใน
ชั่วขณะนี้ล้วนไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น เนื่องเพราะนํ้าไกลไหนเลยจะสามารถ
ดับไฟใกล้ได้ทันท่วงที
อวี่ไสว้นำทัพกององครักษ์หยาดพิรุณหนึ่งหมื่นนาย นอกเสียจากว่า จอม
ทัพด่านไสว้อีกผู้หนึ่งนำกองกำลังส่วนตัวมาด้วยตนเอง มิฉะนั้นล้วน เปล่า
ประโยชน์
การตกตายอย่างน่าอนาถของสหายผู้หนึ่ง จุดไฟโทสะของบรรดา
องครักษ์หยาดพิรุณให้ลุกฮือโหม กระทั้งผู้ที่สงบเยือกเย็นที่สุดยังไม่อาจ
สะกดกลั้นเพลิงพิโรธของพวกมันได้
บุรุษร่างใหญ่เคราคมผู้หนึ่งก้าวออกมา ประสานมือคำนับต่อรถศึก กล่าว
อย่างเดือดดาลว่า “จู่ซ่าง! (นายเหนือ) บริวารขออาสาสั่งสอนเจ้าคนเถื่อน
ผู้นี้”
คนอื่น ๆ ก้าวตามมา ร้องตวาดอย่างพรักพร้อม “บริวารก็ขออาสา ออก
ศึก!”
อีกหลายคนพากันก้าวตามออกมา ล้วนอาสาสู้ศึกอย่างองอาจหาญกล้า
ความเย่อหยิ่งถือดีของจั่วม่อและการฆ่าคนซึ่งหน้าโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด ของ
อาปุย สำหรับคนของกององครักษ์หยาดพิรุณที่มักจะมีดวงตาสูงส่งอยู่
เหนือศีรษะไหนเลยจะทานทนรับได้ ยามนี้พากันเดือดดาลเป็นการใหญ่
“คนผู้หนึ่งหากมีพรสวรรค์ มันย่อมสามารถถือดี ไม่นับว่าผิดอันใด” สุ่ม
เสียงของอวี่ไสว้ดังกังวานออกมาจากรถศึก “กล้วก็แต่ว่าความถือดีของ
มันยิ่งใหญ่กว่าฝีมือ นั่นก็ไม่ดีแล้ว เราผู้เป็นเจ้าไม่มีความอดทนต่อคน
เช่นนั้น เจ้าในเมื่ออาสาขอสู้ศึก เช่นนั้นก็ไปเถอะ หากได้ชัยเราจะตบ
รางวัลให้ แต่หากเจ้าพ่ายแพ้ต่อมัน เจ้าจะต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของมัน”
ถ้อยคำพอกล่าวออกมา เหล่าแม่ทัพนายกองหันมามองหน้ากัน พวก มัน
ที่อาสาออกศึกก็เพื่อระบายความคับข้องใจ แต่มิใช่ว่าพวกมันมีความ
เชื่อมั่นอันใด ไม่ว่าผู้ใดล้วนหวาดระแวงต่อการโจมตีที่ลี้ลับสุดหยั่งคาด
ของอากุ่ย
แต่จากกาจาประกาศิตของจู่ซ่าง หากพวกมันพ่ายแพ้จริง กลับต้อง
สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อเซี่ยวม่อเกอ ผลลัพธ์เช่นนี้ร้ายแรงเกินรับไหว ยิ่ง
ไปกว่านั้น พวกมันล้วนฟังออกว่าอารมณ์ชื่นชมอัจฉริยบุรุษของจู่เหริน
(เจ้านาย) พวกมันถูกสะกิดขึ้น ท้ายที่สุดเซี่ยวม่อเกออาจต้องจบลงภายใต้
ร่มธงของจู่เหริน
ส่วนพวกมันหากพ่ายแพ้ก็กลับกลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเซี่ยว ม่อเก
ออีกที นั่นจะให้ยินยอมรับได้อย่างไร
พวกมันล้วนทราบความชื่นชอบต่อเหล่าอัจฉริยะของจู่เหรินเป็น อย่างดี
เซี่ยวม่อเกอหากมีพรสวรรค์อยู่บ้างดังคำเล่าลือ ต่อให้กระทำ ผิดพลาดไป
บ้าง จู่เหรินจึงไม่ติดใจเอาความกับเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้
หากพวกมันต้องสาบานตนจงรักภักดีต่อเซี่ยวม่อเกอ นั่นยังจะเลวร้ายยิ่ง
กว่าฆ่าพวกมันทิ้งเสียอีก
ในความอับจน สายตาของพวกมันล้วนกวาดมองไปยังบรุษที่ข้างรถ ศึกผู้
หนึ่งโดยไม่รู้ตัว เต็มไปด้วยแวววิงวอนร้องขอ
บุรุษร่างใหญ่นั้นสูงยิ่ง บนศีรษะประดับด้วยเส้นผมสั้นแข็งดุ้งลวด เหล็ก
รูปโฉมไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา แต่สายตาเยือกเย็นผิดธรรมดา พลัง
สภาวะหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา ภายใต้สายตาร้องของความ ช่วยเหลือ
ของคนเหล่านั้นต้องฝืนยิ้มอย่างอับจนปัญญา จากนั้นค่อยหันมา ค้อม
กายคารวะต่อรถศึก กล่าวด้วยส้มเสียงอ่อนน้อม “จู่ซ่าง บริวารรู้สึก คันไม้
คันมือ ต้องการชมดูฝีมือของเซี่ยวม่อเกอสักท่าสองท่า จู่ซ่างโปรด
อนุญาตให้บริวารออกศึก”
“อ้อ ถงเซียนเซิงแทบจะไม่เคยสนใจความสามารถของผู้ใดมาก่อน นี่
นับว่าน่าสนุกสนานแล้ว น่าสนุกสนานมากแล้ว” เสียงหัวร่อเบา ๆ ดัง
ออกมาจากรถศึก ถงเซียนเซิงผู้นี้เป็นหนึ่งในบุคคลที่อวี่ไสว้ไว้วางใจเป็น
ที่สุด ดังนั้นอวี่ไสว้กล่าวแค่เพียงว่า “เช่นนั้นเราผู้เป็นเจ้าจะรอชมดูความ
สนุกสนาน”
“ขอบคุณจู่ซ่าง” ถงเซียนเซิงค้อมคำนับต่อรถศึกอีกเล็กน้อย
จากนั้นมันยึดตัวตรง หมุนตัวกลับมา พอเห็นสีหน้าปิติยินดีของเหล่า แม่
ทัพนายกอง ต้องสั่นศีรษะอย่างระอาใจ มันผู้นี้มากนํ้าใจไมตรี มี
ความสัมพันธ์อันดีในหมู่แม่ทัพนายกองทั้งหมด ไม่อาจปฏิเสธบอกปัดการ
ร้องขอความช่วยเหลือของพวกมันได้ รอจนมันหันไปเผชิญหน้ากับเซียว
ม่อเกอ มองดูกรงเล็บพิฆาตมังกรที่สะพายอยู่บนหลังของบุรุษหนุ่ม
ดวงตา อดร้อนผ่าวขึ้นมาไม่ได้
มันพลันยกเท้าขวาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างเรื่อยเปื่อย แต่แล้ว
ภายใต้สายตาของทุกผู้คน ร่างของมันพลันหายวับไปโดยไร้ร่องรอย ราว
กับเคลื่อนย้ายข้ามผ่านช่องมิติ
วู้ม ถงเซียนเซิงปรากฏตัวออกมาจากอากาศธาตุ
เพียงท่าเท้าอันลี้ลับพิสดารนี้ ก็บันดาลให้ผู้คนต้องสูดลมหายใจอย่าง
หนาวเหน็บ
ยอดฝีมือไม่ว่ายกมือวางเท้า ผู้คนจะสามารถมองเห็นระดับฝีมือของ มัน
ได้
ท่าเท้าที่ดูคล้ายเรียบง่ายของถงเซียนเซิงนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจพบ
ร่องรอยการสั่นไหวใด ๆ ท่ามกลางกลุ่มคนที่ชมดูอยู่โดยรอบยังมีผู้ที่
ฝึกปรือวิชาเนตรปิศาจบางชนิด แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจค้นพบร่องรอยของ
หนึ่งย่างก้าวนี้ได้
จูเซ่อ ชางเยวียนฮ่าวและเหล่ายอดยุทธ์ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยน มีเพียง
ยอดฝีมือที่บรรลุถึงพลังเขตแดนเช่นพวกมันจึงสามารถตรวจจับร่องรอย
เบาบางของหนึ่งย่างก้าวนี้ได้ นี่สมควรเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับพลังเขต
แดนประเภทหนึ่ง
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงทันควัน เบื้องหลังของหนึ่งย่างก้าวอันลี้ลับนี้ มัน
ไม่อาจเข้าใจได้
แต่เผชิญกับสายตาท้าทายของถงเซียนเซิง จั่วม่อไม่หวาดหวั่นพรั่น พรึง
แม้แต่น้อย
หลายวันมานี้เส้นประสาทของมันตึงเครียดเขม็งเกลียวยิ่ง สายตา
คาดหวังนับหมื่นนับแสนคู่พากันจ้องมองมัน บันดาลให้มันรู้สึกราวกับ
เชือกที่ถูกดึงตึงเปรี้ยะจนแทบขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ ภายใต้แรงกดดันที่คน
เหล่านี้วางทับลงบนร่างมัน มันต้องวางแผนการและคาดคำนวณทุกสิ่ง
อย่างเงียบ ๆ
มันแบกรับทุกอย่างไว้อย่างเงียบงัน จิตใจอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อย แต่มัน ก็
ยังคงต้องดิ้นรนฝืนยืนหยัด
ทว่าในที่สุดมันก็ทำสำเร็จ ซึ่งความจริงนับตั้งแต่เปิดฉากต่อสู้กับ กองโจร
ตระกูลหมิง จิตใจของมันพลันสงบเยือกเย็นลง บรรลุสู่สภาวะใหม่
บททดสอบของหลายวันมานี้ ประดุจหินลับมีดที่คอยขัดเกลาลับคม มัน
แต่คราวนี้สิ่งที่ถูกขัดเกลามิใช่สังขารปิศาจของมันอีก แต่เป็นความคิด
จิตใจของมัน!
โดยไม่รู้ตัว ความคิดจิตใจของมันแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ กลายเป็น
ประเปรียวและกร้าวแกร่งกว่าเดิม!
มันไม่หลงเหลือความคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย ไม่สับสน ไม่หวาดหวั่น แม้ว่า
กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มันไม่อาจหยั่งคำนวณได้ จิตใจของมันก็ไม่สั่น
ไหวแม้แต่น้อย
จั่วม่อกระชับสายใยสามพันอาวรณ์ในมือแน่น ตระเตรียมก้าวออกไป รับ
ศึก แต่แล้วทันใดนั้นร่างงามที่ข้างกายมันกลับหายวับไปดเงาภูตพราย
เป็นเขิงเหลียนเอ๋อร์!
จั่วมอแปลกใจอยู่บ้าง วันนี้เขิงเหลียนเอ๋อร์ดูจะกระเหี้ยนกระหือรือ ต่อการ
ต่อสู้มากเป็นพิเศษ
หนึ่งบุรุษร่างใหญ่ หนึ่งสตรีอ้อนแอ้นบอบบาง เผชิญหน้ากันกลาง เวหา
ท่าเท้าของถงเซียนเซ็งสง่าผ่าเผย เขิงเหลียนเอ๋อร์งดงามเย้ายวน เป็นสอง
สำนึกที่ผิดแผกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งสองล้วนเต็มไปด้วย เหลี่ยมมุม
ที่อันตราย
ถงเซียนเชิงแย้มยิ้มเล็กน้อย “แม่นางท่านนี้ฝีมือไม่เลว แต่ผู้น้องคิด
รับทราบฝีมือของเซี่ยวมือเกอ แม่นางสามารถเปิดทางให้หรือไม่?”
แม้ว่ามันจะกล่าวเกรงอกเกรงใจ แต่ความหมายในถ้อยคำย่อมบอก ซัด
เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า เรียกเซี่ยวม่อเกอออกมาจะดีกว่า
เขิงเหลียนเอ๋อร์ยืนแน่วนิ่ง ไม่มีความคิดหลีกเลี่ยงดังที่อีกฝ่าย ต้องการ ชุด
ยาวสีแดงฉานประดุจกุหลาบแดงบานสะพรั่งกลางเวหา รูป โฉมงาม
สะคราญปานล่มเมือง ดวงตาสุกใสเป็นประกาย แต่กลับแผ่ซ่าน กลิ่นอาย
ลี้ลับเลือนรางดุจนางพรายออกมาจากร่าง เมื่อสองเอกลักษณ์ที่ขัดแย้งกัน
สุดขั้วนี้ผสานรวมเข้าด้วยกัน ความงามของนางก็แทบจะ กลายเป็นความ
งามที่ข้ามพ้นไปจากโลกปุถุชน
ดวงตาดำขลับประดุจนิลลึกลํ้าสุดหยั่ง ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ย สุ่ม เสียง
เบาหวิวราวกับหมอกควัน แต่ถ้อยคำเผ็ดร้อนยิ่ง “นี่มิได้ขึ้นอยู่กับเจ้า เป็น
ผู้กำหนด”
กล่าวจบคำ มือขาวผ่องพลิกวูบ แขนเสื้อยาวสะบัดพลิ้วเป็นระลอก
ถงเซียนเซิงใบหน้าทอแววเคร่งขรึมจริงจัง มันยกมือ สะบัดฟาดฝ่า มือใส่
เขิงเหลียนเอ๋อร์อย่างหักโหม!
กระบวนท่าของทั้งคู่ดูคล้ายเนิบช้า ปราศจากสำนึกฆ่าฟัน ประหนึ่ง ว่า
พวกมันกำลังร่ายรำหรือมิฉะนั้นก็ซักซ้อมกระบวนท่ากันเล่น ๆ ก็มิปาน
ทว่าท้องฟ้าในวงต่อสู้ของพวกมันพลันบิดเบี้ยว จากนั้นกระแสพลัง เริ่มก่อ
ตัว กวาดซัดออกมาเป็นระลอก
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตายิ่งมายิ่งลี้ลับเลือนราง ภายใต้ชุดยาวสีแดงสด
แผนผังปิศาจสีขาวนวลประหนึ่งมวลบุปผาค่อย ๆ แย้มบานสะพรั่งบน
ผิวพรรณขาวผ่องเรียบเนียนของนาง เรือนร่างบอบบางดูนิ่มนิ่มยืนหยุดดุจ
ไร้กระดูกร่ายรำด้วยจังหวะจะโคนอันแปลกพิสดาร ราวกับอสรพิษขาวที่
งดงามตัวหนึ่ง
ถงเซียนเชิงใบหน้าไม่เหลือเค้าปลอดโปร่งสบายใจอีก ผมเผ้าลุกชี้ชัน จน
สุดปลาย ทุกส่วนบนร่างอัดแน่นไปด้วยพลังอย่างเปี่ยมล้น ฝ่ามือขวา ของ
มันคล้ายลากบางสิ่งที่หนักหน่วงสุดบรรยาย ริมฝ่ามือขวาคล้ายค่อย ๆ
เลือนหายไปด้วยระดับความเร็วที่เชื่องช้ายิ่ง ราวกับว่าฝ่ามือของมันกำลัง
จมลงไปในห้วงมิติความว่างเปล่า
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยคลื่นพลังโหมซัดทุกทิศทาง เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา ใน
บัดดล สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ฟองอากาศน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน พลันปรากฏออกมาจากอากาศธาตุ
ภายในชั่วพริบตาเดียว พื้นที่ในวงต่อสู้ของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วย ฟองอากาศ
ประหลาดเหล่านี้ ฟองอากาศที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่ากำปั้น ส่วน
ฟองอากาศที่เล็กที่สุดเท่ากับปลายเข็มเท่านั้น เล็กจนแทบสังเกตไม่ พบ
พวกมันพอผุดออกมาจากอากาศธาตุก็ลอยค้างนิ่งอยู่กลางเวหาอย่าง
พิสดาร
พวกมันไม่ต่างจากฟองอากาศทั่วไป ธรรมดาสามัญเป็นที่สุด ภายใต้
แสงแดดแผดกล้า เหล่ฟองอากาศคล้ายสะท้อนภาพของโลกโลกียะ