สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 639 จันทราเทวะจุติสู่โลกหล้า
ดวงตาอันน่าหลงใหลคู่นั้นทอประกายด้วยแสงจันทร์
เพียะ! ฟองอากาศรอบกายคนทั้งสองแตกระเบิดอย่างพร้อมเพรียง
สายลมคมกริบกระโชกอย่างเร่งร้อน ปกคลุมคู่ต่อสู้ทั้งสองในชั่วพริบตา
ทว่ากระแสลมอันทรงพลังเหล่านี้ยังไม่อาจระคายผิวยอดยุทธ์ทั้งสอง รอบ
กายถงเซียนเซิงคล้ายมีกำแพงล่องหนแผ่กางในระยะสองจิ้ง หยุดยั้ง
กระแสลมเหล่านี้เอาไว้ ส่วนเขิงเหลียนเอ๋อร์ราวกับไม่มีตัวตน กระแสลม
กระโชกผ่านร่างกายนางอย่างง่ายดาย ร่างงดงามดุจเงาจันทร์สะท้อนใน
วารี สั่นไหวกระเพื่อมยิ่งมายิ่งเลือนรางพร่ามัว คล้ายไม่มีเรือนร่างนั้นอยู่
จริง
ถงเซียนเซิงเพ่งมองอย่างจดจ่อ มันยกมือทำท่าตะกุยใส่เขิงเหลียนเอ๋อร์แต่
ไกล
รอยประทับฝ่ามือดำทมิฬพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของมัน จากนั้นแปร
เปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอกดำพุ่งลิ่วเข้าหาเขิงเหลียนเอ๋อร์ คล้ายมีเสียงสัตว์
ร้ายมากมายนับไม่ถ้วนกรีดร้องโหยหวนออกมาจากภายในหมอกดำ เสียง
คำรามกึกก้องกัมปนาทอยู่ในอากาศ ทุกผู้คนพอฟังให้รู้สึกขนหัวลุกชี้ชั้น
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาทอประกายน่าลุ่มหลง เผยอริมฝีปากเล็กน้อย สูด
หายใจลึก
“จันทรา!” แขนเสื้อยาวของนางวะบัดพลิ้วเบา ๆ ราวกับม่านไหม
ท้องฟ้ารอบกายนางจู่ ๆ กลับกลายเป็นมืดมิด จันทร์เสี้ยวดวงหนึ่ง ลอย
ขึ้นเบื้องหลังนาง จันทร์เสี้ยววงนี้มีส่วนสูงพ้นศีรษะนางเล็กน้อย เปล่ง
เสียงเยือกเย็นนวลใย
เขิงเหลียนเอ๋อร์ลิงโลดยินดีสุดระงับจันทราเทวะในที่สุดก็ปรากฏขึ้น!
มรดกวิชาพลังเทพจันทราที่นางรับสืบทอดมานั้น แม้ค่อนข้าง สมบูรณ์ แต่
ส่วนสำคัญหลายส่วนหายสาบสูญไป ทายาทแต่ละรุ่นล้วน พากเพียร
พยายามทุกวิถีทาง เฝ้าค้นหาวิธีการที่จะฟื้นฟูวิชาพลังเทพ จันทราให้
สมบูรณ์พร้อม แต่ความคืบหน้าน้อยนิดเพียงแค่คืบ กระทั่งการ ฝึกปรือ
บำเพ็ญเพียรของพวกมันยังรุดหน้าไปด้วยอัตราที่ยากลำบากยิ่ง
จันทราเทวะ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของการฝึกปรือในช่วงกลาง เพื่อไป
ถึงอีกระดับหนึ่งกลับหายสาบสูญไปเนิ่นนานแล้ว
แต่บัดนี้ในเงื้อมมือของเขิงเหลียนเอ๋อร์ ในที่สุดจันทราเทวะก็หวนคืน สู่
โลกหล้าอีกคำรบ
เชิงเหลียนเอ๋อร์มีพรสวรรค์เด่น นางทั้งพากเพียรฝึกปรือตั้งแต่ยัง เยาว์วัย
นับตั้งแต่ติดตามจั่วม่อออกสู่โลกกว้าง นางเผชิญการต่อสู้หลายครั้งหลาย
หน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประมือกับหลินเชียน เป็นประโยชน์ ต่อนางนับ
อเนกอนันต์
แรงกดดันของถงเซียนเซิงอันร้ายกาจคุกคามนางเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยัง เป็น
เหตุที่ช่วยหนุนส่งให้นางบรรลุจันทราเทวะ
“จันทราเทวะ!” สุ่มเสียงเย็นเยียบดังออกมาจากหลังม่านไหม อวี่ไสว้
กล่าวอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง “เขิงเหลียนเอ๋อร์ที่แท้ฝึกปรือพลังเทพ เรา
ผู้เป็นเจ้าแทบจะกระทำผิดพลาดไปแล้ว”
เหล่าแม่ทัพนายกองรอบรถศึกสะท้านขึ้นทั้งร่าง ใบหน้าทอแวว อัศจรรย์
ใจ
พลังเทพ! ที่แท้นี่ก็คือพลังเทพ
จันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้าดูคล้ายข้ามผ่านกาลเวลามาจากยุคบรรพกาล เนิ่น
นานนับอสงไขย
“จู่ซ่า” ยอดยุทธ์บางคนร้องเรียกอย่างตื่นเต้นสุดระงับ “อย่าปล่อยให้นาง
หลุดรอดไปได้” อวี่ไสว้กำชับเสียงขรึม
หญิงรับใช้วัยกลางคนที่อยู่ข้างกายเสียกงจู่เหม่อมองอย่างเลื่อนลอย ปาก
เอ่ยคล้ายรำพึงกับตัวเอง “จันทราเทวะ! ที่แท้พลังเทพที่แท้จริงเป็น เช่นนี้
เอง!”
นางเฝ้าค้นหามานานหลายสิบปี วางแผนมานานปีจนกระทั่งบรรลุถึง ชาย
ขอบ ก่อนหน้านี้นางเองก็ค้นพบว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์ฝึกปรือพลังเทพ แต่รอ
จนนางเห็นจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้าวงนั้น ในปากค่อยมีรสชาติขมขื่น
เมื่อจันทราเทวะปรากฏขึ้น นั่นหมายความว่าพลังเทพของเขิงเหลียน เอ๋อร์
เดินไปในวิถีทางที่ถูกต้อง!
เสียกงจู่ดวงตาทอแววประหลาด นางเหลียวมองไปยังเซี่ยวม่อเกอ ตาม
สัญชาตญาณ
นางดวงตาเป็นประกายวาบ นางพบว่าร่างของจั่วม่อสะท้านขึ้น เล็กน้อย
จนแทบสังเกตไม่เห็น ทั้งสีหน้ายังแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
รู้สึกถึงสายตาของเสียกงจู่ จั่วม่อหันกลับมามองนาง ตาต่อตา ประสาน
สบกันนิ่ง
เสียกงจู่ค้นพบประกายปิติยินดีในดวงตาของจั่วม่อ
เปี้ยหานไม่แยแสสนใจการต่อสู้ที่ระเบิดศึกอย่างดุเดือดบนท้องฟ้า สำหรับ
แม่ทัพบัญชาการศึกเยี่ยงมันที่มุ่งเน้นการควบคุมกองทัพ การประมือด้วย
พลังส่วนบุคคลไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ กองพันบาปเคราะห์ของมันแทบ
ทั้งหมดมีพลังฝีมือเท่าเทียมกัน ไม่มียอดฝีมือที่เข้มแข็งกว่าผู้อื่น แต่มัน
สามารถทุ่มเทกำลังของตน รีดเค้นเอาพลังทั้งหมดของกองพันบาป
เคราะห์ออกมาได้ถึงขีดสูงสุด
ตลอดระยะเวลายาวนานที่มันอยู่กับกองพันบาปเคราะห์ นี่ยังกลับ
กลายเป็นนิสัยหรือมิฉะนั้นก็เป็นสำนึกการต่อสู้ของมันเอง
การต่อสู้บนท้องฟ้าแม้ดุเดือดรุนแรง แต่ไม่อาจดึงดูดสายตาของมัน แม้แต่
ชั่วแวบ สองตามันเอาแต่กวาดมองกององครักษ์หยาดพิรุณอย่าง ละเอียด
รอบคอบ ราวกับสุนัขป่ามากเล่ห์เฝ้าหาช่องว่างที่จะจู่โจมสังหาร
มันหาได้หวาดกลัวกององครักษ์หยาดพิรุณแม้แต่น้อยไม่
วันคืนที่ผ่านมาของมันแม้คล้ายถูกกักขังจองจำอยู่ในคุก แต่วัดเสวียน คง
จะอย่างไรก็เป็นหนึ่งในสี่มหาสำนักแห่งภพซิวเจ่อ กระทั่งคู่ต่อสู้ที่ทาง
สำนักส่งมาสะกดข่มมันยังต้องเป็นชนชั้นระดับเจียงเจือ เมื่อเติบใหญ่
ขึ้นมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เปี่ยหานย่อมไม่หวั่นเกรงต่อกองพันที่แม้แต่
ชื่อมันก็ยังไม่เคยได้ยินนี้ ต่อให้ผู้นำของอีกฝ่ายจะเป็นจอมปีศาจด้านไสว้
ก็ตาม
หลังจากนับสิบปีของความหนาวเหน็บทนทุกข์ทรมาน หัวใจของมัน แกร่ง
กระด้างดั่งหินผาแต่แรก
ในขณะที่ผู้คนทั้งหลายถูกชื่อเสียงของอวี่ไสว้ขู่ขวัญจนแม้แต่จะขยับ ตัว
ยังไม่กล้า เปี้ยหานกลับสอดส่ายสายตามองดูกองพันใหญ่ตรงหน้า อย่าง
ไม่หยุดยั้ง เฝ้าค้นหาช่องว่างรอยโหว่ที่มันจะบุกทะลวงเข่นฆ่าเข้าไป
ลำพังกองโจรตระกูลหมิงอันตํ่าต้อยยังไม่สามารถดับความหิว กระหาย
ของมัน มันประหนึ่งพญาราชสีห์ที่ถูกจองจำเอาไว้เนิ่นนานเกินไป โถม
ทะยานออกจากกรง โหยหาการต่อสู้ที่สามารถสนองตอบต่อพลังอัน
เกรียงไกรและความกระหายเลือดของมันได้!
ในดวงตาหรี่แคบดุจคมมีดสาดประกายวูบ
รอจนมันพบเห็นหน่วยเล็ก ๆ ของกององครักษ์หยาดพิรุณค่อย ๆ แยกตัว
ออกมา ลอบขยับเคลื่อนไหวไปยังปีกข้างโดยที่ไม่มีผู้ใดทันได้ สังเกตเห็น
ดวงตามันพลันเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยียบ
หลังจากขบคิดชั่วแวบพลันเข้าใจจิตเจตนาของฝ่ายตรงข้ามศัตรู กำลังวาง
กำลังโอบล้อมเขิงเหลียนเอ่อร์ ปิดสกัดเส้นทางไม่ให้นางหลบหนี ไปได้
แม้ว่าข้อสันนิษฐานนี้จะน่าหัวร่ออยู่บ้าง เพราะไม่ว่ามองจากมุมใด เชิง
เหลียนเอ๋อร์ก็ดูเหมือนจะไม่มีทางหลบหนีไปได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่เปี้ยหาน
ก็ไม่รีรอลังเล มันเชื่อมั่นในการคาดเดาของตน ดวงตาหรี่แคบค่อย ๆ
กวาดสำรวจตำแหน่งที่ทหารหน่วยนั้นเคลื่อนทัพไป และยิ่งทำให้มัน
เชื่อมั่นในข้อสันนิษฐานของตนมากขึ้นอีก
ความเคลื่อนไหวของทหารหน่วยนี้ไม่สะกิดความสนใจของผู้ใด ท่ามกลาง
ขบวนทัพแน่นขนัดละลานตา ยากจะตรวจพบการโยกย้าย ตำแหน่งของ
ทหารกองเล็ก ๆ นี้ได้ ต่อให้แม่ทัพบัญชาการศึกคนอื่น ๆ ค้นพบการ
โยกย้ายตำแหน่งนี้ แต่ไม่นานพวกมันก็จะมองข้ามไป ใน กองทัพขนาด
ใหญ่เช่นนี้ การเปลี่ยนตำแหน่งโยกย้ายกำลังพลของคนพัน คนไม่ใช่เรื่อง
ที่น่าสนใจจดจำแต่อย่างใด
แต่เปี้ยหานสนใจ ดวงตาของมันหรี่แคบกว่าเดิม รังสีฆ่าฟันสาดวาบ
ดวงตา แต่ซ่อนเร้นเอาไว้ด้วยเปลือกตาที่หลุบลงจนแทบจะปิด
หากดูผิวเผิน นี่ก็แค่การย้ายตำแหน่งเคลื่อนกำลังที่ไม่มีสิ่งใด สลักสำคัญ
แต่เปี้ยหานสนอกสนใจยิ่ง
มันเร่งคำนวณการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลของ การ
เปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อยนี้
แม่ทัพบัญชาการศึกซิวเจ่อมีฝีมือมากที่สุดในการหยั่งคำนวณ ใน ฐานะ
หนึ่งในแม่ทัพชั้นสุดยอด ฝีมือหยั่งคำนวณของเปี้ยหานเรียกได้ว่าน่า
สะพรึงกลัว ในใจมันยามนี้กำลังวาดเป็นมโนภาพ กององครักษ์หยาด
พิรุณ ที่ไร้การเคลื่อนไหวกำลังเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มัน
กำลัง คาดคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดออกมา
การเปลี่ยนแปลงของหน่วยทหารเล็ก ๆ นี้ เป็นเหตุให้ใจกลาง กระบวนทัพ
อันแน่นขนัดกลับเบาบางลงหนึ่งในสิบ
สังเกตเห็นบรรดายอดยุทธ์ที่ข้างรถศึกเพ่งมองการต่อสู้บนฟากฟ้า อย่าง
ตึงเครียด เปี้ยหานคล้ายพยัคผีร้ายที่สุดได้กลิ่นอายของเหยื่อ
มันตื่นเต้นเร้าใจเล็กน้อย แต่สายตาของมันยิ่งมายิ่งลึกลํ้า สมาธิจิตใจ ยิ่ง
จดจ่อกว่าเดิม
มันบังเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้า “โอกาสกำลังคืบคลานเข้าหามันอย่าง
ช้า ๆ!
การต่อสู้บนฟากฟ้าไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว
หมอกทมิฬของถงเซียนเซิง ที่คล้ายประกอบขึ้นจากสัตว์ร้ายกู่คำราม นับ
ไม่ถ้วน ภายใต้แสงจันทราเทวะของเขิงเหลียนเอ๋อร์ มันกำลังสลายไป
อย่างรวดเร็วราวกับแผ่นนํ้าแข็งที่ถูกนํ้าเดือดเทราดใส่
ถงเซียนเซิงสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล
ทันใดนั้นโลหิตหยดหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากหว่างคิ้ว พุ่งลิ่วเข้าสู่มือ ของ
มัน
แม้ว่าจะเป็นเพียงโลหิตหนึ่งหยด แต่ฝ่ามือของมันกลับดูราวกับว่า ห่อหุ้ม
ด้วยโลหิต ฝ่ามืออาบโลหิตยกขึ้นสูง ถงเซียนเซิงสีหน้าเปลี่ยนเป็น หนักอึ้ง
เคร่งขรึม
“ฝ่ามือเนตรหน้าผา!”
ท้องฟ้าเหนือเขิงเหลียนเอ๋อร์มืดทะมึน นางเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหน้า ผาสูง
ชันหลายร้อยจิ้งถล่มลงมาใส่นางด้วยความเร็วอันน่าสะท้านใจ!
ซี้ด!
ผู้คนที่เบื้องล่างมองเห็นภาพนี้ถนัดขัดเจน พากันสูดลงหายใจอย่าง หนาว
เหน็บ
ภูเขาลูกนี้มีรูปร่างคล้ายฝ่ามือคน ปรากฏเส้นสีแดงดุจลายมือ มองเห็นได้
ชัดตา สิ่งที่น่าหวาดสะพรึงที่สุดบนหน้าผารูปฝ่ามือนี้ คือดวงตา สีแดง
เลือดดวงมหึมาที่อยู่บนฝ่ามือ
ไม่ว่าผู้ใดหากถูกดวงตาปิศาจร้ายนี้กวาดมองผ่าน ล้วนรู้สึกโลหิตใน กาย
แทบจะแข็งตัว!
กระทั่งหญิงรับใช้วัยกลางคนและเหล่ายอดยุทธ์ยังเผยสีหน้าอัศจรรย์ ใจ
พวกมันไม่ทราบว่าดวงตาโลหิตนั้นมีพลังอันใด แต่ลำพังสภาวะขุนเขา
ถล่มทับก็เพียงพอจะบันดาลให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกมันไม่มีทางต่อต้านแข็งขึ้น
“เขตแดนฝ่ามือดวงเนตรอันร้ายกาจ!” จูเข่อร้องชมเชย ในใจลอบตื่น
ตระหนก
เขตแดนฝ่ามือดวงเนตรถือกำเนิดจากทักษะปิศาจฝ่ามือดวงเนตรนี้ เป็น
ทักษะปิศาจที่ลี้ลับและยากจะพบพาน ผู้คนเพียงฝึกปรือหนึ่งฝ่ามือ หนึ่ง
ดวงตา กระทั่งจูเข่อผู้รอบรู้กว้างขวางยังเพียงได้ยินได้ฟังแต่ค่าเล่าลือ
เท่านั้น ทว่าถงเซียนเซิงที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามนี้ เห็นได้ว่าฝึกปรือทักษะ
ปิศาจอันลี้ลับสุดหยั่งนี้ไปถึงขั้นลึกลํ้า ความเข้าใจในเขตแดนของมันแทบ
จะอยู่เหนือจินตนาการของผู้คน
แม้เฝ้าชมดูจากที่ห่างไกล จูเข่อเมื่อมองเห็นฝ่ามือเนตรหน้าผาและ สัมผัส
พลังสภาวะสุดแกร่งกร้าวนั้น มันถึงกับรู้สึกว่าหัวใจเต้นรัวเร็ว กว่าเดิม
“ในประวัติศาสตร์ของทักษะปิศาจฝ่ามือดวงเนตรเห็นจะไม่มีผู้ใด
สามารถเหนือไปกว่าถงเซียนเซิงอีก ในมือของมัน ทักษะปิศาจที่ไม่มีใด
โดดเด่นถึงกันเปล่งประกายเจิดจ้าถึงเพียงนี้ ชวนให้ผู้คนอดทอดถอน
ชมเชยไม่ได้จริงๆ” ปิศาจเขาเดียวที่ยืนอยู่ข้างรถศึกกล่าวอย่างชื่นชม
คนผู้นี้เรียกว่าเซี่ยงตง ร่างใหญ่โตมหึมาของมันปกคลุมด้วยเกราะ หนา
สิ่งที่ชวนให้ผู้คนสนใจใคร่รู้มากที่สุด ก็คือเกราะเหล่านี้คล้ายจะงอก เงย
ออกมาจากร่างกายของมันเอง
“ผู้ที่ไม่มีความพากเพียรและอดทนอดกลั้น ย่อมไม่อาจกระทำเช่น มันได้”
อีกคนหนึ่งชื่นชมถงเซียนเซิงเช่นกัน คนผู้นี้ดวงตาแคบเรียว นัยน์ตาเย็น
เยือก บนแผ่นหลังประดับด้วยปีกโปร่งใสประดุจแก้วคู่หนึ่ง มัน เรียก
ว่าเฉียนชิง เป็นหนึ่งในยอดยุทธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดใต้สังกัดของอวี่ไสว้
“หวังว่าสตรีนางนั้นคงไม่ถึงกับตกตายภายใต้กระบวนท่านี้กระมัง” เซี่ย
งตงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ข้าคาดหวังว่าจะได้ลองตรวจสอบพลังเทพดูสัก
ครา!”
เฉียนชิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าวว่า “พลังเทพเป็นเพียงตำนาน
โบราณเท่านั้น”
อย่างไรก็ตาม คนทั้งสองปากแม้กล่าววาจา แต่สายตาไม่คลาดคลา จาก
การต่อสู้แม้แต่แวบเดียว ยากนักที่จะได้เห็นถงเซียนเซิงลงมือต่อสู้กับ
ผู้คน ปกติมันเอาแต่เจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ในสังกัดของอวี่ไสว้ ทั้งยังมาก
นํ้าใจไมตรี มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกผู้คน แทบไม่มีโอกาสได้ชมดูการ
ต่อสู้ของมันเลย
ภายใต้ร่มธงของอวี่ไสว้มียอดยุทธ์มากมาย กระทั่งที่แข็งแกร่งกว่า พวก
มันก็ยังมี ส่วนใหญ่มักต้องประชันขันแข่งกันอยู่เสมอ
ฝ่ามือเนตรหน้าผาเป็นไม้ตายก้นหีบของถงเซียนเซิง พวกมันแม้เคย ได้ยิน
ชื่อ แต่ไม่เคยพบเห็นกับตามาก่อน ครั้งนี้ย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะได้ ชมดู
พลังของมัน!
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมายังนางเป็นตาเดียว แต่เขิงเหลียนเอ๋อร์หา ได้
แตกตื่นลนลานไม่
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด เสี้ยวจันทร์วงนั้นกลับมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า นาง
แล้ว
ดวงตาคู่งามเคลือบคลุมด้วยชั้นหมอกบางๆ แขนเสื้อยาวของนาง ร่ายรำ
สะบัดพลิ้ว ส้มเสียงอ่อนหวานเลื่อนลอยของนางคล้ายชำแรกผ่าน เข้าไป
ในจิตใจทุกผู้คน
“เยวี่ยเอ๋อร์เอย เยวี่ยเอ๋อร์ เปิด!”
จันทร์เสี้ยวพลันหมุนคว้างเป็นวงกลมรอบกายนาง จากนั้นฟาดฟัน ใส่ฝ่า
มือเนตรหน้าผาที่ถล่มทับลงมาอย่างหักโหม
ไม่มีซุ้มเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนใด
ฝ่ามือเนตรหน้าผาอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง ถูกฟันขาดเป็นสองเสี่ยง ไม่
ต่างจากเต้าหู้ก้อนหนึ่ง!
ถงเซียนเซิงตัวแข็งที่อ สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง “เยวี่ยเอ๋อร์เอย เยวี่ย
เอ๋อร์ ทลาย!”
จันทร์เสี้ยวหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน เปลี่ยนเป็นประกายแสงพร่าง พราวผืน
หนึ่งร่างอันงดงามของเขิงเหลียนเอ๋อร์ถูกกลืนหายไปภายใต้แสง จันทรา
พริบตาดุจประกายไฟ บนฝ่ามือเนตรหน้าผาพลันปรากฏรอยเส้นตรง นับ
ไม่ถ้วนตัดไขว้ไปมา
ถึงเซียนเชิงใบหน้าบัดเดี๋ยวแดง… บัดเดี๋ยวขาวซีด ดวงตาเบิกกว้าง อย่าง
เหลือเชื่อ
พรูด!
*เยวี่ย – ดวงจันทร์ เอ้อร์ ใกล้เคียงกับคำว่าหนของไทยในที่นี้เขิงเหลียน
เอ๋อร์คล้ายจะเรียกอย่างสนิทสนม หนูจันทร์ ลูกจันทร์ อะไรทำนองนี้อีก
อย่างเอ๋อร์เป็นคำเดียวกับเอ้อร์ในชื่อของนางเอง
ใบหน้าขาวเผือดเหมือนคนตาย ถงเซียนเซิงกระอักโลหิตเป็นฟูฝอย ร่วง
ลิ่วลงจากฟากฟ้า
ในเวลานี้เอง ฝ่ามือเนตรหน้าผาพลันถล่มทลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรย
ปรายลงมาเป็นห่าพิรุณ แต่ละชิ้นปรากฏรอยตัดราบเรียบดุจผิวกระจก
ทั่วทั้งสมรภูมิรบเงียบกริบดุจป่าช้า!