สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 641 ปู้หลี14
หลัวหลีดูเหมือนอยู่ในความฝันอันกระจ่างชัด
เป็นความฝันที่แปลกประหลาดยิ่ง มันล่วงรู้ว่าตัวมันเองกำลังฝัน แต่
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งความจริง กลับกระจ่างชัดอยู่ตรงหน้า มัน
สามารถได้ยินเสียงหายใจของศิษย์น้องหญิงเสี่ยวกั่วกับศิษย์น้องหญิงหลี่
อิงฟ่ง มันสามารถสัมผัสถึงอณูเล็กจ้อยที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ มันสามารถ
รู้สึกถึงกระแสอากาศไหลเวียนในที่ห่างออกไปสิบลี้ ซึ่งลำพังแค่มองยัง
แทบจะมองไม่เห็น ทุกสรรพสิ่งคล้ายไหลผ่านมันไปในชั่ววิบตา มันยังรู้สึก
ถึงพลังแห่งธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ภายใต้พื้นปฐพี… …
รายละเอียดของโลกภายนอก บุกรุกเข้ามาภายในความรู้สึกของมัน
อย่างเงียบ ๆ ผ่านทางดวงตาแห่งจิตของมัน
ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันมีเพียงความมืดมิด ความมืดมิดเป็นแผ่นผืนที่
เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย
มันตายไปแล้ว!
ชิ้นส่วนของความรู้สึกรับรู้ที่ยังหลงเหลือในใจมัน พร่าบอกต่อมัน
เช่นนี้ไม่ทราบว่ากี่วันมาแล้ว
นับตั้งแต่แรกเริ่ม มันจมอยู่ในโลกอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วย
รายละเอียดนี้ มันเฝ้าสำรวจตรวจดู ทุกสรรพสิ่งที่บังเกิดขึ้นรอบข้างไม่
14 หลัวหลี – พลัดพรากแยกจาก หว่อหลี – แยกตัวเอง ปู้หลี – ไม่แยกจาก
Page 1 of 12
อาจหลุดรอดไปจาก ‘ดวงตา’ ของมันได้ แม้ว่ามันจะมองไม่เห็นสิ่งใดเลยก็
ตาม แต่รอจนค่อย ๆ ช่าชองชำนาญในทักษะฝีมือชนิดนี้ หรืออาจเรียกว่า
เคล็ดวิชาลับอันพิเศษเฉพาะวิชานี้ ความฝันมรณะสีดำทมิฬยังคงไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
หลัวหลีไม่เคยลืมเลือนเหตุผลที่มันมาอยู่ที่นี่
เงาร่างงดงามที่ยังเฝ้าหลอกหลอนหัวใจมัน พลันปรากฏขึ้นท่ามกลาง
ความมืดมิดในความฝันของมัน
มันเพียรพยายามทุกวิถีทาง เพื่อเพิ่มเติมสีสันลงไปในความฝันมรณะ
สีดำทมิฬ มันสร้างสีสันขึ้นมา เพื่อแตะแต้มขีดวาดลงบนเงาร่างที่มันไม่
อาจลืมเลือน
รอจนสีสันเสี้ยวสุดท้ายแตะแต้มลงไปในดวงตาของหว่อหลี หว่อหลีที่
แข็งทื่อดุจหุ่นไม้พลันกลับกลายเป็นมีชีวิต
เงาร่างสูงสง่าเยือกเย็นประดุจดอกบัวตูมค่อย ๆ แย้มบาน ดวงตา
กระจ่างจ้าแฝงเร้นกลิ่นอายฆ่าฟันเลือนราง นางมองดูหลัวหลีด้วยสายตา
ซับซ้อน ริมฝีปากอิ่มเผยอแย้ม เอื้อนเอ่ยลำนำขับขาน “ข้าอยู่ เจ้าตาย นี่
คือการแยกจาก!”
ตูม!
ประหนึ่งสายฟ้าฟาดกลางแจ้ง คล้ายมีบางสิ่งหวดใส่ศีรษะของหลัว
หลีอย่างถนัดถนี่
โลกมืดมิดสีดำทะมึนเริ่มพังทลาย มันรู้สึกราวกับว่าร่างกายของตน
กลับกลายเป็นโปร่งใส ส่วนร่างของหว่อหลีค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นมีตัวตน
Page 2 of 12
ความมืดพุ่งเข้ามาควบรวมกันอย่างบ้าคลั่งตรงกึ่งกลางระหว่างคนทั้งสอง
ก่อตัวเป็นโซ่สีดำที่มีปลายข้างหนึ่งยึดติดอยู่บนร่างของหลัวหลี ส่วนปลาย
อีกข้างหนึ่งเชื่อมต่อกับร่างกายของหว่อหลี
ในใจหลัวหลีบังเกิดความเข้าใจประการหนึ่ง ความปลาบปลื้มยินดี
พลันพลุ่งขึ้นท่วมท้นในใจ
กุญแจเป็นตาย ที่แท้นี่ก็คือกุญแจเป็นตาย!
ไม่ถูกต้อง มันรู้สึกว่านาม ‘กุญแจเป็นตาย’ ยังไม่ค่อยเหมาะสมนัก ดู
ท่ายอดคนที่คิดค้นเคล็ดวิชานี้ขึ้นมาก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงใดขึ้นในภายหลัง
มันฉุกใจวูบ พลันชี้ไปที่โซ่สีดำ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “โซ่นี้เรียกว่า
ปู้หลี!”
หว่อหลีพอได้ยินประโยคนี้ ร่างพลันสะท้านขึ้นเบา ๆ ดวงตาเย็น
เยือกของนางนุ่มนวลลง เจตจำนงกระบี่ห่อหุ้มห่มคลุมทั่วร่างอันงดงาม ริม
ฝีปากเอื้อยเอ่ยลำนำอีกครา “พลัดพรากแยกจาก หนึ่งอยู่หนึ่งตาย สอง
หัวใจเชื่อมโยงผูกพัน ไม่เคยพลัดพราก เวียนว่ายตายเกิด ร้อยชาติพันภพ
ไม่แยกจากกัน”
ลำนำขับขานพอสิ้นสุดลง ลวดลายอักขระอันซับซ้อนจำนวนนับไม่
ถ้วนพลันพวยพุ่งออกจากร่างของคนทั้งสอง แยกย้ายกระจายตัวไปตาม
สายโซ่ อักขระที่ออกมาจากร่างของหลัวหลีเปล่งประกายมืดมนอนธกาล
ในขณะที่อักขระจากร่างของหว่อหลีสาดแสงสีขาวกระจ่างตา พลังงานทั้ง
สองสายเชื่อมโยงหลอมรวมกันอยู่ที่กึ่งกลางของสายโซ่
Page 3 of 12
ติง!
สายโซ่สั่นสะท้าน แล้วพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ห่วงข้อโลหะ
เหล่านี้กลับกลายเป็นเงื่อนปมผูกพัน เป็นด้ายแดงแห่งชะตากรรมที่ผูกรัด
คนทั้งสองชั่วนิรันดร์กาล
เส้นด้ายแดงค่อย ๆ กลายเป็นจางลง จนกระทั่งเลือนหายไปกับตา
แต่หลัวหลีสามารถรู้สึกถึงเส้นด้ายแดงได้โดยง่าย มันทราบว่านับแต่
นี้ไป ชะตากรรมของมันจะผูกพันอยู่กับชะตากรรมของหว่อหลีไปตลอด
กาล แม้กระทั่งความตายยังไม่อาจพลัดพรากพวกมันจากกัน.
มันยังทราบว่ามันไม่ใช่คนมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว
แต่ในใจของมันมีแต่ความสุขสำราญ
ได้พบนางอีกครั้งก็คุ้มค่าแล้ว อื่นใดหาได้สำคัญไม่
ปีกโปร่งใสบนแผ่นหลังของเฉียนชิงสั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูงยิ่ง
คลื่นโปร่งใสไร้รูปลักษณ์ชนิดหนึ่งยึดถือเฉียนชิงเป็นจุดศูนย์กลาง แผ่ซัด
ออกรอบข้างในชั่วพริบตา
รอจนคลื่นระลอกแรกแผ่ซัดใกล้เข้ามา เซี่ยงตงผู้อยู่ไม่ห่างจากเฉีย
นชิงพลันรับรู้ถึงอานุภาพที่แฝงเร้นอยู่ภายใน รีบดีดกายล่าถอยเร็วรี่!
คลื่นโปร่งใสนี้บางเบาดุจเส้นผมลอยละล่องอยู่ในอากาศ
Page 4 of 12
คลื่นโปร่งใสระลอกแรกพอกวาดซัดถูกทหารยันต์ทองคำดำ ร่างของ
มันสว่างวาบอย่างฉับพลัน ลวดลายอักขระค่ายกลคล้ายถูกปลุกเร้าอย่าง
รุนแรง พวยพุ่งออกมาจากผิวสีทองคำดำไม่ขาดสาย
ทหารยันต์ทองคำดำรอยยิ้มไม่แยแสบนใบหน้าสลายวับ สายตากลับ
กลายเป็นยะเยียบเย็นชาในบัดดล
วิชาคลื่นเสียง!
ระลอกคลื่นที่ดูคล้ายไม่มีพิษมีภัยเหล่านี้ เป็นการจู่โจมด้วยคลื่นเสียง
ที่ทรงอานุภาพสุดขั้ว!
‘ม่านไหมจักจั่น!’
นี่คือนามของสังขารปิศาจที่เฉียนชิงฝึกปรือสำเร็จ นอกจากตัวมันเอง
แล้วไม่มีผู้ใดล่วงรู้อีก ในตระกูลปิศาจจักจั่นจรัสเวิ้งว้าง วิชาคลื่นเสียงเป็น
เพียงฝีมือส่วนน้อยเท่านั้น แต่ ‘ม่านไหมจักจั่น’ ของมันทรงพลานุภาพยิ่ง
แท้ที่จริงแล้ววิชาพลังคลื่นเสียงยากจะเข้าใจได้ จึงมีผู้ฝึกปรือไม่มากนัก
อู่อวี้ที่ข้างรถศึกครางอืมม์อย่างประหลาดใจเล็กน้อย “ในแขนเสื้อ
ของเฉียนชิงถึงกับมีฝีมือเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย ดูท่าจะมีหวังได้ชัยอยู่บ้าง”
“ปิศาจจักจั่นจรัสเวิ้งว้างเคยเป็นสายเลือดสูงศักดิ์ เมื่อครั้งกระโน้น
พวกมันทรงพลังอำนาจยิ่ง แม้ว่าปัจจุบันจะเสื่อมทรุดลงไปมาก พวกมัน
ยังคงมีของวิเศษอยู่ในมือไม่น้อย วิชาคลื่นเสียงนี้ไม่เลวเลย ดูท่าการชุบ
เลี้ยงมันจะยังคงมีคุณค่าอยู่” อวี่ไสว้กล่าวเสียงแผ่วเบา
อู่อวี้ผงกศีรษะพลางกล่าว “ข้าจะคอยระวังเพื่อช่วยเหลือเฉียนชิงได้
ทันการณ์ หุ่นเชิดปิศาจตนนี้เลิศล้าโดยแท้ หากจู่ซ่างสามารถรับตัวเซี่ยว
Page 5 of 12
ม่อเกอเข้าสังกัด จะมีคุณค่าเทียบเท่ากับองครักษ์หยาดพิรุณคนอื่น ๆ ทั้ง
เก้าคน!”
อวี่ไสว้หวั่นไหวใจไม่น้อย แต่ยังคงไม่เอ่ยคำใด
การต่อสู้บนท้องฟ้ายิ่งมายิ่งดุเดือดรุนแรง
อักขระโบราณบนฝ่ามือของทหารยันต์ทองคำดำกล้าแกร่งทนทานยิ่ง
พลังคลื่นเสียงต่อให้คมกล้ายิ่งกว่ากระบี่บินยังถูกฝ่ามือของมันฟันขาด
เป็นเสี่ยง ๆ
แต่ม่านไหมจักจั่นยังคงห้อมล้อมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง อย่างไม่มีที่
สิ้นสุด
เฉียนชิงโคจรพลังสังขารปิศาจขึ้นไปถึงขอบเขตสูงสุด ไม่ออมรั้งสิ่งใด
ไว้เบื้องหลัง ปีกโปร่งใสบนแผ่นหลังยิ่งมายิ่งสะบัดอย่างเร่งร้อนขึ้นทุก
ขณะ กลับกลายเป็นพร่าเลือน จนกระทั่งกลายเป็นแสงสว่างผืนหนึ่ง
ม่านไหมจักจั่นทวีพลังขึ้นเป็นลำดับ ผนึกรวมตัวหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้นเอง ทหารยันต์ทองคำดำริมฝีปากผุดรอยยิ้มประหลาดลี้ลับ
วูบหนึ่ง
รอยยิ้มประหลาดลี้ลับพอปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฉยเมยของมัน กลับ
กลายเป็นยิ่งน่าขนพองสยองเกล้ากว่าเดิม
มันพลันพ่นลมออกจากปากเฮือกใหญ่ จากนั้นอ้าปากดูดอย่างเกรี้ยว
กราด!
ซู๊ด!
Page 6 of 12
ราวกับปลาวาฬดูดน้า ม่านไหมจักจั่นที่ลอยแน่นขนัดอยู่ในอากาศ
พลันม้วนตัวเป็นเกลียว ไหลบ่าเข้าไปในปากของทหารยันต์ทองคำดำ
อย่างบ้าคลั่ง!
เพียงชั่วกะพริบตาเดียว ม่านไหมจักจั่นทั้งหมดในอากาศก็หายวับไป
สิ้น ราวกับว่ามีใครกวาดล้างพวกมันออกไปอย่างตั้งอกตั้งใจ
เอิ๊ก!
ทหารยันต์ทองคำดำส่งเสียงเรอดังลั่นอย่างอิ่มอกอิ่มใจ จากนั้นแสยะ
ยิ้มแยกเขี้ยว ยักคิ้วให้แก่เฉียนชิง พลางถามอย่างกะลิ้มกะเหลี่ยว่า “พี่ชาย
มีอีกหรือไม่?”
เฉียนชิงได้แต่เหม่อมองอย่างโง่งม
เซี่ยงตงไม่คาดฝันว่าการที่มันล่าถอยหลบเลี่ยงจากพลังคลื่นเสียง
ของเฉียนชิง จะเป็นเหตุให้อากุ่ยเปิดฉากลงมือจู่โจมมันทันควัน
สตรีประหลาดนางนี้จู่ ๆ ปรากฏขึ้นข้างกายมันราวกับเงาภูตพราย
เริ่มการต่อสู้โดยไม่บอกกล่าว เซี่ยงตงปฏิกิริยารวดเร็ว ทราบดีว่าอากุ่ยน่า
สะพรึงกลัวปานใด ยามคับขันไม่ลนลาน จี้ดรรชนีใส่อากุ่ยอย่างทันท่วงที
ลำแสงสีเขียวสดใสพลันพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว กรีดจู่โจมเข้าหา
อากุ่ยในระยะประชิด!
อากุ่ยเหยียบย่าเท้าเปล่าลงบนอากาศธาตุ จากนั้นร่างของนางหาย
วับไปกับตา
ปัง!
Page 7 of 12
เซี่ยงตงคล้ายถูกหวดฟาดด้วยค้อนหนักหน่วงเท่าขุนเขา ร่างสะท้าน
ขึ้นอย่างรุนแรง ต้องกระแทกเท้าถอยหลังไปหลายก้าว
มันมีสีหน้าน่าเกลียดยิ่ง มันทราบดีว่าอากุ่ยยากรับมือยิ่งกว่าทหาร
ยันต์ทองคำดำ แต่รอจนได้ประมือกับนางจริง ๆ มันค่อยล่วงรู้ว่าอากุ่ยยัง
ยากรับมือยิ่งกว่าที่มันคิดเอาไว้มาก
การโจมตีของอีกฝ่ายไม่เคยมีเค้าลางล่วงหน้า ทั้งเต็มไปด้วยพลัง
ประหลาดที่ไม่อาจคาดคำนวณได้
แกรก ชุดเกราะบนแผ่นหลังของมันปรากฏรอยปริแตกขึ้น
เซี่ยงตงผู้นี้เป็นปิศาจเต่าเขียวจากอาณาจักรทะเลตะวันออก
กระดองเต่าของมันแข็งแกร่งทนทานจนกระบี่บินมิอาจระคาย เกือบจะ
เป็นชุดเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคปัจจุบัน มันเอาชีวิตรอดมาจากการศึก
นับครั้งไม่ถ้วนได้ก็ด้วยการพึ่งพาอาศัยชุดเกราะที่ไม่มีวันบุบสลายนี้เอง
ค่อย ๆ เติบโตกล้าแข็งจนกระทั่งมีศักดิ์ฐานะเช่นทุกวันนี้
แต่ว่า… …
มันมองดูอากุ่ยด้วยสายตาประหวั่นพรึงพรึง กระทั่งชุดเกราะที่ไม่เคย
แตกร้าวมาก่อน ยังถึงกับถูกการโจมตีที่คล้ายเรียบง่ายของสตรีประหลาด
นี้กระแทกใส่จนปริแตก!
บัดซบ!
ทว่าอากุ่ยไม่มีทีท่าว่าจะใจดีมีเมตตา สองมือของนางยังคงโหมซัดไม่
ขาดสาย
ปัง ปัง ปัง!
Page 8 of 12
การจู่โจมอันทรงอานุภาพกระหน่าซัดใส่เซี่ยงตงดุจห่าฝน
ทุกหมัดเท้าฝ่ามือที่ประเคนเข้าใส่ เซี่ยงตงร่างสะท้านขึ้นเป็นระลอก
หลังจากทนรับการโจมตีต่อเนื่องไม่ขาดสาย ร่างของมันสะบัดเริดไปมา
เหมือนลูกเต๋าถูกเขย่า มันไม่ว่าจะถอยหนีไปทิศทางใดการโจมตีของอากุ่ย
ล้วนรอรับมันอยู่แล้ว โดยไม่เคยพลาดเป้า
อากุ่ยยามที่ฟาดฝ่ามือใส่กลางอากาศ พลังสีม่วงในดวงตานางสาด
ประกายโชติช่วง ทว่าสายตาของนางไม่เคยมองเซี่ยงตง แต่จับนิ่งอยู่ที่
จั่วม่อ
ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความห่วงกังวล!
จั่วม่อรู้สึกได้ถึงสายตาห่วงกังวลของอากุ่ย แต่มันในยามนี้ไม่มีปัญญา
ตอบสนอง ภายในร่างกายมันบังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง พลัง
เทพและสังขารปิศาจของมันกำลังหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์!
พลังรูปเกลียวเล็ก ๆ แต่ละเส้นสาย ไหลผ่านไปทั่วร่างกายมันดั่งหิน
หลอมเหลวอันร้อนระอุ
แผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์ทั้งสิบ ประหนึ่งดวงสุริยันเจิดจรัส แผด
เผาด้วยพลังแข็งกล้าและความร้อนอันชวนสะท้านใจ
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อยิ่งประหลาดใจยิ่ง คือพลังเหล่านี้โคจรอย่างแช่มช้า
ไปตามเส้นทางอันเป็นเอกลักษณ์
แต่จั่วม่อไม่มีเวลากระทั่งจะปลาบปลื้มยินดี มีแต่ความตื่นตะลึง เนื่อง
เพราะมันเพิ่งจะค้นพบวิธีการที่แท้จริงในการใช้อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา!
Page 9 of 12
โคจรหมุนเวียน!
เป็นการโคจรหมุนเวียน!
เมื่อดวงอาทิตย์ทั้งสิบโคจรหมุนเวียน พลังอันแกร่งกร้าวไพศาลก็อัด
แน่นทะลักล้นอยู่ภายในกายมัน
พลังนี้ผิดแผกแตกต่างจากอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาที่มันเคยเข้าใจมา
ก่อน เต็มไปด้วยพลังสุดหยางสุดแกร่งกร้าว แต่กลับมิได้อหังการสยบโลก
หล้าเช่นเดิม กลับกว้างใหญ่ไพศาลดุจห้วงสมุทร อบอุ่นอ่อนโยนปาน
แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่ง
จั่วม่อโคจรพลังเขตแดนสวรรค์สิบอีกาที่ยังแปลกหน้าสำหรับมันไป
ตามจิตใต้สำนึก พลังหยางอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ไหลทะลักเข้าสู่เขตแดน
สวรรค์สิบอีกาอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น ดวงอาทิตย์ทั้งสิบยิ่งหมุนวนเร่งร้อนกว่าเดิม!
พลังที่ไหลเข้าสู่เขตแดนสวรรค์สิบอีกา ยิ่งทะลักทลายมากขึ้น
จั่วม่อดูเหมือนเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง เขตแดนสวรรค์สิบอีกาพองตัวอย่าง
รวดเร็ว กวาดวาบออกทุกทิศทางในบัดดล รอจนเติบโตได้ระดับหนึ่งก็ไม่
ขยายตัวอีกต่อไป แต่การโคจรหมุนวนของดวงอาทิตย์ทั้งสิบไม่เคยหยุดนิ่ง
พลังมากมายมหาศาลยังคงหลากล้นเข้าไปในเขตแดนสวรรค์สิบอีกาอย่าง
ต่อเนื่อง
ความเข้าใจสายหนึ่งค่อย ๆ กระจ่างขึ้นในใจ
ในแง่หนึ่ง ดวงอาทิตย์ร้อนแรงสูงส่งเหนือผู้ใด แต่ในอีกทางหนึ่ง
ความร้อนของมันก็ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
Page 10 of 12
ดวงอาทิตย์เป็นต้นกำเนิดแห่งสรรพชีวิต!
ประโยคนี้เมื่อผุดขึ้นในใจ ร่างกายของจั่วม่อพลันสะท้านขึ้นพร้อม
กัน!
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาที่อัดแน่นไปด้วยพลัง เริ่มบังเกิดการ
เปลี่ยนแปลงเป็นคำรบสอง
พลังชีวิตแผ่ทะลักอย่างฉับพลัน ต้นหญ้าเขียวงอกเงยขึ้น พวกมัน
เติบโตด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ก่อเกิด
เป็นทะเลหญ้าขึ้นต่อหน้าต่อตาของจั่วม่อ จากนั้นต้นไม้เล็ก ๆ ยืดยาว
ออกมาจากท่ามกลางพงหญ้า พวกมันพุ่งสูงชะลูดขึ้นไปถึงท้องฟ้า
กลายเป็นผืนป่าแน่นขนัดและอุดมสมบูรณ์
สัตว์ป่าเริ่มปรากฏขึ้นในราวป่า
จั่วม่อคล้ายได้รับแก่นสารของความเข้าใจอีกครั้ง มันเงยหน้าขึ้น จ้อง
มองไปยังท้องฟ้า
เห็นดวงอาทิตย์แขวนค้างอยู่กลางหาว
แต่เมื่อพลังไหลเข้ามา ก่อเกิดดวงอาทิตย์อีกหนึ่งดวง
ดวงอาทิตย์ที่สามถือกำเนิด ดวงอาทิตย์ที่สี่ถือกำเนิด … …
ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มเหี่ยวเฉา แผ่นดินเริ่มแตกระแหง สรรพสัตว์ล้มตาย
สิ้น!
รอจนดวงอาทิตย์ดวงที่สิบปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า
Page 11 of 12
เปลวไฟปะทุขึ้น พื้นปฐพีลุกโชติช่วงด้วยทะเลเพลิงอหังการ ท้อง
นภาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน กระแสเปลวไฟไหลเวียนไปทั่ว แผดเผาสรรพ
สิ่ง พื้นปฐพีที่เคยเปี่ยมไปด้วยชีวิต กลายเป็นขุมนรกโลกันตร์!
เขตแดนสวรรค์สิบอีกา เขตแดนแห่งนรกโลกันตร์!
Page 12 of 12