สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 644 เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำ
เป๋ยหานบังเกิดความรู้สึกว่ากององครักษ์หยาดพิรุณเริ่มเผยสัญญาณ
ของการหละหลวม กลับกลายเป็นไม่มีระเบียบวินัย ยามนี้พากขึ้นเมื่อพา
กันโถมทะยานออกไปทีละคนสองคน กำแพงเหล็กกล้าสุดแกร่งก่อนหน้านี้
ก็เริ่มจะกระจัดกระจาย
ภายใต้การปลุกเร้าของอวี่ไสว้ ยอดทหารเลือดระอุแห่งกององครักษ์
หยาดพิรุณเริ่มโถมโจมตีออกจากแถวทัพไม่ขาดสาย
ท่ามกลางแถวทัพที่เดิมที่เคร่งครัดเป็นระเบียบ ปรากฏช่องว่างรอย โหว่
นับไม่ถ้วน ช่องว่างรอยโหว่เหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ภายใต้
กระบวนทัพอันหนาแน่นมั่นคงของกององครักษ์หยาดพิรุณ ช่องว่าง
เหล่านี้ไม่อาจเรียกว่าเป็นจุดอ่อนอันใด กระทั่งอวี่ไสว้ยังมองข้ามไป
สำหรับกองกำลังที่มีกำลังพลกล้าแข็งนับหมื่น การโถมออกไปของผู้คน
ไม่กี่ร้อยคนไม่อาจส่งผลกระทบต่อพลังอันกล้าแกร่งโดยภาพรวมของ
กองทัพ
อย่างไรก็ตาม เป๋ยหานกลับไม่เห็นเช่นนั้น เหล่าองครักษ์ที่บุกจู่โจมออกไป
แต่ละคนเป็นสมาชิกชั้นยอด พวกมัน
แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ล้วนเป็นหัวใจหลักของหน่วยทัพย่อยแต่ละขบวน
พวกมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการรบโดยรวมของกอง
องครักษ์หยาดพิรุณ ผลกระทบนี้ยามปกติยากจะมองออก แต่หากกองทัพ
เผชิญคู่มือเข้มแข็ง ช่องว่างรอยโหว่เหล่านี้จะเผยออกมาเอง
เฝ้ามองบรรดาองครักษ์หยาดพิรุณบุกตะลุยออกมาไม่ขาดสายเป๋ยหาน
ระงับแรงกระตุ้นที่จะเปิดฉากฆ่าฟันอย่างยากเย็น
จุดอ่อนกำลังแผ่ลามไปอย่างช้า ๆ แต่ในกระบวนทัพหลักของกอง
กำลังอวี่ไสว้ยังไม่บังเกิดการเปลี่ยนแปลงใด แม้ว่ามันจะลงมือในบัดดล ก็
ไม่อาจส่งผลคุกคามต่อกระบวนทัพหลักของฝ่ายตรงข้ามได้
เป๋ยหานยังคงเฝ้ารอคอยอย่างอดทน
เหล่าองครักษ์หยาดพิรุณที่ได้รับขวัญกาลังใจในการต่อสู้ สำแดงพลัง การ
รบอันกร้าวแกร่งออกมาอย่างน่าตระหนก พวกซู่หลงพลันรู้สึกกดดัน เป็น
ทวีคูณ
อย่างไรก็ตาม อากุ้ยกับทหารยันต์ทองคำดำพอเข้าร่วมการ
ประหัตประหาร แรงกดดันก็ลดน้อยลงทันควัน ในการต่อสู้หักหาญขนาด
เล็กเช่นนี้ ยอดยุทธ์เป็นอากุ้ยและเฮยจินสามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่
หลวง
ทั้งสองบุกตะลุยเข่นฆ่าโดยไร้คู่มือเปรียบติด ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ยอดยุทธ์
กององครักษ์หยาดพิรุณพากันผงะร่วงจากฟากฟ้าไม่ขาดระยะ ทั้งสอง
เคลื่อนไหวดุจเจ้าภูตพราย ยากที่จะหยั่งคาดคำนวณ ไม่เปิดโอกาสให้
ศัตรูล้อมกักพวกมันได้
แต่จำนวนคนบนท้องฟ้าไม่เพียงไม่ลดลง กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
กององครักษ์หยาดพิรุณที่ปกติเย่อหยิ่งถือดี บัดนี้บันดาลโทสะจริงๆ แล้ว
พวกมันเห็นทะยานออกจากแถวทัพ กระโจนเข้าสู่การต่อสู้อย่างคลุ่มคลั่ง
ที่ด้านข้างรถศึก เหล่าแม่ทัพนายกองไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป “จี ซ่าง
พวกเราต้องบุกโจมตี!”
“บุกโจมตี?” อวี่ไสว้ทวนคำเบา ๆ
“ใช่ขอรับ!” ผู้ใต้บังคับบัญชากล่าวอย่างร้อนใจ เพียงแค่บุกโจมตี หนึ่ง
ระลอก! หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะ
มากมายเกินไป!”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าซีกหนึ่งพลันกลับกลายเป็นสีแดงเข้ม ดวงอาทิตย์ สิบ
ดวงประจำตำแหน่งอยู่ภาจใน แต่ละดวงหมุนคว้างอย่างแช่มช้า เป็น
จังหวะจะโคนอันลึกลํ้าที่ยากจะบ่งบอกบรรยายได้ พวกมันประดุจ
แม่เหล็กสุบขึ้น ทั้งดึงดูดซึ่งกันและกันและผลักดันซึ่งกันและกัน
ภายใต้ลูกไฟยักษ์สิบดวงเงาร่างที่สะพายกรงเล็บพิฆาตมังกรบน แผ่นหลัง
ยืนตระหง่านอย่างทระนง
จั่วม่อสีหน้ายะเยียวเย็นชา ลวดลายสีทองส่องวาบในดวงตา ดวงอาทิตย์
ที่หว่างคิ้วทอประกายสีทองอร่ามเยือกเย็น กอรูปด้วยท่วงท่า สภาวะดุจ
เทพเทวาลงมาเยือนโลกหล้า
“ฆ่า!” เสียงตวาดกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน สะท้อนสะท้านไปทั่วสนาม
รบ
ฟากฟ้าสีแดงยึดถือจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลาง แผ่ขยายออกไปใน บัดดล
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป รวดเร็วเสียจนเหล่า
องครักษ์หยาดพิรุณไม่อาจตอบสนองได้ทัน ก่อนที่พวงมันจะถูกกลืนกิน
ลงไป ดวงอาทิตย์ทั้งสิบปลดปล่อยลำแสงสีทองอันทรงพลังออกมาอย่าง
ฉับพลัน สาดพุ่งตัดไขว้บนฟากฟ้าสีแดง พร้อมกันนั้นเปลวไฟลุกโหม ไหม้
ขึ้นจากพื้นด้านล่าง
ท่ามกลางแสงเพลิงไฟสีทอง เหล่าองครักษ์หยาดพิรุณด่านถงหลิ่ง กรีด
ร้องโหยหวน เริ่มลุกไหม้เป็นกองไฟทีละกอง ๆ เพียงชั่วพริบตาพวกมัน
ล้วนถูกเผาผลาญเป็นเถ้าธุลีดุจฟื้นแห้งถูกไฟเผา
ภายในเขตแอนสวรรค์สิบอีกาสีแดงกำดวงอาทิตย์ทั้งสิบเริ่มหมุนปั่น
อย่างช้า ๆ อีกครบ
“เขตแดนสวรรค์สิบอีกาอันร้ายกาจ!” จูเข่ออดร้องออกมาอย่างตื่น ตะลึง
ไม่ได้
ทักษะลวงวิญญาณที่มันฝึกปรือ แม้ในแดนปิศาจจะเรียกได้ว่าเป็น ยอด
วิชาทักษะปิศาจวิชาหนึ่ง แต่มุ่งเน้นไปในทางลี้ลับสุดหยั่งคาด ไม่สามารถ
สังหารปิศาจด่านถงหลิ่งหนึ่งร้อยกว่าตนในคราวเดียวเช่นนี้ เขตแดน
สวรรค์สิบอีกา สมแล้วที่เป็นเขตแดนลำดับแรกแห่งด่าน เจียงแกร่งกร้าว
อหังการสุดจะเปรียบปาน! กระบวนท่านี้สะท้านทั่วสนามรบ!
เพียงชั่ววูบเดียว ความร้อนก็แผดเผาวงต่อสู้ทั้งหมดจนมอดไหม้เป็นจุณ
ความร้ายกาจดุดันของการโจมตีนี้ บันดาลให้ทุกผู้คนตระหนกอกสั่นขวัญ
แขวน
เหล่าองครักษ์หยาดพิรุณสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว เผยร่องรอย
ประหวั่นพรั่นพรึงออกมาโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าระหว่างชนชั้นด่านถงหลิ่งกับด่านเจียง จะมีช่องว่างกว้างใหญ่
มหึมาขวางกั้นอยู่ก็ตาม แต่เมื่อได้ประจักษ์หนึ่งกระบวนท่าเข่นฆ่าสังหาร
หนึ่งร้อยปิศาจด่านถงหลิ่งด้วยสายตาตัวเอง ปิศาจด้านเจียงทั้งหมดที่อยู่
ที่นี่ล้วนตะลึงงันไป
จูเข่อกับเหล่ายอดฝีมือยังอัศจรรย์ใจยิ่งกว่า พวกมันล้วนทราบดีแก่ใจ
ก่อนการต่อสู้เขตแดนสวรรค์สินอีกาของจั่วม่อยังเพิ่งเริ่มจะก่อตัวเท่านั้น
แต่ยามนี้เขตแดนสวรรค์สิบอีกากลับสมบูรณ์พร้อม สำแดงพลังอันแกร่ง
กร้าวอหังการออกมาอย่างสุดขั้ว เต็มไปด้วยสภาวะยิ่งใหญ่เกรียงไกรหา
ใดเทียบ
เป็นระดับความเร็วในการรุดหน้าอันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว! หลายคนยัง
สับสนุนงงไม่แพ้กัน เขตแดนสวรรค์สิบอีกาแน่นอนว่ายากจะพบพาน พวก
มันส่วนใหญ่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน แต่เขตแดนสวรรค์สิบอีกาของเซี่ยว
ม่อเกอ ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ดูเหมือนจะร้ายกาจกว่า เขตเดนสวรรค์สิบอีกา
ที่มีบันทึกไว้หลายเท่า!
บนใบหน้าของผู้คนเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนไม่แน่ใจ
ท่ามกลางเสียงแหลมยาว จั่วมอทะยานร่างพุ่งขึ้นฟ้าสุดกำลัง รอจนขึ้นไป
ถึงระยะหลายร้อยจังเหนือสนามรบ ก็พลันกลับตัวดิ่งลิ่วลงมาดุจ หอกยาว
เล่มหนึ่ง เปล่งเสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมสูงบาดใจ
แสงอาทิตย์เจิดจรัสอยู่ตรงหว่างคิ้วของมัน กระแสลมกระโชกผ่าน หน้า
ผมเผ้าปลิวสะบัดอู่ไปตามลม แต่ใบหน้าของมันกระด้างดุจหินผาไม่
เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย พื้นที่สีแดงกรอบกายวูบไหวดุจเปลวไฟใต้นเร่า ไม่ได้
แผ่กว้างครอบฟ้าคลุมดินเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา แต่ผนึกรวมรั้งอยู่
โดยรอบจั่วม่อ ดวงอาทิตย์แผดกล้าสุดอหังการทั้งสิบพลันแปรเปลี่ยนเป็น
ลูกไฟสีทองขนาดเท่ากำปั้นสิบตรง โคจรหมนวนรอบกายจั่วม่อด้วย
จังหวะอันพิสดาร
เพิ่งจะเชือดอู่อวี้ทิ้งกับมือจั่วม่อยามนี้อยู่ที่จุดสูงสุดของมัน จิตใจ กระจ่าง
แจ้งผิดธรรมดา เขตแดนสวรรค์สิบอีกาคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของ ร่างกายมัน
ปล่อยออกรั้งเข้าได้ตั้งใจปรารถนา
มองดูสนามรบอันดุเดือดเดือดพล่านที่ด้านล่าง จิตวิญญาณการต่อสู้ ลุก
โชนในใจร่วมอพลุ่งพล่านทะยานฟ้า
ทรงพลับพิฆาตมังกรบนแผ่นหลังคล้ายสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอัน พลุ่ง
พล่านของมันต้องสั่นสะเทือนเบา ๆ
ทันใดนั้นชั้นแสงสีทองกลืนกินทับซ้อนม่านสายตาของจั่วม่อจนหมดสิ้น
กระแสลมดุจคมมีดกระโชกเฉือนผ่านร่างของมันอย่างเร่งร้อน แต่ จั่วม่อ
ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
มองดูพื้นดินใกล้เข้ามาอย่างเร็วรี่ ทันใดนั้นมันกางสองแขนแผ่กว้างดั่ง
วิหคเหินลม!
ตูม!
สิบดวงอาทิตย์ที่โคจรรอบกายมัคล้ายแตกระเบิดอย่างพร้อมเพรียง
แต่ละดวงหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน ระดับความเร็วหรี่นั้นทุกขณะ อาณาเขต
พื้นที่สีแดงแผ่ขยายไม่หยุดยั้ง ตามแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ ทั้งสิบ ชั่ว
พริบตานั้น จั่วม่อประหนึ่งลูกไฟแดงฉานอันเกรี้ยวกราดคลุ้มคลั่ง เตรียม
ถล่มใส่พื้นปฐพีอย่างหักโหม
เหล่าองครักษ์หยาดพิรุณหน้าชัดขาวเหมือนคนตาย!
เป้าหมายจู่โจมของเซี่ยวม่อเกอ เป็นกระบวนทัพของกององครักษ์ หยาด
พิรุณ!
“คุ้มกันจู่ซ่าง”
สุ่มเสียงตื่นตระหนกดังต้องสะท้อนไปทั่ว กององครักษ์หยาดพิรุณ แตกตื่น
สนลวนในบัดดล
เสียงระเบิดกระหึ่มในอากาศคล้ายกระแทกใส่หัวใจพวกมันโดยตรง
พื้นดินใต้ฝ่าเที่จสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แต่ละคนถลึงตามองอย่างตื่นตกใจ
กระเลเพลิงสีแดงนํ้าที่คำรามสนั่นฟ้า ยิ่งพุ่งลงมายิ่งรวดเร็ว ยิ่งดิ่งลงมา อิง
ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ
แรงกดดันกวาดวาบ จนพวกมันแทบหายใจไม่ออก!
“ฮึ่ม!”
เสียงแค่นเบา ๆ ดังมาจากภายในรถศึก ทันใดนั้นร่างสูงปรากฏขึ้น เบื้อง
หน้าแถวทัพกององครักษ์หยาดพิรุณ มันผู้นี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่ ? มี
ใครบอกได้ แต่เมื่อเงาร่างนี้ผ่านเข้ามาในสายตาของผู้คน ในใจของทุกคน
พลันผุดคำสองคำขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
อวี่ไสว้
อวี่ไสว้ในที่สุดก็ลงมือด้วยตัวเอง!
ผมยาวสีเขียวอ่อนสะบัดพลิ้วในสายลม รูปหน้าคมสันดุจสลักเสลา จาก
หินผา ดวงตาเป็นสีเขียวอ่อนจาง บนริมฝีปาลประดับรอยยิ้มบางเบา มัน
คล้ายเปี่ยมล้นไปด้วยมนต์ขลังอันแปลกพิสดาร
นี่ก็คืออวี่ไสว้ผู้มีนามกระเดื่องดัง!
เมื่อบรรลุถึงด้านไสว้ มันผู้นี้ก็กลับกลายเป็นหนึ่งในผู้เข้มแข็งที่สุด แห่ง
ดินแดนร้อยเถื่อน บุรุษผู้ได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คนนับไม่ถ้วน
อวี่ไสว้พอปรากฏตัว ก็เลยหน้าขึ้นมองลูกไฟสีแดงอย่างเฉื่อยชา ประหนึ่ง
ว่าไม่เห็นอยู่ในสายตาก็มิปาน ชั่วพริบตานี้ความสนใจของทุกผู้คนถูก
ดึงดูดมายังการต่อสู้สะท้าน ฟ้าสะเทือนดินฉากนี้ ไม่มีผู้ใดทันได้
สังเกตเห็นหลัวหลี ผู้นอนเหยียดยาว อยู่ด้านข้างเสี่ยงกั่วกับหลื่อิงฟง ชั่ว
ขณะนี้มันจู่ ๆ ผุดลุกขึ้นโดยไร้เสียง
มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนจางอันลี้ลับ
จากนั้นร่างของมันเริ่มเลือนหายไปในอากาศธาตุ ราวกับผสานเข้า กับ
ช่องว่างมิติอย่างลี้ลับ
พร้อมกันนั้นที่ข้างกายมันเงาร่างสวยสะคราญคล้ายค่อย ๆ กลับ
กลายเป็นเรือนร่างเลือดเนื้อ
ใบหน้างดงามไร้ที่เปรียบกระจ่างชัดเจนขึ้นอย่างช้าๆ นางพลันลืมตา
สุกสว่างดั่งประกายกระบี่
อวี่ไสว้
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงในบัดดล แต่ในช่วงเวลานี้มันอยู่ที่จุดสูงสุด
สมบูรณ์พร้อม ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เงาร่างอันโอ่อ่าผ่าเผยที่ยืนนิ่ง
ไม่ ไหวติงเบื้องล่างแทนที่จะข่มขวัญมันกลับยิ่งปลกเร็จจิตวิญญาณการ
ต่อสู้ ของมันให้ลุกโชติช่วงกว่าเดิม
ไสหัวเข้ามาเถอะ!
ดวงอาทิตย์ทั้งสิบถึงกังหมุนคว้างรวดเร็วขึ้นอีก จั่วม่อจิตใจกระจ่าง แจ้ง
อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
สายตาของมันจับนิ่งอยู่ที่อวี่ไสว้ไม่คลาดคลาแม้แต่ชั่วแวบ รอจน
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายกระชั้นใกล้เข้ามา อวี่ไสว้ใน ดวงตาทอ
ประกายตกตะสิ่งชั่ววูบ แทบไม่อาจสังเกตเห็น
เป็นชั่วพริบตานี้เอง! ร่างของจั่วม่อคล้ายละเมิดกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดิน
ทันใดนั้นหยุดนิ่งที่ กลางอากาศอย่างฉับพลัน ระหว่างพุ่งดิ่งด้วยความเร็ว
สุดขั้วกับนิ่งสงบสุด ขีดแทบไม่มีช่องว่างรอยต่อ ท่วงท่าของมันประหลาด
ลํ้า หดทรวงอกยุบ ท้อง ร่างโก่งดุจคันธนู สองแขนที่แผ่กว้างเหยียดยาว
ประกบกันอยู่เบื้อง หน้า
“ฆ่า!”
หว่างคิ้วของมันพลันเปล่งประกายเจิดจ้า พลังงานต้นสีทองสาดว่าบ ผ่าน
ใบหน้า
เปลวไฟสีทองจู่ ๆ ผนึกรวมรั้งเข้าหาจุดศูนย์กลางประหนึ่งว่าถูกมือ
ล่องหนกระชากรวมเข้ามาในคราวเดียว!
ทันใดนั้นปรากฏเสาสีทองขยายหนาเจ็ดจั้งต้นหนึ่ง พุ่งเข้ากระแทก ใส่อวี่
ไสว้ด้วยระดับความเร็วอันน่าตกตื่นสะท้านใจ บนต้นเสามีลวดลายอีกา
ทองคำสิบตัว ประจำอยู่ในตำแหน่งที่ผิดแผกแตกต่าง
เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำ
แตกต่างจากเสียงแหวกฝ่าอากาศดังกระหึ่มเมื่อครู่เสาทองคำแหวก พุ่งลง
มาโดยไร้เสียงราวกับไม่มีตัวตน
อวี่ไสว้มานตาหดแคบลงทุนควัน ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มชื่นชมวูบ หนึ่ง
“กระบวนท่าที่ดี”
มันยื่นมือขวาออกไป ตบฟาดใส่เสาสีทองที่ถล่มลงมาจากฟ้าอย่างตรงๆ
เสียงคำรามประหลาดดังสะท้อนไปทั่วฟากฟ้า
ผู้คนบนพื้นพลันรู้สึกถึงแรงดึงดูดกล้าแข็งจากฟากฟ้า เป็นเหตุให้พวกมัน
แทบสะดุดล้มควํ่า ทุกผู้คนแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบถ่วงรั้ง
ร่างกายให้มั่นคง กระแสลมคลั่งกวาดวาบผ่านร่างพวกมัน จากนั้นหมุน
คว้างขึ้นสู่ท้องฟ้า ทุกคนแทบเข้าใจว่าพวกมันตกอยู่ท่ามกลางพายุหมุน
หอบใหญ่
หากมีคนมองลงมาเหนือท้องฟ้า จะมองเห็นภาพเหล่านี้ได้ชัดเจน ยิ่งขึ้น
รอบ ๆ มือขวาของอวี่ไสว้ กระแสอากาศในรัศมีหนึ่งร้อยลี้หมุนคว้าง เข้า
มารวมตัวกันในชั่วพริบตา หากมีคนมองดูจากที่ห่างไกล จะเห็นเป็น
อุโมงค์ลมมหึมาก่อตัวขึ้นในบัดดล
การโจมตีระดับจอมปิศาจด่านไสว้ทรงอานุภาพไพศาลถึงเพียงนี้!
จูเข่อและเหล่ายอดฝีมือสีหน้าเผือดขาว พวกมันเคยตื่นตระหนกกับ ท่า
กระบี่สะท้านฟ้าของหลินเชียน แต่รอถึงยามนี้ค่อยตระหนักว่า ระยะห่าง
ระหว่างด่านเจียงกับด้านไสว้ไม่ใช่ช่องว่างที่จะก้าวข้ามไปได้! กระบี่นั้น
ของหลินเชียนเมื่อเทียบกับการตบฟาดอย่างปลอดโปร่งของอวี่ไสว้ ก็ไม่
ต่างจากหิ่งห้อยประชั้นแสงแข่งจันทรา ระหว่างพลังสองระดับชั้น มีความ
แตกต่างกันตั้งแต่ฐานราก!
ผู้ที่ขาดความกล้าหาญอยู่สักหน่อยรู้สึกแข้งบาอ่อนยวบ แทบทรุดลงกับ
พื้น จั่วม่อไหนเลยจะล่วงรู้ความคิดผู้อื่น มันในยามนี้จิตใจกระจ่างแจ้ง
อย่างสมบูรณ์ ไม่สะทกสะท้านต่อพลังของอวี่ไสว้แม้แต่น้อย มิหนำซํ้ามัน
ยังมองเห็นการจู่โจมของอวี่ไสว้ชัดตา ไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงอันใด มัน
กลับรู้สึกตื่นเต้นสึกเหิม! ตื่นเต้นอึกเหิมผิดธรรมดา!
ด่านไสว้ พลังของด่านไสว้ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง! ดวงตาสงบเยือกเย็น เต็มไป
ด้วยประกายเร้าใจและความแน่วแน่มั่นคง
สองมือของมันกดประทับลงอย่างพร้อมเพรียง แผนผังปีศาจบนเสา
ทองคำเปล่งประกายเจิดจ้า อีกาทองคำทั้งสิบตัวสว่างไสวยิ่งกว่าเดิม เสา
ทองคำกลับคล้ายเนิบช้าลง ราวกับกำลังพุ่งผ่านสายนํ้าลงไป
อวี่ไสว้ไม่ทันคาดคิด ในชั่วเสี้ยววินาทีสุดท้าย กระบวนท่าจู่โจมของ จั่วม่อ
ถึงกับบังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นหนึ่ง
คราครั้งนี้สายตาตื่นตะลึงของมันไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้อีก!
จั่วม่อไม่อาจสะกดใจให้เยือกเย็นได้อีก นี่คือกระบวนท่าสังหารที่ เข้มแข็ง
ที่สุดของมันในเวลานี้ จิตใจของมันตื่นเต้นฮึกเหิมสุดขีด อดร้องตวาดโดย
ไร้สุ้มเสียงไม่ได้
ไปเลย เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำ!