สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 645 กระบี่สองลักษณ์เป็นตายผูกพัน
เคล้ง!
สุ่มเสียงหนักลึกคล้ายกระแทกใส่จิตใจผู้คน ท่ามกลางเสียง สั่นสะเทือน
เลื่อนลั่น ชำแรกผ่านร่างกาย ชาวาปไปจรดปลายมือปลายเท้า เส้นผมลุก
ชี้ชันจนสุดปลาย
ชั่วพริบตานี้ เวลาคล้ายหยุดนิ่ง
เห็นเสากระทั่งเมืองอีกาทองคำหยุดค้างอยู่เหนือศีรษะอวี่ไสว้ราว ยี่สิบจั้ง
เปรี้ยะ ทันใดนั้นบนพื้นผิววาววับเป็นประกายของเสากระทั่งเมือง อีกา
ทองคำพล้นปรากฏรอยแตกร้าวเส้นหนึ่ง จากนั้นอีกหลายรอยลั่นเปรี้ยะ
อย่างพร้อมเพรียง แกรก แกรก แกรก แกรก รอยร้าวแผ่ลามไปตาม พื้นผิว
ของเสากระทั่งเมืองอีกาทองคำอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำระเบิดแสงเจิดจ้าบาดตา พร้อม กัน
นั้นพลังอันเกรี้ยวกราดร้อนระอุกวาบออกทั่วทิศทาง ชั่วพริบตานั้นเอง อวี่
ไสว้ดวงตาสาดประกายแหลมคม
มือขวาที่ยกค้างพลิกวูบ ตบฟาดขึ้นอีกหนึ่งฝ่ามือ!
ประหนึ่งดาวตกสองดวงกระแทกชนใส่กันอย่างหักโหม ขุมกำลังอัน
ยิ่งใหญ่สองสายปะทะกันอย่างดุดัน แสงระเบิดวาบเจิดจรัสดุจดวงตะวัน
สาดแสง!
กระแสอากาศในรัศมีหนึ่งร้อยเดือดพล่าน โหมอาละวาดอย่าง เกรี้ยว
กราดดุจพายุแห่งความปั่นป่วน
ผู้คนที่ชมดูการต่อสู้เห็นเพียงแสงสีขาวสดบาดตามเสียงระเบิดดัง กึกก้อง
กัมปนาทแทบหูดับ โลกกลายเป็นเงียบสจัดลงทันควัน แต่พวกมันก็ ไม่
อาจได้ยินอันใดได้ชัดเจนนัก หลายคนตะลึงงันด้วยความประหวั่นพรั่น
พรึงตามสัญชาตญาณ ผู้ที่พอมีพลังฝีมืออยู่บ้างบระงับใจให้สงบลง พวก
มันสัมผัสได้ถึงอันตายที่กำลังใกล้เข้ามา
คลื่นกระแทกม้วนกวาดเข้าใส่พวกมันอย่างเร่งร้อน ประดุจกำแพง
เหล็กกล้าโถมทับก็มิปาน
บรรตาปิศาจที่เผชิญกับคลื่นระลอกแรกไม่ทันได้ตอบสนอง ก่อนที่พวกมัน
จะรู้สึกคล้ายถูกค้อนยักษ์หวดฟาดใส่อย่างถนัดถนี่ ร่างปลิวลิ่วดุจว่าวสาย
ป่านขาด กระอักเลือดเป็นฟูฝอย
คลื่นอากาศอันน่าสะพรึงกลัวกวาดทำลายโดยไร้ผู้ต้านติด ยอดทหารกอง
กำลังองครักษ์หยาดพิรุณไม่ต่างจากกิ่งไม้แห้งต้องลมพายุ ไม่มีปัญญา
ต้านทานแม้แต่น้อย
จูเข่อกับเหล่ายอดยุทธ์สีหน้าแปรเปลี่ยน แต่ละคนรีบคุ้มกันกงจู่ พลางดีด
กายล่าถอยเป็นพัลวัน
ผู้ที่มีปฏิกิริยาเชื่องช้า ล้วนถูกคลื่นกระแทกนี้กวาดม้วนไปตามกัน
หากพวกมันไม่ต่อต้านแข็งขึ้นและปล่อยตัวคล้อยตามสภาวะอันน้าพรั่น
พรึงนี้ อาจไม่มีสิ่งใดร้ายแรง แต่บางคนกลับคิดใช้พลังฝีมือฝันรั้งยืนหยัด
เสียงแตกหักดังระรัว กระดูกในร่างกายพวกมันไหนเลยจะทานทนรับ พลัง
อันแกร่งกร้าวถึงปานนี้ได้ ถูกบดขยี้หักสลายในพริบตา
ราวกับวันสิ้นโลกมาเยือนก็มิปาน!
ทุกผู้คนตกตะลึงพรึงเพริด จิตใจสะท้านสั่นไหวใบหน้าซีดขาว เหมือนคน
ตาย
เพียงการปะทะหนึ่งกระบวนท่า กลับทรงพลานุภาพน่าแตกตื่น สะท้านใจ
ถึงเพียงนี้
ภายใต้ความโกลาหลอลหม่านนี้ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเงาร่างเลือนร่าง ดั่ง
หมอกควัน ลั่วล่องย้อนวนคลื่นผู้คน โลดแล่นทะยานดุจไต่ไปตาม กระแส
ลม
คลื่นกระแทกที่แกร่งกร้าวดุจกำแพงเหล็ก ต่อหน้าเงาร่างงามเพริศนี้ กลับ
อ่อนนุ่มประดุจกอนเต้าหู้ไม่อาจสกัดกั้นแม้แต่ชั่ววูบ นางไม่ต่างจากมัจฉา
ในสายวารี เพียงขยับโยกเบา ๆ ร่างก็พุ่งลิ่วฝ่ากระแสคลื่นลมไปไกลลิบ
เพียงไม่กี่อึดใจนางก็คืบใกล้อวี่ไสว้เข้าไปทุกขณะ
อวี่ไสว้หรี่ตาแคบลง มือขวาที่บัดนี้ซ่อนอยู่เบื้องหลังสั่นสะท้าน เล็กน้อย
มันตื่นตระหนกสุดระงับ
นับตั้งแต่มันบรรลุถึงด่านไสวก็ไม่ต้องลงมือต่อสู้อีก ไม่มีผู้ใดหาญกล้า
พอที่จะท้าทายมัน ทั่วทั้งร้อยเถื่อนแดนทมิฬจอมปิศาจด่านไสว้นั้นเป็น
ตัวตนขั้นสูงสุด แม้ว่ามันจะมุ่งเน้นการก่อร่างสร้างกิจการมากกว่า แต่ก็ไม่
เคยละเลยการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร
แต่คราครั้งนี้ มันถึงกับรู้สึกกดดันด้วยการโจมตีของเซี่ยวม่อเกอ
หากมิใช่ว่ามือขวาของมันยังคงสั่นระริกอย่างที่ไม่อาจควบคุมบังคับ ได้
มันจะไม่ยินยอมเชื่อความจริงข้อนี้เป็นอันขาด
เขตแดนสวรรค์สิบอีก! ทรงพลานุภาพถึงเพียงนี้จริงๆ
มันรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจนัก ต่อหน้าจอมปีศาจด่านไสว้ เขตแดนของ ปีศาจ
ด่านเจียงสมควรไม่เป็นภัยคุกคามแม้แต่น้อย! แต่เขตแดนสวรรค์สิบ อีกา
ของเซี่ยวม่อเกอไลนข่มขู่คุกคามมันได้?
หรือว่านี่คืออานุภาพของพลังเทพ? ความคิดนี้เมื่อวานผ่านในใจของอวี่
ไสว้ ดวงตาของมันพลันสว่างวาบ ต้องเป็นเพราะพลังเทพไม่ผิดแน่
ไม่ว่าแสงระเบิดเจิดจ้า หรือกระแสลมคลุ้มคลั่งไม่ระคายผิวของอวี่ไสว้
แม้แต่น้อย มันยังคงสงบนิ่งอยู่กลางหาวประดุจหินผาสูงชัน เงยหน้า ใน
มองจุดดำบนฟากฟ้า มุมปากจุดด้วยรอยยิ้มลี้ลับ
เทียบกับสีหน้าท่าที่ปลอดโปร่งผ่อนคลายของอวี่ไสว้ หลังจากปะทะ กัน
หนึ่งกระบวนท่าสะท้านฟ้าดิน สารรูปของจั่วม่อกลับน่าอนาถสุดทนดู
ทั่วร่างปรากฏกลุ่มควันลอยขึ้นเป็นสาย เสื้อผ้าฉีกขาดไม่มีชิ้นดี ร่างกาย
ปกคลุมด้วยบาดแผลน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน ประกายแสงสีแดงจ้า รอบกาย
มันหม่นแสงลงมาก กระทั่งดวงอาทิตย์ทั้งสิบยังคล้ายสูญเสียประกาย
การปะทะหักหาญเมื่อครู่มิเพียงสูบกลืนพลังทั้งหมดของมันไป แต่ยังทำ
ให้รับบาดเจ็บอย่างหนักหนาสาหัส
ใบหน้าของมันขาวเผือดลวดลายดวงอาทิตย์กลางหว่างคิ้วมัวหม่น ดวง
อาทิตย์อีกเก้าดวงก็แทบจะดับแสงไปเมื่อปราศจากดวงอาทิตย์ ทั้งสิบ
คอยช่วยดูดซับพลังเทพ พลังเทพภายในลายมันคล้ายหลุดจาก บังเหียน
โดยสิ้นเชิง ยามนี้อาละวาดพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง
จั่วม่อฝืนกล้พกลืนโลหิตที่ประดังขึ้นมาถึงลำคอ ถลึงตามองอวี่ไสว้ อย่าง
เย็นชา
“ผู้ที่ยังอยู่ในด่านเจียงแต่เปี่ยมด้วยพลังสภาวะเช่นนี้ ข้าเพิ่งจะเคย พบ
เห็นเจ้าเป็นคนแรก” อวี่ไสว้กล่าวอย่างเฉื่อยชา สุ่มเสียงเต็มไปด้วย ความ
ชื่นชม
จั่วม่อไม่กล่าจค้าใด นี้มิใช่ว่ามันไม่คิดตอบโต้ แต่เป็นไม่สามารถ ยามนี้ทำ
ร่างของมันคล้ายเดือดพล่าน พลังเทพม้วนกวาดอาละวาดไปทั่วกาย เอา
ร้ายที่สุดก็คือการปะทะหักหาญหนึ่งกระบวนท่าเมื่อครู่ ถึงกับเป็น ให้ให้
ตราผนึกของเมล็ดผลึกสุริยันบังเกิดรอยแตกขึ้นสายหนึ่ง!
ครั้งนั้นที่สมรภูมิร้างปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ อสุภประหลาดเคยบอกว่า เมล็ด
ผลึกสุริยันมีพลังมากเกินไป จั่วม่อยังไม่อาจดูดซับพลังของเมล็ดผลึก
สุริยันได้ และอาจเป็นเหตุให้มันรับบาดเจ็บถึงชีวิต ดังนั้นอสุภประหลาด
ช่วยปิดผนึกพลังของเมล็ดผลึกสุริยันเอาไว้ก่อน
จั่วม่อร้อยพันไม่คิด คิดไม่ถึงว่าการปะทะหักหาญกับอวี่ไสว้เพียงหนึ่ง
กระบวนท่า จะทำให้ตราผนึกของเมล็ดผลึกสุริยันถึงกับแตกร้าว
กระแสความร้อนที่แทบสามารถหลอมละสายร่างกายของมันเล็ด ลอด
ออกมาจากเมล็ดผลึกสุริยันอย่างแช่มช้า กระแสความร้อนนี้มีปริมาณ
น้อยมาก แต่ทันทีที่มันปรากฏออกมา พลังเทพอันปั่นป่วนภายใน ร่างกาย
ของจั่วม่อ ถึงกับสงบงันลงอย่างกะทันหัน
สภาพการณ์ที่พลังเทพหยุดเคลื่อนไหวอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ จั่วมือเพิ่ง จะเคย
ประสบพบเจอเป็นครั้งแรก ความรู้สึกแปลกประหลาดเอ่อท้นขึ้นในใจ
ในเวลานี้กระแสเย็นยะเยียบสุดอำมหิตพลันแล่นวาบจากแผ่นหลัง ชำแรก
เข้ามาในร่างอย่างกราดเกรี้ยว
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบ เป็นกรงเล็บพิฆาตมังกร!
บัดซบ ในห้วงคับขันอันตรายเช่นนี้ กรงเล็บพิฆาตมังกรที่พยศดุร้าย ถึงกับ
ฉายโอกาสก่อหวอดด้วย! เวลานี้สายใยสามพันอาวรณ์คล้ายไม่บัง
เกิดปฏิกิริยาแม้แต่น้อย ไม่ว่า จั่วมอจะเพียรพยายามสักเท่าใด ก็ดูเหมือน
ไม่สามารถทำอันใดกับกระแส เย็นยะเยือกนี้ได้
อวี่ไสว้ลอยตัวขึ้นช้า ๆ จนกระทั่งเทียบเท่ากับระดับความสูงของ จั่วม่อ
กลายเป็นยืนเผชิญหน้ากันกลางเวหา ?
มันใช้สายตาขุ่นข้องเล็กน้อยมองดูจั่วม่อที่ไม่ขยับเคลื่อนไหว พลางกล่าว
อย่างเฉื่อยชา “เป็นไร? เจ้าเพียงมีพลังพอจะโจมตีแค่หนึ่งกระปวนท่าเท่า
นั้นเองรึ? หรือเข้าใจว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้ในหนึ่งกระบวนท่า นี้ไย มิใช่คิด
เพ้อฝันไป”
มันดวงตาแหลมคมถึงเพียงไหน แค่มองปราดเดียวก็สามารถมองเห็น
สภาพปั่นป่วนวุ่นวายภายในกายจั่วม่อได้ชัดเจนยามนี้อย่าว่าแต่จะลงมือ
ต่อสู้ เซี่ยวม่อเกอกระทั่งปลายนิ้วยังไม่มีปัญญาขยับได้
อวี่ไสว้แย้มยิ้มเล็กน้อยอย่างสบใจยื่นมือทำท่าคว้าจับไปยังจั่วมอ
อากาศรอบข้างจั่วม่อพลันผนึกแข็งตัวขึ้นมาทันควัน จั่วม่อไม่อาจ ขยับตัว
ได้
คร่ากุมตัววิเศษนี้ได้ทั้งเป็น อวี่ไสว้อารมณ์ผ่องใสขึ้นมาก เซี่ยวม่อเกอ แม้
ฝึกปรือพลังเทพแต่ในด้านพลังฝีมือยังห่างชั้นกับมันมาก มันเพียงต้อง
เปลืองมือเปลืองเท้าหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น นึกถึงผลกำไรที่ได้รับในครั้งนี้
มันก็ไม่ใส่ใจความสูญเสียหนักหน่วงของกององครักษ์หยาดพิรุณแล้ว
เมื่อเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพตกอยู่ในมือของมัน โอกาสที่มันจะมี หลังมี
มือรุดหน้าก็สูงยิ่ง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพลังเทพที่น้อยคนจะฝึกปรือ
มันอาจมีความหวังก้าวเข้าสู่ด่านหวัง! (อ๋อง)
ด่านหวัง! สองคำนี้บันดาลให้จิตใจมันร้อนเร่าขึ้นมา
มันแทบทนรอไม่ไหว คิดกลับไปศึกษาพลังเทพในทันที แต่มันจะ อย่างไรก็
เป็นชนชั้นจอมปิศาจด้านไสว้ มีความสามารถในการควบคุม ตัวเองเป็น
อย่างดี ดังนั้นมันระงับแรงกระตุ้นในใจ แย้มยิ้มวูบหนึ่งแล้วยั้ง มือกลับมา
ร่างของจั่วม่อลอยลิ่วเข้าหาอวี่ใสว้โดยไม่อาจขัดขืน จั่วมอตื่นตระหนก
ขึ้นมาทันที
แต่แล้วในเวลานี้เอง สุ่มเสียงสงบราบเรียบพลันขับขานบทเพลง ราว กับ
กังวานมาจากใต้พื้นดินที่ไม่อาจมองเห็นได้
“มีชีวิตไยสุขสันต์ ชีพล่วงลับไยต้องเศร้าโศภา สองหัวใจแบ่งแยก เป็นห
ยินหยาง ผูกพันสองเราด้วยด้ายแดงแห่งชะตากรรม!”
ทันใดนั้น ลำแสงกระบี่นับไม่ถ้วนสารกับมวลบุปผาเบ่งบานอย่างฉับพลัน
เพียงชั่วพริบตาก็ก่อเกิดทะเลบุปผากระบี่ผืนหนึ่ง คล้ายจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้น
จากอากาศธาตุ บุปผกกระบี่ก่อเกิด เบ่งบาน แล้วโรยราไปด้วย ระดับ
ความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ จากนั้นพุ่งเกิดใหม่ หมุนเวียนเป็นวัฏ
จักรอันไร้ที่สุดสิ้น
เงาร่างงามเพริศและเยียบเย็นสายหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางบุปผากระบี่ ราว
กับกระบี่อันงดงามเล่มหนึ่ง
จั่วมอพอเห็นผู้มา ต้องตะลึงงันวูบ จากนั้นค่อยมีปฏิกิริยา ที่แท้เป็น หว่อห
ลี! วิญญาณกระบี่ของศิษย์น้องหลัวหลี!
ศิษย์น้องหลัวหลีฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วหรือไม่?
นี่นับเป็นข่าวดี จั่วมอในยามนี้เต็มไปด้วยความลิงโลดยินดี
หลัวหลีเมื่อฟื้นตื่นและกลับคืนสู่โลกหล้า ย่อมหมายความว่ามันสำเร็จวิชา
“กุญแจเป็นตาย” แล้ว!
ท่ามกลางทะเลบุปผากระบี่ ร่างของหว่อหลีเย็นเยียบเท่ากระบี่แต่ เพิ่มพูน
มนต์เสน่ห์อันพิเศษเฉพาะของนาง
แล้วศิษย์น้องหลัวหลีอยู่ที่ใด? |
จั่วมอไม่ว่าเพ่งมองอย่างไร ทุกหนแห่งก็ไม่อาจพบเห็นหลัวหลี อดงุนงง
สงสัยอยู่บ้างไม่ได้ แต่แล้วมันก็เริ่มกลัดกลุ้มกังวลศิษย์น้องหลัวหลี แม้
สำเร็จวิชา “กุญแจเป็นตาย” แต่แน่นอนว่ายังไม่ใช้คู่มือของอวี่ไสว้
บัดซบ!
การค้าครั้งนี้มันต้องขาดทุนย่อยยับแน่แล้ว!
จั่วม่อไม่หลงเหลือความฮึกเหิมเช่นก่อนหน้านี้อีก มันเพียงต้องการ รวม
กำลังเพื่อตะโกนบอกศิษย์ของหลัวหลีให้รีบหนีไป แต่ร่างกายมันไม่อาจ
ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว หลุดพ้นจากการควบคุมของมันอย่างสิ้นเชิง กระทั่ง
จะเอ่ยปากยังไม่ได้
อวี่ไสว้ตกตะลึงเล็กน้อย “นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง”
เมื่อพิศดูให้ดี จะพบว่าบุปผากระบี่อันสวยสดตระการตาเหล่านี้ก่อใดขึ้น
จากเจตจำนงกระบี่นับไม่ถ้วน ทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ กลายเป็นทะเล
บุปผาอันงามเลิศแต่เปี่ยมล้นด้วยภยันตรายผืนหนึ่ง
เขตแดนกระบี่ทะเลบุปผา?
อวี่ไสว้แย้มยิ้มอย่างไม่แยแส แต่ภายในใจลอบขบคิดทบทวนถึงความ
เป็นมาของเซี่ยวม่อเกอ บริวารของมันผู้นี้น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง แต่ความคิดพอ
บังเกิด มันก็อดหัวร่อไม่ได้ เซี่ยวม่อเกอเมื่อตกอยู่ในกำมือของมัน ต่อให้
บุรุษหนุ่มเลือดร้อนไม่คิดยอมจำนน มันยังสามารถจัดตั้งอาคมหวงห้าม
เพื่อบังคับอีกฝ่ายได้ อวี่ไสว้จึงไม่เกรงกลัวว่าเซี่ยวมือเกอจะกลัวกระด้าง
กระเดื่อง
เมื่อเป็นเช่นนั้น เหล่าบริวารอันร้ายกาจของเซี่ยวม่อเกอ ย่อมต้องตก เป็น
ของมันโดยปริยาย
อวี่ไสว้พอครุ่นคิดได้เช่นนี้ อารมณ์ยิ่งสุขสำราญเบิกบานใจกว่าเดิม ทะเล
เจตจำนงกระบี่ที่อยู่เบื้องหน้ายิ่งดูสนุกสนานน่าสนใจมากขึ้นไปอีก
หว่อหลีล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลกระบี่ ดวงตากระจ่างสุกใสจับจ้อง
มองดูอวี่ไสว้อย่างเย็นชา
ทันใดนั้นนางพริ้มตาหลับลง ปากเอื้อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “กระบี่สอง
ลักษณ์เป็นตายผูกพันเรา”
อวี่ไสว้ใจกระตุกวูบ รอยยิ้มแข็งค้าง ความรู้สึกอันตรายกรีดร้องระงม
เฟียะ บุปผากระบี่ดอกหนึ่งพลันแตกกระจาย ชั่วพริบตาที่กลีบบุปผา ร่วง
ลง สายโซ่สีแดงเล็ก ๆ พลันพวยพุ่งออกมาจากกลีบดอกไม้แต่ละกลีบ ยืด
ยาวขึ้นในทันใด
ทะเลบุปผาล้วนแตกกระจายอย่างพร้อมเพรียง
สายโซ่สีแดงนับไม่ถ้วนสลับไขว้ ถักทอเป็นชั้น ๆ ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ
สายโซ่แดงน้อยใหญ่เหลือคนานับราวกับปิศาจงูแดงแน่นขนัด ดุจผืนทะเล
เลื้อยปราดล้อมหน้าล้อมหลังอย่างประเปรียว
มวลโซ่แดงพุ่งปราดเข้าหาอวี่ไสว้ด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
สิ่งที่พิสดารที่สุดก็คือ สายโซ่เหล่านี้ล้วนประกอบขึ้นจากเจตจำนง กระบี่!
มิหนำซํ้าเจตจำนงกระบี่ประหลาดเหล่านี้ไม่เป็นไม่ตาย ไม่หยินไม่หยาง
กลับกึ่งอยู่ระหว่างหยินหยางเป็นตายกระทั่งด้วยประสบการณ์ รอบรู้
ของอวี่ไสว้ ยังไม่เคยพบเห็นเจตจำนงกระบี่พิพิสดารลํ้าถึงเพียงนี้มา ก่อน!
นี่มันเจตจำนงกระบี่อันใด?
อวี่ไสว้อารมณ์ดูแคลนและไม่ใส่ใจก่อนหน้านี้สลายวับไปทันที สีหน้า
เปลี่ยนเป็นหนักอึ้งเคร่งเครียด
เจตจำนงกระแปลกพิสดารเกินไป มันบังเกิดความรู้สึกอย่างแรง กล้า หาก
แตะต้องเจตจำนงกระบี่เหล่านี้เกรงว่าไม่ใช่เรื่องดี มันไม่อาจบอกได้ว่า
ไฉนบังเกิดความรู้สึกเช่นนี้ กลิ่นอายที่ไม่ใช่คนเป็นไม่ใช่คนตาย อยู่ถึง
กลางระหว่างหยินและหยาง เป็นการคงอยู่ที่ประหลาดลี้ลับเกินไป
ประหนึ่งว่าท่องอยู่ระหว่างความเป็นความตายก็มิปาน สัญชาตญาณยอด
ยุทธ์ด่านไสว้ของอวี่ไสว้สำเหนียกถึงอันตราย