สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 646 ปู้หลีส ำแดงเดช
ช่างแปลกประหลาดโดยแท้
นานเท่าใดแล้วที่มันไม่ได้สัมผัสถึงอันตรายเช่นนี้
สังหรณ์อันตราย นับตั้งแต่ย่างเข้าสู่ด่านไสว้คำนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มี ส่วน
เกี่ยวข้องกับมันอีกรอในความรู้สึกอันตรายกลํ้ากรายเข้าหามัน กระทั่งอวี่
ไสว้ผู้เกรียงไกลยังสมองว่างปล่าไปวูบหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม อวี่ไสว้ฟื้นสติทันควัน ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูง
ลำแสงกระบี่สีเขียวอันคมกล้าพลันแหวกทะลวงผ่านทะเลบุปผากระบี่ พุ่ง
ลิ่วเข้าสู่มือของมัน
นั่นเป็นกระบี่ยาวสีเขียวเล่มหนึ่งในกระบี่แคบเรียวสลักเต็มไปด้วย
ลวดลายอักขระโบราณ
นี่ย่อมมิใช่กระบินที่ซิวเจ่อใช้ แต่เป็นศาสตรามารเป็นกระบปีศาจ เล่มหนึ่ง
เมื่อมีกระบี่อยู่ในมือ อวี่ไสว้ทั้งความลังเลและหวั่นไหวใจล้วนถูก กวาด
ออกไปหมดสิ้น กระบี่ปิศาจในมือของมันเรียกว่ากระบี่ลิ้นปลาหลี เขียว
เป็นหนึ่งในศาสตรามารชั้นปฐพีคู่ใจของมัน ถูกจัดอันดับอยู่สูงกว่า
เหรียญวิเศษใจอำมหิต
กระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวเล่มนี้ มันได้รับมาจากการสังหารศัตรูเมื่อครั้ง ยังอยู่
ในด่านเจียง ตอนแรกเริ่มกระบี่เล่มนี้เพียงมีคุณภาพสามัญธรรมดาเทียบ
กับความยิ่งใหญ่เกรียงไกรในยามนี้แล้ว นับว่าอ่อนด้อยกว่ามาก ครั้ง นั้น
มันเพียรพยามทุกวิถีทางเท่าที่จะคิดออกได้ ใช้สารพัดวิธีปรับแต่ง กระบี่
เล่มนี้อย่างสุดความสามารถ ช่วยให้กระบี่มีพลังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งกระโจนเข้าสู่อันดับศาสตรามารชั้นปฐพีที่มีชื่อเลื่องลือแห่งยุค
กระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวหลอมสร้างขึ้นจากสิ้นของปิศาจปลาหลีกร่อนสลาย
ปีศาจปลาหลีกร่อนสลายที่ว่านี้เป็นเผ่าปิศาจที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก
ชิ้นส่วนร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมันคือลิ้นสีเซียวซึ่งทั้งคมกล้าและ
ทนทานนี้เอง สามารถแทงทะลวัสดุทุกชนิด พวกมันหลังจากเสียชีวิต ส่วน
เดียวในร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อยกร่อนสลาย ก็คือลิ้นสีเขียวนี้เอง นี่จึงเป็น
ที่มาของชื่อตระกูลของพวกมัน
อวี่ไสว้สะบัดกระบี่อย่างปลอดโปร่ง กระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวผ่าแยก ทะเล
บุปผาเป็นสองส่วน
โซ่แดงกลาดเกลื่อนเต็มฟ้าเมื่อกระทบถูกแสงสีเขียวพลันกร่อนสลาย ใน
บัดดล! แสงสีเขียวเปล่งประกายวาบ รอยแยกสีดำลึกลํ้าปรากฏขึ้น บน
ท้องฟ้าอย่างฉับพลัน!
กระบี่ที่สามารถเปิดรอยแยกมิติ!
กลิ่นอายมืดมนผุกร่อนแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยก พืชหญ้าที่หลงเหลือ
อยู่บนพื้นเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว
ทะเลบุปผากระบี่ก็เหี่ยวเฉาโรยราอย่างรวดเร็วไม่ต่างกัน ในชั่วพริบตา
มวลบุปผากระบี่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดก็กลับกลายเป็นกิ่งก้านแห้ง เที่ยว
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้กระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวสามารถจัดลำดับใน
ทำเนียบศาสตรามารชั้นปฐพี ก็เนื่องเพราะพลังในการเปิดรอยแยกมิตินี้
เอง อวี่ไสว้ค้นพบอาคมหวงห้ามโบราณจากเศษบันทึกแผ่นหนึ่งสามารถ
เปิดรอยแยกมิติ เชื่อมต่อกับอาณาจักรกร่อนสลาย และวัตถุดิบสำคัญ
ที่สุด ในการหลอมสร้างอาคมหวงห้ามชุดนี้ กลับเป็นสิ้นปลาหลีเขียว
กร่อน สลายที่มันถือครองอยู่นี่เอง
สำหรับออกคนเช่นอวี่ไสว้ เมื่อค้นพบเบาะแสสำคัญ ทุกสิ่งที่เหลือก็ไม่
เหลือบ่ากว่าแรงเกินกว่าความสามารถของมันไปได้
กระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวหลอมสร้างตามกรรมวิธีโบราณนี้เอง
อาณาจักรกร่อนสลายเป็นดินแดนอันแปลกประหลาด ไม่มีพื้นที่ ใหญ่โต
นัก แต่เต็มไปด้วยศัตรูประหลาดนานาชนิด สิ่งที่กระเดื่องดังที่สุด คือพิษ
ร้ายพิเศษเฉพาะที่มีอยู่แต่ในที่แห่งนั้น พิษร้ายเหล่านี้มีคุณสมบัติ หยินสุด
ขั้ว สามารถกัดกร่อนสรรพสิ่ง เป็นหนึ่งในพิษร้ายที่ร้ายกาจที่สุดในโลก
กระทั่งชนชั้นจอมปีศาจด่านไสว้หากกระทบถูกอาจยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง
แต่หากเป็นผู้ที่อยู่ตํ่ากว่าด่านไสว้ พวกมันจะดาวดิ้นสิ้นซึ่งในทันที
พิษร้ายกร่อนสลายเมื่อไหลบ่าออกมาจากรอยแยกมิติ ทะเลบุปผา
เจตจำนงกระบี่ของหว่อหลีก็เหี่ยวเฉาสลายอย่างรวดเร็ว โซ่แดงน้อยใหญ่
ที่ถักทอประสานหลอมละลายในบัดดลดุจเกล็ดหิมะต้องแสงตะวัน
สายตาเยือกเย็นของหว่อหลีไม่แปรเปลี่ยน ประหนึ่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เบื้อง
หน้าอยู่ในการคาดคำนวณของนางอยู่แล้ว
นางโน้มตัวลงแตะดอกไม้ที่เที่ยวเฉา ขับขานบทเพลงด้วยสุ่มเสียงเสนาะ
ใส “เป็นมิใช่เป็นตายมิใช่ตาย หัวใจข้าไม่เคยแยกจากไป”
ทะเลบุปผาที่เหี่ยวแห้ง พลันเริ่มดูดซับพิษร้ายกร้อนสลายเพียงชั่ว
พริบตาเดียว มวลบุปผาคล้ายได้รับสารบำรุงชั้นเยี่ยมเบ่งบานสะพรั่งอีก
ครา บุปผากระบี่กลืนกินพิษร้ายกร่อนสลายเข้าไปยิ่งเจิดจ้าสดใสกว่าเดิม
โซ่แดงซึ่งหลอมละลายไปแล้วก็กลับคืนสู่สภาพเดิม มีหน้าซํ้าคราวนี้ยังมี
ประกายสีรุ้งแผ่ลามไปทั่วสายโซ่อีกด้วย
กลิ่นหอมหวานฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
“น่าสนใจนัก” อวี่ไสว้อุท่านออกมา สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ใน
ความเห็นของมัน การเปลื่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้หาใช่เรื่องสามัญ
ธรรมดาไม่
ในฐานะจอมปีศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง มันมีสายตาและความคิดพิจารณา ที่
เหนือกว่ายอดยุทธ์ทั่วไป เพียงมองปราดเดียวมันก็ทราบว่าวิถีบำเพ็ญ
เพียรขอหว่อหลีเป็นเส้นทางอันแปลกพิสดารที่เกี่ยวข้องกับความเป็น และ
ความตาย นี้ทำให้มันประหลาดใจ ความเป็นและความตายเป็นหนึ่ง ใน
ปริศนาที่ลึกซึ้งเละเป็นนิรันดร์ที่สุด วิถีแห่งความเป็นความตายเป็น
หลักการสำคัญที่ลี้ลับคลุมเครือยากจะฝึกปรือสำเร็จ แต่ไม่ว่าวิถีบำเพ็ญ
เพียรใดที่กล้านำหลักการแห่งความเป็นความตายมาใช้เป็นวิถีบำเพ็ญ
เพียร ล้วนแล้วแต่ทรงพลานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาลทั้งสิ้น
มันตระหนักถึงอันตรายและเริ่มระมัดระวัง
พลังสภาวะของฝ่ายตรงข้ามช่างประหลาดลํ้า นางเปี่ยมล้นไปด้วย พลัง
ชีวิต แต่คล้ายแปรเปลี่ยนมาจากพลังงานแห่งความตาย ร่างกายของนาง
ผสานกลิ่นอายที่ตรงกันข้ามคนละสุดปลายเอาไว้ด้วยกัน หนึ่งเป็น หนึ่ง
ตาย ด้วยสภาพอันพิสดารนี้ หมายความว่ามันไม่อาจประเมินพลัง ฝีมือ
ของอีกฝ่ายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
อวี่ไสว้ข้าใจกระจ่าง พิษร้ายกร่อนสลายมิเพียงไม่อาจคุกคามสตรี ลึกลับ
นางนี้ ทั้งยังจะกลายเป็นสารอาหารอย่างดีให้แก่ทะเลบุปผาอีกด้วย พิษ
ร้ายกร่อนสลายเป็นพลังงานแห่งความตายชนิดหนึ่ง ก่อตัวขึ้นหลังจาก
การเน่าเปื่อย ผู้อื่นเมื่อมีความสามารถกลับความเป็นสู่ความตาย และ
เปลี่ยนความตายกลับคืนสู่ชีวิตพิษร้ายที่พิชิตทั่วหล้านี้ก็กลับกลายเป็นไร้
ค่าแล้ว
ทะเลบุปผาเริ่มสั่นพลิ้ว เจตจำนงกระบี่ไหลรื่อย่างเร่งร้อน
ทันใดนั้นเอง สายโซ่เรียวยาวมากมายพวยพุ่งขึ้นตรงสองเท้าของอวี่ไสว้
รัดพันข้อเท้าของมันเอาไว้อย่างแน่นหนา
“ฮึ่ม” อวี่ไสว้แค่นเสียงอย่างเย็นชา เส้นโซ่รอบข้อเท้ามันขาดสะบั้น
แต่ในเวลานี้เอง ทะเลบุปผายึดถือหว่อหลีเป็นจุดศูนย์กลางเริ่มหมุน คว้าง
อย่างเช่มช้า จากนั้นยกระดับความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทะเลบุปผาตระการตากลับกลายเป็นวังวนมหายักษ์วงหนึ่ง
เคล้ง!
เสียงสายโซ่มหึมาดังกระหึ่มก้อง เห็นโซ่ขนาดยักษ์ผุดขึ้นจากข้างเท้า ของ
นางอย่างช้า ๆ ขณะที่พุ่งขึ้น เสียงสั่นสะเทือนของสายโซดังสะท้านทรวง
โซ่นี้หนากว่าลำแขนของบุรุษกำยำ เป็นสีดำสนิทมืดมนปกคลุมด้วย
แผนผังปิศาจสีแดงสด
อวี่ไสว้ หน้าเคร่งขรึม มันตวัดมือซัดกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวขึ้นไป กลาง
อากาศ
รอจนกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวพุ่งขึ้นไปถึงครามสูงช่วงหนึ่ง มันก็ แปรเปลี่ยน
เป็นปลาหลีเขียวเชียวยาวตัวหนึ่ง ทันใดนั้นเอง เสียงฟ้าคำรน ดังกึกก้อง งู
เส้นฟ้าเต้นเร่าในหมู่เมฆสายฝนโปรยปรายลงมาในบัดดล
ม่านพิรุณครอบคลุมโลกเหล้าละอองหมอกลอยฟุ้งไปทั่ว
หยดนํ้าฝนเหล่านี้ดูผิวเผินคล้ายอ่อนโยนนุ่มนวล ทว่าทะเลบุปผาถูก ห่า
ฝนกระหนํ่าซัดจนชะลอข้าลงมาก
นี่ย่อมเป็นกระบวนท่าสร้างชื่อของอวี่ไสว้ เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวน คืน!
เม็ดฝนแต่ละหยดหยาดแฝงเร้นด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลคมกล้า จน
สามารถทะลวงเกราะ พื้นดินกลายเป็นรูพรุนนับไม่ถ้วนในทันที
อย่างไรก็ตาม ทะเลบุปผาที่คล้ายหมุนช้าลงภายใต้เขตแดนหยาด พิรุณ
ไม่หวนคืน กลับยังคงเบ่งบานสะพรั่งสดใส
หว่อหลีจ้องมองอวี่ไสว้ด้วยสายตาไม่แยแส สายโซ่เส้นหนาพุ่งขึ้นจาก
ด้านหลังของนางอย่างช้า ๆ
ซึ่งความจริงอวี่ไสว้หากสามารถมุดลงไปใต้ทะเลบุปผา มันอาจค้นพบว่า
ภายใต้สองเท้าเรียวงามของหว่อหลี ที่ด้านตรงข้ามของทะเลบุปผา เป็น
เงาร่างโปร่งใสของหลัวหลีที่คล้ายยืนอยู่ในกระจกเงาคนละคนกับ หว่อหลี
ท่ามกลางทะเลบุปผาอีกฟากหนึ่ง โซ่เส้นนั้นพวยพุ่งออกมาจาก แผ่นหลัง
ของมันเอง
สายโซ่ไม่พลัดพราก (ปู้หลี)
กระบวนท่านี้เรียกว่าสายโซ่ไม่พลัดพราก!
การต่อสู้แม้ดุเดือดรุนแรง แต่จั่วม่อไม่มีเวลาจะมาสนใจแม้แต่น้อย
สถานการณ์ในร่างกายมันยามนี้เรียกได้ว่าแปลกประหลาดเป็นที่สุด
พลังเทพที่พลุ่งพล่นในป่วนอยู่ภายในร่างของมันกลับถูกกระแสความร้อน
จากเมล็ดผลึกสุริยันข่มขวัญจนหยุดนิ่งในบัดดล ราวกับจอมจักรพรรดิ
กวาดพิชิตใต้หล้า แต่หลังจากพลังลี้ลับชั่วร้ายของกรงเล็บ พิฆาตมังกรซำ
แรกผ่านเข้ามาในร่างของจั่วม่อ พลังความร้อนขุมนี้ก็ดุจพญาราชสีห์พิโรธ
กระโจนเข้าโรมรันประจัญบานอย่างเกรี้ยวกราด
พลังเย็นอันดุร้ายของกรงเล็บพิฆาตมังกรก็หาได้ครั่นคร้ามยาเกรงไม่ ตรง
เข้าต้อนรับอย่างอาจหาญ
ประดุจพายุถล่มพัดกวาดไปทั่ว พลังสองขุมโรมรันพันตูอย่างคู่ กํ่ากึ่ง
ร่างกายของจั่วม่อกลับกลายเป็นสนามรบของพลังที่ผิดแผกแตกต่างสอง
ขุม ชั่วพริบตานั้น ร่างซีกซ้ายของจั่วม่อเย็นเฉียบสุดขั้ว ส่วนร่างซีกขวา
ร้อนลวกดั่งถูกเพลิงผลาญ พลังอันบ้าคลั่งสองขุมไม่ต่างจากสัตว์
ประหลาดสองตัวต่อสู้กันเป็นพัลวัน พลังเทพของจั่วม่อไม่กล้ากระดิกตัว
ราวกับเด็กน้อยที่หวาดกลัวจนหัวหด
สองสัตว์ประหลาดไม่ว่าอาละวาดฟัดฟาดผ่านไปที่ใด ร่างกายของมันจะ
บังเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เคราะห์ดีที่จั่วม่อมีหยดนํ้าลี้ลับ
เถาวัลย์เขียวอยู่ในร่าง หยดนํ้าลี้ลับเถาวัลย์นี้ฉลาดรู้ความรีบติดตาม
รักษา เยียวยาร่างกายของจั่วม่ออย่างไม่หยุดมือ
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา แทบทำให้วิญญาณของจั่วม่อหลุดลอย ออก
จากร่าง
เมล็ดผลึกสุริยันคล้ายถูกกรงกลับพิฆาตมังกรกระตุ้นโทสะ กระแสความ
ร้อนยิ่งถูกปลดปล่อยออกมามากกว่าเดิม กรงเล็บพิฆาตมังกรเองในฐานะ
ยอดศาสตรามารไร้ผู้ต้านไหนเลยจะยอมน้อยหน้า ลงมือตอบโต้ทัน ควัน
พลังเย็นอันดุร้ายไหลเข้ามาจากแผ่นหลัง เจาะทะลวงเข้าไปในร่างกาย
ของจั่วม่ออย่างไม่ขาดสาย
เมื่อต่างฝ่ายต่างพลังเพิ่มพูน ทั้งสองขุมพลังก็เริ่มประจัญบานอย่างดุเดือด
เลือดพล่านเป็นคำรบสอง
จั่วม่อหน้าซีดขาวราวกระดาษ
สวรรค์ของข้า! พวกเจ้าหากยังคงต่อสู้กันต่อไป ไม่ว่าเกอจะมีหยดนํ้าลี้ลับ
เถาวัลย์เขียวมากเท่าใด ก็ไม่เพียงพอให้พวกเจ้าล้างผลาญเช่นนี้แล้ว!
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ร่างกายของมันแน่นอนว่าต้องถูกขุมพลังทั้งสองนี้
ฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แต่สิ่งที่จั่วมอไม่คาดฝันก็คือ กระแสความร้อนจากเมล็ดผลึกสุริยันกลับ
กลายเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งกว่ามาก
จั่วม่อถอนหายใจโล่งอกเช่นนี้ก็นับว่าดีแล้ว หากทั้งสองยังโรมรันพันตูกัน
ต่อไปมันคงต้องตกตายอย่างอนาถในไม่ช้า
แต่แล้วเรื่องราวหลังจากนั้น กลับทำให้มันต้องแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
กระแสความร้อนของเมล็ดผลึกสุริยันเมื่อช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ ไม่ว่า
กวาดผ่านไปยังที่ใดล้วนแผดเผาจนย่อยยับอัปรา ทิ้งรอยไหม้เกรียมไว้
เบื้องหลัง กระทั่งหยดนํ้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวยังจนปัญญาจะรักษา
จั่วมือเข้าใจในบัดดลกระแสความร้อนจากเมล็ดผลึกสุริยันไม่ใช่สิ่งที่
สังขารของมันในยามนี้จะทนทานรับไหว เมื่อเทียบกับสถานการณ์
ในตอนนี้ ปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายต่อรู้อย่างคู่คี่กํ่ากึ่งก่อนหน้านี้ยังจะดีกว่า
มาก
เจ้ามังกรน้อย ๆ ปล่อยพลังเย็นออกมาอีกสักหน่อยเร็วเข้า ขออีกสัก
เล็กน้อยเท่านั้น
จั่วม่อสมองทำงานเร็วรี่ รีบขบคิดหาวิธีอย่างบ้าคลั่ง แต่พลังเย็นมเพียงไม่
เพิ่มขึ้น กลับยังถูกเมล็ดผลึกสุริยันตีแตกพ่ายถอยร่นไม่เป็น กระบวน
จั่วม่อผู้อ้อนวอนภาวนาอย่างคลุ้มคลั่งพอเห็นเช่นนี้ อดบันดาลโทสะ
ขึ้นมาไม่ได้
เจ้าตัวใช้การไม่ได้!
กระทั่งลูกไฟที่ยังไม่โตเต็มที่ เจ้ายังไม่มีปัญญาเอาชนะมันได้ เจ้าน่ะ หรือ
ศาสตรามารชั้นนภา ศาสตรามารชั้นนภาผายลมอันใดกัน
จั่วม่อก่นด่าระรัวอยู่ในใจ
ความคิดเหล่านี้พอผุดขึ้นในใจ กรงเล็บพิฆาตมังกรบนหลังของมัน พลัน
สั่นสะเดือนอย่างเกรี้ยวกราด คล้ายได้ยินคำก่นด่าของจั่วม่อก็มิปาน พลัง
ดุร้ายไพศาลที่แกร่งกล้ากว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าตัวพสันทะลักทลาย เข้า
มาในร่างกายของจั่วม่ออย่างดุเดือด ราวกับว่าคลุ่มคลั่งไปแล้ว
สายใยสามพันอาวรณ์คล้ายตรวจพบว่านี้เป็นห้วงคับขันอันตราย พลัน
คลายเส้นใยที่สะกดยับยั้งตรงเล็บพิฆาตมังกรออกเล็กน้อย
พลังที่ปะทุอย่างเกรี้ยวกราดจากกรงเล็บพิฆาตมังกรรอบนี้กล้าแข็งยิ่ง เมื่อ
บุกทะลวงเข้าไปในร่างกายของจั่วม่อก็จู่โจมกระแสความร้อนจาก เมล็ด
ผลึกสุริยันจนแตกพ่ายกระจัดกระจาย จั่วม่อรู้สึกว่ากรงเล็บพิฆาต มังกร
ยังคงสั่นสะเทือนอยู่บนหลังของมันอย่างไม่หยุดยั้งมันคล้ายบังเกิด
ความรู้สึกว่ากรงเล็บพิฆาตมังกรเป็นบุรุษกำยำ ที่ยามนี้กาลังแหงนหน้า
หัวร่อกระหึ่มอย่างพึงพอใจ
แต่จั่วม่อไม่ได้ปิติยินดี กลับแทบจะรํ่าร้องครํ่าครวญอย่างหวนโหยออกมา
พลังเย็นของกรงเล็บพิฆาตมังกรเมื่อจู่โจมกระแสความร้อนจาก เมล็ดผลึก
สุริยันจนแตกพ่าย ยามนี้ก็กลับกลายเป็นฝ่ายอาละวาดไปทั่ว ร่างของมัน
แทน!
เจตนาฆ่าฟันสุดอำมหิตเร่งทำลายร่างกายของมันดุจคลุ้มคลั่ง!
บัดซบ!
จั่วม่อคิดรํ่าไห้เป็นกำลัง เคราะห์ดีที่เมล็ดผลึกสุริยันไม่อาจยอมรับความ
พ่ายแพ้ กระแสความร้อนอีกสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากรอยแตกของตรา
ผนึก กระโจนเข้าหักหาญกับพลังเย็นอันดุร้ายของกรงเล็บพิฆาต มังกรใน
บัดดล
ขุมพซึ่งทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือดร่างกายของ จั่วม่อก
ลับกลายเป็นสนามรบเต็มขั้นที่ขุมกำลังทั้งสองทุ่มเทกำลังเข้าหัก หาญ
อย่างไม่คิดชีวิต
ความเจ็บปวดแสนสาหัสสารพัดชนิดเคี้ยวกรวจิตประสาทของจั่วมืออย่าง
ไม่ขาดระยะ แต่มันไม่อาจขยับเคลื่อนไหวหรือกรีดร้องตะโกน ต่อหน้าสอง
เทพเซียนอันดุร้ายคู่นี้ จั่วม่อตํ่าต้อยด้อยค่าประดุจทารกน้อยที่ ช่วยเหลือ
ตัวเองไม่ได้
แต่มันยังคงไม่ยอมแพ้
แม้ว่าความเจ็ษปวดจะเสียดลึกไปถึงกระดูกมันยังคงกัดฟันทน พยายาม
รักษาความแจ่มใสวูบหนึ่งเอาไว้ตลอดเวลา
มันทราบดีแต่ใจ หากคิดหาวิธีเอาชีวิตรอดจากศึกสองเทพเซียนอันดุร้าย
ประลองกำลังกัน มันต้องสงบเยือกเย็นเอาไว้!
เวลาผ่านไปนานเท่าใดมันก็เริ่มจดจำไม่ได้แล้ว ขณะที่จั่วม่อกำลังเริ่ม รู้สึก
ด้านชา สติใกล้จะหลุดลอย
โอกาสก็มาถึงอย่างฉับพลันทันใด!