สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 648 ไม่หวนคืน
ความรู้สึกบัดเดี๋ยวร้อนสุดขีด บัดเดี่ยวเย็นสุดขั้ว ผสมปนเปจนแยกไม่ออก
บันดาลให้จั่วม่ออึดอัดขัดข้องจนแทบกระอักเลือดออกมา
แต่จั่วม่อกระทั่งเวลาจะกระอักเลือดยังไม่มี มันคร ่าเคร่งศึกษา หาวิธี
ควบคุมบังคับแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น การคิดไปพลางทำไปพลาง
ในช่วงคับขันอันตรายเช่นนี้หาใช่สิ่งที่มันปรารถนาไม่ แต่ยามนี้มันไม่มี
ทางเลือก อื่น แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเป็นฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายของ
มัน นอกเหนือจากสิ่งนี้ก็ไม่มีพลังใดยินยอมสนองตอบต่อมันอีก
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น ลำแสงที่ก่อเกิดขึ้นมาพร้อมกับครั้งที่จักรวาล
ถือกำเนิด มันประดุจมัจฉาหลากสีอันประเปรียว บางครา เรียบร้อยเชื่อง
เชื่อ บางคราวซุกซนดื้อดึง จั่วมอแม้ร้อนรนกระวนกระวาย แทบตายยังได้
แต่สงบใจศึกษาเรียนรู้อย่างระมัดระวัง
นี่เป็นโลกหลากสีสันใบหนึ่ง
กลุ่มแสงหลากสีนานาชนิด ผนึกรวมตัวอยู่ในแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เรียว
บางอย่างยิ่งนี้ ประหนึ่งว่าประกายแสงทุกสีสันที่มีอยู่ในโลกหล้า เมื่อครั้ง
ที่จักรวาลถือกำเนิดขึ้น ล้วนประจุรวมอยู่ในแสงศักดิ์สิทธิ์เล็ก ๆ สายนี้
ของวิเศษนี้ไม่ได้จัดอยู่ในห้าธาตุ ไม่ใช่หยินไม่ใช่หยาง ยิ่งไม่มีส่วน
เกี่ยวข้องใดกับซิวเจ่อหรืออสูรปิศาจ
ความคิดจิตใจของจั่วม่อเมื่อจมอยู่ในแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น
มหาสมุทรข่าวสารอันสับสนวุ่นวายพลันไหลบ่าเข้ามาในใจมัน สิ่งที่ดึงดูด
ความสนใจของมันมากที่สุดคือพลังสภาวะเก่าแก่โบราณที่คล้ายหวดฟาด
ใส่จิตใจของมันอย่างรุนแรง
ชั่วพริบตานี้ มันคล้ายได้ชมดูความโกลาหลแรกเริ่ม อันเป็นต้นกำเนิด ของ
จักรวาลทั้งมวล
มันทราบว่านี่เป็นเพียงมายาภาพ แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นแม้อาจ
หลงเหลือส่วนเสี้ยวพลังสภาวะแห่งบรรพกาลอยู่บ้าง แต่หลังจากผ่าน
เวลานานปีถึงเพียงนี้ ส่วนใหญ่มลายหายไปกับสายธารแห่งกาลเวลาจน
หมดสิ้น หากหลงเหลืออยู่สักหนึ่งในสิบก็นับว่าดีมากแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร
นี่ก็คือข่าวสารเรื่องราวจากช่วงกำเนิดจักรวาล แสงศักดิ์สิทธิ์ไหนเลยจะ
สามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้ทั้งหมด?
แต่ต่อให้หลงเหลือเพียงหนึ่งในสิบ ยังคงเป็นสมบัติวิเศษที่ไม่อาจ ประเมิน
ค่าได้
กำเนิดจักรวาลเป็นบ่อเกิดแห่งสรรพวิชาทั้งมวล หากทำความเข้าใจ ได้สัก
เล็กน้อยจะเกิดประโยชน์นับอเนกอนันต์ ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นอสูร ปิศาจ
หรือซิวเจ่อ ล้วนแล้วแต่เป็นเช่นเดียวกัน
กลิ่นอายสภาวะแห่งช่วงกำเนิดจักรวาลนี้ จั่วม่อในยามนี้ยังไม่มีหนทาง
บรรลุความเข้าใจได้ แม้ว่านี่จะเป็นแก่นแท้ของสรรพวิชา หรือต่อ ให้เป็น
ส่วนที่มีค่ามากที่สุดของแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นก็ตาม
ในห้วงคับขันอันตรายเช่นนี้ หากมัวแต่พยายามทำความเข้าใจ ข่าวสาร
กำเนิดจักรวาล ไยมิเท่ากับมองหาที่ตาย?
เสี่ยวม่อเกอผู้ยึดถือแต่ ความเป็นจริงเร่งขบคิดหาทางควบคุมบังคับใช้
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น อย่างเอาเป็นเอาตาย
ภายใต้การคุกคามของความเป็นความตาย ศักยภาพของผู้คนมักสำแดง
ออกมาได้มากเกินขีดจำกัดปกติ จั่วมอถึงกับเริ่มมีความเข้าใจ เล็กน้อยใน
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น ซึ่งในยามปกติยากจะทำความเข้าใจ
ความสามารถที่ทรงอำนาจที่สุดของแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นอยู่ที่ คำ
“มั่น” เนื่องเพราะมันสามารถรองรับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้า ช่วย หนุน
เสริมทุกสรรพสิ่งอย่างเหนียวแน่นมั่นคง นี่จึงเป็นที่มาของนามแสง
ศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นจั่วม่อแม้ไม่เข้าใจหลักเหตุผลนี้ แต่นี่ย่อมไม่ใช่เวลา
จะมัวมาศึกษาหลักเหตุผลใด ขอเพียงมันทราบว่าจะใช้งานของวิเศษนี้
อย่างไรก็นับว่าดีมากที่สุดแล้ว
จั่วม่อลองใช้แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเข้ากวาดผ่านเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของ
พลังอำมหิตจากกรงเล็บพิฆาตมังกรผลเป็นไปตามที่คาดไว้ พลังเย็น อันดุ
ร้ายถึงกับแข็งค้างอยู่กับที่
นี่ทำให้จั่วม่อมีความเชื่อมั่นเพิ่มพูนขึ้นอีกอักโขมันหันไปลองทดสอบกับ
เศษเสี้ยวกระแสความร้อนของเมล็ดผลึกสุริยันอีกครั้ง พบว่าประสบ
ความสำเร็จเช่นเดียวกัน
มันรีบสงบใจที่พลุ่งพล่าน อดทนรอคอยโอกาสอย่างเงียบเชียบ
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นมีพลังอันมหัศจรรย์ แต่แสงศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณ
มั่นส่วนนี้มีขนาดเล็กจ้อยเป็นอย่างยิ่ง จั่วม่อไม่แน่ใจว่าพลังเพียง เท่านี้จะ
สามารถรับมือขุมพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลทั้งสองนั้นได้หรือไม่ มัน ได้แต่ใช้
ออกในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ในจังหวะที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น
แผนผังปิศาจบนร่างมันเติบโตแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง มันทราบว่า แผนผัง
ปิศาจของมันกำลังพัฒนารุดหน้า แต่กลับไม่อาจคาดเดาได้ว่าท้ายที่สุด
แล้วจะบังเกิดผลลัพธ์เช่นไร
ร่างกายของจั่วม่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างเร่งร้อน คู่อริทั้งสองนั่นกัน ไป
พลาง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายของมันไปพลาง แม้ว่า
มันจะไม่เคยต้องการเลยก็ตาม จั่วม่อในยามนี้ประดุจนายพรานผู้เจนจัด
มันพบช่องว่างรอยโหว่ที่จะลงมือแล้ว แต่ยังคงต้องอดทนรอคอย โอกาส
เพื่อที่จะจู่โจมสังหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในคราวเดียว
แผนผังปิศาจวิวัฒนาการด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
แผนผังปิศาจดวงอาทิตย์แปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ เห็นดวง อาทิตย์ที่
คล้ายมีชีวิตสิบควงลอยอยู่บนผิวกายของจั่วม่อ พวกมันดูราวกับ ว่าเป็น
ดวงอาทิตย์จริงที่ฝังลงบนร่างของจั่วม่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวง อาทิตย์ที่
หว่างคิ้ว ดูไม่ต่างจากดวงอาทิตย์ขนาดเล็กที่โคจรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เส้น
สายที่เชื่อมโยงระหว่างดวงอาทิตย์ทั้งสิบทวีจำนวนมากขึ้นหลายเท่า เส้น
สายเหล่านี้ตัดไขว้สลับผ่าน ทั้งลึกซึ้งและซับซ้อน หากผู้ที่ พลังฝึกปรือ
อ่อนด้อยอยู่บ้างเผลอไปจ้องมองเส้นสายลวดลายอันพิสดาร เหล่านี้ จะ
พบว่าบังเกิดอาการหัวหมุนงุนงงอย่างน่าประหลาด
ในบริเวณใกล้เคียงกับแผนผังปีศาจรูปดวงอาทิตย์ แผ่นเกล็ดที่เคย แน่น
ขนัดจางหายไปหมดสิ้น แผนผังปิศาจชุดใหม่จมลึกลงใต้ผิวหนังของมัน
จนไม่อาจมองเห็นได้อีก แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับจั่วม่อจะพบว่ารูปร่างของมัน
เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เดิมที่รูปกายของจั่วม่อแม้ไม่อาจเรียกได้ว่ากำยำ
ล ่าสัน แต่ยังเห็นมัดกล้ามเนื้อเป็นส่วนสัดชัดเจน ยามนี้ร่างกายมันถึงกับ
ผอมบางลงไปมาก มีเพียงตัวจั่วมอเองที่ทราบว่าสังขารร่างกายของมัน
ในตอนนี้ แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
สังขารร่างกายของมันถูกขัดเกลาอีกครั้ง เลือดเนื้อที่อ่อนแอถูกพลัง เย็น
อำมหิตของกรงเล็บพิฆาตมังกรกำจัดไปสิ้นกระดูกแต่ละชิ้น เส้นเอ็น แต่
ละเส้น กล้ามเนื้อทุกมัด ล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งกว่ากาลก่อนไม่รู้ว่ากี่เท่า
ต่อกี่เท่า การกลั่นเกลาครั้งนี้ยังเพียบพร้อมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเมื่อครั้งหมู่ดาว
ประทานพรเสียอีก!
หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาอื่น จั่วมอจะหัวร่อจนปากฉีกถึงใบหู แต่ ยาม
นี้มันไหนเลยจะยังรู้สึกยินดีปรีดาได้
มันกำลังสงสัยว่าเมื่อการกลั่นเกลาแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นเวลาที่ การ
ปะทะครั้งสุดท้ายระหว่างสองขุมพลังอุบัติขึ้น!
การคาดเดาของจั่วม่อครั้งนี้ถูกต้องตรงเผงอย่างไม่น่าให้อภัย
สายลมโบกสะบัด ละอองฝนพร่างพราวโปรยปราย
ม่านพิรุณดูคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด ครอบคลุมแผ่นดินแผ่นฟ้านับพันลี้ สายฝน
เล็กละเอียดสุกปลั่งโปร่งใส ประกอบด้วยกลิ่นอายของฤดูใบผลิอันนุ่ม
ละมุน ไม่มีร่องรอยของความเยือกเย็นเหน็บหนาว กลับบันดาลให้รู้สึก
อบอุ่นสบายอย่างบอกไม่ถูก
ภายใต้ม่านพิรุณ ผู้ที่พลังฝึกปรืออ่อนด้อยมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มมึนเมา พวก
มันคลายมือปล่อยศาสตรามารร่วงหล่นลงบนพื้นโดยไม่รู้ตัว เสียงอาวุธ
ตกกระทบพื้นผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเสียงหยาดฝนโปรย กระทั่ง
เจ้าของศาสตรามารยังไม่ตระหนักว่าอาวุธคู่กายได้พลัดพรากจาก มือของ
พวกมันไปแล้ว
ผู้คนที่ปล่อยศาสตรามารหลุดจากมือ ยิ่งมายิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พา กัน
เปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยมึนเมาอยู่ท่ามกลางสายฝน
ชีเตียวอวี่เองเป็นผู้ที่มีฝีมือมากที่สุดในวิชาเสียงปิศาจหลอนจิต มัน
ตระหนักถึงพลังของม่านพิรุณเหล่านี้ในทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย
โดยไม่รู้ตัว หยดน ้ารอบกายมันหมุนคว้างอย่างเร่งร้อนกว่าเดิม ท่ามกลาง
เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมสูง หยดน ้าพุ่งลิ่ว ดูคล้ายต้องการจะทะลวง
ผ่านม่านพิรุณ
แต่ม่านพิรุณยังคงสาดเทลงมาไม่ขาดสาย สำเนียงสายฝนโปรยยังคง นุ่ม
ละมุน ชวนเคลิบเคลิ้มมึนเมาอย่างมิอาจต้านทาน
สุ่มเสียงแหลมสูงคล้ายบุกทะลวงเข้าไปในเมือกหยุ่นเหนียว เลือน หายไป
ในบัดดล หยดน ้าสามหยดโซซัดโซเซคล้ายคนเมาสุรา พวกมันพุ่ง ช้าลง ๆ
จนกระทั่งแทบจะเคลื่อนที่ด้วยระดับความเร็วเท่ากับเต่าคลาน
ซีเตียวอวี่สีหน้าเผือดขาว นี่เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกอับจนสิ้นหนทางถึง เพียง
นี้ ต่อหน้าพลังอันเกรียงไกรแห่งด่านไสว้ มันไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้าน แข็ง
ขืนแม้แต่น้อย
“เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืน…” ชีเตียวอวี่กระซิบพึมพำด้วยสี หน้า
ซับซ้อน “สมแล้ว…. ไม่มีสิ่งใดสามารถหวนคืนมาได้จริง ๆ !”
ระหว่างเม็ดฝนแต่ละเม็ด แฝงเร้นไว้ด้วยพลังอันเฉื่อยชาที่ชำแรกเข้า ไปใน
ร่างของมันโดยไม่ทันรู้ตัว
ชีเตียวอวี่รู้สึกสติสัมปชัญญะเริ่มจะเอื่อยเฉื่อยห่างไกล ร่างกาย กลายเป็น
หนักอึ้งกว่าเดิม มันรู้สึกเกียจคร้านสุขสบายจนแทบไม่อยากจะ ขยับไป
ไหนอีกแล้ว
กระทั่งยอดยุทธ์อัจฉริยะเช่นซีเตียวอวี่ ยามนี้ยังเผยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม มึน
เมาอันแปลกพิกล
ไม่หวนคืนไม่หวนคืน!
ชั่วพริบตาที่ม่านพิรุณกระหน ่าโปรยลงมา สุ่มเสียงสดใของโซ่กระทบ กัน
พลันชะงักขาดห้วง จากนั้นสายโซ่ไม่พลัดพรากที่จู่โจมเข้าหาอวี่ไสว้ มี
สภาพไม่ต่างจากมังกรที่พลัดตกลงไปในน ้า ถูกพลังที่มองไม่เห็นกดทับ
จากทุกทิศทุกทาง
ทันใดนั้นห่วงโซ่เหล็กกล้าพลันสว่างวาบ ทอประกายสีขาวดำ ผสมผสาน
เป็นหนึ่งเดียว ม่านฝนไหววูบ จากนั้นสายโซ่เร่งความเร็วพุ่ง ปราดเข้า
หาอวี่ไสว้เป็นคำรบสอง
อวี่ไสว้แย้มยิ้มเล็กน้อย กลับไม่แยแสสนใจสายโซ่นี้
ไม่เห็นม่านฝนมีการเปลี่ยนแปลงอันใด แต่สายโซ่ที่เพิ่งเร่งความเร็วขึ้น
ยามนี้กลับค่อย ๆ ชะลอช้าลงอีกครั้ง ราวกับว่ากำลังฉุดลากสิ่งของที่หนัก
เป็นอย่างยิ่งขึ้นจากพื้น ภายใต้ม่านพิรุณโปรยปราย ประกายแสงขาว ดำ
เลือนรางลงอย่างรวดเร็ว
ภายในชั่วพริบตาเดียว ประกายแสงขาวดำก็ถูกผลาญไปจนหมดสิ้น
โซ่เหล็กอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงและไม่อาจต้านทานได้ ทันใดนั้น กลับ
กลายเป็นเชื่องช้าเช่นทารกน้อยที่หลับไหล โยกไกวเงียบ ๆ ที่กลางอากาศ
ทะเลบุปผาเจตจำนงกระบี่คล้ายชะลอช้าลง จนแทบมีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง
ได้ทุกขณะจิต
สีหน้าเย็นชาของหว่อหลีในที่สุดก็เปลี่ยนสี เขตแดนแห่งด่านไสว้!
ที่แท้ร้ายกาจถึงเพียงนี้
กระทั่งพลังที่สร้างขึ้นจากการหลอมรวมชีวิตและความตาย ม่านพิรุณอัน
ไร้ที่สิ้นสุดเบื้องหน้านางนี้ยังแทรกแซงเข้าทำลายได้
หากกล่าวถึงด้านความลึกซึ้งเลิศพิสดาร เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวน คืนมิ
อาจเทียบได้กับโซ่เหล็กไม่พลัดพราก แต่น่าเสียดายที่ระดับพลังของ พวก
มันห่างชั้นกันเกินไป! หลัวหลีเพิ่งจะสำเร็จวิชากุญแจเป็นตายเพียงชั่ว ครู่
ชั่วยาม ระยะเวลากระชั้นสั้นเกินไปมาก ส่วนอวี่ไสว้จากปิศาจด่านเจี้ยว
กลายเป็นด่านถงหลิ่ง ฝ่าทะลวงเข้าสู่ด่านเจียง จนกระทั่งมาถึงด่านไสว้
แต่ละย่างก้าว แต่ละระดับชั้น ล้วนก่อตั้งอยู่บนรากฐานอันหนักแน่นมั่นคง
พลังฝึกปรือที่มันสั่งสมมาชั่วชีวิตแทบไม่อาจจินตนาการได้
เมื่อพลังฝึกปรือบรรลุถึงระดับชั้นหนึ่ง ย่อมก่อเกิดการเปลี่ยนแปลง เชิง
คุณภาพด้วย!
ไม่ว่าโซ่เหล็กไม่พลัดพรากจะเลิศพิสดารถึงเพียงไหน ต่อหน้าพลัง อำนาจ
อันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ไม่อาจส่งผลคุกคามอันใดได้
หนึ่งพลังขอเพียงกล้าแข็งมากพอ สามารถพิฆาตสิบเปลี่ยนแปลง! เพียง
หนึ่งกระบวนท่า จู่โจมเข้าใส่จุดอ่อนของหว่อหลีโดยตรง!
ผู้คนไม่ว่ามีพรสวรรค์มากล้นสักเท่าใด บนวิถีทางแห่งการสั่งสมพลัง นี้
ย่อมไม่อาจใช้หนทางลัดอันใด!
ด้วยประสบการณ์ของยอดคนด่านไสว้ อวี่ไสว้มองจุดอ่อนที่ร้ายแรง ที่สุด
ของหลัวหลีกับหว่อหลีทะลุปรุโปร่งแต่แรก
มันแย้มยิ้มจาง ๆ ผู้อื่นเมื่อสามารถบีบบังคับมันจนตกอยู่ในสภาพนี้ก็
เรียกได้ว่ามีพรสวรรค์เด่นกว่าผู้ใด แต่จะอย่างไรก็ต้องจบลงเพียงเท่านี้
แล้ว!
แต่แล้วในเวลานี้เอง คลื่นพลังอันน่าตระหนกพลันกวาดซัดมาจาก
ด้านหลังของมัน
อวี่ไสว้รอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า มันยังไม่ทันจะสะบัดหน้ากลับไปดู
ตู้ม คล้ายบางสิ่งระเบิดอย่างรุนแรงด้านหลังของมัน คลื่นกระแทกที่เกรี้ยว
กราดจนแทบทำให้มันสูญเสียความคิดต่อสู้พลันโถมซัดมาจากด้านหลัง
อย่างคลุ้มคลั่ง!
อวี่ไสว้หันกลับไปมองอย่างแตกตื่นตะลึงลาน เห็นดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง
แผดแสงเจิดจรัสท่ามกลางม่านพิรุณ!
หลังจากทำการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างขุมกำลังขั้นสุดท้าย การปะทะหัก
หาญระหว่างทั้งสองฝ่ายแทบจะบรรลุถึงจุดสุดยอดในชั่วพริบตา
พลังเย็นสุดหฤโหดของกรงเล็บพิฆาตมังกรเปลี่ยนเป็นอสรพิษดำฝูง ใหญ่
แผดคำรามอย่างเกรี้ยวกราดพลางโถมเข้าหาดวงอาทิตย์ทั้งสิบราวเสียสติ
เมล็ดผลึกสุริยันที่ยามนี้เข้าควบคุมเขตแดนสวรรค์สิบอีกาอย่าง สมบูรณ์
ทันใดนั้นปลดปล่อยลำแสงเพลิงผลาญออกมา เหล่าอสรพิษดำที่คุกคาม
เข้าใกล้ถูกแผดเผาเป็นเถ้าธุลีในบัดดล!
แต่อสรพิษดำที่ก่อเกิดจากพลังเย็นหฤโหดมีจำนวนมากมายสุดคนา นับ
พวกมันยังคงโถมเข้าจู่โจมโดยไม่สะทกสะท้าน
การต่อสู้ไต่ขึ้นไปถึงขั้นดุเดือดเลือดพล่านที่สุดอย่างฉับพลัน
นี่เป็นการปะทะหักหาญอย่างซึ่งหน้า ไม่มีเล่ห์อุบายลวดลายใด เพียง
ประชันกำลังว่าผู้ใดจะเหนือกว่ากัน!
ฝูงอสรพิษพลังเย็นหฤโหดดุจเกลียวคลื่นพิโรธ ถาโถมเข้าจู่โจมสิบ ดวง
อาทิตย์ไม่ขาดสาย ดวงอาทิตย์ทั้งสิบก็ไม่ยอมน้อยหน้า เคลื่อนผ่านไป ทั่ว
ร่างของจั่วม่ออย่างไม่หยุดยั้ง เมล็ดผลึกสุริยันเพื่อทำการตอบโต้ถึงกับ
เข้าควบคุมเขตแดนสวรรค์สิบอีกาของจั่วม่อโดยตรง!
ตูม!
ทั่วร่างจั่วม่อระเบิดแสงสีทองเจิดจรัสออกมาอย่างฉับพลัน!
ราวกับดวงอาทิตย์จู่ ๆ ฉายแสงกลางสายฝน! หยาดพิรุณก่อนที่จะเข้าใกล้
แสงสีทองพลันระเหยหายไปหมดสิ้น แต่แล้วท้องฟ้าแผ่นดินมืดมัวลง
อย่างฉับพลัน
อวี่ไสว้แหงนหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ มันเห็นท้องฟ้าที่เดิมที่ สลัวมัว
หม่นด้วยม่านพิรุณปกคลุม บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับ ท้องฟ้าลุก
ไหม้ด้วยเพลิงไฟ
ท้องฟ้าทั้งผืนกลับกลายเป็นสีแดงเข้ม กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ไพศาล
ยิ่งกว่าม่านพิรุณของมันเสียอีก!
นี่มัน… …
ทันใดนั้นเอง จุดแสงดวงหนึ่งพวยพุ่งออกจากม่านแสงสีทองบนร่าง ของ
เซี่ยวม่อเกอ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าม่านพิรุณต่อให้หนาหนักกว่านี้ยังมิอาจ
ขวางรั้งจุดแสงเอาไว้ได้แม้แต่ชั่ววูบ จุดแสงยิ่งลอยสูงขึ้น ก็ยิ่งขยายใหญ่
มากขึ้นเรื่อย ๆ ภายในชั่วพริบตาเดียว ดวงแสงนั้นลอยขึ้นไปแขวนค้างอยู่
กลางนภา
ดวงอาทิตย์!
ทันใดนั้นจุดแสงอีกหลายจุด พวยพุ่งออกจากร่างของจั่วม่อ ล่องลอย
ติดตามกันขึ้นสู่ท้องฟ้า
เพียงชั่วอึดใจเดียว สิบดวงอาทิตย์ก็ยึดครองท้องนภาทั้งผืนอย่าง อหังการ
เขตแดนสวรรค์สิบอีก! นี่ก็คือเขตแดนสวรรค์สิบอีก!
อวี่ไสว้แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขตแดนสวรรค์สิบอีกาไม่ว่าทรงพลัง
อำนาจสักเพียงไหน ยังคงเป็นเพียงสุดยอดของด่านเจียงเท่านั้น เมื่อเทียบ
กับเขตแดนของด่านไสว้ จะอย่างไรต ่าชั้นกว่าถึงหนึ่งด่านพลัง ความต่าง
ชั้นนี้เป็นความต่างชั้นที่ไม่อาจถมเต็มได้!
เช่นนั้นเขตแดนสวรรค์สิบอีกา ไฉนทะลวงผ่านเขตแดนหยาดพิรุณไม่ หวน
คืนของมันอย่างสะดวกดายถึงเพียงนี้?
นี่เป็นไปไม่ได้!
อวี่ไสว้ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทันใดนั้น
สังหรณ์อันตรายแรงกล้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนพลันกรีดร้องระงมในใจ
โดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
อวี่ไสว้หัวใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง!