สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 655 ไมตรี
กู่เหลียงเตาคาดไม่ถึงว่าเปี๋ยหานจะตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ ขณะเดียวกัน
ยังต้องงุนงงสงสัยอยู่บ้าง คนทระนงถือดีอย่างเปี๋ยหานไฉนมี น ้าใจไมตรี
ถึงเพียงนี้ โดยทั่วไปคนเช่นนี้มักจะดูแคลนผู้คนทั่วหล้า คิดว่า ตนเองสูงส่ง
เหนือผู้ใด ราวกับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก กู่เหลียงเตา เพียงทราบว่า
เปี๋ยหานนำกองพันบาปเคราะห์หลบหนีจากวัดเสวียนคง แต่ ยังคงรู้สึก
ยากจะเข้าใจได้ว่าคนเยี่ยงเปี๋ยหานไฉนตกลงใจติดตามบุรุษ หนุ่มผู้นี้
จากนั้นมันเหลือบมองกงซุนชาผู้ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ด้านข้าง มองค่ายจูเชวี่ย
เท่ากับว่ายามนี้จั่วม่อมีสองกองพันชั้นยอดอยู่ใต้ร่มธง พลังอำนาจ ระดับ
นี้แม้ยังไม่อาจเทียบได้กับสี่มหาสำนัก แต่สำหรับสำนักขนาดเล็ก และ
ขนาดกลางทั่วไป รับรองว่าเหนือล ้ากว่ากันไม่รู้ว่ากี่ขุม
สับสน งุนงง ตกตะลึง อารมณ์หลากหลายผสมปนเปอยู่ในใจมัน
“มีพวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่ ข้าคงไม่มีความจำเป็นแล้ว” กู่เหลียงเตา กล่าว
เป็นเชิงเยาะหยันตนเอง ประโยคนี้ดูผิวเผินเป็นเพียงการกล่าวถ่อมตน แต่
กลับสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของกู่เหลียงเตา มันแม้ยังไม่ทราบว่า ขุม
กำลังของจั่วม่อใหญ่โตเพียงใด แต่กับสองแม่ทัพบัญญชาการศึกระดับ
สุดยอดคู่นี้ หากมันยินยอมเข้าร่วมก็ได้แต่เป็นการเพิ่มบุปผาบนแพร
พรรณเท่านั้น จะเป็นเรื่องยากสำหรับมันที่จะเบียดเสียดเข้าสู่ตำแหน่ง
สำคัญ
ในด้านเหล่านี้ ภูมิความรู้และความเจนจัดของกู่เหลียงเตาเหนือล ้า กว่า
เปี๋ยหานและกงซุนชาผู้เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกเพียงอย่างเดียว ควร
ทราบว่าในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ มันยังสามารถรวบรวมกองทัพชั้น
ยอด เพาะสร้างขุมกำลังของตนขึ้นมาได้ ความคิดจิตใจของกู่เหลียงเตา
นับว่าลึกล ้าสุดจะหยั่งถึง
เปี๋ยหานแม้ไม่มีฝีมือในการวางแผนอุบาย แต่มันมิใช่บุคคลไม่รู้ความ เมื่อ
ฟังกู่เหลียงเตากล่าวเช่นนี้ก็ไม่พิพิไรมากความ เพียงกล่าวอย่างเย็น ชา
หนึ่งประโยค “แต่อีกไม่นาน ซีเซวียนจะไม่ยอมอดทนอดกลั้นต่อเจ้า อีก”
ประโยคนี้แทงใจดำกู่เหลียงเตาเข้าเต็มแรง
ในสายตาของคนนอก อาจมองเห็นมันมีชื่อเสียงกระเดื่องดังสะท้าน ทั่ว
สามภพ เป็นยอดแม่ทัพอันดับแรกแห่งซีเซวียน แต่อันที่จริงเหล่าคน บุญ
หนักศักดิ์ใหญ่ในสำนักกลับไม่สนับสนุนมัน มิหนำซ ้ายังมีข้อขุ่นข้อง
หมองใจต่อมัน ท้ายที่สุดมันก็ถูกจัดเป็นเพียงตัวปัญหา เป็นสิ่งของที่ต้อง
สลัดทิ้งในสักวัน สำหรับคนเหล่านี้มันเป็นได้แค่หนามยอกอกเท่านั้น
ยิ่งมันมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่มากเท่าใด เหล่าคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่เหล่านั้น ก็
ยิ่งน่าสะพรึงกลัวสำหรับมันเท่านั้น
ขณะที่หน้าฉากบรรดาผู้อาวุโสกล่าววาจารื่นหู เต็มไปด้วยความ เข้าอก
เข้าใจ กู่เหลียงเตาทราบกระจ่างดีว่านั่นเป็นเพียงการล่อลวงให้มันตายใจ
เพื่อที่จะได้เปิดช่องว่างรอยโหว่ให้พวกมันได้ฉวยโอกาสลงมือ เนื่องเพราะ
เหตุนี้เอง มันยินดีกระโจนเข้ามาทำศึกในภพปีศาจ แม้ว่าสุ่ม เสี่ยง
อันตรายอย่างใหญ่หลวง แต่ก็ยังดีกว่าหวนกลับไปยังสำนัก
หากมันหวนกลับไปยังสำนักรอบนี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง ว่าสิ่งที่รอ คอย
มันอยู่อาจเป็นการยึดอำนาจสั่งการกองทัพของมัน
กู่เหลียงเตาเป็นคนยึดถือความเป็นจริง หลังจากเงียบงันไปชั่วครู่มัน ก็
แย้มยิ้มอย่างไม่ยี่หระ สีหน้าท่าที่ไม่ซ่อนเร้นปิดบัง เพียงกล่าวอย่างผ่า
เผยว่า “เรื่องของวันพรุ่งนี้ รอจนวันพรุ่งนี้ค่อยว่ากล่าวเถอะ ไม่มีผู้ใด
ราบรื่นได้ตลอดเวลา การเดินทางมาในคราวนี้ได้พบเจอวีรบุรุษเยี่ยงพวก
เจ้า ก็นับว่าได้กำไรมากพอแล้ว!”
จั่วม่อกับกงซุนชาพอฟังอดมีสีหน้านับถือเลื่อมใสไม่ได้กระทั่งสายตา เย็น
เยือกของเปี๋ยหานยังคล้ายหลอมละลายเล็กน้อย
“ผู้น้องได้ยินว่ามีจอมปิศาจด้านไสว้ผู้หนึ่งมาถึง มิทราบว่า …” กู่เหลียง
เตาทำสายตาเป็นเชิงถามไถ่
“อา พวกเราบังเอิญพลั้งมือฆ่ามันไปแล้ว” จั่วมอพยายามวางสีหน้า ให้
เป็นธรรมชาติ กล่าวอย่างละอายใจอยู่บ้าง ซึ่งความจริงเป็นอากุย
ต่างหากที่ปลิดชีพอวี่ไสว้
กู่เหลียงเตาเห็นสีหน้าของจั่วม่อเดิมที่ตะลึงงันอยู่แล้ว ยิ่งฟังวาจาอด
กล่าวตะกุกตะกักไม่ได้ “พะ…พลั้งมือฆ่าไปแล้ว..”
มันย่อมไม่ใช่คนเดียวที่นิ่งจึงตะลึงงัน เหล่าแม่ทัพนายกองรอบกาย มันพา
กันอ้าปากค้างดุจพบพานผีสาง
“อา อา อา” จั่วมอพยักหน้าระรัว
กู่เหลียงเตาใบหน้าแข็งที่ออยู่เป็นครึ่งค่อนวัน ก่อนจะหาปากตัวเอง เจอ
“พี่เซี่ยว สมแล้ว……..สมแล้ว… วีรบุรุษก่อเกิดแต่วัยเยาว์โดยแท้”
มันถึงกับกล่าวคำ “สมแล้ว” ซ ้าสองหน คล้ายไม่ทราบจะใช้ถ้อยคำใด มา
บรรยายอารมณ์ความรู้สึกของมันในยามนี้ มันไม่เห็นแววหยอกล้อหรือ โป้
ปดในแววตาของอีกฝ่าย มันยังเข้าใจดีว่าเรื่องนี้เซี่ยวม่อเกอไม่ได้
หลอกลวงมัน เหตุการณ์นี้เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้เอง มีผู้คนมากมาย
เป็น ประจักษ์พยาน มันเพียงแค่ต้องสอบถามดูไม่นานก็จะทราบความ
จริง ทั้งหมด
จากนั้นมันเชื่อมโยงข้อเท็จจริงไปยังภาพที่เปี๋ยหานไล่เข่นฆ่าสังหาร ไพร่
พลปิศาจ คำตอบนี้ดูท่าจะจริงแท้แน่นอน หากมิใช่ว่าจอมปีศาจด่าน ไสว้
ถูกฆ่าตายไปแล้ว ผู้ใดจะปล่อยให้กองทัพของตนถูกผู้คนไล่ฆ่าฟัน เหมือน
แพะแกะ?
หลักฐานทั้งมวลล้วนบ่งบอกชัดเจนว่าวาจาของเซี่ยวม่อเกอไม่ได้ใช้ ปด
มดเท็จ
แต่นั่นคือจอมปีศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง ไม่ใช่สุนัขข้างถนนสักตัว เป็นจอม
ปิศาจด่านไสว้
เป็นชนชั้นที่เทียบเทียมกับซิวเจอด่านฝ่านซู!
กระทั่งในซีเซวียน หนึ่งในสี่มหาสำนักแห่งภพซิวเจ่อ ซิวเจอด่านฝ่านซูยัง
ยากจะพบพาน ยอดคนเหล่านี้มักใช้เวลานานปีปิดด่านฝึกตนหรือท่องไป
ทั่วหล้า แต่สำหรับสำนักแล้ว ซิวเจอด่านฝ่านซูนับเป็นขุมกำลังใน เชิงกล
ยุทธ์
กู่เหลียงเตาต่อสู้กับเผ่าปิศาจมาโดยตลอด ความเข้าใจในเผ่าปิศาจ ของ
มันเรียกได้ว่าลึกซึ้งกว่าซิวเจ่อทั่วไปมากในแดนปิศาจ ชนชั้นจอม ปิศาจ
ด้านไสว้เป็นขุมกำลังระดับสูงสุด พวกมันแต่ละคนล้วนเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกที่แข็งแกร่งเหี้ยมหาญที่สุด ทั้งยังเป็นยอดยุทธ์ที่มีพลังฝีมือ
กล้าแข็งที่สุด พวกมันไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์
ของแดนปิศาจทั้งสิ้น
การสิ้นชีพของจอมปีศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง จะเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนไป ทั่ว
ภพปีศาจ นี่ยังร้ายแรงยิ่งกว่าการสูญเสียอาณาจักรใด ๆ เสียอีก
ในสายตาของมันเซี่ยวม่อเกอจู่ ๆ ก็กลับกลายเป็นยิ่งลี้ลับสุดจะหยั่ง
คำนวณกว่าเดิม
กู่เหลียงเตาแม้สามารถรักษาสีหน้าเยือกเย็น แต่เหล่าแม่ทัพนายกอง รอบ
กายมันอดตื่นตัวไม่ได้ จนกระทั่งถึงตอนนี้ สี่มหาสำนักแม้ฉกฉวย
ผลประโยชน์ได้บ้าง แต่อสูรปิศาจยังไม่เคยประสบความเสียหายร้ายแรง
อย่างแท้จริง
สำหรับเผ่าปิศาจ การตายของจอมปีศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งเป็นความ สูญเสีย
อย่างใหญ่หลวงที่สุดในรอบหลายปีมานี้!
กู่เหลียงเตาตั้งสติ ฟื้นตื่นจากความตกตะลึงได้อย่างรวดเร็ว มันเต็ม ไป
ด้วยความกระหายอยากรู้และงุนงงสงสัย แต่ยังคงฝืนสะกดกลั้น เรื่องนี้
หากซักไซ้ลึกลงไปอาจเป็นการไม่สุภาพ จึงหันเหหัวเรื่องว่า “แล้วยามนี้
ทุกคนคิดไปที่ใด?”
“ไปยังอาณาจักรน ้าพุปรโลก” มั่วต่อไม่ปิดบัง ผู้อื่นเมื่อเดินทางไกล มา
ช่วยเหลือมันไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใดก็ถือเป็นหนี้น ้าใจหนหนึ่ง ยิ่งไปกว่า
นั้นมันยังสามารถมองออกว่ากู่เหลียงเตาผู้นี้ เป็นบุคคลอันเปิดเผยและ
มากน ้าใจไมตรีผู้หนึ่ง
“อาณาจักรน ้าพุยมโลก?” กู่เหลียงเตาตกตะลึงเล็กน้อย แต่ไม่ ซักถามว่า
พวกจั่วมื่อไฉนคิดเดินทางไปยังอาณาจักรน ้าพุยมโลก หลังจาก ขบคิดอยู่
ชั่วครู่ ค่อยกล่าวว่า “อาณาจักรน ้าพุปรโลกตั้งอยู่ในส่วนที่ลึกล ้า เป็นอย่าง
ยิ่งในดินแดนแห่งความมืด ห่างไกลจากที่นี่มาก ระหว่างทางมีขุม กำลัง
นับไม่ถ้วน เกรงว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย!”
จั่วมอพยักหน้า มันก็รู้สึกเช่นนั้น “ข้าทราบ”
กู่เหลียงเตานำบางสิ่งออกมาจากแหวนมิติของมัน ยื่นส่งให้จั่วม่อ พลาง
กล่าวเป็นเชิงเย้ยหยันตัวเอง “แม้ว่าจะเป็นเพียงการแสร้งกระทำ แต่ ผู้
น้องยังคงต้องพิชิตอาณาจักรอีกสักเล็กน้อย เพื่อให้สำนักของข้าพึง พอใจ
ดังนั้นไม่อาจร่วมทางไปเป็นเพื่อนพี่เซียวได้ แผนที่อาณาจักรฉบับนี้ เป็น
สิ่งที่ผู้น้องยึดได้จากสินสงคราม มิใช่เป็นของทางสำนัก ข้อมูลข่าวสาร
เกี่ยวกับดินแดนร้อยเถื่อนและอาณาจักรทั้งหมดล้วนถูกบันทึกไว้ในแผนที่
อาณาจักรนี้ หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ต่อพี่เซียวได้บ้าง”
จั่วมอสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย เห็นผู้อื่นมีสีหน้าจริงจังจริงใจยิ่ง
อย่าได้เห็นว่านี่เป็นเพียงของกำนัลเล็กน้อย แท้ที่จริงมีค่าพันตำลึงทอง
และยิ่งมีคุณค่าต่อจั่วมอในยามนี้!
คนผู้นี้แม้มีความคิดอ่านลึกซึ้ง แต่ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างโอ่อ่าผ่าเผย มาก
น ้าใจ นับเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง
จั่วมอสีหน้าเคร่งขรึม รอยยิ้มแจ่มใสบนใบหน้าสลายคลาย มัน ประสาน
มือคำนับต่อกู่เหลียงเตา “พี่ใหญ่’ ขอบคุณท่านมากแล้ว! นามที่ แท้จริง
ของข้าเรียกว่าจั่วม่อ เซี่ยวม่อเกอเป็นเพียงชื่อปลอมที่ข้าใช้ท่อง ตระเวน
แดนปีศาจ! พี่ใหญ่ ท่านก็เรียกข้าว่าเสี่ยวม่อเถอะ!”
กู่เหลียงเตาหัวร่ออย่างผ่าเผย กล่าวว่า “นามเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
เท่านั้น ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง พี่น้อง เจ้าต้องระวังให้มาก! เผ่าปิศาจไม่เคย
ขาด แคลนผู้ที่ดุดันอำมหิต ทั้งยังเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นอันลึกล ้า
กับซิว เจ่อเรา ในการเดินทางครั้งนี้พี่จั่วต้องระมัดระวังให้จงหนัก เจ้ายัง
สังหาร จอมปิศาจด่านไสว้คนหนึ่ง มิหนำซ ้าตัวตนของเจ้าในฐานะซิวเจ่อ
อาจถูก เปิดเผยในไม่ช้า ยามนี้เจ้ากลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว การเดินทาง
ครั้งนี้ เกรงว่าคงไม่สงบสุขอีกต่อไป”
“พี่ใหญ่กู่ตักเตือนถูกต้อง” จั่วมอเองก็มีสีหน้าหนักอึ้ง
หลังจากการต่อสู้ในวันนี้ ตัวตนในฐานะซิวเจ่อของมันคงไม่อาจ ปกปิดได้
อีก ผู้ที่ใคร่รู้ยังสามารถสอบถามจากเหล่าผู้รอดชีวิตจากนครมหาสันติได้
โดยง่าย คนเหล่านี้มีสายตาซับซ้อน เต็มไปด้วยความชิงชังและสำนึก
ขอบคุณ ผสมปนเปจนแยกไม่ออก แต่ความรู้สึกที่ฉายชัดมากที่สุด คือ
ความหวาดกลัว
มันพลันเอ่ยปาก “ผู้น้องมีเรื่องหนึ่ง ขอพี่ใหญ่กู่โปรดเมตตาด้วย”
“เรื่องอันใด?” กู่เหลียงเตาย้อนถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“ปิศาจเหล่านี้ล้วนมีไมตรีกับผู้น้อย พี่ใหญ่ โปรดละเว้นชีวิตพวกมัน ด้วย”
จั่วม่อกล่าวตรง ๆ
กู่เหลียงเตาผงกศีรษะรับโดยไม่ต้องขบคิด “ไม่มีปัญหา!”
“พี่ใหญ่ ขอบคุณท่านมาก!” จั่วม่อกล่าวอย่างสำนึกขอบคุณ
กู่เหลียงเตาสั่นศีรษะพลางกล่าว “อย่าได้เข้าใจว่าเราผู้พี่เป็นบุคคลด ร้าย
กระหายเลือดถึงเพียงนั้น การศึกสงครามเป็นเรื่องของกองทัพไหน เลยจะ
มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนธรรมดาทั่วไป? เราผู้พี่จึงไม่ตกต ่าถึงเพียงนั้น ยิ่งไป
กว่านั้นหลังจากมหาพิบัตินภาสลายการผสมผสานระหว่างซิวเจ่อ อสูร
และปีศาจเป็นเรื่องที่ไม่ว่าผู้ใดก็หยุดยั้งไม่ได้อีก สวรรค์เมื่อต้องการ เช่นนี้
ก็ไม่ต้องมีการเข่นฆ่าโดยไม่จำเป็นแล้ว”
จั่วม่อดวงตาทอแววตื่นตะลึง พี่ใหญ่กู่ของมันเป็นยอดคนผู้หนึ่งดังที่ คาด
นี่มิใช่ว่าจั่วมอไม่เคยพบพานผู้ที่ตระหนักรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ แต่สำหรับสี่ มหา
สำนักที่ครองอำนาจมานานนับพันปี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับเรื่องนี้
จากนั้นพวกมันสนทนาเรื่องอื่น ๆ อย่างสนิทสนมกลมเกลียว
กู่เหลียงเตาค้นพบอย่างรวดเร็วว่าจั่วมอแม้ยังอายุเยาว์ แต่มีสายตา
กว้างไกล มองเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้ว่าจะมี
ความสำเร็จสูงล ้าด้วยอายุเพียงเท่านี้ แต่ไม่เคยปล่อยให้ความทระนงตน
มาบดบังสติปัญญาของตน
ส่วนข้อวินิจฉัยของกู่เหลียงเตาเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ เรียกได้ว่า ทั้ง
แหลมคมและเจนจัด เรื่องบางอย่างที่มือใหม่เช่นจั่วม่อมองไม่ออก มัน
อาศัยคำอธิบายเพียงไม่กี่ประโยคก็เพียงพอจะชี้แนะจั่วมอจนกระจ่างแจ้ง
จั่วม่อยามนี้ค่อยทราบชัดว่าภายใต้แรงข่มขู่คุกคามจากทางสำนัก พี่ใหญ่
ไฉนมิเพียงไม่ดับดิ้นสิ้นชีพ ทั้งยังยิ่งเติบโตกล้าแข็งขึ้นเป็นลำดับ
ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีอย่างน่าปะหลาด สนทนาอย่างถูกคอตลอดทั้ง คืน
โดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย
รอจนแสงอาทิตย์ลำแรกฉายส่องจากขอบฟ้า พวกมันคล้ายเพิ่งสะดุ้ง ตื่น
ขึ้นจากความฝัน
ทุกผู้คนล่วงรู้ว่านี่เป็นเวลาของการจากลา พวกจั่วม่อต้องเดินทางไป ยัง
อาณาจักรน ้าพุปรโลก ส่วนกู่เหลียงเตาต้องนำทัพกลับไปเสริมแนวรบ
ของตน พวกมันได้รับแจ้งข่าวว่ามีศัตรูเริ่มฉวยโอกาสรังควานแนวหน้า
ของพวกมัน
แต่ทั้งสองฝ่ายล้วนมิใช่คนพิพิไร พวกมันเพียงแลกเปลี่ยนวิธีการ ติดต่อ
จากนั้นอำลาจากกันอย่างง่ายดาย
รอจนมองส่งพวกกู่เหลียงเตาจากไปจนลับตา จั่วมอในที่สุดค่อยรั้ง
สายตากลับมา
การจากไปอย่างง่ายดายของกู่เหลียงเตา ทำให้บรรดาผู้รอดชีวิตจาก นคร
มหาสันติลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก พวกมันพอฟังว่าหนึ่งใน
กองทัพที่มาใหม่นำโดยกู่เหลียงเตา ต้องตื่นตระหนกจนวิญญาณแทบ
หลุด ลอยออกจากร่าง ในสายตาของคนมากมาย กู่เหลียงเตาเป็นเทพ
แห่งความ ตายองค์หนึ่ง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ากู่เหลียงเตาจะยอมจากไปโดย
ไม่เหลือบ แลพวกมันแม้สักแวบ
หลายคนยังคาดเดาได้ว่าเป็นเซี่ยวม่อเกอที่ออกหน้าร้องขอไมตรี ให้แก่
พวกมัน
แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ อารมณ์ของพวกมันยิ่งซับซ้อนสับสนมากกว่าเดิม เซี่ยว
ม่อเกอเมื่อเป็นซิวเจ่อ ย่อมต้องเป็นศัตรูของพวกมัน แต่หากมิใช่ เพราะ
เซี่ยวม่อเกอ ผู้คนแทบทั้งหมดในเมืองมหาสันติคงไม่อาจมีชีวิตรอด ไม่ว่า
พวกมันจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่ทุกคนล้วนทราบดีแก่ใจ เซี่ยวม่อ เกอ
เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของพวกมัน
แต่คนเช่นนี้ไฉนเป็นซิวเจ่อไปได้? หลายคนบังเกิดความคิดขัดแย้ง
จั่วม่อไม่แยแสสนใจ สำหรับเผ่าปิศาจ มันทั้งไม่มีอคติใด ๆ ทั้งไม่คิด เป็น
ศัตรูด้วย มันย่อมเข้าใจความเคียดแค้นชิงชังระหว่างซิวเจอกับเผ่า ปิศาจ
มันยังสามารถคาดเดาได้ว่าคนเหล่านี้รู้สึกอย่างไร แต่นี่มีส่วน เกี่ยวข้องใด
กับมัน? มันจึงไม่มีเวลาจะมาสนใจเรื่องสาระเหล่านี้
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะสำนึกขอบคุณมันหรือเคียดแค้นชิงชังมันก็ตาม มัน ก็
แค่เพียงกระทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ทำเพื่อคนเหล่านี้ แต่แท้ที่จริงล้วน เพื่อ
ตัวมันเอง
ดังนั้นมันไม่ใส่ใจเหล่าปิศาจที่รอดชีวิต สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ของมัน
ทำการสะสางสมรภูมิ
ด้วยนิสัยใจคอของจั่วม่อ ย่อมไม่นิ่งดูดายปล่อยให้สินสงคราม มากมาย
ถึงเพียงนี้หลุดมือไป นั่นมิใช่แบบฉบับของเสี่ยวม่อเกอผู้ขุดดิน สามสื่อ
และเนื่องเพราะมันคือเซี่ยวม่อเกอผู้แกร่งกล้าเกรียงไกร จึงไม่มี ผู้ใดกล้า
ลอบฉกชิงสินสงครามเหล่านี้ในยามค ่าคืนที่ผ่านมา
ในเวลานี้เอง เสียกงจู่เดินชดช้อยออกมาจากกลุ่มคน ดวงตาคู่งาม
สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกนับร้อยพันประการ