สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 656 ทางเลือกของกู่เหลียงเตา
จั่วม่อเพ่งมองวงหน้างดงามที่ชวนลุ่มหลงตาย ต้องประหลาดใจอยู่บ้าง
“เจ้าไม่กลัวข้ารึ?” จั่วถามอย่างงุนงงสงสัย ผู้อื่นยามที่มองมัน สายตา มี
แต่ความพรั่นกลัวระคนหวาดระแวง ทว่าเสียกงจู่กลับเดินเข้ามาเหมือน
เช่นปกติ
เสียกงจู่แย้มยิ้มอย่างหยาดเยิ้ม “ข้าไยต้องกลัวเจ้าด้วยเล่า? หรือว่า เจ้า
คิดรับประทานข้าลงไป?”
จั่วม่อถึงกับไร้วาจาจะกล่าว
เสียกงจู่กลอกตาตลบหนึ่ง แววตาเป็นประกายคล้ายแฝงความซุกซน อยู่
บ้าง “นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าจะรู้จักกับกู่เหลียงเตาด้วย! แต่ก็นับว่าโชคดี ที่
เจ้ารู้จักมักคุ้นกับมัน มิเช่นนั้นสถานที่นี้เกรงว่ากระทั่งซากปรักหักพังยัง
ไม่มีหลงเหลือ แต่เจ้าต้องระมัดระวังเอาไว้บ้าง เจ้าในฐานะปิศาจชั้นสูง
ตน หนึ่ง แต่กลับมีความสัมพันธ์กับซิวเจ่อ นี่เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อ
ชื่อเสียง ของเจ้านัก บอกมาเจ้าที่แท้มาจากตระกูลใดกันแน่? อุปกรณ์
สวรรค์สิบ อีกาเป็นสายเลือดอันสูงศักดิ์ยิ่ง! หรือว่าเจ้าเป็นผู้สืบเชื้อสาย
ของตระกูล เก่าแก่?”
สุ้มเสียงของนางไม่เบาเลยมิหนำซํ้ายังลอบขยิบตาให้แก่จั่วม่ออย่างซุกซน
หลายคนพอฟังวาจาของเสียกงจู่ค่อยมีสีหน้าคลายใจลงมาก เสียกงจู่
กล่าวไม่ผิด ผู้ที่สามารถฝึกปรือสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาสำเร็จ
ไหนเลยจะเป็นซิวเจ่อไปได้?
หากบอกว่าซิวเจอสามารถฝึกปรือวิชาสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์ สิบ
อีกา มิหนำซํ้ายังมีความสำเร็จสูงลํ้าถึงขั้นเขตแดนสวรรค์สิบอีกา ต่อให้
ทุบตีพวกมันจนตายพวกมันก็ไม่ยินยอมเชื่อ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทุกผู้คนค่อย
พบว่าความคิดเรื่องเซี่ยวม่อเกอเป็นซิวเจอช่างเหลวไหลถึงเพียงไหน
บรรดาปิศาจที่ยังอยู่ในสถานที่นี้พากันระบายลมหายใจอย่างโล่งอก หาก
เซี่ยวม่อเกอเป็นปิศาจก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว ต่อให้มันมี ความสัมพันธ์
อันดีกับซิวเจอบ้าง ผู้คนก็เพียงขมวดคิ้วนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ ไม่ถือสาหา
ความมากนัก
มองดูซิวเจ่อเหล่านั้น ในบรรดาผู้มา ผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกู่เหลียงเตา
นี่พวกมันรู้สึกว่าไม่มีอันใดน่าประหลาด ดังเช่นคำที่กล่าวกัน โดยทั่วไปว่า
กาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูงหงส์ เซี่ยวม่อเกอเมื่อเป็นยอดคน พิสดารผู้หนึ่ง
ย่อมคบหาสมาคมกับยอดคนพิสดารเช่นเดียวกัน ผู้ที่กระทั่ง ขุนพลพยัคฆ์
แห่งซีเซวียนยังปฏิบัติด้วยอย่างเกรงอกเกรงใจ เช่นนั้นเซี่ยว ม่อเกอไหน
เลยจะเป็นคนธรรมดาสามัญไปได้?
โดยไม่ทันรู้ตัว ความหวาดกลัวและหวาดระแวงในสายตาของพวก มันเจือ
จางลง ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเคารพยำเกรงอย่างช้า ๆ
ไม่ว่าท่านไปยังที่ใด ผู้คนย่อมเคารพยำเกรงผู้เข้มแข็ง
จั่วต่อตัวแข็งที่อ ใบหน้าทอแววตะลึงงัน อันใดเรียกว่ากลับดำเป็น ขาว ถึง
ยามนี้มันค่อยทราบชัด ลิ้นทองคำของเสียกงจู่อาจสามารถว่ากล่าว จนคน
ตายกลับกลายเป็นฟื้นคืนชีพกระมัง นางเพียงอาศัยวาจาคล้าย สนทนา
ปราศรัยไม่กี่ประโยค ขจัดข้อกังขาของผู้คนส่วนใหญ่ไปเสียสิ้น แน่นอนว่า
มิอาจหลอกลวงให้ทุกผู้คนเชื่อได้ทั้งหมด เหล่ายอดยุทธ์ชั้นสูง เช่นจูเข่อ
กับพวก บางคนยังคงมีสายตาระแวงสงสัย แต่จะอย่างไรลูกไม้นี้ กลับ
สามารถหลอกลวงคนทั่วไปได้อย่างหมดจด
สำหรับพวกมัน อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันที่ สมบูรณ์
แบบกว่าสิ่งอื่นใด!
สำหรับบรรดาซิวเจ่อใต้ร่มธงของเซี่ยวม่อเกอ เรื่องนี้ยิ่งอธิบายง่าย
กว่าเดิม เซี่ยวม่อเกอเมื่อมีความสัมพันธ์อันดีกับกู่เหลียงเตา จะมีซิวเจ่อ
อยู่ ภายใต้ร่มธงของมันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด มองดูกองทัพนี้ให้ดี
เสียก่อน เห็นได้ว่ามีบรรดาปิศาจด่านถงหลิ่งเหล่านั้นเป็นแกนหลัก
จั่วม่อมองดูเสียกงจู่กล่าวไปพลางแย้มยิ้มไปพลาง จั่วม่อทราบว่าสตรี
นางนี้คาดเดาตัวตนของมันออกแล้ว อย่างไรก็ตาม นางกลับยังคงก้าวเข้า
มาช่วยกลบเกลื่อนให้แก่มัน เรื่องนี้ต่างหากที่น่าประหลาดใจ
จั่วม่อแย้มยิ้ม แต่ไม่เอ่ยปากตอบคำถามนาง
ในสายตาของผู้อื่น ความเงียบและสีหน้าราบเรียบของมัน ยิ่งชวนให้ ผู้คน
รู้สึกลึกลับสุดหยั่งคาดกว่าเดิม ชาติกำเนิดของเซี่ยวม่อเกอสมควรไม่ รวบ
รัดธรรมดาดังเช่นที่เสียกงจู่กล่าวมา!
ทันใดนั้นจั่วมอวางอาคมหวงห้าม ปิดกั้นเสียงทั้งหมด
“ขอบคุณ!” มันกล่าวอย่างจริงจัง เสียกงจู่แย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน
“เจ้าจะขอบคุณข้าอย่างไรดี?” จั่วมอเกาศีรษะแกรก ๆ
“ลองบอกมาฟังดู”
เสียกงจู่เพ่งมองจั่วม่ออย่างลึกซึ้ง ราวกับว่านางคิดเอื้อนเอ่ยบางคำ แต่
เมื่อวาจาหลุดออกจากปากนาง กลับกลายเป็นว่า “เจ้าเตรียมไปที่ใด
ต่อ?”
“อาณาจักรนํ้าพุปรโลก” จั่วม่อย่อมไม่ปิดบังนาง
“อาณาจักรนํ้าพุปรโลก?” เสียกงจู่มีสีหน้าตะลึงลาน “นั่นไม่ใช่ สถานที่ที่
จะไปถึงได้ง่ายนัก!”
“ข้ารู้” จั่วมอผงกศีรษะรับ
มองดูสีหน้าเด็ดเดี่ยวของจั่วม่อ โฉมสะคราญที่รู้ใจคนนางนี้ไม่คิด เกลี้ย
กล่อมมันให้ล้มเลิกการเดินทาง เพียงแย้มยิ้มพลางกล่าว “หลังจาก นั้น
หากมีเวลาว่าง อย่าลืมไปเยี่ยมเยือนข้าสักครา อย่าได้ลืมเลือนว่าเจ้า
ยังคงติดหนี้ข้าหนหนึ่ง!”
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น” จั่วมอตอบรับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
รับฟังสุ่มเสียงมั่นคงและจริงจังของนิ้วมือ เสียกงจู่รู้สึกเบิกบานใจ อย่าง
ประหลาด นางจู่ ๆ ถามอย่างกะทันหัน “เช่นนั้นยามนี้สามารถบอก นาม
แท้จริงของเจ้าได้หรือไม่?”
จริงดังคาด นางมองมันออกแล้ว……
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อกลับรู้สึกคลายใจลงมันตอบอย่าง ปลอด
โปร่ง “จั่วม่อ!”
“จั่วม่อ..จั่วม่อ… ” เสียกงจู่พึมพำซํ้าไปซํ้ามา จากนั้นระเบิดหัว ร่องอหาย
ชี้หน้ามัน “เสี่ยวม่อเกอ….เซี่ยวม่อเกอ เจ้าเป็นอันธพาลน้อย จริง ๆ!
กระทั่งนามปลอมยังร้ายกาจนัก!”
มองดูเสียกงจู่หัวร่อจนตัวงอ จั่วม่อเบ้ปากเล็กน้อย
ไม่ทราบเพราะเหตุใด พอถึงตอนท้ายเสียงหัวร่อกลับแฝงความรัดทด หด
หู่อยู่บ้าง รอจนเสียงหัวร่อแว่วหวานจางหายไป ความเงียบงันก็เข้ามา
แทนที่ ระหว่างคนทั้งคู่แยกออกจากกันด้วยระยะทางที่มองไม่เห็นชนิด
หนึ่ง
ทั้งสองล้วนทราบกระจ่างแก่ใจ จากกันคราวนี้ไม่ทราบจะมีโอกาสได้ พบ
กันอีกหรือไม่
มองดูใบหน้าที่ไม่อาจบอกว่าหล่อเหลา แต่คุ้นตาเจนหัวใจ ชั่วพริบตา นี้
เสียกงจู่ถึงกับบังเกิดความคิดที่จะละทิ้งทุกอย่าง โถมเข้าอ้อมอกมัน
ติดตามมันไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว!
อารมณ์ความรู้สึกที่จู่ ๆ ก็พลุ่งขึ้นมานี้ ทำให้จิตใจอันแน่วแน่ของนาง ไหว
สะท้าน แต่แล้วนางรีบซ่อนความคิดนี้ลึกลงในใจ พยายามหวนคิดถึง
ปณิธานของนางในคํ่าคืนนั้น สายตาค่อย ๆ กลับสู่ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
อีกครั้ง
นางพลันเงยหน้าขึ้นมองมัน รอยยิ้มงดงามเจิดจรัสดุจแสงตะวัน “ก่อนลา
จาก กอดข้าสักคราเถิด”
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นอ้าแขนกว้าง สวมกอดโฉมสะคราญผู้เฉลียว ฉลาด
สุดหยั่งถึงนางนี้เบา ๆ
“ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย”
สุ่มเสียงกระซิบริมหูปานสายลมรำเพย นางคลายวงแขนออกอย่าง
อ้อยอิ่ง แย้มยิ้มอย่างเฉิดฉันเป็นครั้งสุดท้าย
ในฐานะผู้ที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดผู้หนึ่งในภพซิวเจ่อ ทุกการ
เคลื่อนไหวของกู่เหลียงเตาดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็นอันมาก ในช่วง
ไม่กี่วันสั้น ๆ นี้ ข่าวที่ว่ากู่เหลียงเตามีความสัมพันธ์กับเซี่ยวม่อเกอแพร่
สะพัดไปทั่ว
เรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยวม่อเกอถูกผู้คนขุดคุ้ยอย่างรวดเร็ว เซี่ยวม่อเกอผู้นี้
เป็นเผ่าปิศาจที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชาติกำเนิด!
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้คนงุนงงสงสัยก็คือ เซี่ยวม่อเกอผู้นี้ที่แรกกลับมี
ชื่อเสียงอยู่ในภพอสูร นับตั้งแต่ศึกทลายคุก ไปจนถึงพิชิตแม่ทัพใหญ่อวี้
เหิงกลางศึกหมากรุกสงคราม ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคุกสิบ
นิ้ว ทว่าเซี่ยวม่อเกอในคำรํ่าลือนี้กลับเป็นเผ่าปิศาจ เรื่องนี้ทำให้ผู้คนนับ
ไม่ถ้วนสับสนงงงวย
คนผู้นี้ที่แท้เป็นอสูรหรือปิศาจกันแน่?
บางคนถึงกับสงสัยว่านี่เป็นบุคคลสองคนที่มีนามเหมือนกันเท่านั้น แต่รอ
จนบรรดาผลงานอันเหลือเชื่อของเซี่ยวม่อเกอถูกเปิดเผยออกมาไม่ ขาด
สาย ข้อสงสัยนี้ก็ฟังไม่ขึ้นแล้ว การที่ยอดยุทธ์ที่เรียกว่าเซี่ยวม่อเกอ สอง
คนปรากฏตัวขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน สมควรเป็นไปไม่ได้ เหล่าซิวเจ่อเมื่อ
คิดถึงว่ามีอสูรปิศาจที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้อยู่สองคน พวกมันยินดีเชื่อว่าเป็น
คนเดียวกันจะดีกว่า
ในบรรดาผลงานของมันทั้งหมด สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด ก็คือการ ที่
เซี่ยวม่อเกอจู่โจมสังหารอวี่ไสว้สำเร็จผล! ผู้คนมากมายเมื่ออ่านรายงาน
เรื่องนี้ พวกมันแวบหนึ่งเข้าใจว่ามองผิดพลาดไป จากนั้นค่อยพบว่า
รายละเอียดทุกประการล้วนยืนยันว่าเรื่องนี้จริงแท้แน่นอน นี่ก่อให้เกิด
ความปั่นป่วนใหญ่โต
แต่สิ่งที่ย้อนแย้งมากที่สุดในเรื่องนี้ คือกู่เหลียงเตายืนอยู่ฝ่ายเซี่ยวม่อเกอ
ข่าวลือที่ว่าขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียนยืนอยู่ฝ่ายเผ่าปิศาจแพร่สะพัด อย่าง
รวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง และทันที่ที่แพร่ออกไปก็ก่อให้เกิดเสียง
วิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ ข่าวลับแทบทุกชนิด รวมไปถึงข้อสันนิษฐานต่าง
ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
สิ่งที่สนุกสนานน่าสนใจยิ่งกว่า คือซีเซวียนกลับนิ่งเงียบอย่างน่า
ประหลาด ไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ให้กระจ่างชัด
ท่าทีของซีเซวียน ยิ่งช่วยหนุนเสริมให้ข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ดูคล้ายจะ มี
นํ้าหนักขึ้นไปอีก
หรือว่ากู่เหลียงเตาแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายปิศาจจริงๆ ? เสียง
วิพากษ์วิจารณ์อย่างโกรธแค้นดังสนั่นไปทั่วภพซิวเจ่อ
ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วัน วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งภพซิวเจ่อกลับ ร่วง
หล่นลงจากแท่น ถูกผู้คนทั่วหล้าถ่มนํ้าลายสาปแช่ง
กู่เหลียงเตาหน้าดำคลํ้า สถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางที่เหนือความ
คาดหมายของมันอย่างสิ้นเชิง ดูคล้ายมีมือลึกลับคอยชักเชิดทุกอย่างอยู่
ในเงามืดก็มิปาน ซึ่งความจริงมันไม่ต้องคาดเดาก็ทราบว่าเป็นฝีมือผู้ใด
อยู่ เบื้องหลัง ท่าทีของสำนักบอกทุกอย่างแก่มันได้มากเกินพอ สิ่งที่มันสุด
จะ คาดคิดก็คือ ท่ามกลางศึกสงครามประชิดรอบทิศทาง ทางสำนักกลับ
รีบ ร้อนลงมือเชือดเฉือนมันอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
จู่ๆ มันก็ฉุกคิดถึงคำเตือนของเบี๋ยหานในวันนั้น ต้องฝืนยิ้มขมขื่น ออกมา
มันคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้
“ต้าเหริน สมควรชี้แจงต่อผู้คนหรือไม่?” แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวอย่างอด รนทน
ไม่ได้
“ชี้แจง? เราสามารถชี้แจงอันใด?” กู่เหลียงเตาย้อนถามอย่างเฉื่อย
“เซี่ยวม่อเกอเป็นซิวเจ่อผู้หนึ่งชัด ๆ ……”
แต่ก่กู่เหลียงเตาพลันขัดกลางประโยค “นี่ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ ของพี่
จั่วสุ่มเสี่ยงอันตรายมากขึ้น ยามนี้มันยังต้องการตัวตนในฐานะปิศาจ เป็น
เครื่องป้องกัน” มันถูกอัธยาศัยไมตรีกับนิ้วมือเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นไม่ ยินดี
ใช้ชื่อของสหายเพื่อลบล้างข่าวลือของมัน ยิ่งไปกว่านั้น มันที่ไม่ยอม
กล่าวอันใด เนื่องเพราะต่อให้มันกล่าวออกไปเกรงว่าไม่มีผู้ใดยินยอมเชื่อ
ในเมื่อผู้ที่ลงมือใส่ไคล้มันเป็นสำนักของตนเอง มันต่อให้มีอีกสิบปาก ก็
ยากจะกล่าวอันใดได้จริง ๆ
เหล่าแม่ทัพนายกองตื่นตระหนกทันที “ต้าเหริน แต่เราไม่อาจนั่งนิ่ง เฉย
ปล่อยให้พวกมันเชือดเฉือนเอาตามอำเภอใจ!”
ในเวลานี้เอง องครักษ์ผู้หนึ่งแล่นเข้ามาด้วยสีหน้าย่ำแย่ “ต้าเหริน ผู้
อาวุโสจินอู่หมิงมาถึง!”
กระโจมผู้บัญชาการเงียบกริบลงทันควัน เหล่าแม่ทัพนายกองล้วนมี สี
หน้าขัดตา
“เชิญผู้อาวุโสจินเข้ามา” เหลียงเรายังมีสีหน้าเป็นปกติ
ชั่วครู่ให้หลัง เห็นบุรุษวัยกลางคนสวมชุดยาวสีทองผู้หนึ่งเดินเข้ามา ทั่ว
ร่างแผ่ซ่านสภาวะคมกล้าชนิดหนึ่ง
กู่เหลียงเตาผุดลุกขึ้น ประสานมือค้อมกาย “คารวะผู้อาวุโสจิน!”
สุ่มเสียงชราภาพของผู้อาวุโสจินหนักหน่วง แต่เนิบช้ายิ่ง “กู่เหลียงเตาจง
ฟัง คำสั่งท่านเจ้าสำนักเรียกให้เจ้ากลับขึ้นเขาในบัดดล คราครั้งนี้ เจ้า
กระทำเกินเลยไปมาก นำมาซึ่งปัญหาใหญ่ให้แก่สำนัก เจ้าเมื่อกลับถึง
สำนักจะต้องมีคำอธิบายที่ดี ทางสำนักย่อมเชื่อว่าเจ้าบริสุทธิ์ แต่จนใจที่
เรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียแก่สำนักมากเกินไป สำนักต้องการให้เจ้าให้
ความร่วมมือด้วย”
กู่เหลียงเตานิ่งเงียบไปอย่างน่ากลัว ในขณะที่เหล่าแม่ทัพนายกอง ล้วนมี
สีหน้าโกรธแค้น
สุ่มเสียงแหบพร่าของผู้อาวุโสจินยิ่งเนิบช้าลงกว่าเดิม “กู่เหลียงเตา ขอ
เพียงเจ้ายินยอมชี้แจง จะไม่มีปัญหาอันใดทั้งสิ้น หากมิใช่ว่าเสียง
วิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเกินไป ข้าก็คงไม่ต้องรบกวนเจ้าแล้ว เจ้าต้องเข้า
ใจความลำบากใจของสำนักด้วย จึงให้ความร่วมมือกับทางสำนัก เพื่อ
คลี่คลายข้อกังขาของทุกผู้คน”
กู่เหลียงเตาสั่นศีรษะ “ผู้อาวุโสโปรดอภัยให้ด้วย นี่เป็นยามศึก สงคราม
ในตอนนี้ศิษย์ไม่อาจปลีกตัวกลับไปยังสำนักได้ ผู้อาวุโสกรุณา กลับไป
ก่อน และช่วยเรียนท่านเจ้าสำนักว่าหลังจากสงครามสิ้นสุด ศิษย์ จะ
กลับไปขอรับโทษที่สำนักด้วยตัวเอง”
ผู้อาวุโสจินดวงตากลับเป็นแหลมคมดุจกระบี่ร้องตวาดอย่างเดือด ดาล
“กู่เหลียงเตา เจ้ากล้าไม่เชื่อฟังท่านเจ้าสำนัก!”
“ความจริงเป็นเช่นนี้ ข้าเองก็จนปัญญา” กู่เหลียงเตากล่าวเสียงตํ่า ลึก
“ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐ!” ผู้อาวุโสจินกล่าวคำ “ประเสริฐ สามคำ
รวด จากนั้นแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา “ข้าเองก็จนปัญญา! กล่าวได้
ประเสริฐนัก หากศิษย์น้องในปรภพล่วงรู้ว่าศิษย์รักของมันเนรคุณต่อ
สำนัก มิทราบจะคิดเห็นประการใด!”
กู่เหลียงเตาในดวงตาทอประกายโศกศัลย์อันลึกลํ้า มันลุกขึ้นยืนอย่าง
เชื่องช้า สายตามองตรงไปยังผู้อาวุโสจินอย่างไม่พรั่น “หากมิใช่เพราะ
เพื่อทดแทนพระคุณของท่านอาจารย์ที่ชุบเลี้ยงข้า ข้ายังจะต้องทนอยู่ที่ซี
เซวียนไปเพื่อสิ่งใดกัน? ข้าทำศึกเพื่อสำนักนับครั้งไม่ถ้วน แทบเอาชีวิตไป
ทิ้งไม่รู้ว่ากี่ครั้งกี่หน รับใช้สำนึกอย่างซื่อสัตย์มาโดยตลอด ข้าไม่มีสิ่งใดติด
ค้างสำนักอีก! หากท่านอาจารย์ทราบว่าซีเซวียนที่ท่านเฝ้าปกป้องหวง
แหน ทุกวันนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว.”
กู่เหลียงเตาปล่อยให้นํ้าตาไหลรินลงมา
ผู้อาวุโสจินใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงฉาน บัดเดี๋ยวเขียวคลํ้า แผดเสียง ตวาด
อย่างโกรธกริ้ว “ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐ! เจ้าพอมีความสำเร็จ ก็
เย่อหยิ่งจองหองถึงเพียงนี้แล้ว!เจ้ากล้าไม่ฟังคำสั่งของท่านเจ้าสำนัก
ทรยศแล้ว ทรยศแล้ว!” มันกวาดตามองไล่ไปทีละคน กล่าวต่อเหล่าแม่ทัพ
นายกองอย่างเย็นชา “แล้วพวกเจ้าเล่า? จะติดตามกู่เหลียงเตาทรยศต่อซี
เซวียนหรือไม่?”
“สำนักที่ไร้เมตตาเช่นนี้ยังจะทนอยู่ไปหาอันใด?”
“ข้ารอวันนี้มานานแล้ว พวกเราล้วนจะทรยศเจ้า”
“ข้าหมดศรัทธาต่อสำนักชั่วร้ายนี้ตั้งแต่แรก นี่นับว่าเป็นโอกาสดีมาก จบ
กันเพียงเท่านี้”
เหล่าแม่ทัพนายกองพากันลุกขึ้นยืนไม่ขาดสาย ถลึงมองผู้อาวุโสจิน อย่าง
ขุนแค้นและเหยียดหยาม
ใบหน้าชราของผู้อาวุโสจินซีดขาวอย่างน่ากลัว มือเท้าเย็นเฉียบไปหมด
อีกสองสามวันให้หลัง ข่าวที่ว่าขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียนกู่เหลียงเตา นำ
กองทัพของมันตีจากซีเซวียน โด่งดังสะท้านไปทั่วหล้า!