สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 658 ดาววาสนาสีดำ
การจัดตั้งกองพันถังจื้อดำเนินไปอย่างราบรื่น
เหมียวจุนทราบว่ามันต้องทำอะไร และเห็นได้ชัดว่ามีประสบการณ์ เจน
จัดในด้านนี้ หลายคนก็สังเกตเห็น อดสงสัยใคร่รู้ในอดีตของคนผู้นี้ ไม่ได้
ฝีมือในเชิงแม่ทัพบัญชาการของเหมียวจุนมิได้มีแต่หลักการความรู้ แต่ยัง
มีประสบการณ์อย่างโชกโชน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้หากเอาแต่ ศึกษาแต่
ในตำรา ย่อมมิใช่สิ่งที่สามารถสั่งสมได้
ผูเยาเป็นผู้ชำนาญการด้านศาสตร์อสูรที่ใช้จับโกหกโดยเฉพาะ สามารถ
ระบุตัวสายลับที่ปะปนมาในฝูงชนได้อย่างรวดเร็ว เคล็ดวิชาลับ เหล่านี้
นับว่าให้จั่วม่อได้ช่วยเปิดหูเปิดตาไม่น้อย
กองพันถังจื้อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่มา จาก
ตระกูลเล็ก ๆ แต่ละคนล้วนมีฝีมืออยู่ท่าสองท่า ภายใต้คำชี้นำของเหมียว
จุนถังเฟยไม่ได้เลือกเฟ้นที่จำนวน แต่เลือกคัดมาเฉพาะผู้ที่เด่นลํ้าที่สุด
เท่านั้น
เมื่อเทียบกับกองพันอื่น กองพันถังจื้อสามารถกล่าวได้ว่าเป็นกองพัน เล็ก
ๆ จำนวนราว ๆ แปดร้อยคนเท่านั้น
แปดร้อยคนนี้เลือกเฟ้นออกมาจากผู้คนกว่าหนึ่งแสนคน
หากมองในด้านพลังฝีมื่อส่วนบุคคล พวกมันยังมีฝีมือกล้าแข็งกว่า กอง
องครักษ์ดาวสวรรค์ของเขิงเหลียนเอ๋อร์เสียอีก นามอันเกรียงไกรของเซี่ยว
ม่อเกอย่อมดึงดูดใจบรรดายอดยุทธ์มากกว่าเฉิงจู่แห่งอาณาจักรห่างไกล
เช่นเขิงอี้
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อตกตะลึงยิ่งไปกว่านั้น คือมีปิศาจด่านเจียงมากกว่า ยี่สิบ
คนมาเข้าร่วมกับมันด้วย
นี่ทำให้จั่วมอภาคภูมิลำพองอยู่บ้าง เกอในตอนนี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ กระทั่ง
ปิศาจด่านเจียงยังคิดมาพึ่งบารมี!
มิหนำซํ้าในหมู่ปิศาจด่านเจียงยี่สิบคน มีอยู่เจ็ดคนเป็นแม่ทัพบัญชาการ
ศึก และทั้งเจ็ดคนล้วนเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน เรื่องนี้ ทำให้
จั่วม่อปิติยินดียิ่ง ยามนี้มันไม่ขาดแคลนแม่ทัพบัญชาการศึกระดับ ทอง
กงซุนชา เปี๋ยหาน เหมียวจุนและอาซาเก๋อ ล้วนแล้วแต่สามารถรับศึก ได้
ด้วยตัวเอง กงซุนชากับเบี๋ยหานยังเป็นยอดแม่ทัพระดับสูงสุดของโลก
แต่ในกองทัพขบวนหนึ่ง นอกเหนือจากแม่ทัพใหญ่ที่แกร่งกล้าเกรียง ไกร
แล้ว บรรดาแม่ทัพนายกองชั้นกลางก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อกองทัพเริ่มใหญ่โตขึ้น ยิ่งจำเป็นต้องมีแม่ทัพนาย กองระดับ
รองฝีมือดีและห้าวหาญชาญศึกมากขึ้นเป็นลำดับ แต่สิ่งที่จั่วม่อ ยังคง
ขาดแคลน ก็คือแม่ทัพนายกองระดับกลางเช่นนี้เอง
เมื่อเพิ่มแม่ทัพนายกองเหล่านี้เข้าไปในโครงสร้างกองทัพ พลัง อำนาจของ
จั่วม่อย่อมต้องกล้าแข็งขึ้นอีกระดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
กฏเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวดอย่างน่าตระหนก เล่าลือกันไปในหมู่ ผู้คน
อย่างรวดเร็ว
ผู้คนเมื่อได้รับรู้ ล้วนประหลาดใจกันถ้วนหน้า
เจ้าผู้นี้คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? กระทั่งเหล่าจอมปีศาจด่านไสว้ยังไม่
เลือกเฟ้นอย่างเข้มงวดเท่านี้เลย! ผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกพากันเยาะเย้ย
เสียดสีและแกล้งใส่ความเซี่ยวม่อเกอเสีย ๆ หาย ๆ พวกมันแต่ละคนล้วน
ทระนงถือดีในพลังฝีมือของตน เข้าใจว่าสมควรได้รับเลือกอย่างง่ายดาย
แต่พวกมันกลับถูกคัดออกอย่างไม่ไยดี ดังนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นแค้นไม่
พอใจ
เซี่ยวม่อเกอผู้นี้ช่วงเย่อหยิ่งจองหองเสียจริง..
แต่จั่วม่อไม่แยแสสนใจคำครหาแม้แต่น้อย มันในเมื่ออนุญาตให้ ถังเฟย
กับเหมียวจุนสร้างกองพันของตน ก็ไม่คิดยื่นมือเข้าก้าวก่าย เมื่อ ระแวงไม่
ใช้สอย เมื่อใช้สอยก็ไม่ระแวง แม่ทัพแต่ละคนมีแบบฉบับเฉพาะ ของตน
และผิดแผกแตกต่างกันไปตามวิธีการต่อสู้และวิชาที่พวกมัน ฝึกปรือ ส่วน
ในระดับภาพรวมจึงจะอยู่ในการควบคุมดูแลของกงซุนชา
จั่วม่อหันไปใช้เวลามุ่งเน้นอยู่กับการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร พลังฝีมือ
รุดหน้าอย่างรวดเร็ว การต่อสู้กับอวี่ไสว้หนนี้มันได้รับประโยชน์นับอเนก
อนันต์ จำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยในการแยกแยะสิ่งที่ได้รับ แต่ทันทีที่มัน
ทำสำเร็จ พลังฝีมือของมันจะรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
หลัวหลีกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน
พลังงานสีม่วงในร่างอากุ่ยเติบโตขึ้นทุกวันด้วยระดับความเร็วอันน่า
แตกตื่นสะท้านใจ ดูเหมือนว่าการศึกครั้งนี้จะเปิดประตูบางบานในร่าง
ของอากุ่ยอย่างฉับพลัน พลังงานสีม่วงไหลทะลักออกมา จนกระทั่ง
ในตอนนี้หากเทียบกับที่ผ่านมา พลังสีม่วงในร่างอากุ่ยถึงกับกล้าแข็ง
กว่าเดิมถึงสามเท่า!
อากุ่ยแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ ความกังวลของจั่วม่อก็เพิ่มพูนขึ้นเป็นเงา ตาม
ตัว
พลังเทพอันแปลกประหลาดนี้เป็นดาบสองคม ทำร้ายศัตรูเท่ากับทำ ร้าย
ตัวเองด้วย อย่างไรก็ตาม จั่วม่ออับจนหนทางอย่างแท้จริง มันได้แต่
สะกดความรุ่มร้อนกังวล มุ่งมั่นฝึกปรือให้หนักกว่าเดิมเท่านั้น บางที หาก
มันแข็งแกร่งกว่านี้อาจสามารถค้นพบเงื่อนงำในการจัดการกับพลังสี ม่วง
ในร่างกายของอากุ่ยได้
พลังฝีมือที่รุดหน้ามากที่สุดของมัน มาจากเขตแดนสวรรค์สิบอีกา
รายละเอียดอันสมบูรณ์พร้อมของเขตแดนสวรรค์สิบอีกา มันได้ ประจักษ์
ชัดกระจ่างแจ้งทุกแง่มุม หลายส่วนที่คลุมเครือไม่ชัดเจนก่อน หน้านี้ล้วน
ถูกสลักลึกลงในใจมันอย่างแนบแน่น ดังนั้นย่อมต้องรุดหน้า อย่างรวดเร็ว
ถึงตอนนี้มันห่างจากเขตแดนสวรรค์สิบอีกาขั้นสมบูรณ์อีก เพียงแค่ก้าว
เดียว นอกเหนือจากความเข้าใจในเขตแดนสวรรค์สิบอีกา แล้ว สังขาร
ปิศาจของมันยังเติบโตพัฒนาไปก้าวใหญ่
เศษเสี้ยวพลังประหลาดที่ก่อเกิดจากการทำลายล้างซึ่งกันและกัน ของ
กรงเล็บพิฆาตมังกรและเมล็ดผลึกสุริยัน คล้ายเป็นพลังปฐมที่เป็นฐาน
รากของทุกสิ่ง พวกมันเสริมสร้างความแข็งแกร่งของจั่วมอในทุกด้าน ไม่
ว่าจะเป็นสังขารปิศาจ พลังจิตสำนึก พลังปราณหรือแม้แต่พลังเทพ ก็ล้วน
แล้วแต่กล้าแข็งขึ้นอย่างมาก
นี่เป็นพลังที่มหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่จั่วมอเคยพบเห็นมา แต่พอหวน คิดถึง
เรื่องนี้ มันพบว่าตนเองช่างมีโชควาสนานัก ไม่ว่าจะเป็นกรงเล็บ พิฆาต
มังกรหรือเมล็ดผลึกสุริยัน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติชั้นเลิศที่สุดแห่ง ใต้หล้า
ได้ครอบครองเพียงหนึ่งก็นับเป็นโชควาสนาล้นฟ้า อย่าว่าแต่มันยัง
ครอบครองถึงสองชิ้นพร้อมกัน กระทั่งจั่วม่อเองยังอดทอดถอนให้แก่โชค
วาสนาของมันไม่ได้
แผนผังปิศาจส่วนที่ก่อเกิดขึ้นจากกรงเล็บพิฆาตมังกร เมื่อกรงเล็บ พิฆาต
มังกรนิ่งเงียบไป ก็กลับกลายเป็นหม่นมัวลงไปมาก ดูคล้ายเข้าสู่ สภาพจำ
ศีลก็มิปาน
การเข้าสู่ห้วงนิทราของกรงเล็บพิฆาตมังกร สร้างความผิดหวังให้แก่ จั่ว
มออยู่บ้าง ทีแรกมันยังเข้าใจว่าจะสามารถพกพายอดศาสตรามารนี้ พิชิต
ไปทั่วหล้า ยามนี้ความฝันของมันสลายเป็นควันไปเสียแล้ว อย่างไรก็ ตาม
เมื่อไม่จำเป็นต้องพกพาของใหญ่โตถึงเพียงนี้ไปไหนมาไหนด้วย ก็ อาจ
เรียกว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่บ้าง ในมุมมองด้านความสวยงามของเซี่ยวม่อ เกอ
เจ้าสิ่งนี้ช่างอัปลักษณ์ขัดตายิ่งนัก!
สายใยสามพันอาวรณ์ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง และตอนนี้กลับ กลายเป็น
อาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดของจั่วม่อ
จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกว่าเวลาช่างไม่เพียงพอให้มันใช้สอยจริง ๆ มี
วิถีทางหลากหลายมากมายที่มันสามารถฝึกปรือ แต่ละอย่างล้วนต้อง
ทุ่มเทแรงกายแรงใจและใช้เวลามาก
ขณะที่จั่วม่อกำลังใคร่ครวญว่าสมควรตัดแบ่งตัวเองออกเป็นสอง ส่วน
เพื่อให้ฝึกปรือได้มากขึ้นดีหรือไม่ อสูรควันดำก็แล่นเข้ามาด้วยท่าที ลับ ๆ
ล่อๆ
“มีเรื่องอันใด?” จั่วม่อมองดูสีหน้าลุกลี้ลุกลนของอีกฝ่าย ในใจลอบ พึมพำ
เจ้าผู้นี้ใช่ไปก่อเรื่องเลวร้ายอันใดมาอีกหรือไม่?
จากนั้นอดรู้สึกย้อนแย้งอยู่บ้างไม่ได้ หากเป็นอสูรผมส้มที่ก่อเรื่อง ย่อมถือ
เป็นปกติ แต่ในใจมันอสูรควันดำซึ่งปกติเรียบ ๆ ร้อย ๆ มั่นคงเยือก เย็น มี
มารยาทอันดีมาโดยตลอด ไหนเลยจะก่อเรื่องเลวร้ายอันใดได้?
“ต้าเหริน ข้ามีของบางอย่างอยากให้ท่านชมดู” อสูรควันดำลดเสียง เบา
แทบเป็นกระซิบ ขณะที่เหลียวมองซ้ายมองขวาเป็นระยะ
เจ้าผู้นี้ว่ามิใช้ไปขโมยสิ่งใดมาจริง ๆ เล่า?
จั่วม่องุนงงสงสัยกว่าเดิม มันรับสิ่งที่อสูรควันดำยื่นส่งมาให้เป็น กระดาษ
เล็ก ๆ ที่เขียนอะไรบางอย่างไว้ จั่วม่อมองดูอสูรควันดำด้วยสีหน้า งงงวย
จากนั้นกวาดตามองกระดาษแวบหนึ่ง
รอจนมันเห็นประโยคแรกถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด
ในกระดาษมีเนื้อความไม่มากนัก สามารถอ่านจบครบถ้วนอย่าง รวดเร็ว
จั่วมอในที่สุดค่อยตื่นจากความงุนงงสงสัย สองข้างแก้มเต็มไปด้วย เลือด
สูบฉีดแดงซ่าน ซึ่งอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นในกรณีเดียวเท่านั้น…เสี่ยว ม่อ
เกอค้นพบสมบัติเข้าแล้ว!
“เคล็ดความบนหลักศิลาต้นสุดท้าย?” จั่วม่อฝืนสงบระงับใจ แต่สุ่ม เสียง
คล้ายยังแหบพร่าเล็กน้อย
“อา” อสูรควันดำยิ่งลดเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุง กล่าวอย่าง
ระมัดระวัง “ต้าเหริน ท่านก็ทราบว่าข้าอ่อนแอกว่าผู้ใด เพื่อที่จะหยุดยั้ง
หลินเชียนและสร้างโอกาสให้แก่ต้าเฉิงกับคนอื่น ๆ ข้าในตอนนั้นโถมเข้า
หาหลักศิลาต้นสุดท้าย”
“แล้วเจ้าก็จดจำมันได้?” จั่วม่อซุ้มเสียงลิงโลด
“มิใช่รวบรัดปานนั้น” อสูรควันดำฝืนยิ้มเงื่อนขม “ข้ามีวิชาหายากที่ ไม่
ค่อยมีผู้คนล่วงรู้วิชาหนึ่ง เห็นผ่านตาไม่ลืมเลือน แต่ข้าเพียงมองเห็น หลัก
ศิลาเพียงแวบเดียวเท่านั้น หลินเซียนมีปฏิกริยารวดเร็วเกินไปมาก”
“ข้าพยายามหวนนึกทบทวนเรื่องเหล่านี้มาระยะหนึ่งแล้ว จากนั้นข้า
พบว่าสามารถจดจำเคล็ดความบางส่วนบนหลักศิลาได้ ทว่าล้วนแล้วแต่
พร่าเลือนเป็นที่สุด ข้าต้องใช้ศาสตร์ทะลวงความทรงจำเข้าช่วย ค่อย ๆ
ปะติดปะต่อชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน”
“ศาสตร์ทะลวงความทรงจำ?” จั่วม่อตกตะลึงอยู่บ้าง ศาสตร์อสูร เช่นนี้
มันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
ผู้เยาพลันเอ่ยปาก “เป็นศาสตร์อสูรสายสนับสนุนวิชาหนึ่ง สามารถ
ทวนซํ้าเหตุการณ์ในใจได้เหมือนชิ้นส่วนปริศนา มีประโยชน์ในการ
ปรับปรุงความทรงจำ เมื่อบรรลุถึงระดับชั้นหนึ่ง จะมีความสามารถเห็น
ผ่านตาไม่ลืมเลือน สามารถเรียกดูความทรงจำของตนเมื่อใดก็ได้ อย่างไร
ก็ตาม ศาสตร์อสูรวิชานี้แม้เรียนรู้ได้ง่ายดาย แต่ยากจะมีความสำเร็จสูง
ลํ้า ทั้งยังมิใช่ว่าจะมีประโยชน์ใช้สอยอันใดมากมาย โดยทั่วไปแล้วมีเพียง
เหล่าบัณฑิตชราครํ่าครึเท่านั้น ที่จะสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปกับของเหล่านี้”
จั่วม่อตกตะลึงพรึงเพริด ที่แท้มีศาสตร์อสูรเช่นนี้ด้วย
อสูรควันดำเขินอายเล็กน้อย “พรสวรรค์ของข้าธรรมดาสามัญ เพื่อที่จะ
ช่วยในการฝึกฝีมือ ข้าจึงฝึกฝนศาสตร์ทะลวงความทรงจำ ความสามารถ
เห็นผ่านตาไม่ลืมเลือนของข้าเกิดขึ้นหลังจากเริ่มฝึกปรือ ศาสตร์อสูรนี้ไป
ช่วงหนึ่ง”
“แต่เวลากระชั้นสั้นเกินไป ข้าเพียงมองเห็นเคล็ดความบนหลักศิลา ชั่ว
แวบเดียว ความทรงจำของข้าเลือนรางยิ่ง แต่ข้ายังตกลงใจทดลองใช้
ศาสตร์ทะลวงความทรงจำเข้าช่วย นี่คือเคล็ดความที่ข้ารวบรวมเข้า
ด้วยกันด้วยศาสตร์ทะลวงความทรงจำ มันไม่ค่อยสมบูรณ์นัก มิหนำซํ้าข้า
ยังไม่มั่นใจว่าเคล็ดความถูกต้องครบถ้วนหรือไม่”
กล่าวไปกล่าวมา อสูรควันดำมีที่ท่าเขินอายเล็กน้อย ก่อนที่มันจะมา พบ
จั่วม่อต้องรวบรวมความกล้าอยู่เป็นนานสองนาน มันทราบดีว่าเคล็ด
ความบนหลักศิลามีความสำคัญใหญ่หลวง แต่สิ่งที่มันปะติดปะต่อได้ไม่
สมบูรณ์ แม้แต่มันยังไม่กล้าบอกว่าถูกต้องครบถ้วน
ในเคล็ดวิชาฝึกฝีมือ เพียงแตกต่างกันหนึ่งคำ อาจนำมาซึ่งความผิด
พลาดใหญ่หลวง เคล็ดความเหล่านี้มีข้อผิดพลาดมากน้อยเพียงใด มีค่า
สัก เท่าใด มันล้วนไม่ล่วงรู้แม้แต่น้อย
“ต้าเหริน เพียงแค่ลองอ่านดูก็พอ อย่าได้ฝึกปรือตามเป็นอันขาด!” อสูร
ควันดำพอร้องออกมาเช่นนี้ มันรู้สึกหน้าร้อนฉ่า จั่วม่อยังไม่ทันจะได้
กล่าวคำใด อสูรควันดำก็หันหลังโกยอ้าวออกไปทันที
จั่วมอหัวร่อดังลั่น ดาววาสนาสีดำของมันผู้นี้ปกติดูสงบเยือกเย็น แต่ มัน
น่ารักโดยแท้
จากนั้นสายตาของมันตกลงบนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ในมือ
“มีจุดผิดพลาดอยู่บ้าง แต่เคล็ดความทั่วไปดูถูกต้องดี” ผูเยาสุ่มเสียง
ตื่นเต้นอย่างที่ยากจะพบพาน “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง!”
หากเทียบกันแล้วเว่ยสงบเยือกเย็นกว่ามาก “ไม่เลว!”
สองโจรเฒ่าคัดกรองจุดผิดพลาดออกจากกระดาษอย่างรวดเร็วใน พวก
มันทั้งสอง คนหนึ่งเป็นอสูรเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มานานหลายพันปี อีกคน หนึ่ง
ถือกำเนิดจากชนเผ่าโบราณ ภูมิปัญญาความรู้ของพวกมัน หาใช่สิ่งที่ เด็ก
น้อยอายุไม่กี่สิบปีเช่นจั่วมอจะสามารถยกขึ้นเปรียบได้
เป็นไปตามคาด จั่วมอพบว่าหลายจุดที่เดิมที่มันรู้สึกสะดุดติดขัด
กลายเป็นชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าเดิมมาก
ซื่อจื่อหมิงไม่ได้เล่นลูกไม้แสร้งทำเป็นลึกลับแม้แต่น้อย บางประโยคช่วย
เปิดโลกใบใหม่ให้แก่จั่วม่อ แทบไม่รู้สึกตัว พลังเทพในร่างของจั่วม่อเริ่ม
โคจรด้วยตัวเอง!
คราครั้งนี้ไม่สะดุดติดขัดหรือล่าช้า ความคิดพอบังเกิด พลังเทพของ มันก็
ติดตามมา
ความรู้สึกอันแปลกพิสดารก่อตัวขึ้น!
พลังจิตสำนึกของมันแผ่กระจายลงมาจากตันเถียนในศีรษะ ในเวลา
เดียวกัน ตันเถียนที่ท้องน้อยก็ตื่นตัวผิดปกติเส้นใยพลังปราณแผ่กระจาย
อย่างเริงร่าจากท้องน้อยไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรปราณอย่างไม่มีที่
สิ้นสุด พลังทั้งหลายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับแตกกิ่งก้านสาจา จาก
เส้นชีพจรหลัก แทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อร่างกายทุกอณู
พลังปราณ พลังจิตสำนึกและสังขารปิศาจ ก่อตัวเป็นระบบโครงข่าย
มหึมาที่ซับซ้อนถึงที่สุด
ถ้อยคำจากแผ่นกระดาษไหลผ่านในใจจั่วมือไม่ขาดสาย บันดาลให้ มัน
เข้าสู่ห้วงแห่งการรู้แจ้งในบัดดล
มันในที่สุดก็เข้าใจสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในการล่มสลายของพลังเทพ!
ต้นกำเนิดของพลังจิตสำนึกคือศีรษะ พลังก่อตัวขึ้นจากภายในศีรษะ จาก
ดวงวิญญาณ แล้วปลดปล่อยออกมา สังขารปิศาจกลับเป็นตรงกันข้าม
อย่างสิ้นเชิง พลังก่อเกิดจากสังขารร่างกาย จากนั้นพลังจากภายนอกกลับ
เข้าสู่ภายในพลังปราณเป็นดั่งสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างพลังทั้งสอง มัน
ก่อเกิดในตันเถียน อาศัยเส้นชีพจรปราณไหลผ่านไปทั่วร่างกาย มิเพียง
แทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อ แต่ยังผ่านเข้าไปถึงดวงวิญญาณอีกด้วย
หลักการเหล่านี้เองที่สูญหายไปตามกาลเวลา
เมื่อระบบที่ว่านี้ชัดเจนขึ้นในใจของจั่วม่อ ร่างของมันพลันสะท้านขึ้น สุด
ตัว
พลังทั้งสามเริ่มโคจรด้วยตัวเอง บางครั้งผสานรวมเข้าด้วยกัน แต่ ยังคง
แบ่งแยกจากกันอย่างเห็นได้ชัด
พลังทั้งสามพอโคจรหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง พลังเทพก็ก่อเกิด
ร่างกายของจั่วม่อเข้าสู่สภาวะสมดุลอันสมบูรณ์พร้อม พลังแต่ละ ชนิด
เคลื่อนไปตามตำแหน่งแห่งที่ของตน แต่พวกมันมีจิตใจเดียวกัน มัน รู้สึก
ว่ามันมีพลังฝีมือรุดหน้ากว่าเดิมมาก!
ร่างของมันประดุจจักรวาลแห่งหนึ่ง! เต็มไปด้วยพลังชีวิตไม่มีที่สิ้นสุด
คล้ายหลุดพ้นจากความตาย! อารมณ์ความรู้สึกอันพิสดารทะลักล้นอยู่ใน
ใจ
นี่มิใช่ความกล้าแข็งของพลัง แต่เป็นความผสมกลมกลืนระหว่าง ร่างกาย
และดวงวิญญาณ พลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียว!