สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 660 ชะตากรรม
ในที่สุดก็มีแนวทางสำหรับการฝึกปรือพลังเทพ จั่วม่อความสามารถ ใน
การควบคุมบังคับพลังเทพภายในร่างกายของตนเพิ่มพูนขึ้นอย่าง
มหาศาล
จั่วม่ออดนับถือเลื่อมใสซือจื่อหมิงไม่ได้ คนผู้นี้สมกับที่เป็นยอดคน แห่งยุค
สมัยหนึ่งโดยแท้ ทั้งที่ชั่วชีวิตไม่เคยฝึกปรือพลังใด แต่ยังคง สามารถรู้แจ้ง
ในความลับของพลังเทพที่หายสาบสูญไปนานปี พรสวรรค์ ชนิดนี้ เกรงว่า
หนึ่งพันปีจะปรากฏขึ้นแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น!
เมื่อได้พบกุญแจสำคัญ ฝีมือด้านพลังเทพของจั่วบ่อกรุดหน้าก้าวไกล นี่
มิใช่ว่าพลังของมันเพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นความสามารถในการควบคุมบังคับ
ใช้พลังเทพบรรลุถึงระดับชั้นใหม่ทั้งหมด ที่ในระดับชั้นเดียวกันพลังเทพ
ทรงพลังอำนาจเหนือล้ำกว่าพลังอื่นทั้งสามมาก แต่พลังเทพภายในกาย
จั่วม่อยังคงอ่อนด้อยอยู่มาก วิชาเทพจำเป็นต้องใช้พลังเทพจำนวน
มหาศาล
เคล็ดความอันลี้ลับคลุมเครือบนใบไม้ทองคำเริ่มง่ายต่อการเข้าใจ มากขึ้น
ในไม่ช้ามันก็ฝึกปรือเทพวิชาบางอย่างจนชํ่าชองชำนาญ ที่ผ่านมา เมื่อมัน
ใช้เทพวิชา พลังจะทั้งสามจะถูกขับเคลื่อนที่ละชนิด แล้วค่อย ประสาน
รวมเข้าด้วยกัน จั่วม่อรู้สึกว่าพลังเทพยากจะใช้ออกได้ดั่งใจนึก แต่ยามนี้
เมื่อมันคิดใช้เทพวิชา แทบจะในเวลาเดียวกัน ความคิดพอบังเกิดพลังทั้ง
สามก็โคจรไปพร้อมกัน ผนึกเป็นพลังเทพใช้ออกได้ในชั่ว พริบตาเดียว
ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายเมฆลิ่วล่องนํ้ารินไหล เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มี ที่ใด
สะดุดติดขัด
หลังจากมีความสำเร็จ ความคิดแรกของจั่วมอคือแบ่งปันวิธีการนี้ ให้แก่
อากุ่ย แต่มันไม่ทราบว่าอากุ่ยจะสามารถเข้าใจเคล็ดความเหล่านี้ หรือไม่
อีกคนหนึ่งที่มันพอจะแบ่งปันด้วยได้คือเขิงเหลียนเอ๋อร์ แต่จั่วมอ รีรอลังเล
อยู่บ้าง ในใจมันเขิงเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับ อากุ่ย แต่
ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกการต่อสู้ของมัน นางไม่เคยล่าถอยหลีกลี้ แม้แต่ก้าว
เดียว ครั้งสุดท้ายนี้ยังต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บไม่น้อย จั่วม่อบังเกิด
ความรู้สึกว่า นางสามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพรรคพวกของมันได้อย่าง
เต็มปาก
ดังนั้นจั่วม่อฉุดลากอากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์เข้ามา ก่อนจะเริ่ม สาธยาย
เคล็ดวิชาที่เพิ่งบรรลุ
อากุ่ยสีหน้าแข็งที่อดุจท่อนไม้ ราวกับว่านางไม่ได้รับฟังสิ่งใด แต่เขิง
เหลียนเอ๋อร์สีหน้าปิติยินดีสุดระงับ นางทำท่าเงี่ยหูรับฟังคล้ายเกรงว่าจะ
ตกหล่นคำใดไป
จั่วม่อบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันประสบมาจนครบถ้วน ก่อนจะหยุด ลง
ในที่สุด
แต่อากุ่ยยังคงมีสีหน้าท่าที่ดุจเดิม ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย จั่ว
ม่อลอบทอดถอนใจอย่างเวทนา จากนั้นลูบศีรษะนางเบา ๆ เมื่อเห็นเขิง
เหลียนเอ๋อร์มีสีหน้าเลื่อนลอยซึมเซา มันก็ไม่ได้ส่งเสียงรบกวน ฉุดดึง
อากุ่ย เดินออกไปเงียบ ๆ
หลังจากปล่อยให้เขิงเหลียนเอ๋อร์จมอยู่ในห้วงความรู้แจ้งของนาง โดย
ไม่ให้ผู้ใดรบกวน จั่วมอพลันนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง ให้คนเรียกอสูรควันดำ เข้า
มาพบ
จั่วม่อกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “สิ่งที่เจ้ามอบให้มีคุณค่ามหาศาล เจ้า
ต้องการสิ่งใด ขอให้บอกข้ามา!”
อสูรควันดำเข้าใจความหมายในวาจาของจั่วม่อ ต้าเหรินคิตตบรางวัล
เป็นการขอบคุณมัน มันขบคิตอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นกล่าวเสียงราบเรียบ
“ข้า ผู้นี้มีพรสวรรค์ดาษดื่นธรรมดา แต่ต้าเฉิงกลับมีพรสวรรค์เลิศลํ้ามาก
ขอให้ต้าเหรินส่งเสริมมันแทนเถอะ!”
เห็นอสูรควันดำกลับโยนโอกาสอันดีงามนี้ให้แก่อสูรผมส้มด้วยสีหน้า
ราบเรียบเป็นปกติ จั่วม่ออดตื้นตันใจไม่ได้ มันกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกคน
ล้วนเป็นพี่น้องกัน ต่อให้เจ้าไม่ร้องขอเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีสิ่งใดปิดบังมันอยู่แล้ว
นี่เป็นการที่ข้าตอบแทนเจ้า หากเจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการหรือบางสิ่งที่มุ่งมาด
ปรารถนา ขอเพียงข้าทำได้ย่อมจะต้องตอบแทนคุณงามความดีของเจ้า!”
อสูรควันดำยังคงสั่นศีรษะอย่างเยือกเย็น “ต้าเหริน ท่านยังบอกว่า ทุกคน
ล้วนเป็นพี่น้องกัน ในเมื่อพวกเราเป็นพี่น้อง นี่มิใช่สิ่งที่ข้าสมควรทำ หรือ
ไร? ต้าเหริน หากท่านยังเอาแต่หาทางตอบแทนเราให้จงได้ นี่มิเท่ากับ
ท่านเห็นเราเป็นคนนอกเสียเองหรอกหรือ?”
วาจาของอสูรควันดำคล้ายมีเหตุผลกว่ามัน จั่วม่องงงันวูบ อสูรควัน ดำ
ยังคงมีสีหน้าสงบาบเรียบ จ้องมองตาจั่วม่อด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจ
อย่างเปี่ยมล้น จั่วม่ออดตื้นตันใจไม่ได้ มันผงกศีรษะพลางกล่าวรับผิด
อย่างง่าย ๆ “ถูกของเจ้า เป็นข้าเองที่ปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเป็นคนนอก!”
จั่วม่อลอบตกลงใจว่าจะเสาะหาศาสตร์อสูรที่เหมาะสมต่อ ความสามารถ
ของอสูรควันดำ เพื่อตอบแทนพรรคพวกที่น่ารักผู้นี้สักครา
และหากมันไม่มีวิชาที่เหมาะสมจริง ๆ เช่นนั้นมันก็จะสร้างขึ้นมาสัก วิชา
หนึ่ง
พลังฝีมือของจั่วม่อยามนี้แม้ยังไม่บรรลุถึงด่านไสว้ แต่ความรู้ความ เข้าใจ
ในวรยุทธ์ของมันหาได้ด้อยกว่าจอมปีศาจด่านไสว้ไม่ มันล่วงรู้พลัง เทพ
อันลี้ลับพิสดาร มีความชํ่าชองชำนาญในพลังอำนาจระดับสูงกว่า ความ
เข้าใจในด้านคุณภาพและวิถีของพลังยุทธ์ทุกประเภท เหนือกว่า ระดับ
พลังฝีมือของมันไปแล้ว
คิดสร้างศาสตร์อสูรชนิดวัดตัวตัดเสื้อสักวิชา สมควรมิใช่เรื่องยาก
“ต้าเหริน พวกมันจะมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรนํ้าพุปรโลก!” สายสืบผู้ หนึ่ง
รายงานอย่างนอบน้อม จุดมุ่งหมายการเดินทางของเซี่ยวม่อเกอไม่ใช่
ความลับ หลายคนล้วนทราบกันดี
“อาณาจักรนํ้าพุปรโลก… …” เจียงเจ๋อดวงตากวาดมองแผนที่ อาณาจักร
แวบหนึ่ง แล้วจับจ้องไปยังสถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่งบนแผนที่ อย่าง
รวดเร็ว
สีหน้ามันสงบเยือกเย็นจนแทบกลายเป็นความอำมหิต
สายสืบก้มศีรษะลง แทบไม่กล้าระบายลมหายใจแรง นับตั้งแต่ที่ศิษย์ พี่
หญิงฟงเยวี่ยสิ้นชีพกลางศึก ต้าเหรินก็ยิ่งกลับกลายเป็นเงียบขรึมและ
เย็นชากว่าเดิม บรรดาแม่ทัพนายกองยิ่งนับวันยิ่งพากันหวาดหวั่นพรั่น
พรึงต่อต้าเหรินมากขึ้นทุกขณะ
“เจ้าไปได้แล้ว” เจียงเจ๋อโบกมืออนุญาต
“ขอรับ!” สายสืบผู้นั้นลอบระบายลมหายใจโล่งอก รีบค้อมกายกาย
คารวะอย่างนอบน้อม ก่อนล่าถอยไปอย่างระมัดระวัง
หลังจากสายสืบล่าถอยไปเนิ่นนาน เจียงเจ๋อยังไม่ละสายตาจากแผน ที่
อาณาจักร ชั่วอึดใจให้หลัง มันคล้ายทอดถอนรำพึง “เปี๋ยหาน ”
บนโต๊ะข้างกายมัน วางไว้ด้วยกระดาษยับย่นแผ่นหนึ่ง นี่เป็นคำสั่ง
เร่งด่วนฉบับล่าสุดจากสำนัก
ฆ่าเบี๋ยหานคนทรยศ! ทำลายล้างกองพันบาปเคราะห์
เมื่อได้รับคำสั่งฉบับนี้ เจียงเจ๋อหาได้ตระหนกตกใจไม่ จิตวิญญาณอัน
เป็นแกนหลักของวัดเสวียนคงจะต้องแน่วแน่มั่นคงเสมอ ท่านเจ้าอาวาส
ไม่มีทางยินยอมปล่อยคนทรยศให้หลุดรอดไปได้ การทรยศของกู่เหลียง
เตาสะท้านทั่วภพซิวเจ่อ ชื่อเสียงของซีเซวียนย่อยยับอัปราไปไม่น้อย
แม้ว่าการทรยศของกองพันบาปเคราะห์ไม่ได้ล่วงรู้กันไปทั่วเหมือนเช่น กู่
เหลียงเตา แต่พวกระดับสูงของบรรดาสำนักใหญ่ล้วนล่วงรู้กันดี
วัดเสวียนคงจะไม่มีวันปล่อยให้เปี๋ยหานมีชีวิตรอด
เพื่อที่จะฆ่าเบี๋ยหานกับกองพันบาปเคราะห์ ทางสำนักส่งกำลังหนุน
จำนวนมหาศาลและทุ่มเทไพ่ตายใบสำคัญมากมายมาเพื่อภารกิจครั้งนี้
โดยเฉพาะ
กองทัพที่เคลื่อนพลมาเพื่องานครั้งนี้ ยังมากมายกว่าภารกิจใด ๆ ใน อดีต
เจียงเจ๋อรู้สึกอารมณ์ซับซ้อนอยู่บ้าง ผู้ใดจะคาดคิด การเคลื่อนไหว ครั้ง
ใหญ่ที่สุดในรอบพันปีของวัดเสวียนคง จะเพื่อเข่นฆ่าคนทรยศผู้หนึ่ง!
กองพันบาปเคราะห์และกองพันเจียงจื้อ เปี๋ยหานกับเจียงเจ๋อ สอง
กองทัพหลัก สองยอดแม่ทัพบัญชาการศึกซึ่งเคยประชันขันแข่งกันมา
ตั้งแต่เยาว์วัย พวกมันกำลังจะต้องเปิดศึกที่เดิมพันด้วยความเป็นความ
ตาย
ไม่เจ้าตายก็ข้ามวย… นี่อาจเป็นชะตากรรม
กระทั่งบุคคลที่มีจิตใจเข้มแข็งแกร่งกร้าวเช่นเจียงเจ๋อ ยังอดทอด ถอนด้วย
อารมณ์ความรู้สึกไม่ได้
เซี่ยวม่อเกอ นามอันไม่คุ้นหูนี้ผ่านเข้ามาในสายตาของเจียงเจ๋อ การ ต่อสู้
อันเหลือเชื่อ แต่ละครั้งแทบเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ กับเซี่ยวม่อเกอ ผู้นี้
เจียงเจ๋อเต็มไปด้วยความสงสัยอยากรู้กระทั่งคนที่เย่อหยิ่งถือดีเช่น เบี๋ย
หานยังยินยอมอยู่ใต้ร่มธงของคนผู้นี้
หากมิใช่ว่ามันเชื่อมั่นในความสามารถด้านข่าวสารของสำนัก เมื่อ เห็น
รายงานเรื่องนี้เกรงว่าต้องแค่นเสียงใส่อย่างไม่เชื่อถือเป็นแน่
เบี๋ยหานมักไม่ค่อยพูดจา แต่มันเมื่อลงมือต่อสู้ จะบ้าคลั่ง ดุดัน อำมหิต
และกระหายเลือด คนเช่นนี้หรือ ถึงกับยินยอมสวามิภักดิ์ต่อผู้อื่น!
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สามารถสังหารชนชั้นจอมปิศาจด่านไสว้ ความ
แข็งแกร่งนี้เพียงพอให้ผู้คนตะลึงงัน
มันสั่นศีรษะอย่างไม่แน่ใจ จากนั้นสายตาไล่ไปยังอีกนามหนึ่ง กงซุนชา
ชื่อที่ไม่รู้จักนี้กลับถูกระบุว่า “อันตรายเป็นอย่างยิ่ง” ระดับความเป็น
อันตรายของมันถึงกับเทียบเท่ากับเปี๋ยหาน!
มันต้องระมัดระวัง หากกงซุนชาผู้นี้มีความสามารถในระดับเดียวกัน
กับเปี๋ยหานจริง เช่นนั้นต่อให้เป็นมันเองก็ไม่มีความเชื่อมั่นในศึกนี้แม้แต่
น้อย
เจียงเจ๋อยินดีเชื่อว่าที่ระบุมาเช่นนี้ เนื่องเพราะความสำคัญที่ทาง สำนัก
วางไว้กับศึกครั้งนี้ จึงจงใจตักเตือนมันทางอ้อมให้รอบคอบ ระมัดระวัง
ที่สุด
มิเช่นนั้นหากอยู่ในระดับเดียวกันกับเปี๋ยหานจริง ก็เรียกได้ว่าน่า
สะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
เจียงเจ๋อสะบัดศีรษะ โยนความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากใจ ไม่ว่าฝ่าย ตรง
ข้ามจะร้ายกาจสักปานใด การศึกครั้งนี้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้! มันไม่
เพียงแต่ต้องได้ชัย ทั้งยังต้องได้ชัยอย่างหมดจดงดงาม!
เนื่องเพราะศึกครานี้มีเพียงเดิมพันด้วยชื่อเสียงของวัดเสวียนคง ทั้ง ยัง
จำเป็นต้องข่มขวัญเหล่าตัวโง่งมที่กำลังคิดหาหนทางก่อหวอดในสำนัก!
การทรยศซีเซวียนของเหลียงเตาส่งผลกระทบต่อขุมกำลังสำคัญหลาย
ฝ่ายในสำนัก ยามนี้ซีเซวียนแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย ผู้คนไม่ได้รวมเป็นนํ้า
หนึ่งใจเดียวกันอีก
เรื่องเลวร้ายเช่นนี้ มิอาจปล่อยให้เกิดขึ้นกับวัดเสวียนคงได้
เจียงเพื่อจะให้ความจริงเพื่อบอกต่อพวกมัน หากคิดทรยศต่อสำนัก จะมี
เพียงผลลัพธ์เดียวเท่านั้น
ตายโดยไม่มีที่กลบฝัง!
หลินเซียนร่างเปลือยเปล่า แช่ร่างอยู่ในบ่อนํ้าใสเหมือนแก้วผลึก ตาม
รอบขอบบ่อสลักเต็มไปด้วยลวดลายยันต์อันซับซ้อนจำนวนนับไม่ถ้วน
สีหน้ามันสงบและผ่อนคลายราวกับทารกน้อยกำลังหลับใหล
รอบบ่อนํ้ายืนไว้ด้วยเซียนกระบี่เจ็ดแปดคน พวกมันใบหน้าเหี่ยวย่น ชรา
ภาพ แต่บางครั้งดวงตาจะสาดประกายคมกล้าดุจกระบี่บิน
ทันใดนั้นเอง ร่างกายของหลินเชียนเปล่งแสงจาง ๆ แสงนี้ไม่ได้เจิดจ้าบาด
ตา ทั้งยังบันดาลให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายตา
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่รอบขอบบ่อพากันพลุ่งพล่านขึ้นทันที สีหน้าลิงโลด
ยินดี แสงพลังงานอันอบอุ่นอ่อนโยนนี้ไม่เหมือนกับพลังใดที่พวกมันเคย
พบเห็นมาก่อน
“พลังเทพเนี่ก็คือพลังเทพ!”
“สวรรค์อำนวยพรให้แก่คุนหลุนเราแล้ว!”
“เสี่ยวหลินเชียนสมกับที่เป็นเสาหลักของสำนักเรา!”
หลินเซียนที่อยู่ภายในบ่อนํ้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แสงสว่างเดือน หายไป
จากดวงตาเยือกเย็นของมัน ไม่เห็นมันขยับเคลื่อนไหวอันใด แต่นํ้า
ภายในบ่อทันใดนั้นถาโถมเข้าหามันเอง
นํ้าเหล่านั้นไหลบ่าเข้ามาทับซ้อนเป็นชั้น ๆ เลือนรางเหมือนหมอกควัน
ภายในชั่วพริบตาเดียว หลินเชียนที่เปลือยเปล่าก็สวมใส่อาภรณ์ เรียบร้อย
มวลนํ้าภายในบ่อกลับกลายเป็นชุดยาวสีฟ้าสด
“ศิษย์คารวะท่านเจ้าสำนัก คารวะอาจารย์อาทั้งหลาย!” หลินเชียนค้อม
กายอย่างนอบน้อม
“นี่ก็คือพลังเทพใช่หรือไม่?” ผู้อาวุโสคุนหลุนผู้หนึ่งถามอย่างอดรน ทน
ไม่ได้
“ใช่ขอรับ!” หลินเซียนตอบอย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ “แต่เป็นพลังเทพที่ ยังไม่
สมบูรณ์ ศิษย์เพียงแค่ลอกเลียนพลังเทพจากความทรงจำที่เคยพบ เห็น
มา”
“เจ้าลองดูอีกครา” ผู้กล่าววาจาคือเจ้าสำนักคุนหลุนคนปัจจุบัน คน ผู้นี้
คิ้วพาดตรงดุจกระบี่ ดวงตาคล้ายครึ่งหลับครึ่งลืมอยู่ตลอดเวลา นัยน์ตา
ทั้งคู่ลึกล้ำสุดหยั่งถึงเต็มไปด้วยแววครํ่าโลก คล้ายจะมองทะลุปรุ โปร่งใน
ทุกสรรพสิ่ง
“ขอรับ!” หลินเชียนยกมือขวาขึ้น พลังเทพสีฟ้าอ่อนแปรเปลี่ยนเป็น กระบี่
บินเล่มหนึ่ง ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของมันอย่างฉับพลัน
“เป็นพลังเทพจริง ๆ! พลังที่เหนือกว่าพลังปราณ!” ผู้อาวุโสท่าน หนึ่งอด
ร้องออกมาไม่ได้
เจ้าสำนักคุนหลุนก้าวลํ้าออกมา ยื่นมือเข้าคว้าจับกระบี่บินสีฟ้าที่ สร้าง
ขึ้นจากพลังเทพเล่มนั้น
เพียะ เพียะ เพียะ!
ประกายแสงสีฟ้านับไม่ถ้วนระเบิดขึ้นในกำมือของเจ้าสำนักคุนหลุน แต่
เจ้าสำนักคุนหลุนคล้ายไม่ได้รับผลกระทบใด มือของมันไม่ขยับ
เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
เพียะ!
สุ่มเสียงคราวนี้ดังกว่าเมื่อครู่อยู่บ้าง กระบี่พลังเทพสีฟ้าพลันแตก ระเบิด
เป็นเสี่ยง ๆ!
ตั้งแต่ต้นจนจบ มือของเจ้าสำนักคุนหลุนไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
พลังงานสีฟ้าที่แตกระเบิดจนไม่มีรูปร่างคล้ายถูกกักขังไว้ภายในฝ่า มือ
ของมัน ประดุจกรงล่องหนเล็ก ๆ กรงหนึ่ง ลำแสงวาบไปมา แต่ไม่อาจ
ทะลวงผ่านออกมาได้
เจ้าสำนักคุนหลุนเหยียดมือออก ปล่อยให้ลำแสงจางหายไป จากนั้น
กล่าวเสียงเย็นชา “แกร่งกร้าวยิ่งกว่าพลังปราณ ทั้งยังเข้มแข็งกว่าเป็น
เท่าตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ใดคิดฝึกปรือพลังเทพจะต้องฝึกปรือพลังทั้งสาม
เสียก่อน”
ฝีมือและสายตาของท่านเจ้าสำนัก บันดาลให้หลินเชียนยอมรับนับ ถือจน
หมดใจ สมกับที่เป็นท่านเจ้าสำนักเพียงมองปราดเดียวก็เข้าใจทะลุ ปรุ
โปร่ง หลินเชียนรับคำอย่างนอบน้อม “ถูกแล้วขอรับ!”
“พลังทั้งสาม?” ผู้อาวุโสที่เหลือขมวดคิ้วนิ่วหน้า
คุนหลุนเฝ้าปรารถนาพลังเทพมานานปี แต่พวกมันไม่เคยประสบ
ความสำเร็จมาก่อน หากมิใช่ว่าหลินเชียนประมือกับเซี่ยวม่อเกอกับพวก
โดยตรง ได้สัมผัสรับรู้พลังเทพที่แท้จริง พวกมันจะยังคงไม่มีผลลัพธ์อันใด
เลย กระทั่งพวกมันเองยังคาดฝันไม่ถึงว่าหลังจากการต่อสู้ที่สะท้านไปทั่ว
สามภพในครั้งนั้น หลินเชียนจะมีความเข้าใจอย่างสูง จนสามารถคิดค้น
พลังเทพในรูปแบบของตนเองเป็นผลสำเร็จ
เหล่าผู้อาวุโสคุนหลุนปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพัน เข้าใจว่าคราวนี้พลัง เทพ
จะสามารถถ่ายทอดอย่างแพร่หลายในคุนหลุน แต่รอจนพวกมันได้ยิน
ท่านเจ้าสำนักระบุว่าจำต้องฝึกปรือพลังทั้งสามเสียก่อน พวกมันไหนเลย
จะไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าได้
ในคุนหลุน แทบไม่มีผู้ที่ฝึกปรือพลังทั้งสามพร้อมกันอยู่เลย
กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ ศิษย์ส่วนใหญ่ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะฝึกปรือ พลัง
เทพ หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้คุนหลุนในที่สุดก็ไขว่คว้าพลังเทพได้สำเร็จ พลัง
เทพยังคงไม่สามารถเป็นกำลังให้แก่พวกมันได้มากนัก
หากศิษย์ใหม่เริ่มฝึกปรือเสียตั้งแต่บัดนี้ ก็ไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอีกกี่
เดือนกี่ปี กว่าที่พวกมันจะมีความสามารถพอที่จะต่อสู้
สภาพของกลียุคในทุกวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกมันจะทนรอนานปานนั้นได้
นัยน์ตาที่คล้ายเห็นซึ้งกระจ่างทุกสรรพสิ่งของท่านเจ้าสำนักพลันลืม ขึ้น
เล็กน้อย มองตรงไปยังหลินเชียน หันเหหัวเรื่องว่า “ลองเล่าให้เราฟัง สัก
หน่อย บรรดาคนที่ฝึกปรือพลังเทพเหล่านั้นให้ความประทับใจอันใดแก่
เจ้าบ้าง”
หลินเซียนพริ้มตาหลับลง หวนคิดถึงการศึกครั้งนั้น จากนั้นลืมตา กล่าวว่า
“พวกมันฝึกปรือพลังเทพที่ผิดแผกแตกต่างกัน พลังเทพของ เซี่ยวม่อเกอ
ร้อนระอุและอหังการ สตรีทั้งสองข้างกายมันมีพลังอันหยุ่น เยือกและน่า
ขนพองสยองเกล้า ส่วนพลังเทพของหญิงรับใช้วัยกลางคน นั้นหากเทียบ
กับพวกเซี่ยวม่อเกอทั้งสาม นับว่าขาดพร่องไปมาก เกรงว่า ยังเป็นเพียง
ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น”
เจ้าสำนักคุนหลุนผงกศีรษะ “เจ้าออกไปก่อน ไปพักผ่อนให้สบาย ข้า กับ
เหล่าผู้อาวุโสจะขัดเกลาวิธีฝึกปรือพลังเทพของเจ้าให้สมบูรณ์ อีกสอง
สามวันให้หลังเจ้าค่อยกลับมา เพื่อทดลองใช้วิธีการใหม่อีกครั้ง”
หลินเชียนพยักหน้ารับคำ ทำท่าจะล่าถอยออกไป แต่แล้วเจ้าสำนัก กลับ
เรียกรั้งมันไว้อย่างกะทันหัน
“ไปตรวจดูบันทึกเกี่ยวกับลูกหลานของชนเผ่าโบราณทั้งหมด ที่ถูก ฆ่า
ตายในช่วงสองสามร้อยปีมานี้”
หลินเชียนงงงันวูบ จากนั้นรีบรับคำ “ศิษย์ทราบแล้ว!”