สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 661 โหมโรง
อสูรผมสีส้มเพียงทดลองครั้งแรก ก็เรียนรู้ศาสตร์อสูรที่จั่วม่อสอนให้ จน
เจนจบครบถ้วน
อสูรผมสีส้มแหงนหน้าหัวร่อดังก้องฟ้า เรือนผมสีส้มสดใสของมัน สะบัด
พลิ้วราวเปลวเพลิง มันลำพองใจยิ่ง “เพียงแค่สิ่งของเยี่ยงศาสตร์ อสูร ไม่
สามารถสนองตอบต่อความเป็นอัจฉริยะของข้าได้”
อาเหวินรู้สึกว่าไม่ว่าจะมองอย่างไร เจ้าผู้นี้ก็ขัดหูขัดตายิ่ง มันกล่าว อย่าง
คุ่นเคือง “อาศัยความสามารถเพียงน้อยนิดของเจ้า เหยียสามารถ เลาะ
ฟันเจ้าออกมาด้วยนิ้วเดียว”
อสูรผมสีส้มบันดาลโทสะขึ้นมน “เข้ามา เข้ามาเข้ามาเลย! ลองมา ต่อสู้
กับสักสามร้อยกระบวนท่า ผู้ใดหลบหนีก่อนถือเป็นสุนัข!”
อาเหวินถลึงตามองอย่างโกรธเกรี้ยว “กลัวแต่ว่าเจ้าจะเป็นลูกเต่า!”
ปัง ปัง ปัง ปัง!
“พวกมันเริ่มอีกแล้ว!” หนานเยว่กุมขมับ ทอดถอนปลงอนิจจังด้วยสี หน้า
จนปัญญา
“หากเจ้าทำตัวให้คุ้นชินก็ไม่มีอะไรแล้ว” อสูรควันดำหน้าไม่เปลี่ยนสี สัก
นิด
หมิงเจี่ยจือกับคังเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน จากนั้นสบตากันวูบ ก่อน
จะพากันก้มหน้าก้มตาฝึกปรืออย่างครํ่าเคร่งต่อไป
จั่วม่อชี้แนะศาสตร์อสูรวิชาใหม่ให้แก่พวกมัน แต่สิ่งที่มีคุณค่ามาก ที่สุด
คือต้าเหรินยังสอนเคล็ดความบนหลักศิลาปิศาจมหาสันติให้แก่พวก มัน
ด้วย
แต่ละคนได้รับเคล็ดความจากหลักศิลาปิศาจมหาสันติฉบับคัดลอก คน
ละชุด ฝีมืออันยิ่งใหญ่ที่จั่วม่อสำแดงออกมาด้วยศาสตร์อสูรสารพัด ชนิด
ดึงดูดความสนใจของพวกมันเอาไว้ในทันที
นอกจากนี้ยังมีเหล่าอสูรบุปผาที่เข้ารับฟังคำชี้แนะพร้อมกันพวกมัน ด้วย
มีเพียงอาเหวินผู้ฝึกปรือทักษะปิศาจที่เป็นสิ่งแปลกปลอมในกลุ่ม แต่ สอง
คนที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด ผู้หนึ่งคืออสูรผมสีส้ม ส่วนอีกคนหนึ่ง กลับ
ไม่มีผู้ใดคาดคิด เป็นอาเหวินเอง
การรุดหน้าก้าวไกลของอสูรผมส้มไม่มีอันใดให้กล่าวถึง ขณะที่มันป่า ๆ
เป๋อ ๆ เหลวไหลและฟุ้งซ่านได้ง่ายดาย แต่พรสวรรค์เชิงยุทธ์ของมันยัง ลึก
ลํ้าสุดหยั่งถึง พอ ๆ กับความสามารถในการเปลี่ยนเรื่องของมันทีเดียว
แต่อาเหวินกลับเป็นตัวประหลาดไม่แพ้กัน จั่วม่อกล่าวถึงศาสตร์อสูร ชัด
ๆ แต่ทักษะปิศาจของอาเหวินกลับพัฒนารุดหน้าไปด้วย
ทว่าสองคนที่มีฝีมือรุดหน้ามากที่สุดกลับไม่ถูกชะตากัน แต่ละวัน พวกมัน
ต้องต่อยตีกันสักสองสามรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจั่วม่อไม่อยู่
อย่างไรก็ตาม คราครั้งพวกมันพวกมันถูกจั่วมอจับตัวเอาไว้
อาเหวินยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงหน้าจั่วมือ อสูรผมสีส้มยังคงเชิดหน้า สู้
สายตาจั่วม่อ คนอื่น ๆ ล้วนมีสีหน้าคาดหวัง วันนี้ต้าเหรินใช่จะลงโทษ
สองคนที่ไร้ขีดจำกัดล่างนี้ให้เป็นเยี่ยงอย่างหรือไม่?
“อะแฮ่ม พวกเจ้าทั้งสอง ไฉนวัน ๆ เอาแต่ต่อยตีกัน?” จั่วม่อถาม
“มันอิจฉาพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ใจของข้า รวมถึงใบหน้าอันหล่อ เหลา
ของข้าด้วย!” อสูรผมส้มกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง
อาเหวินเดือดดาลยิ่ง “เจ้า! เข้ามาเลย มาต่อสู้กันสักสามร้อยกระบวน
ท่า!”
“เจ้าอย่าหนีก็แล้วกัน!” อสูรผมส้มตาเป็นประกาย
“ผู้ใดเลิกราก่อนถือเป็นลูกเต่า!”
“เจ้าสิลูกเต่า!”
“ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้!”
จั่วมอได้แต่ขัดจังหวะและดึงพวกมันเอาไว้คนละข้าง แต่แม้ว่าจะถูก ดึง
เอาไว้ พวกมันยังคงถลึงตาใส่กันอย่างขัดข้องขุ่นเคือง
“ข้ามีหนทางให้พวกเจ้าทั้งสองสามารถตัดสินได้ว่าผู้ใดร้ายกาจกว่า กัน”
จั่วมอยกมือพลางกล่าว
“หนทางใด?”
“พวกเจ้าคนหนึ่งฝึกปรือทักษะปิศาจ อีกคนหนึ่งฝึกปรือศาสตร์อสูร ย่อม
ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ว่าผู้ใดเหนือกว่าผู้ใด”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว!” ทั้งสองคู่อริพยักหน้าพร้อมกัน พวกมันไม่ชอบ ขี้หน้าอีก
ฝ่าย แต่จนใจที่ทั้งคู่ฝึกปรือสองวิถีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากไม่
ต่อสู้ก็ไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าใครเหนือกว่าใคร
“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าไฉนไม่ฝึกปรือวิถีเดียวกันเสียเล่า? เช่นนั้น ผู้ใด
เหนือกว่าผู้ใดมิใช่สามารถมองเห็นได้โดยง่ายหรอกหรือ?” จั่วมอวาง
เหยื่อล่อ
“ฮ่าฮ่า! ลูกพี่สมกับที่เป็นลูกพี่! มีหัวคิดดีเทียบเท่าข้าเลยทีเดียว สามารถ
ออกความคิดดี ๆ เช่นนี้ออกมาได้” อสูรผมส้มหัวร่ออย่างถูกอก ถูกใจ
“เฮอะ! ข้าจะให้เจ้ายอมรับความพ่ายแพ้ทั้งปากและใจ!” อาเหวิน แค่น
เสียง
จั่วมอยิ้มอย่างกลอกกลิ้ง “ข้าในที่นี้มีอยู่วิธีการหนึ่ง จำเป็นต้อง ฝึกปรือ
พลังปราณ พลังจิตสำนึกและพลังสังขารปีศาจพร้อมกัน อย่างไรก็ ตาม
ให้ข้าเตือนพวกเจ้าเสียก่อน นี่เป็นวิธีการฝึกปรือที่ยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่ง”
“ยากสิดี หากไม่ยาก ไหนเลยจะสามารถแสดงความอัจฉริยะของข้า ได้
เต็มที่!” อสูรผมส้มกล่าวพลางหัวเราะชอบใจ
“เฮอะยิ่งยากก็ยิ่งดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครบางคนจะได้ยอมรับความพ่าย แพ้
โดยไม่มีข้อโต้แย้งเสียที!” อาเหวินแค่นเสียงอย่างเย็นชา
“คนโง่ เจ้าเพียงแค่รอสยบแทบเท้าต้าเฉิงยอดอัจฉริยะผู้นี้เถอะ!” อสูรผม
ส้มเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง สายตามองขึ้นไปถึงท้องฟ้าโน่น
“ข้าจะฆ่าเจ้า เจ้าลูกเต่า!” อาเหวินดวงตาแทบลุกเป็นไฟ
“โอ้โอ้โอ้! ร้อนแรงดีจริง! มีความฮึกเหิม! ประเสริฐ ประเสริฐ! พวก เจ้าแต่
ละคนรับเคล็ดวิชาไปหนึ่งฉบับ ผู้ใดร้ายกาจกว่า เราจะได้รู้กันในอีก ไม่
นาน” จั่วม่อล้วงม้วนหยกออกมาสองม้วนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
สองคู่อริรีบแย่งกับรับไปคนละม้วน
จั่วมอตบไหล่อสูรผมส้มหนัก ๆ “ต้าเฉิง อย่าได้เสื่อมเสียชื่อของยอด
อัจฉริยะเชิงยุทธ์!”
“ลูกพี่ไม่ต้องห่วง!” อสูรผมสีส้มมีสีหน้าภาคภูมิลำพอง “วิชาที่ผู้คน คิดค้น
ขึ้นมา ยังไม่เคยมีวิชาใดสามารถสร้างปัญหาให้แก่ต้าเฉิงผู้นี้ได้!”
จากนั้นจั่วม่อเดินไปหยุดตรงหน้าอาเหวิน ตบไหล่อาเหวินอย่างยิ้ม แย้ม
“อาเหวิน เจ้าจะต้องปกป้องชื่อเสียงของค่ายเว่ย!”
“ต้าเหรินมั่นใจได้เข้าจะต้องเชือดเจ้าลูกเต่านี้ทิ้งให้ได้!” อาเหวินเค้น เสียง
ลอดไรฟัน
“ป่าเถื่อน!” อสูรผมส้มทำหน้าเหยียดหยาม “คนโง่!” อาเหวินถลึงตากลับ
“ตั้งใจเข้าล่ะ!” จั่วม่อยิ้มพลางโบกให้ทั้งคู่ ก่อนจะเดินจากไป
“กองทัพของเซี่ยวม่อเกอช่างยากจะเข้าร่วมนัก! ฟังว่าวันนี้มีคนสอบ ผ่าน
เพียงแปดคนเท่านั้น!
“เป็นเรื่องธรรมดา เจ้าหากลองคิดดูจะเห็นว่าอันที่จริงพวกมันไม่ได้ ขาด
คน! หากมิใช่ว่ามีผู้คนมากมายมาตามติดพวกมัน พวกมันไหนเลย
จะต้องคิดสร้างกองพันใหม่ด้วย?”
“อา เป็นที่น่าผิดหวังจริง ๆ เจ้าเห็นขุมกำลังใกล้ ๆ นี้หรือไม่ พวกมัน ล้วน
ริษยาแทบตายแล้ว ฟังพี่ชายข้าบอกว่าพวกมันถึงกับส่งคนมาคอย เฝ้าดู
พื้นที่คัดเลือกด้วย ฮ่า ต่อให้เจ้าสอบไม่ผ่านการคัดเลือก แต่หากเจ้า
สามารถผ่านรอบแรก ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าต่อไปจะหางานไม่ได้ และหาก
เจ้าสามารถผ่านรอบที่สองด้วย จะมีอย่างน้อยยี่สิบขุมกำลัง แย่งกันยื่น
ข้อเสนอให้เจ้าเลือกผลประโยชน์ที่ดีที่สุด!”
“แม้ว่าจะเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด ก็ไม่อาจเทียบได้กับกองทัพของเซี่ยว ม่อ
เกอ มันยังอายุไม่มาก แต่ถึงกับสังหารจอมปีศาจด่านไสว้ไปแล้วคน หนึ่ง
อนาคตของมันมิใช่สิ่งที่กองกำลังปลาซิวปลาสร้อยเหล่านี้จะสามารถ
เปรียบเทียบได้ บางทีมันอาจสามารถกลายเป็นราชา!”
“ราชา? เจ้ากล่าวเกินเลยไปแล้ว..”
ภายในโรงเตี้ยมแห่งนั้น การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเซี่ยวม่อ เก
อดังอยู่ทุกซอกทุกมุม เป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุด ทุกวันมักมีข่าว
คราวใหม่ ๆ ของมันให้ผู้คนได้วิพากษ์กันอย่างออกรส เซี่ยวม่อเกออายุ
เพียงยี่สิบกว่าปี แต่กลับสร้างปาฏิหาริย์มากมาย อิทธิพลของมันที่มีต่อ
คน รุ่นเยาว์บรรลุถึงระดับที่น่าตื่นตะลึง
นี่เป็นยุคสมัยที่ผู้คนส่วนมากเต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความ
ทะเยอทะยาน แบบอย่างที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้า เป็นแรงบันดาลใจอัน
ยิ่งใหญ่ให้แก่พวกมัน
แต่ทว่าผู้คนทั้งโรงเตี้ยมไม่มีผู้ใดทันได้สังเกตเห็น ชายชราที่อยู่ในมุม หนึ่ง
พอฟังว่าเซี่ยวม่อเกอสังหารอวี่ไสว้กลางศึก ดวงตาหมองมัวหม่นมืด พลัน
สาดประกายวาบดุจสายฟ้า
ชายชราผู้นี้ศีรษะล้านใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น เสื้อผ้าขาด รุ่งริ่ง
ดูน่าเวทนายิ่ง
มันยกสุราราคาย่อมเยากระดกรวดเดียวหมด ก่อนจะลุกขึ้นยืน เดิน ออก
จากโรงเตี้ยมโดยไม่มีผู้ใดสนใจ
มันเดินไปตามถนนอย่างเงียบงัน เมื่อสายลมพัดผ่านร่างนั้น มันดู อ้างว้าง
เดียวดายอย่างบอกไม่ถูก
“นายท่าน นายท่าน! ลองดูนี่เสียก่อน! ภาพมายาฉบับล่าสุดเกี่ยวกับ ศึกที่
เซี่ยวม่อเกอสังหารอวี่ไสว้เป็นภาพมายาชุดใหม่เอี่ยมอ่องที่ยังไม่เคย
เปิดเผยที่ไดมาก่อน มีที่นี่ที่เดียว บันทึกโดยคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ท่าน
สามารถชมดูก่อน….”
เมื่อเสียงร้องขายของจากร้านด้านข้างดังเข้าหูชายชรา มันพลันชะงัก เท้า
ทันควัน
“ราคาเท่าใด?”
“สิบห้าม่อเป้ย!”
“ขอข้าชุดหนึ่ง”
“ขอบพระคุณ!”
ชายชราเดินเข้าไปในมุมหนึ่ง ผนึกพลังเข้าไปในแผ่นภาพมายา กระตุ้นให้
ฉายภาพออกมา
พ่อค้ารายนั้นไม่ได้หลอกลวง นี่เป็นบันทึกภาพจากคนที่อยู่ใน เหตุการณ์
จริง ๆ เพียงแต่การบันทึกไม่มีพลังมากนัก ได้รับผลกระทบจาก กระแส
พลังที่ปลดปล่อยออกมาจากการต่อสู้ค่อนข้างมาก ดังนั้นภาพจึงไม่ ค่อย
ชัดเจนเท่าใดนัก
ชายชราเพ่งมองอย่างระมัดระวัง
เมื่อมันเห็นจั่วม่อต่อสู้หักหาญกับอวี่ไสว้ ดวงตามืดมัวพลันสาด ประกาย
วาบ ชั่วพริบตานี้ชายชราสกปรกมอมแมมผู้นี้ประหนึ่งศาสตรา อันคมกล้า
ที่ดุร้ายกระหายเลือด เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตรายอย่างบอกไม่
แต่ในไม่ช้ามันก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของตน รีบสงบระงับใจ กลับสู่
สภาพเดิมทันที
แต่รอจนมันพบเห็นอากุ่ย ค่อยสะท้านขึ้นทั้งร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน
ตอนที่ดวงตาของอากุ่ยสาดประกายแสงสีม่วงเจิดจ้ามาจากภายในภาพ
มายา ชายชราถึงกับร่างแข็งทื่อดุจคนสูญเสียวิญญาณ
นํ้าตาร้อนผ่าวสองสาย พลันไหลรินลงมาจากดวงตาหม่นมัวคู่นั้น
ภาพมายาตรงหน้ามันแตกกระจายเป็นจุดแต้ม โดยไม่มีเค้าลาง ล่วงหน้า
“เซียนกระบี่เช่นนั้นรึ?”
สุ้มเสียงเย็นเยียบดังมาจากด้านบนของห้องโถงใหญ่ เหล่าแม่ทัพ นายก
องที่ด้านล่างตัวสั่นระริก
“ใช่ขอรับ!” ผู้กล่าววาจาคือคนที่หมอบราบอยู่บนพื้น ไม่กล้าเงยหน้า ขึ้น
สีหน้ามันยํ่าแย่ยิ่งเหงื่อเม็ดโป้งไหลลงมาจากหน้าผาก ร่วงกระทบพื้น
เสียงดังฟังชัด
เหล่าแม่ทัพนายกองพากันกวาดตามองคนผู้นั้นอย่างเห็นใจ
“เซียนกระบี่ผู้หนึ่งถึงกับกล้ามาอาละวาดในดินแดนของข้า ฮ่า!” สุ่ม เสียง
เย็นเยียบไร้อารมณ์ความรู้สึก ราวกับกำลังกล่าวถึงเรื่องทั่วไป
ปีศาจที่หมอบราบอยู่บนพื้นเหงื่อซึมท่วมกายมากกว่าเดิม แม่ทัพ นายก
องคนอื่นล้วนหน้าเปลี่ยนสี พวกมันล้วนฟังออกว่าจู่ซ่างพิโรธแล้ว!
“ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!”
ปิศาจที่คุกเข่าบนพื้นหน้าขาวซีดดุจคนตาย พลันโขกศีรษะอย่างบ้า คลั่ง
จากนั้นเงยใบหน้าที่อาบไปด้วยเลือดขึ้น กล่าวเสียงสั่นสะท้าน “ผู้น้อยใช้
การไม่ได้! สร้างความผิดหวังให้แก่จู่ซ่าง! ผู้น้อยขอชดใช้ ความผิดนี้ด้วย
ชีวิต ไม่คิดแค้นอันใด! บุตรชายของผู้น้อยยังเยาว์วัยนัก จู่ ซ่าง พี่น้อง
ทั้งหลาย โปรดเมตตามันด้วย!”
กล่าวจบคำ มันพลันฟาดฝ่ามือขวาใส่ศีรษะตนเอง ศีรษะแตก ออกเป็น
เสี่ยง ๆ ร่างครํ่าลงไปกับพื้น วิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง!
เหล่าแม่ทัพนายกองมีสีหน้าปวดร้าว แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก ในเวลา
เช่นนี้การร้องขอความเมตตาไม่ใช่เรื่องดี จู่ซ่างแม้โหดเหี้ยมอำมหิต แต่
ยังคงใส่ใจดูแลผู้ที่อยู่ด้วยกันมานาน
จริงดังคาด บุคคลที่อยู่ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “มอบ
ตำแหน่งในค่ายรุ่นเยาว์ของปีนี้ให้แก่บุตรชายมัน บอกมันอย่าได้เสีย ชื่อ
อันห้าวหาญของบิดามัน นำไปกลบฝังอย่างสมเกียรติเถอะ”
“ขอรับ!” เหล่าแม่ทัพนายกองตอบรับเป็นเสียงเดียว “ฟังว่าเซียนกระบี่ผู้
นั้นไม่เกรงกลัวการต่อสู้ใด ๆ ใช่หรือไม่?”
เหล่าแม่ทัพนายกองใจสั่นสะท้านลอบสบตากันวูบ พวกมันนึกไม่ถึง ว่า
กระทั่งเรื่องนี้ยังมาเข้าหูจู่ซ่างด้วย พวกมันตระหนักทันทีว่าผิดท่าแล้ว
พวกมันล่วงรู้นิสัยใจคอของจู่ซ่างดี ไม่ว่าจะอย่างไรต้องดีเลิศที่สุด ใน เมื่อ
คำเล่าลือจากปากผู้อื่นมาถึงหูคู่ซ่างแล้ว จู่ซ่างย่อมอดรนทนไม่ได้ หาก
พวกมันยังเอาแต่นิ่งเช่นนี้ เกรงว่าไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีจุดจบที่ดี พวกมันสบตา
กันวูบ
แม่ทัพผู้หนึ่งผุดลุกขึ้น กล่าวเสียงดังกังวาน “ผู้น้อยขออาสาออก ศึก!”
“ผู้น้อยขออาสาออกศึก!”
“ผู้น้อยก็ขออาสาออกศึกเช่นกัน!” เหล่าแม่ทัพปิศาจทยอยก้าวออกมา
อาสาออกศึกกันถ้วนหน้า
“พวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้กองทัพ นี่เป็นดินแดนของข้า ข้าไม่ อาจ
เสื่อมเสียหน้าได้ และหากกับแค่เซียนกระบี่ผู้เดียว พวกเจ้าต้องถึงกับ ใช้
กองพันเข้ารับมือกับมัน…”
สุ่มเสียงเย็นเยือกดังก้องอยู่ในห้องโถงใหญ่ ทุกผู้คนในใจลอบฝืนยิ้ม ขึ้น
หากพวกมันล่วงรู้ว่าสถานการณ์จะกลายมาเป็นเช่นนี้ พวกมันจะใช้
กองทัพล้อมสังหารเซียนกระบี่ผู้นั้นเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวแต่แรก จากนั้นก็
ได้เรื่องราวแล้ว
แต่ในเมื่อจู่ซ่างออกปากเช่นนี้ พวกมันก็ไม่มีทางทำอะไรได้อีก
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าห้าวัน หากยังไม่สามารถเข่นฆ่าเซียนกระบี่ผู้นั้น ได้ ก็
จบชีวิตตัวเองเสียตรงนั้นเถอะไม่ต้องบากหน้ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก “
ทุกผู้คนรู้สึกหนังศีรษะซาซ่าน ซากศพของสหายบนพื้นผ่านเข้ามาใน
สายตาพวกมันเหมือนจะเป็นเครื่องเตือนใจ แต่ละคนสีหน้าปั้นยาก แต่
พวกมันยังคงกัดฟันรับคำอย่างรู้ความ “น้อมรับคำสั่ง!”