สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 662 ต่างดำเนินแผนการ
เมื่อออกมาจากห้องโถงใหญ่ ทุกผู้คนล้วนมีสีหน้าดูไม่ได้
หนึ่งในผู้นำตระกูลที่มีชื่อเสียงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย ครั้งนี้เราไม่มี
หนทางหลีกเลี่ยงได้ หากเราไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น จู่ซ่างจะมี
โทสะจริง ๆ จากนั้นจะตระกูลของพวกเราทุกคนล้วนต้องประสบภัยพิบัติ
แล้ว!”
คนอื่น ๆ พยักหน้า
“จู่ซ่างกล่าวไม่ผิด เซียนกระบี่ผู้หนึ่งกลับกล้ามาอาละวาดอย่างเหิม
เกริมภายใต้จมูกเรา หากยังปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ พวกเราจะเอาหน้าไปไว้
ที่ใดกัน!”
“ถูกของเจ้า!”
ผู้คนล้วนเห็นพ้องต้องกัน
พวกมันหารือกันอย่างรวดเร็ว ได้ข้อสรุปว่าแต่ละตระกูลจะส่งยอด
ยุทธ์ที่เข้มแข็งที่สุดในตระกูลของพวกมันออกมา เพื่อฆ่าเซียนกระบี่ผู้นี้ให้
จงได้!
ยามนี้ยังไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าการศึกที่จะสะท้านไปทั่วทั้งสามภพกลับ
เปิดฉากขึ้นด้วยน้ามือของพวกมันเช่นนี้เอง
… …
… …
บุรุษหนุ่มเหม่อมองคนตรงหน้า ตะลึงงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะโถมเข้า
กระชากคอเสื้อของคนผู้นั้น ลดเสียงแทบเป็นกระซิบ แต่ยังคงกระชาก
เสียงใส่ “เจ้ากล้ากลับมาได้อย่างไร! ไม่กลัวถูกคนฆ่าตายรึ?”
แต่สุ้มเสียงเบาต่าของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะระงับ
ผู้มาหัวร่อกึก ๆ “ข้าในเมื่อกล้ามา ย่อมไม่เกรงกลัวสิ่งใด”
หากมีคนมาเห็นภาพนี้ เกรงว่าต้องกรีดร้องอย่างเสียขวัญ คนผู้นี้กลับ
เป็นกู่เหลียงเตาผู้ได้ชื่อว่าทรยศ!
ภายในซีเซวียน! กู่เหลียงเตาถึงกับลอบย้อนกลับเข้ามาในซีเซวียน!
ผู้ใดจะคาดคิดได้?
บุรุษหนุ่มชุดขาวคลายมือจากคอเสื้อของกู่เหลียงเตา แล้ววางอาคม
หวงห้ามไว้โดยรอบ ป้องกันมิให้มีผู้ใดแอบฟัง ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “ข้า
กลับลืมเลือนไปว่าคนรอบคอบเช่นเจ้า ไหนเลยจะไม่เว้นทางถอยไว้ให้แก่
ตัวเองได้ กระทั่งอาณาจักรปิศาจ เจ้ายังยึดครองเพื่อเตรียมการไว้นานแล้ว
ยังจะมีสิ่งใดที่เจ้าไม่สามารถกระทำได้อีกเล่า? เจ้าล่วงรู้แต่แรกแล้วกระมัง
ว่าจะมีวันนี้”
กู่เหลียงเตาฝืนยิ้มอย่างขมขื่นอยู่บ้าง
บุรุษหนุ่มเห็นเช่นนี้ อดลอบถอนใจไม่ได้ จากนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
ว่า “สถานการณ์ของเจ้ายามนี้นับว่าค่อนข้างดีทีเดียว อย่างน้อยเจ้าก็เป็น
อิสระแล้ว ไม่ต้องทนฝืนรับคำสั่งจากนายน้อยตัวบัดซบเหล่านั้นอีก มา
เถอะ ขอใช้น้าชาแทนสุรา อวยพรให้แก่เจ้าสักจอก”
กู่เหลียงเตาไม่กล่าวคำใด เพียงยกถ้วยน้าชากรอกเข้าปาก
“มาเป็นกำลังให้แก่ข้าเถอะ!”
กู่เหลียงเตาจู่ ๆ โพล่งออกมาเสียงดังสนั่น
บุรุษหนุ่มที่กำลังยกถ้วยชาพลันชะงักกึก มันยิ้มพลางกล่าวด้วยสีหน้า
ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย “ซึ่งความจริงสถานการณ์ของเจ้ายามนี้เรียกได้ว่าไม่
ดีนัก ผู้คนของเจ้าแม้จงรักภักดี แต่พวกมันหลายคนมีครอบครัวอยู่ที่นี่ รอ
จนเวลาผ่านไปนานกว่านี้ ไม่แน่ว่าพวกมันจะเปลี่ยนใจ ยิ่งไปกว่านั้น
รากฐานของเจ้าตอนนี้มีเพียงอาณาจักรปิศาจเท่านั้น พวกมันย่อมมิใช่
มิตรของพวกเจ้าเหล่าซิวเจ่อ”
กู่เหลียงเตาหัวร่ออย่างไม่ยี่หระ บนใบหน้าไม่มีร่องรอยหวาดกลัว
แม้แต่น้อย “ที่เจ้าว่ามาล้วนถูกต้องทั้งสิ้น ดังนั้นเจ้าต้องมาช่วยข้า
ความสามารถของเจ้าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ดีไปกว่าข้า หากปล่อยให้เจ้าเอาแต่อุด
อู้จนแก่ตายอยู่บนเขานี้ ไยมิใช่น่าเบื่อหน่ายนัก”
บุรุษหนุ่มพลันแย้มยิ้มจาง ๆ จากนั้นลุกขึ้น “ไปกันเถอะ”
กู่เหลียงเตาถึงกับตะลึงลานไปครึ่งค่อนวัน
“เป็นไร? เจ้ามีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?” บุรุษหนุ่มหันกลับมาถามด้วยสี
หน้าสงสัย
“ไม่มี ไม่มี” กู่เหลียงเตาตอบโดยไม่รู้ตัว จากนั้นหัวร่อฮาฮา “เพียงแต่
ข้าใช้เวลาตั้งหลายวันคิดหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อมาเกลี้ยกล่อมเจ้า แต่กลับ
ไม่ได้ใช้ออกเลยแม้แต่ประการเดียว”
บุรุษหนุ่มยักไหล่ “ข้าเป็นเพียงเสมียนตัวเล็ก ๆ ในซีเซวียน ปริมาณ
จิงสือที่ข้าได้รับในแต่ละเดือนน้อยนิดจนน่าสังเวช มิหนำซ้าข้าไม่มี
ครอบครัว ไม่มีมิตรสหาย ไปกับเจ้าเสียเลย อย่างน้อยข้ายังได้รับประทาน
เนื้อชิ้นโต”
“ฮ่าฮ่า!” กู่เหลียงเตาหัวร่ออย่างปลอดโปร่ง
การจากไปของพวกมันไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้ใด
สำหรับซีเซวียน เสมียนหนุ่มผู้นี้เป็นเพียงตัวตนอันกะจ้อยร่อย มีก็ได้
ไม่มีก็ไม่ส่งผลกระทบอันใด เพียงแต่วันนี้ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าเด็กหนุ่มที่ไม่
มีใดสำคัญผู้นี้เอง ที่วันหน้าของจะกลายเป็นหนึ่งในมันสมองของกองกำลัง
กู่เหลียงเตา
หลีเซียนเอ๋อร์กวาดตามองรอบด้านอย่างสนอกสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่
นางมาเยือนแดนปิศาจ เหล่าองครักษ์รอบกายมีสีหน้าระแวงระวัง ชำเลือง
มองไปรอบ ๆ อย่างรอบคอบระมัดระวัง
เมื่อพวกมันเห็นปิศาจกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นแต่ไกล ยิ่งตึงเครียดมาก
กว่าเดิม
เห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเหินร่างออกมาจากกองทัพปิศาจขบวนนั้น ทิ้ง
กายลงไม่ห่างจากหลีเซียนเอ๋อร์
“ใช่คุณหนูเซียนเอ๋อร์จากเทียนหวนหรือไม่?” ปิศาจหนุ่มค้อมกาย
คารวะอย่างไม่เคอะเขิน
“เป็นข้าเอง หลีเซียนเอ๋อร์” หลีเซียนเอ๋อร์ก้าวออกมา ย่อกายคารวะ
ตอบ “ท่านที่นับถือคือ?”
ปิศาจหนุ่มพอกวาดตามองหลีเซียนเอ๋อร์ คล้ายเผยสีหน้าตะลึงงันไป
ชั่ววูบ จากนั้นรีบแย้มยิ้มพลางกล่าว “ผู้น้อยเป็นบุตรชายของตี๋ไสว้ คุณหนู
เซียนเอ๋อร์สามารถเรียกข้าซือ15 ซือรับคำสั่งจากตี๋ไสว้ผู้เป็นบิดา มาเพื่อให้
การต้อนรับคุณหนูเซียนเอ๋อร์และคณะเป็นการเฉพาะ”
“ต้องลำบากซือเส้า16แล้ว!” หลีเซียนเอ๋อร์แย้มยิ้มเล็กน้อย
“เชิญ!” ซือเบี่ยงตัวเล็กน้อย ผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ
ระหว่างทาง ทั้งคู่โอภาปราศัยด้วยบรรยากาศอันกลมกลืน ซือเป็นคู่
สนทนาที่ดี ชวนให้พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ ภูมิปัญญาความรู้เพียบพร้อม
รอบด้าน การสนทนากับมันไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความสำราญใจ
ประการหนึ่ง
หลีเซียนเอ๋อร์ชำเลืองมองบรรดาองครักษ์ของซือ ในใจลอบตื่นตะลึง
ไม่น้อย องครักษ์ปิศาจเหล่านี้แผ่ซ่านเจตนาฆ่าฟันอันหนักแน่นเข้มข้น
ออกมารอบกาย เห็นได้ว่ากรำศึกมาอย่างโชกโชน ตี๋ไสว้เรียกได้ว่าทรงพลัง
อำนาจอย่างแท้จริง
เมื่อท่านปู่ของนางบอกให้นางมาดูเผ่าปิศาจสักครา นางต้องแตกตื่น
ตะลึงลานสุดระงับ รอจนนางทราบว่าเทียนหวนมีสายสัมพันธ์อย่างลึกล้า
กับพวกปิศาจ นางถึงกับอ้าปากค้างอยู่ครึ่งค่อนวัน นางแม้ไม่ค่อยเห็นด้วย
15 ตี๋ คำนี้แปลว่าขลุ่ย ไสว้มาจากด่านไสว้ ในที่นี้หมายถึงแม่ทัพใหญ่ ส่วนซือคำนี้แปลว่าปรารถนา คนละซือกับ
ลุงซือ ที่แปลว่าซากศพ
16 เรียกชื่อต่อท้ายด้วยเส้า ใช้เรียกลูกผู้ดีมีศักดิ์ฐานะ
ที่ซิวเจ่อมักจะถือคติกำจัดปิศาจพิฆาตอสูร แต่นางก็ไม่เคยคาดฝันเช่นกัน
ว่าเทียนหวนกับปิศาจส่วนหนึ่งจะมีความสัมพันธ์แนบแน่นถึงเพียงนี้
ต่อมานางยังได้ทราบว่ามิใช่แค่เพียงเทียนหวน แต่อีกสามมหาสำนัก
ก็ล้วนแล้วแต่มีพันธมิตรของตนอยู่ในเผ่าปิศาจเช่นกัน
หลีเซียนเอ๋อร์ถึงกับสงสัยว่า จะต้องมีพันธมิตรของสำนักอยู่ในภพ
ปิศาจด้วยเป็นแน่แท้
หลังจากช่วงแรกที่ตื่นตระหนก หลีเซียนเอ๋อร์ก็สงบใจลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อนางมาย้อนคิดดู ค่อยเห็นว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา สี่มหาสำนักมีตัวตนมา
ยาวนานนับพัน ๆ ปี เผ่าปิศาจก็หาได้รวมตัวเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันไม่ แต่
กลับแบ่งเป็นฝักฝ่ายน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน แต่ละฝ่ายจะลอบสานไมตรีกับ
สำนักใหญ่แห่งภพซิวเจ่อก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
ภารกิจของนางในครั้งนี้ คือเป็นทูตเชื่อมสัมพันธไมตรีในนามของ
เทียนหวน
นับเป็นครั้งแรกที่เทียนหวนกับตี๋ไสว้สองมหาอำนาจต่างเผ่าพันธุ์ จะ
พบปะเจรจากันอย่างเป็นทางการ
กองทหารที่ส่งมาต้อนรับพวกนางนับว่าใหญ่โตยิ่ง ผนวกกับตัวตนที่มี
ศักดิ์ฐานะสูงส่งเช่นคุณชายซือเป็นผู้มาด้วยตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึง
ความสำคัญที่ตี๋ไสว้วางไว้ต่อคณะของหลีเซียนเอ๋อร์ หลีเซียนเอ๋อร์เหลียว
ซ้ายแลขวาไปตลอดทางอย่างตื่นตาตื่นใจ ชื่นชมทัศนีภาพแปลกตาอย่าง
รื่นรมย์
ซือลอบกวาดตามองใบหน้าของหลีเซียนเอ๋อร์เป็นครั้งคราว ดวงตา
ทอแววร้อนผ่าวอย่างประหลาด
“นี่เป็นข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเซี่ยวม่อเกอ” หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตา
กระจ่างดั่งดวงดาว
จีลี่อวี่พลิกดูอย่างระมัดระวัง
“มันเมื่อสามารถเข้าสู่คุกสิบนิ้ว ทั้งยังสำเร็จวิชาสังขารปิศาจอุปกรณ์
สวรรค์สิบอีกา ก็สมควรมีทั้งสายเลือดปิศาจและอสูร คนผู้นี้ชาติกำเนิดไม่
เป็นที่แน่ชัด แต่ทรงพลังอำนาจเหลือล้น ทั้งทักษะปิศาจและศาสตร์อสูร
ของมันล้วนโดดเด่นเลิศล้า มันยังเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองผู้หนึ่ง
อีกด้วย”
สุ้มเสียงของหมิงเยวี่ยเยี่ยสดใสเสนาะหู
“สิ่งที่มันฝึกปรือคือพลังเทพ”
จีลี่อวี่สีหน้าตะลึงลาน “พลังเทพ? ที่แท้พลังเทพมีอยู่จริง?”
“มิใช่แค่เพียงมันผู้เดียว สตรีทั้งสองที่ข้างกายมันเองก็ฝึกปรือพลัง
เทพเช่นกัน เราสงสัยว่ามันอาจเป็นผู้สืบเชื้อสายของชนเผ่าโบราณ ดังนั้น
มันสืบทอดมรดกวิชาพลังเทพที่สมบูรณ์ฉบับหนึ่ง”
“พลังเทพใช่ร้ายกาจจริงหรือ?” จีลี่อวี่คล้ายไม่เชื่อถือเท่าใด
“พวกมันทั้งสาม ผนึกกำลังกันประหารฆ่าจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง”
หมิงเยวี่ยเยี่ยกล่าวเสียงราบเรียบ
จีลี่อวี่ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
ดวงตางดงามของหมิงเยวี่ยเยี่ยเพ่งมองโฉมสะคราญจีลี่อวี่ กล่าวราว
กับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญว่า “หน้าที่ของเจ้าคือหาทางใกล้ชิดกับเซี่ยวม่อ
เกอ”
“ใกล้ชิดกับมัน? เพื่อหาทางลอบขโมยเคล็ดวิชาของมันเช่นนั้น
หรือ?” จีลี่อวี่ถามเบา ๆ
“หากมีโอกาสเหมาะสม”
จีลี่อวี่เหม่อมองหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างงุนงง ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลัก
ของสตรีเจ้าปัญญานางนี้กลับมิใช่เคล็ดวิชาเทพ
“ข้าคิดว่ามันมีอนาคตที่ดี” หมิงเยวี่ยเยี่ยทอดตามองไปยังงที่ห่างไกล
คล้ายมองเห็นอนาคตที่ผู้อื่นไม่อาจมองเห็น
“ท่านคิดว่ามันมีอนาคตที่ดี?” จีลี่อวี่ทวนคำด้วยน้าเสียงมึนงง นางมิ
อาจเข้าใจได้
“บางทีมันอาจมีขีดความสามารถช่วงชิงแผ่นดินไว้ในกำมือ!”
ประโยคสุดท้ายของหมิงเยวี่ยเยี่ยคล้ายอัสนีบาตฟาดทลาย กึกก้อง
กัมปนาทเต็มสองหูของจีลี่อวี่ นางเหม่อมองสตรีเจ้าปัญญาผู้นี้ด้วยสีหน้า
ขาวเผือด
“สำหรับเจ้า รวมถึงตระกูลจี คนผู้นี้เป็นตัวเลือกที่ดีมาก”
หมิงเยวี่ยเยี่ยเพ่งมองนางพลางยิ้มแย้มอย่างเฉิดฉัน แต่เป็นรอยยิ้มที่
จีลี่อวี่รู้สึกว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
จีลี่อวี่หน้าซีดขาวดุจคนตาย มือเท้าเย็นเฉียบ
“แล้วเจ้าจะสำนึกขอบคุณข้าในภายหลัง”
หมิงเยวี่ยเยี่ยก้าวเข้ามาชิดร่างงามของจีลี่อวี่ กระซิบริมหูเป็น
ประโยคสุดท้ายก่อนจะออกจากห้องไป ทิ้งจีลี่อวี่ให้ยืนตะลึงลานด้วยสี
หน้าเฝื่อนขม
จั่วม่อกับพวกเผชิญปัญหายุ่งยากประการหนึ่ง
มีกลุ่มสายสืบขบวนเล็ก ๆ ปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งคราว เห็นได้ชัดเจน
ว่านี่ไม่ใช่สัญญาณที่บ่งบอกถึงไมตรีจิต
อย่างรวดเร็วยิ่ง บรรดาปิศาจที่คอยติดตามมาขอเข้าร่วมกับจั่วม่อพา
กันหายหน้าไปหมดสิ้น ขุมกำลังตามรายทางที่เคยเกรงอกเกรงใจจู่ ๆ
กลายเป็นยากจะเจรจาขึ้นมาทันที สิ่งที่สร้างความยุ่งยากให้แก่พวกมันยิ่ง
กว่า คือกองทัพที่คอยวนเวียนมารังควานพวกมัน
กองพันเล็ก ๆ เหล่านี้หาได้ส่งผลคุกคามต่อขบวนของจั่วม่อไม่
เพียงแต่เหลือบไรเหล่านี้มีจำนวนมาก ผลักเปลี่ยนกันก่อกวนไม่หยุดยั้ง
พวกมันถ่วงเวลาการเดินทางของจั่วม่อจนล่าช้าลงไปมาก
“มีคนมุ่งเป้ามายังพวกเรา!” เปี๋ยหานเอ่ยปากเสียงเย็น
กงชุนซาเห็นพ้องด้วยกับเปี๋ยหาน “มิผิด มีคนลอบชักใยอยู่ในเงามืด
มิหนำซ้ามิใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่”
คนทั่วไปไหนเลยจะสามารถบงการขุมกำลังเล็ก ๆ เหล่านี้ได้ดั่งใจนึก
เช่นนี้ ควรทราบว่าชื่อเสียงของเซี่ยวม่อเกอในยามนี้เจิดจรัสดุจอาทิตย์
ยามเที่ยงวัน ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่สามารถบีบบังคับให้ขุมกำลังเล็ก ๆ
เหล่านี้กล้าจู่โจมรังควานเซี่ยวม่อเกอ จะต้องมีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
กว่ามันหลายเท่า
“มีเงื่อนงำหรือไม่?” จั่วม่อถามเสียงขรึม
“ข้าจับกุมสายสืบได้หลายคน แต่คนเหล่านี้ไม่ได้ล่วงรู้อันใดเลย” กง
ซุนชากล่าวพลางสั่นศีรษะ
“ผู้อื่นไฉนมุ่งเป้ามาที่เรา?” จั่วม่อเจาะจงลึกลงไปอีกขั้น
“เรื่องนี้ยังไม่อาจทราบได้” กงซุนชาสั่นศีรษะอีกรอบ
“ดูเหมือนเราจำเป็นต้องเชือดไก่ให้ลิงดูสักเล็กน้อย” จั่วม่อสีหน้าเย็น
ยะเยียบ
สถานการณ์การก่อกวนยิ่งมายิ่งเลวร้ายลง กองพันเล็ก ๆ เหล่านี้น่า
รำคาญราวกับแมลงวัน หากยังปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป
หนทางข้างหน้าของพวกมันจะยากลำบากยิ่งแล้ว
การสืบหาประวัติความเป็นมาของสายสืบเหล่านี้กลับไม่ใช่เรื่อง
ยากเย็นอันใด
ในค่าคืนนั้น เปี๋ยหานนำกองพันบาปเคราะห์บุกทำลายขุมกำลัง
ท้องถิ่นสามแห่งรวด
ทว่าที่เหนือความคาดหมาย คือขุมกำลังเล็ก ๆ เหล่านี้คล้ายคาดเดา
ได้ล่วงหน้าว่าจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรง คนในตระกูลของพวกมันล้วน
อพยพออกไปแต่แรก สิ่งที่หลงเหลือแทบมีแต่ความว่างเปล่า
จั่วม่อสูดได้กลิ่นอายของการสมคบคิด
… …
… …
นั่นเป็นยามวิกาลอันลึกล้า เจียงเจ๋อเพ่งมองแผนที่อาณาจักรแน่วนิ่ง
ความคิดคำนึงคล้ายล่องลอยไปไกล
มันจมอยู่ในท่วงท่านี้มาตลอดทั้งวัน
“ต้าเหริน มีรายงานว่าเซี่ยวม่อเกอเผชิญกับการก่อกวนจากขุมกำลัง
หลายฝ่าย”
เจียงเจ๋อค่อยเงยหน้าขึ้นมอง ลอบสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ มัน
ตระหนักรู้ในทันทีว่านี่เป็นฝีมือของทางสำนัก พลังอำนาจของสำนักช่าง
สุดจะหยั่งคำนวณโดยแท้!
ในข่าวสารลับที่มันส่งไปยังสำนัก มันกล่าวไปว่าหวังให้ทางสำนักช่วย
ยื้อเวลาให้แก่มันสักระยะ
มันต้องการเวลามากกว่านี้ เพื่อที่จะคลี่กางแหฟ้าตาข่ายดิน
จัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพ
เมื่อเป็นเช่นนี้เจียงเจ๋อรู้สึกคลายใจลงมาก การศึกครั้งนี้กดดันต่อมัน
อย่างใหญ่หลวง มันกับเปี๋ยหานเคยประมือกันมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ต่างฝ่าย
ต่างคุ้นชินซึ่งกันและกันเป็นที่สุด มันทราบดีว่าเปี๋ยหานน่าสะพรึงกลัว
เพียงใด พวกมันเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน แต่มันไม่เคยคาดฝัน ว่า
จะมีวันที่มันกับเปี๋ยหานจะต้องเผชิญพบกันในสมรภูมิ ชนิดเอาชีวิตเป็น
เดิมพัน
ศึกครั้งนี้จะไม่มีการถอยหนี!
มันเองก็ไม่มีความคิดจะถอยหนี เพียงแต่มีนิสัยใจคอรอบคอบ
ระมัดระวัง ยิ่งศัตรูคือเปี๋ยหาน มันยิ่งต้องรอบคอบระมัดระวังมากกว่าเดิม
หลายเท่าตัว นี่เป็นการศึกที่ไม่อาจพ่ายแพ้
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่อาจพ่ายแพ้!
เผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาล มันยังคงสงบเยือกเย็น หากมีเวลา
เตรียมการมากพอ เจียงเจ๋อเชื่อมั่นว่ามันสามารถเอาชัยเปี๋ยหานได้อย่าง
เบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
เซี่ยวม่อเกอถูกถ่วงเวลาจนล่าช้าลง ฝ่ายมันย่อมมีเวลามากขึ้น และ
ย่อมหมายถึงมันสามารถเตรียมการได้มากขึ้น
เจียงเจ๋อเพ่งมองแผนที่อาณาจักรอีกคำรบ แต่คราครั้งนี้ สายตาเย็น
เยียบของมันกวาดมองไปยังจุดหนึ่งในแผนที่ที่ห่างไกลออกไปมาก
หลังจากจบศึกครั้งนี้ มันจะไปยังอาณาจักรทะเลเมฆ เพื่อทวงหนี้
แค้นให้แก่ศิษย์พี่หญิงฟ่งเยวี่ย
เจียงเจ๋อพร่าย้ากลับตัวเองเช่นนี้นับร้อยครั้งพันหน คล้ายมีแต่ทำ
เช่นนี้ จึงสามารถปลอบประโลมหัวใจอันรวดร้าวของมันได้