สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 663 ผู้อยู่เบื้องหลัง
เหวยเสิ้งลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า สมาธิจิตใจกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์
พร้อมที่สุด มันบังเกิดความรู้สึกว่ามันอยู่ในช่วงใกล้จะฝ่าด่านรุดหน้าอยู่
รอมร่อ
ชุดยาวของมันขาดวิ่น มีสภาพรุ่งริ่งราวกับขอทานผู้หนึ่ง อย่างไรก็
ตาม ผู้ที่มองดูมันย่อมไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเหวยเสิ้งเป็นขอทาน มันนั่ง
ตระหง่าน แผ่นหลังตั้งตรง ศีรษะเชิดสูง มองผ่าน ๆ คล้ายกระบี่วิเศษเล่ม
หนึ่ง กอรปด้วยสภาวะคมกล้าสุดเปรียบปาน แฝงไว้ด้วยพลังกดดันที่ทำให้
ผู้คนไม่กล้ามองดูมันตรง ๆ
มันลุกขึ้นยืน คว้ากระบี่ที่ข้างกาย เดินเท้าเปล่าออกมาจากหุบเขาที่
นั่งเข้าฌาน
ปิศาจกลุ่มใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่ด้านนอกหุบเขา รอจนพวกมันเห็น
เหวยเสิ้งเดินออกมาก็พากันตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นทันที ทุกผู้คนมีสีหน้า
หลากหลาย ทั้งครั่นคร้ามยำเกรง นับถือเลื่อมใส เคียดแค้นชิงชัง สารพัด
อารมณ์ความรู้สึกปะปนกันจนแยกไม่ออก แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เหยียด
หยามดูแคลนมัน
นี่เป็นศัตรูที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจดูแคลนได้
“ต่อไปเป็นใคร?”
เหวยเสิ้งเอ่ยถามด้วยสายตาแน่วแน่มั่นคง
เหล่าปิศาจสะท้านหวั่นไหวอีกคำรบ นี่ล่วงเข้าวันที่สี่แล้ว ในสี่วันมานี้
พวกมันไม่น้อยกว่าสามสิบคนเอาชีวิตไปทิ้งไว้ภายใต้คมกระบี่ของเซียน
กระบี่ที่น่ากลัวผู้นี้ จนกระทั่งถึงยามนี้ ยังไม่เคยมีผู้ใดต้านรับได้เกินสาม
กระบวนท่ามาก่อน ส่วนใหญ่ล้วนตกตายภายใต้กระบี่แรกด้วยซ้า
คนผู้นี้น่าหวาดสะพรึงโดยแท้!
ที่แท้ในหมู่ซิวเจ่อ ยังมีคนที่ร้ายกาจราวกับเทพแห่งความตายอยู่ด้วย!
ชั่วพริบตาที่ประโยคนี้เอ่ยออกมา ทุกผู้คนรู้สึกหัวใจแทบหยุดเต้น
รอบด้านตกอยู่ในความเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด
แต่หวนนึกถึงคำสั่งที่พวกมันได้รับจากผู้เป็นนายเหนือ หัวใจของพวก
มันต้องสั่นสะท้านอีกครั้ง
พวกมันหากไม่อาจสังหารเทพปิศาจผู้นี้ พวกมันทั้งหมดล้วนไม่มีผู้ใด
รอดไปได้!
ผู้คนดวงตาแดงก่าในบัดดล พวกมันประดุจสัตว์ร้ายที่ถูกไล่ต้อนจนต
รอด คนผู้นี้พลันกู่ร้องดังกึกก้อง “ท่านทั้งหลาย ลงมือพร้อมกันเถอะ!”
ทุกผู้คนดวงตาลุกวาวจ้า ต้าเหรินเพียงบอกว่าพวกมันไม่อาจใช้
กองทัพ แต่ไม่เคยห้ามมิให้พวกมันผนึกกำลังจู่โจมเสียหน่อย!
มองดูจำนวนคนของฝ่ายมัน แล้วหันไปมองเหวยเสิ้งผู้โดดเดี่ยว
เดียวดาย ขวัญกำลังใจของพวกมันพลุ่งพล่านทะยานฟ้าทันที! เมื่อคน
จำนวนมากเข้ากลุ้มรุมทำร้ายคนผู้เดียว ไม่ว่ามันจะเป็นเซียนกระบี่ที่ร้าย
กาจเพียงใด ก็ไม่ทางเข่นฆ่าพวกมันทั้งหมดได้
“ฆ่า!”
ทุกผู้คนโห่ร้องปลุกขวัญ ก่อนจะพากันโถมเข้าหาเหวยเสิ้งอย่าง
พร้อมเพรียง
มองดูเหล่าปิศาจดาหน้าเข้ามาจากทั่วสี่ทิศแปดทาง ดวงตาคมกล้า
ดุจกระบี่ของเหวยเสิ้งไม่สะท้านสั่นไหวแม้แต่น้อย ใบหน้าเรียบเฉยดุจสลัก
ขึ้นจากศิลา ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง มันกระชับกระบี่ดำในมือ
สืบเท้าก้าวสวนเข้าหาอย่างไม่พรั่น!
ในหัวใจมันมีเพียงเจตจำนงกระบี่!
กระบี่ดำในมือคล้ายสนองตอบต่อเจตจำนงกระบี่ที่อัดแน่นอยู่ในอก
สั่นระริกเบา ๆ
มันคล้ายหิวกระหายสุดกลั้น ปรารถนาอยากจะดื่มโลหิตสด ๆ!
“ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง สมควรเป็นจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง” ผูเยาเปรย
ด้วยสีหน้าเยือกเย็น ในอดีตมันเคยร่วมทางกับนางผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ของ
มัน ตระเวนไปทั่วแดนปิศาจเนิ่นนานปี คุ้นเคยกับเผ่าปิศาจดุจนิ้วบนฝ่ามือ
ตน
“มิผิด” เว่ยผงกศีรษะเห็นพ้อง
เมื่อเป็นเรื่องที่ผูเยากับเว่ยเห็นพ้องต้องกัน ก็หมายความว่าข้อสรุปที่
ได้ค่อนข้างน่าเชื่อถือไม่น้อย
แต่…จอมปิศาจด่านไสว้!
ไฉนเป็นจอมปิศาจด่านไสว้อีกแล้ว? คำตอบที่ได้ถึงกับกดทับในใจ
จั่วม่ออย่างหนักหน่วง จอมปิศาจด่านไสว้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่เป็น
ผู้ปกครองแว่นแคว้นหนึ่ง อย่าได้เห็นว่าพวกจั่วม่อสามารถเอาชัยอวี่ไสว้ได้
สำเร็จ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าชนชั้นจอมปิศาจด่านไสว้จะรับมือได้โดยง่าย
หากมิใช่ว่ากองทัพส่วนใหญ่ของอวี่ไสว้ติดภารกิจเร่งด่วนอื่น ๆ จนมิอาจ
ร่วมทางมาได้ หรือหากอวี่ไสว้พอมาถึงก็ไม่ประมาทดูแคลนพวกมัน และ
ลงมืออย่างจริงจังตั้งแต่แรก จั่วม่อจะไม่มีโอกาสแม้สักส่วนเสี้ยว
พลังอำนาจที่จอมปิศาจด่านไสว้ถือครองอยู่ เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ไพศาล
อย่างแท้จริง!
กองทัพขนาดมหึมา ดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล ยอดยุทธ์นับไม่ถ้วน
จอมปิศาจด่านไสว้แต่ละคนล้วนเป็นตัวตนมหาอำนาจ ยิ่งเป็นจอม
ปิศาจด่านไสว้ระดับสุดยอด พลังที่พวกมันถือครองแทบจะทัดเทียมกับสี่
มหาสำนักซิวเจ่อ
หากทุกสิ่งที่พวกมันกำลังประสบอยู่ในที่นี้ เกิดจากคำบงการของจอม
ปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งจริง เช่นนั้นก็เป็นปัญหาหนักหนาสาหัสแล้ว!
จั่วม่อทราบว่าข้อสันนิษฐานของผูเยากับเว่ย สมควรไม่ห่างไกลจาก
ความเป็นจริงนัก
อาศัยชื่อเสียงของมันในยามนี้ หากมิใช่ว่าผู้หนุนหลังคนเหล่านั้นคือ
จอมปิศาจด่านไสว้ ต่อให้หยิบยืมกำลังขวัญแก่พวกมันอีกสิบดวง ขุมกำลัง
เล็ก ๆ เหล่านั้นไหนเลยจะกล้าลงมือต่อมัน
เมื่อพบเงื่อนงำ การสืบเสาะก็กลับกลายเป็นสะดวกดายกว่าเดิม
พวกจั่วม่อค้นพบในไม่ช้า ว่าเป็นจอมไสว้ปิศาจตนใดที่ลงมือต่อพวก
มัน
หาวไสว้17 จอมปิศาจด่านไสว้ที่มีขุมกำลังเข้มแข็งเป็นลำดับที่ห้าใน
ดินแดนร้อยเถื่อน อาณาจักรที่พวกจั่วม่อกำลังเดินทางผ่านในยามนี้ อยู่
ใกล้เคียงกับแว่นแคว้นภายใต้อำนาจปกครองของหาวไสว้เป็นอย่างยิ่ง
หาวไสว้เป็นผู้ที่น่าสงสัยมากที่สุด!
หลังจากสืบเสาะเพิ่มเติม จั่วม่อเริ่มมีความเข้าใจต่อหาวไสว้ผู้นี้โดย
กระจ่าง
เทียบกับอวี่ไสว้แล้ว หาวไสว้สามารถเรียกได้ว่าเป็นจอมปิศาจด่าน
ไสว้อาวุโส อาณาจักรภายใต้อำนาจของมัน มีจำนวนมากกว่าของอวี่ไสว้
เกือบสามเท่าตัว! คนผู้นี้บรรลุด่านไสว้ก่อนอวี่ไสว้ถึงหลายร้อยปี
เพียงข้อมูลข่าวสารเล็กน้อยที่พวกมันสืบเสาะมาได้นี้ ก็เพียงพอให้
จั่วม่อล้มเลิกความคิดที่จะต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือพวกมันยิ่งงุนงงสงสัยกว่าเดิม หาวไสว้
หากไม่มีเจตนาดีต่อพวกมันจริง เช่นนั้นก็สมควรเคลื่อนพลเข้าบดขยี้พวก
มันจนแหลกสลายเป็นจุณไปแต่แรก หาวไสว้มีกองทัพใต้ร่มธงมากกว่า
หนึ่งร้อยกองพัน ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ลำพังแค่จำนวนคนก็เพียงพอจะถม
ทับพวกมันจนขาดใจตายไปเอง ไม่มีความจำเป็นต้องเยิ่นเย้อมากความแต่
อย่างใด
แต่ไฉนผู้อื่นเพียงแค่ส่งขุมกำลังเล็ก ๆ มาคอยรบกวนพวกมัน คล้าย
เพียงต้องการถ่วงเวลาพวกมันให้ล่าช้าลงเท่านั้น
17 หาว – ผู้ที่มีความสามารถและพละกำลังเหนือมนุษย์ น้าใจกว้าง ใจป้า กล้าได้กล้าเสีย จิตใจถึงลูกถึงคน ใช้
อำนาจบาตรใหญ่
ถ่วงเวลาพวกมันให้ล่าช้าลง… …
หากเพื่อการนี้ เช่นนั้นผู้อื่นสมควรมีจุดมุ่งหมายใด?
จั่วม่อจู่ ๆ สะท้านขึ้นทั้งร่าง แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
หรือว่ามีสิ่งใดรอคอยพวกมันอยู่เบื้องหน้า?
“ท่านพ่อ!” บุรุษวัยกลางคนกล่าวอย่างนอบน้อม “เป็นไปตามคำสั่ง
ของท่าน ความเร็วในการเดินทางของเซี่ยวม่อเกอเนิ่นช้าลงแล้ว”
“ไม่เลว” หาวไสว้มีสีหน้าพึงพอใจ จอมปิศาจลือนามผู้นี้ร่างเตี้ยอยู่
บ้าง แต่กำยำล่าสัน ใบหน้าคล้ายประดับด้วยรอยยิ้มอยู่เป็นนิตย์ ดูไปดูไป
คล้ายเถ้าแก่ร่านค้าธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง มันสังเกตเห็นร่องรอยงุนงงสงสัย
บนใบหน้าของผู้เป็นบุตรชาย จึงหัวร่อพลางเอ่ยถาม “เจ้าคงไม่เข้าใจ
กระมัง?”
“ขอรับ!” บุรุษวัยกลางคนรีบพยักหน้ารับ “หากเราคิดถ่วงเวลาเซี่ยว
ม่อเกอจริง ๆ เพียงแค่เชื้อเชิญคณะของเซี่ยวม่อเกอมาเป็นอาคันตุกะที่นี่ก็
พอแล้ว อาศัยอำนาจบารมีของท่านพ่อ พวกมันย่อมไม่อาจปฏิเสธบอกปัด
ด้วยวิธีนั้น พวกเราไม่เพียงไม่ต้องขุ่นข้องหมองใจกับพวกมัน ทั้งยังคง
สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของเราไปพร้อมกัน นี่ไยมิใช่ประเสริฐกว่า
หรือ?”
“เจ้าเมื่อมีความคิดอ่านถึงเพียงนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว” หาวไสว้ทอดตา
มองบุตรชาย จากนั้นกล่าว “อย่างไรก็ตาม เจ้าต้องหัดมองไปข้างหน้าให้
ยาวไกลกว่านี้ เจ้าคิดว่าผู้ใดเป็นภัยคุกคามต่อพวกเรามากกว่ากัน เซี่ยวม่อ
เกอหรือวัดเสวียนคง?”
“ย่อมต้องเป็นวัดเสวียนคง!” บุรุษวัยกลางคนขบคิดเล็กน้อย ก่อนจะ
ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “พวกมันแม้ในทางลับจะเป็นพันธมิตรของเรา แต่
พวกมันยังมีพลังอำนาจที่จะช่วงชิงแผ่นดินเช่นกัน เป็นภัยคุกคามอันใหญ่
หลวงสำหรับเรายิ่งกว่าเซี่ยวม่อเกอ”
“มิผิด” หาวไสว้แย้มยิ้มเย็นเยียบ “แม้ยามนี้วัดเสวียนคงมีไมตรีอันดี
กับพวกเรา แต่ต่อไปย่อมต้องสัประยุทธ์กันแน่ ส่วนเซี่ยวม่อเกอแม้มี
ศักยภาพยิ่งใหญ่ แต่รากฐานของมันยังคงอ่อนแอเกินไป ในห้วงกลียุค
เช่นนี้ ยากจะลงหลักปักฐานได้มั่น”
บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้าครุ่นคิด
หาวไสว้กล่าวสืบต่อ “อย่างไรก็ตาม เซี่ยวม่อเกอแม้ไม่มีรากฐาน
แข็งแกร่งหนุนเสริม แต่ภายใต้ร่มธงของมันยังมีขุนทหารอันเข้มแข็งกลุ่ม
หนึ่ง ในการศึกระหว่างเซี่ยวม่อเกอกับวัดเสวียนคง ชัยชนะย่อมต้องตก
เป็นของวัดเสวียนคง แต่มีโอกาสสูงมากที่เซี่ยวม่อเกอจะทำร้ายวัดเสวียน
คงอย่างรุนแรง ทางที่ดีเซี่ยวม่อเกอก่อนตาย ให้จู่โจมตอบโต้วัดเสวียนคง
จนประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน นั่นจึงเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
สำหรับพวกเรา”
บุรุษวัยกลางคนค่อยมีสีหน้าเข้าใจกระจ่าง “ดังนั้นท่านพ่อใช้วิธีการ
นี้ ทางหนึ่งตอบสนองข้อเรียกร้องของวัดเสวียนคง อีกทางหนึ่งเพื่อกระตุ้น
เตือนเซี่ยวม่อเกอให้รู้ตัวล่วงหน้า!”
“ฮ่าฮ่า เจ้าอย่าได้ดูแคลนเซี่ยวม่อเกอผู้นี้ เหล่าขุนพลใต้ร่มของมัน
กระทั่งข้ายังต้องริษยา เปี๋ยหานเป็นยอดแม่ทัพผู้มีฝีมือทัดเทียมกับเจียง
เจ๋อ พวกมันมีความสามารถพอที่จะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่
วัดเสวียนคง!” หาวไสว้แย้มยิ้มอย่างลี้ลับ “คราครั้งนี้วัดเสวียนคงหากจ่าย
ค่าตอบแทนอย่างใหญ่หลวง พวกมันจะต้องพึ่งพาพวกเรามากกว่าเดิม ถึง
ยามนั้นการเจรจาต่อรองจะเป็นผลดีต่อพวกเรามาก!”
“แล้วหากวัดเสวียนคงพ่ายแพ้จะเกิดอะไรขึ้น?” บุรุษกลางคนพลั้ง
ปากถามออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่พอวาจาหลุดออกจากปาก ค่อยบังเกิด
ความรู้สึกว่านี่ไยมิใช่วาจาเหลวไหลไร้สาระ
วัดเสวียนคงจะพ่ายแพ้ได้อย่างไรกัน? นั่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
วัดเสวียนคงที่เข้มแข็งกว่าพวกมันเสียอีก ไหนเลยจะไม่สามารถ
จัดการกับขุมกำลังเล็ก ๆ เช่นเซี่ยวม่อเกอได้? นี่ไม่มีทางเป็นไปได้
หาวไสว้พอฟังถึงกับงงงันวูบ สีหน้าแปลกพิกลยิ่ง มันเงียบงันไปนาน
ราวกับกำลังครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
บุรุษวัยกลางคนนึกเสียใจที่พลั้งปากไป เรื่องเหลวไหลเช่นนี้ไฉนกล่าว
ออกมาได้ แต่ทันใดนั้นกลับได้ยินหาวไสว้กล่าวเสียงเนิบช้า “ศึกนี้หากวัด
เสวียนคงพ่ายแพ้ จะไม่เป็นผลดีต่อพวกมัน”
บุรุษวัยกลางคนสั่นศีรษะ “วัดเสวียนคงไม่มีวันพ่ายแพ้ แต่ต่อให้พวก
มันพ่ายแพ้จริงก็หาได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพวกมันมากเกินไปไม่”
“เจ้าไม่เข้าใจ” หาวไสว้สั่นศีรษะ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ศึกคราวนี้
พวกมันไม่เพียงแต่ต้องชนะเท่านั้น ทั้งยังต้องชนะอย่างหมดจดงดงาม!
หากพวกมันพ่ายแพ้จริง วัดเสวียนคงจะเผชิญสภาวะวิกฤติทันที พวกมัน
หากถูกศิษย์ทรยศของตนเองยัดเยียดความปราชัยให้ ความครั่นคร้ามยำ
เกรงที่มีต่อชื่อเสียงของเจียงเจ๋อ ยอดแม่ทัพของพวกมันจะสูญสิ้นไป
ในทันที วัดเสวียนคงที่ทั้งเสื่อมเสียหน้าและสูญเสียความเชื่อมั่นนี้ไป จะ
กลายเป็นลูกแกะน้อยในสายตาของชนชาวโลก ถึงตอนนั้นไม่ว่าวัดเสวียน
คงจะใหญ่โตเพียงใด ก็เป้นได้แค่เนื้อชิ้นโตที่ดึงดูดหมาป่าจากทุกสารทิศ
มารุมขย้าพวกมัน… ดังนั้นไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใด พวกมันไม่อาจพ่าย
แพ้!”
บุรุษวัยกลางคนรับฟังจนปากอ้าตาค้าง
ถังเฟยหนักใจไม่น้อย การก่อกวนที่เกิดขึ้นไม่ขาดสายในระยะนี้ มอง
จากสายตานางยังเกิดสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า แต่ดูจากฉากหน้านาง
ยังคงสงบเยือกเย็น และยิ่งเข้มงวดกวดขันต่อการฝึกฝนกองพันถังจื้อมาก
ยิ่งขึ้น
ไพร่พลแต่ละคนในกองพันถังจื้อระดับพลังฝีมือสูงเยี่ยมยิ่ง เหนือล้า
กว่าบรรดาองครักษ์ของเถาซิงที่นางเคยปกครองในกาลก่อนมาก
แต่ขีดความสามารถในทางยุทธวิธีของพวกมันย่าแย่เหลือทน กว่าจะ
เข้าถึงระดับที่น่าพอใจ เกรงว่ายังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน อย่างไรก็ตาม
เรื่องนี้ได้แต่ต้องใช้เวลาเข้าขัดเกลา ไม่มีหนทางลัดอื่นใด
หากปราศจากกระบวนทัพทางยุทธวิธีที่จะหลอมรวมพวกมันเข้า
ด้วยกัน คนเหล่านี้ก็เป็นได้แค่พวกกเฬวรากกลุ่มหนึ่ง
นางหวังว่าจะสามารถลดระยะเวลาที่จำเป็นให้หดสั้นที่สุด มิเช่นนั้น
หากเกิดศึกขึ้นจริง กองพันถังจื้อที่ยังไม่เชี่ยวชาญพิชัยยุทธ์จะเป็นจุดอ่อน
ให้ศัตรูมุ่งเป้ามายังพวกมัน
“ถังต้าเหริน ต้าเหรินเชิญท่านเข้าพบ”
ถังเฟยหัวใจกระตุกวูบ นางทราบว่านี่ย่อมเป็นการประชุมหารือ
เกี่ยวกับการก่อกวนของศัตรูที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ นางติดตามนายกองผู้นั้น
ไปยังกระโจมแม่ทัพของจั่วม่อโดยไม่รีรอลังเล
รอจนถังเฟยมาถึง สมาชิกแกนนำใต้ร่มธงของจั่วม่อแทบทั้งหมดล้วน
มากันพร้อมหน้า
จั่วม่อสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด เมื่อผู้คนมากันพร้อมหน้า มันไม่
สิ้นเปลืองวาจามากความ รีบบอกเล่าผลการสืบสวนทั้งหมด รวมถึงข้อ
สันนิษฐานของมันด้วย
ทุกผู้คนสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
กงซุนชาเอ่ยปากเป็นคนแรก “หากเป็นหาวไสว้จริง เช่นนั้นมันที่คอย
ก่อกวนพวกเราเช่นนี้ก็ไม่ได้มีเจตนาดี พวกมันเห็นได้ชัดว่าต้องการให้ทั้ง
สองฝ่ายต่อสู้กันจนบาดเจ็บล้มตายไปด้วยกัน หาวไสว้ผู้นี้กับศัตรูของเราที่
อยู่เบื้องหน้ามีความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดยิ่ง”
“มิผิด” เปี๋ยหานสุ้มเสียงเย็นเยียบอำมหิต อากาศรอบกายมันคล้าย
หนาวเยือกลง
จั่วม่อผงกศีรษะเห็นพ้อง แต่กลับถามไปอีกทางหนึ่ง “ที่สำคัญ
ยิ่งกว่านั้น คือผู้ใดกันที่รอคอยเราอยู่เบื้องหน้า?”
นี่เป็นชิ้นส่วนปริศนาชิ้นสำคัญที่สุด หากพวกมันกระทั่งศัตรูเป็นใคร
ยังไม่ทราบ เช่นนั้นกระทั่งโอกาสได้ชัยยังไม่มี
กงซุนชาเพ่งตามองแผนที่อาณาจักร กล่าวว่า “พวกเราจะมุ่งหน้าไป
ยังอาณาจักรน้าพุปรโลก คนมากมายล้วนล่วงรู้เรื่องนี้ ศัตรูของเราย่อม
ต้องล่วงรู้เช่นกัน นั่นหมายความว่า พวกมันเพียงแค่ต้องเลือกสถานที่แห่ง
หนึ่งที่พวกเราต้องเดินทางผ่าน เพื่อขุดหลุมพรางกับดักเฝ้ารอพวกเราไป
ถึง!”
ข้อแยกแยะของกงซุนชาดึงดูดความสนใจของทุกผู้คน พวกมันพากัน
กวาดตาไปยังแผนที่อาณาจักรอย่างพร้อมเพรียง
“บนเส้นทางที่เราต้องผ่าน พวกมันมีเส้นทางที่จะมาดักทางเรา พวก
มันล่วงรู้พลังฝีมือของเรา ทั้งยังกล้าต่อสู้กับเรา… …”
กงซุนชาพอกล่าวออกมาประโยคหนึ่ง สายตาของทุกคนก็กวาดไล่ไป
ตามเส้นทางบนแผนที่อาณาจักรตามคำของมัน
ทันใดนั้น สายตาของทุกคนพลันหยุดชะงักลงที่ตำแหน่งเดียวกันบน
แผนที่
เปี๋ยหานลมหายใจกลายเป็นถี่กระชั้นทันควัน