สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 664 วิกฤติการณ์
“วัดเสวียนคงดูท่าหมายมั่นปั้นมือที่จะทำลายล้างเซี่ยวม่อเกอให้จง
ได้ แต่พวกมันช่างประเมินเซี่ยวม่อเกอไว้สูงยิ่งนัก!” เสวียตงกล่าวปนหัว
ร่อ
ยอดแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งคุนหลุนผู้นี้คิ้วหนาตาโต ท่วงท่าสภาวะโอ่
อ่าสง่างาม ทั้งยังแฝงเร้นด้วยกลิ่นอายดุร้ายกระหายเลือดที่เพาะสร้างขึ้น
จากการทำศึกสงครามเป็นเวลานาน มันพอกลับมาจากแนวหน้า ก็แล่นมา
หาหลินเชียนทันที
หลินเชียนแม้มีฐานะเป็นศิษย์พี่ แต่เสวียตงกลับอายุมากกว่า ดังนั้น
ทั้งคู่เป็นสหายสนิทกัน
หลินเชียนรั้งจิตสมาธิกลับจากม้วนหยก สีหน้าใจลอยอยู่บ้าง เพื่อ
รับประกันชัยชนะในศึกนี้ วัดเสวียนคงถึงกับส่งสองซิวเจ่อด่านฝ่านซูของ
พวกมันไปลอบสังหารเซี่ยวม่อเกอ ไพ่ตายของวัดเสวียนคงใบนี้ถูกปกปิด
ซ่อนเร้นไว้เป็นอย่างดี แต่สายลับของพวกมันในวัดเสวียนคงมีศักดิ์ฐานะ
สูงส่งพอที่จะสืบรู้เรื่องนี้ได้
“เจ้าคิดอะไร?” เสวียตงมีความรู้สึกเฉียบไว จับท่าทีผิดปกติของหลิน
เชียนได้ในทันที
หลินเชียนพลันรู้สึกตัว ยิ้มพลางกล่าวว่า “เซี่ยวม่อเกอผู้นี้เป็นบุคคล
พิเศษโดยแท้ น่าเสียดายที่ครั้งนี้มันจะต้องตายแน่”
“อ้อ” เสวียตงประหลาดใจอยู่บ้าง “กระทั่งเจ้ายังมีความเห็นต่อมัน
อย่างสูงถึงเพียงนี้ ข้าชักสงสัยใคร่รู้ในตัวเซี่ยวม่อเกอผู้นี้บ้างแล้ว”
“คราวนี้ข้าไปยังแดนปิศาจ เคยประมือกับมันรอบหนึ่ง คนผู้นี้คล้าย
ยากจะหยั่งคำนวณอยู่บ้าง” หลินเชียนอธิบายอย่างปลอดโปร่ง
เสวียตงสีหน้าแปรเปลี่ยน มันทราบกระจ่างดีว่าหลินเชียนมีพลังฝีมือ
สูงล้าถึงเพียงไหน หากกระทั่งหลินเชียนยังถึงกับเอ่ยปากเช่นนี้ นั่น
หมายความว่าหลินเชียนไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วชัยชนะจะอยู่ในมือฝ่ายใด
กันแน่
หลินเชียนหน้านิ่วคิ้วขมวด “คนผู้นี้ชาติกำเนิดแปลกประหลาดนัก ดู
เหมือนจะมีสายเลือดของทั้งอสูรและปิศาจ ไม่ว่าจะฝีมือศาสตร์อสูรหรือ
ทักษะปิศาจก็ล้วนแล้วแต่กล้าแข็งยิ่ง มิหนำซ้ามันยังฝึกปรือพลังเทพ
สำเร็จอีกด้วย”
“พลังเทพ?” เสวียตงดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าตื่นตะลึง
“ถูกต้อง ข้าที่เริ่มเข้าใจพลังเทพ เนื่องเพราะประมือกับมันในคราวนี้
เอง” หลินเชียนคล้ายขบคิดถึงเรื่องราวบางประการ ขมวดคิ้วอีกครั้ง “มัน
สมควรสืบทอดมรดกเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์ชุดหนึ่ง หากปล่อยให้ตกอยู่ใน
เงื้อมมือของวัดเสวียนคง เกรงว่าคงจะไม่ดีนัก!”
มิใช่แค่คุนหลุนเพียงสำนักเดียวที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องพลังเทพ ไม่ว่า
สำนักใดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ล้วนมีความทะเยอทะยานต่อพลังที่
สูญหายไปแล้วนี้ แต่หากว่ากันในเรื่องความทุ่มเทพยายาม แน่นอนว่าไม่มี
ผู้ใดเกินหน้าสี่มหาสำนัก
เสวียตงหรี่ตาลง “มิผิด! เราไม่อาจปล่อยให้มรดกวิชาเทพตกอยู่ใน
มือของวัดเสวียนคง ไฉนเราไม่ส่งผู้คนไปบ้างเล่า?”
“เกรงว่าจะไม่เหมาะ!” หลินเชียนสั่นศีรษะ สีหน้าเคร่งเครียด “ศึก
ครั้งนี้วัดเสวียนคงมีเหตุผลชอบธรรมที่จะต่อสู้ ข้อแก้ตัวของพวกมันที่ว่า
จะชำระความเปี๋ยหานศิษย์ทรยศ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดง้างได้ หากเราส่งคน
ไปด้วย เท่ากับฉีกหน้าวัดเสวียนคงอย่างเปิดเผย เกรงว่าเรื่องราวคงไม่จบ
ลงง่าย ๆ แล้ว”
เสวียตงขนวดคิ้วนิ่วหน้าเช่นกัน หลินเชียนกล่าวไม่ผิด พวกมันไม่อาจ
ส่งคนเข้าไปก้าวก่ายกับเรื่องนี้ได้โดยตรง
“เรายังคงสามารถแจ้งข่าวไปยังเซี่ยวม่อเกอ กระตุ้นเตือนให้มันหลบ
ซ่อนตัวเอาไว้” หลินเชียนรู้สึกว่าเรื่องนี้ยุ่งยากอยู่บ้าง แม้แต่มันยังไม่เคย
คิดว่าเพียงเพื่อเซี่ยวม่อเกอ วัดเสวียนคงจะลงทุนลงแรงถึงขั้นส่งยอดคน
ด่านฝ่านซูสองคนไปจัดการกับมัน
ยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูถือเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ หากมิใช่เรื่องคับขัน
เป็นตายจริง ๆ จะไม่มีสำนักใดยินยอมนำพวกมันออกมาใช้
ศึกครั้งนี้มีความสำคัญต่อพวกมันมากเพียงใด ดูเหมือนว่าวัดเสวียน
คงจะทราบกระจ่างใจเป็นอย่างดี
“คราวนี้เป็นปัญหายุ่งยากจริง ๆ แล้ว” จั่วม่อสีหน้าขัดตายิ่ง “วัด
เสวียนคงช่างให้เกียรติแก่เกอยิ่งนัก จุ๊จุ๊ ถึงกับส่งชนชั้นฝ่านซูมาจัดการกับ
เกอ ทั้งยังมีถึงสองคน!”
เหล่าแม่ทัพนายกองล้วนมีสีหน้าย่าแย่
วันนี้จั่วม่อได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่ง ระบุว่าวัดเสวียนคงลอบส่ง
ยอดคนด่านฝ่านซูสองคนเพื่อลอบสังหารมัน หลังจากที่จั่วม่อเข่นฆ่าอวี่
ไสว้กลางศึก วัดเสวียนคงเห็นได้ชัดว่าระมัดระวังมันไม่น้อย พวกมันถึงกับ
ยินดีใช้กลยุทธ์อันไม่มีหน้ามีตาเช่นนี้ เพื่อกำจัดภัยคุกคามต่อชัยชนะของ
พวกมันให้สิ้นซากไปเสียก่อน
แม้ว่าพวกมันไม่ทราบว่าผู้ส่งจดหมายลับมาเตือนพวกมันเป็นใคร แต่
ทุกผู้คนล้วนทราบกระจ่างแก่ใจ ว่าจดหมายฉบับนี้คงไม่ผิดไปจากความ
เป็นจริงมากนัก
สองฝ่านซู นี่เผยให้เห็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ไพศาลของวัดเสวียน
คงอย่างชัดแจ้ง เพื่อฆ่าคนผู้หนึ่งถึงกับส่งสองฝ่านซูออกมา ทอดตามองทั่ว
ภพซิวเจ่อ มีเพียงสี่มหาอำนาจเท่านั้นที่มีขุมกำลังเช่นนี้
นี่คือพลังอำนาจ
แม้ว่ามี ‘ผู้หวังดี’ ลอบกระตุ้นเตือนให้มันรู้ตัวล่วงหน้า จั่วม่อกับพวก
ทั้งหลายยังคงไม่มีหนทางแก้ไข
“กลับไปยังอาณาจักรทะเลเมฆเป็นอย่างไร?” กงซุนชามองดูจั่วม่อ
ด้วยสายตาหวาดวิตก ฝ่านซูสองคนมีขีดความสามารถตัดผ่านกองพันของ
มันดุจเดินเล่นตามท้องถนน และหากพวกมันลงมือประสานกับกองทัพ
พลังทำลายล้างของพวกมันจะยิ่งน่าสะพรึงกลัวอย่างที่ไม่มีผู้ใด
จินตนาการได้
จั่วม่อฝืนยิ้มเจื่อนขม “สายเกินไปแล้ว! เกรงว่าโจรหัวโล้นเฒ่าด่าน
ฝ่านซูสองคนนั้น จะอยู่ไม่ไกลจากเราเท่าใดแล้ว”
เปี๋ยหานนิ่งเงียบงันไปนาน แม้แต่มันยังคาดไม่ถึงว่าทางสำนักจะ
ถึงกับส่งฝ่านซูออกมาสองคนเพียงเพื่อสังหารจั่วม่อ มันอยู่ในสำนักมา
นานปี ทราบดีว่ายอดยุทธ์ด่านฝ่านซู สำหรับสำนักแล้วถือเป็นขุมกำลัง
ระดับสุดยอด
หรือว่าวัดเสวียนคงเข้าใจว่า พวกมันเป็นภัยคุกคามต่อการคงอยู่ของ
สำนักถึงเพียงนั้นจริง ๆ?
ในใจมันรู้สึกขัดแย้งอยู่บ้าง มันย่อมปรารถนาจะเปิดศึกตัดสินเป็น
ตายกับวัดเสวียนคง แต่มันยังทราบดีว่าสองฝ่านซูเป็นปัญหาใหญ่สำหรับ
พวกมัน
จั่วม่อจู่ ๆ กวาดตามองมายังเปี๋ยหาน เอ่ยถามว่า “วัดเสวียนคงมีชน
ชั้นฝ่านซูมากน้อยเท่าใด?”
เปี๋ยหานอึ้งงันไปวูบหนึ่ง แต่แล้วก็ตอบสนองทันที “ห้าคน คนหนึ่ง
ออกเดินทางท่องโลกไปสามสิบกว่าปีแล้วและยังคงไม่กลับมา อีกหนึ่งปิด
ด่านเป็นตาย ยังไม่กลับออกมาเช่นกัน คนที่สามรับภารกิจสำคัญจากเจ้า
อาวาสตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ยังไม่หวนกลับมา คงเหลือเพียงสองคนนี้เท่านั้น”
จั่วม่อสีหน้าคลายใจลงเล็กน้อย กล่าวว่า “หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พวก
มันเพียงมีปัญญาส่งมาแค่สองฝ่านซูนี้เท่านั้น”
จั่วม่อครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ แล้วถามว่า “หากข้าหลบหนีไป ฝ่านซูสอง
คนนั้นจะไปสมทบกับเจียงเจ๋อหรือไม่?”
เปี๋ยหานสั่นศีรษะ ตอบอย่างรวบรัด “ไม่”
น้าเสียงเชื่อมั่นในคำตอบของเปี๋ยหาน ทำเอาจั่วม่อประหลาดใจไม่
น้อย “เพราะเหตุใด? หากพวกมันไปสมทบกับเจียงเจ๋อ ไยมิใช่มีโอกาสได้
ชัยเพิ่มขึ้น?”
“เนื่องเพราะฝ่านซูยังคงสามารถตายได้” เปี๋ยหานกล่าวอย่างเย็นชา
จั่วม่อเข้าใจในบัดดล ใช่แล้ว ชนชั้นฝ่านซูแม้ทรงพลังอำนาจสุดฟ้า
สุดดิน แต่พวกมันยังคงสามารถตายได้ หากกองทัพอันเข้มแข็งไม่แยแส
สนใจว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนมากเท่าใด พวกมันอาจสามารถฆ่าฝ่านซูได้
จริง ๆ วัดเสวียนคงไม่ได้ขาดแคลนกองทัพ และจะไม่ยินยอมเสี่ยงอันตราย
ปล่อยให้ยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูของพวกมันเข้าสู่สมรภูมิ
ดังนั้นภารกิจของพวกมันในคราวนี้จึงขึ้นชื่อว่าการลอบสังหาร
จั่วม่อยังเข้าใจเรื่องราวอีกประการ ว่าไฉนวัดเสวียนคงจึงส่งชนชั้น
ฝ่านซูมาทีเดียวถึงสองคน เนื่องเพราะมันเคยสังหารอวี่ไสว้คนหนึ่ง ใน
สายตาของวัดเสวียนคง มันเป็นผู้ที่มีขีดความสามารถเป็นภัยคุกคามต่อ
ชนชั้นฝ่านซู
วัดเสวียนคงไม่อาจแบกรับการสูญเสียชนชั้นฝ่านซูได้
จั่วม่อดวงตาเป็นประกาย ทันใดนั้นมันพบว่าอาจมีโอกาสให้ฉกฉวย
สิ่งที่วัดเสวียนคงไม่ล่วงรู้ ก็คือมีมือดีลึกลับสะกิดเตือนมันเรื่องภารกิจ
ลอบสังหารครั้งนี้เสียก่อน นี่เป็นข้อได้เปรียบของมัน
หลังจากขบคิดใคร่ครวญเป็นเวลานาน จั่วม่อเงยหน้าขึ้น ใบหน้าทอ
แววเชื่อมั่นอีกครา “ข้ามีความคิดประการหนึ่ง”
… …
ใต้พื้นดิน เหวยเสิ้งจับด้ามกระบี่ดำแนบแน่น โคจรพลังปิดกั้นลม
หายใจ มันคล้ายกลับกลายเป็นหินก้อนหนึ่งในบัดดล สัญญาณชีวิตทั้งหมด
เลือนหายไปจากร่าง
“บัดซบ พวกเราคลาดกับมันอีกแล้ว!” ปิศาจตนหนึ่งสบถอย่างหัว
เสีย
“พวกเรายังจะไล่ล่ามันต่ออีกหรือไม่?” ปิศาจอีกตนหนึ่งถามเสียง
แหบแห้ง ในน้าเสียงแฝงไว้ด้วยร่องรอยประหวั่นพรั่นพรึง
“ย่อมต้องไล่ล่า หากเราทำไม่สำเร็จ เราทุกคนล้วนต้องตาย!”
“แต่หากเราไล่ตามมันทัน พวกเราก็ต้องตายอยู่ดี… …”
คนทั้งกลุ่มนิ่งเงียบงันไปนาน
“ไม่ได้การ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราไม่ว่าผู้ใดก็ไม่รอด!”
“เช่นนั้นสมควรทำอย่างไร?”
“รอไปก่อน!”
“รอ? รออันใด?”
“รอให้จู่ซ่างออกคำสั่งล่าสังหาร!”
วาจาเพิ่งกล่าวจบสิ้น ปิศาจผู้หนึ่งพลันร่าร้องอย่างยินดีระคน
ประหลาดใจ “คำสั่งล่าสังหาร! จู่ซ่างจะออกคำสั่งล่าสังหารจริง ๆ?”
“คราครั้งนี้มันไม่รอดแน่แล้ว” อีกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ถูกต้อง มันจบสิ้นแล้ว” ปิศาจอีกตนทอดถอนเป็นเพื่อน
รอจนเสียงฝีเท้าเลือนหายไป เหวยเสิ้งค่อยผุดขึ้นจากพื้นดิน ดวงตา
ทอแววสับสนงุนงงวูบหนึ่ง
คำสั่งล่าสังหาร? นั่นเป็นเรื่องราวอันใดกัน?
จากนั้นมันสั่นศีรษะ โยนความสงสัยทิ้งไป ไม่นานก็เสาะพบถ้าเร้นลับ
แห่งหนึ่ง มันจัดตั้งอาคมหวงห้ามสำหรับเตือนภัยที่ปากถ้า จากนั้นเข้าสู่
ห้วงฌานสมาธิ
การต่อสู้ไม่หยุดหย่อนถึงสิบวันต่อเนื่อง ผลาญพลังปราณและสมาธิ
จิตใจของมันไปสิ้น ทั้งพลังปราณและจิตใจแทบจะพังทลายอยู่รอมร่อ
หากมิใช่ว่าเจตจำนงของมันแกร่งกร้าวมั่นคงดุจเหล็กกล้า เกรงว่าคงล้ม
คว่าทอดทิ้งชีวิตไปเสียนานแล้ว
เหวยเสิ้งหลบอยู่ในถ้าเช่นนั้นจนล่วงเข้าวันที่สอง มันค่อยลืมตาขึ้น
อีกครั้ง ประกายเบิกบานใจวาบผ่านในดวงตา
พลังฝีมือของมันรุดหน้าไปอีกขั้น!
หลังจากพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายอยู่ภายในถ้าอีกสองสามวัน ก็กลับมา
คึกคักแจ่มใสดุจเดิม พลังในร่างฟื้นคืนสู่จุดสูงสุด เหวยเสิ้งค่อยลุกขึ้นยืน
ล่วงม้วนหยกแผนที่อาณาจักรออกมาชมดู กำหนดทิศทางไปของตน
จากนั้นทะยานร่างตรงดิ่งไปในทิศทางนั้น
มันไม่ล่วงรู้ว่าคำสั่งล่าสังหารเป็นเรื่องราวใด ทั้งในยามนี้มันยังคงไม่
ทราบ ว่าด้วยคำสั่งล่าสังหารฉบับนี้เองที่จะก่อกวนเป็นมรสุมโลหิตไปทั่ว
ทั้งดินแดนร้อยเถื่อน
… …
… …
“ว่ากระไร? พวกมันจู่ๆ เร่งความเร็วขึ้นเช่นนั้นรึ?” หาวไสว้ประหลาด
ใจอยู่บ้าง “พวกมันคงไม่ได้เปลี่ยนจุดหมายปลายทางของพวกมัน
กระมัง?”
“ไม่” บุรุษวัยกลางคนกล่าว “ดูเหมือนว่าพวกมันจะคาดเดาสิ่งใดได้
บ้างแล้ว”
หาวไสว้ไม่กล่าวคำใด เพียงนิ่งครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง หลายอึดใจให้หลัง
ค่อยเงยหน้าขึ้นกล่าว “ดูท่าเซี่ยวม่อเกอจะคาดเดาออกแล้วว่าศัตรูเป็น
ผู้ใด อ้อ ให้คนของเราหยุดการก่อกวนพวกมันได้แล้ว”
“หยุดก่อกวน?” บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้าแปลกใจ “เช่นนี้เกรงว่า…?”
“อย่าห่วงไปเลย” หาวไสว้ยิ้มหยัน “พวกเราหาใช่ข้ารับใช้ของวัด
เสวียนคงไม่ ไม่จำเป็นต้องเห็นแก่หน้าพวกมันมากเกินไป ศึกคราวนี้ เกรง
ว่าวัดเสวียนคงอาจไม่มีช่วงเวลาที่สุขสบายอีกแล้ว”
บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้างงงัน มันไม่อาจเข้าใจได้ว่าบิดาไฉนกล่าว
เช่นนี้
“เซี่ยวม่อเกอผู้นี้ช่างขวัญกล้าบังอาจนัก!” ดวงตาคมกล้าเกินวัยของ
หาวไสว้ทอแววนิยมชมชื่น
“ไฉนต้องไปในทิศทางนี้?” จั่วม่อถามผูเยากับเว่ยอย่างงุนงง
ยามนี้มันกับอากุ่ย รวมทั้งเขิงเหลียนเอ๋อร์ กำลังทะยานร่างเหินบิน
อย่างไม่คิดชีวิต และเพื่อหลีกเลี่ยงหูตาของบรรดาสายสืบใยระหว่างทาง
พวกมันไม่ได้อาศัยพาหนะปิศาจ แต่เหินบินด้วยเรี่ยวแรงของตน
จั่วม่อกำหนดแผนการที่หาญกล้าบ้าบิ่นเป็นอย่างยิ่ง
มันตกลงใจใช้ตัวเองเป็นเหยื่อ ล่อสองโจรเฒ่าหัวล้านจากวัดเสวียน
คงมาเล่นเอาเถิดเจ้าล่อ ฝ่ายหนึ่งหลบหนี อีกฝ่ายไล่ล่า วกอ้อมเป็นวงใหญ่
เช่นเดียวกันกับที่วัดเสวียนคงไม่ยินดีที่จะปล่อยให้ฝ่านซูตกอยู่ใน
สถานการณ์อันตรายในสมรภูมิ จั่วม่อเองก็ไม่เต็มใจให้หัวโล้นเฒ่าทั้งสอง
เข้าสู่สมรภูมิเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโอกาสชิงชัยของพวกมันอย่าง
รุนแรง
จั่วม่อเชื่อมั่นในฝีมือของเปี๋ยหานกับกงซุนชาอย่างเต็มที่ ขอเพียงโจร
หัวโล้นเฒ่าทั้งสองไม่เข้าร่วมการศึก มันเชื่อว่าสองยอดขุนพลของมันจะ
เป็นผู้กำชัยเหนือเจียงเจ๋อแห่งวัดเสวียนคง
หากกงซุนชากับเปี๋ยหานสามารถปราบพิชิตเจียงเจ๋อได้สำเร็จ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะโยนวัดเสวียนคงลงไปในความโกลาหล
อลหม่านรอบหนึ่ง
หากมันสามารถลากถ่วงไปจนถึงเวลานั้น สองโจรหัวโล้นเฒ่าย่อมไม่
มีเวลาจะไล่ล่ามันอีกต่อไป พวกมันจะต้องกลับไปคลี่คลายสถานการณ์
และควบคุมความวุ่นวายในสำนัก วิกฤติการณ์ทางด้านของจั่วม่อก็จะ
คลี่คลายไปด้วย
จุดสำคัญของแผนการนี้คือการช่วงชิงเวลา
ทางด้านของมัน ยิ่งสามารถลากถ่วงออกไปได้นานเท่าใด ก็ยิ่งจะเป็น
ประโยชน์ต่อฝ่ายของกงซุนชามากขึ้นเท่านั้น ส่วนอีกทางหนึ่ง กงซุนชา
กับเปี๋ยหาน พวกมันยิ่งพิชิตเจียงเจ๋อได้เร็วเท่าใด จั่วม่อก็ยิ่งจะปลอดภัย
เร็วขึ้นเท่านั้น
หากมันต้องเผชิญกับสองโจรหัวโล้นเฒ่าด่านฝ่านซูอย่างซึ่ง ๆ หน้า
จั่วม่อแน่นอนว่าจะไม่มีโอกาสแม้สักส่วนเสี้ยว
แต่หากเป็นการเล่นเอาเถิดเจ้าล่อ จั่วม่อหาได้เกรงกลัวไม่ เมื่อมีผูเยา
กับเว่ยอยู่ที่นี่ อาศัยสองโจรเฒ่าพันปีหมื่นปีอันกลอกกลิ้งสุดหยั่งคู่นี้ จั่วม่อ
แน่ใจว่าสองโจรหัวโล้นเฒ่าจะไม่มีโอกาสแม้สักส่วนเสี้ยว
และเพื่อหลอกล่อให้สองโจรหัวโล้นเฒ่าฮุบเหยื่ออย่างเต็มใจ จั่วม่อจง
ใจทิ้งร่องรอยพลังเทพเอาไว้ตามรายทาง คราวที่แล้วสี่มหาอำนาจที่นำ
โดยหลินเชียน ถึงกับมาอาละวาดจนแทบฟ้าถล่มแผ่นดินทลายในนคร
มหาสันติ หรือมิใช่เพียงเพื่อพลังเทพ? จั่วม่อทราบดีว่าคนเหล่านี้ลุ่มหลง
งมงายต่อพลังเทพมากเพียงใด
แต่จั่วม่อไม่เคยคาดคิด เพียงก้าวออกมาพ้นจากค่ายทัพ ผูเยากับเว่ย
จะเร่งรัดให้มันบินตรงไปยังทิศทางนี้
จั่วม่อรำพึงในใจ ที่แท้มีการสมคบคิด!