สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 665 การสมคบคิดของผูเยากับเว่ย
สำหรับชนชั้นฝ่านซู การลอบเข้าไปในค่ายทัพที่มีการเฝ้าระวังอาจ
เป็นปัญหาเล็กน้อย แต่หากอีกฝ่ายไม่ทันระวัง โอกาสที่จะประสบ
ความสำเร็จก็สูงมาก
อีกฝ่ายไม่ทันระวังจริง ๆ
สองยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูผ่านเข้าไปในค่ายโดยไม่เผชิญพบอุปสรรค
ใด
ชั่วอึดใจให้หลัง ไต้เทาสีหน้าแปลกประหลาดอยู่บ้าง “มันไม่ได้อยู่
ที่นี่”
จี้เจิ้งใบหน้าสงบราบเรียบ ไม่มีปฏิกิริยาใด
ไต้เทาสวมใส่อาภรณ์เยี่ยงซิวเจ่อทั่วไป ผู้คนหากดูจากการแต่งกาย
ของมัน ยากจะประเมินได้ว่ามันเป็นซิวเจ่อประเภทใด จี้เจิ้งกลับเป็น
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ศีรษะล้านเลี่ยน ลูกประคำสวดมนต์ กาสาวพัสตร์
ของมหาสมณะ เพียงมองปราดเดียวก็ทราบว่านี่เป็นมหาสมณะชั้นสูงรูป
หนึ่ง สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้คนรู้สึกย้อนแย้งอยู่บ้าง คือใบหน้ากระด้างเย็นชาดั่ง
ศิลาของมัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับกลิ่นอายของมหาสมณะอันสูงส่งแม้แต่
น้อย กลับบันดาลความรู้สึกเย็นเยียบอำมหิตให้แก่ผู้คนแทน ไม่ว่าผู้ใดพบ
เห็น มักบังเกิดความหวาดกลัวจับใจ
การที่สองสุดยอดฝีมือแห่งวัดเสวียนคงมีท่วงท่าสภาวะแตกต่างไป
คนละทางเช่นนี้ กลับมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ซึ่งความจริงไต้เทาผู้นี้มิได้
ถือกำเนิดจากวัดเสวียนคง มันเดิมทีเป็นเซียนสัญจรผู้หนึ่ง เพื่อที่จะทะลวง
ฝ่าไปยังด่านฝ่านซู มันเข้าร่วมวัดเสวียนคงอย่างเต็มอกเต็มใจ แหล่ง
ต้นทุนอันยิ่งใหญ่ไพศาลของวัดเสวียนคง รวมถึงขุมคลังตำรับตำราและ
บันทึกจำนวนมหาศาล มีส่วนช่วยต่อมันอย่างใหญ่หลวง ไต้เทาในที่สุดฝ่า
ด่านฝ่านซูสำเร็จจริง ๆ กลับกลายเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งวัดเสวียนคง
ส่วนจี้เจิ้งกลับเป็นศิษย์วัดเสวียนคงตั้งแต่ยังไม่ถือกำเนิด บิดามารดา
ของมันล้วนเป็นศิษย์วัดเสวียนคง นับตั้งแต่ลืมตาดูโลก มันก็เติบใหญ่ในวัด
เสวียนคง เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์อันเด่นล้าสุดยอด มันเป็นหนึ่งในศิษย์
เอกที่ทางสำนักเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูโดยไม่เสียดายกับค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย
ออกไป ตัวมันเองก็ลุ่มหลงงมงายในการฝึกฝีมือ ไม่เคยแบ่งแยกความ
สนใจไปยังเรื่องอื่นใด จิตใจของมันเที่ยงแท้พิสุทธิ์ เส้นทางการบำเพ็ญ
เพียรของมันอาจกล่าวได้ว่าราบรื่นสะดวกดาย ไม่เคยต้องเผชิญพบ
อุปสรรคสิ่งกีดขวางอันใด
ทันใดนั้นจี้เจิ้งหันหน้าไปทางหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปในซอกมุมทางด้าน
นั้น
รอจนเท้าของมันสัมผัสพื้นหญ้าแถบหนึ่ง ใบหน้าไร้อารมณ์ถึงกับ
แปรเปลี่ยนเป็นครั้งแรก ดวงตาสว่างวาบ “พลังเทพ!”
“พลังเทพ?” ไต้เทาชะงักกึก เมื่อมันเดินเข้าไปยังตำแหน่งนั้น สีหน้า
พลันแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงไม่ต่างกัน “พลังเทพอันบริสุทธิ์นัก! เจ้าเด็กผู้
นี้ใช่ครอบครองมรดกวิชาพลังเทพฉบับสมบูรณ์หรือไม่?”
“เราต้องรีบตามหามัน!” จี้เจิ้งกล่าวอย่างเฉียบขาด
ทว่าไต้เทาลังเลแวบหนึ่ง หากพวกมันฉวยโอกาสนี้จู่โจมสังหารเปี๋ย
หาน จะเป็นระเบิดร้ายแรงต่อฝ่ายศัตรู อย่างไรก็ตาม มันรีบระงับความคิด
นี้ในบัดดล หากเทียบกันแล้ว มรดกวิชาเทพของเซี่ยวม่อเกอดึงดูดความ
สนใจของมันยิ่งกว่า
มรดกวิชาเทพ!
เพียงแค่คิด หัวใจของมันก็ร้อนวูบ หากมันสามารถช่วงชิงมรดกวิชา
เทพมาได้ บางทีอาจสามารถทะลวงเข้าสู่ด่านต้าเฉิง!18
ด่านต้าเฉิง!
ด่านพลังบำเพ็ญเพียรขั้นสุดยอด เป็นตัวแทนของพลังอำนาจอัน
แกร่งกล้าเกรียงไกรที่สุดในใต้หล้า
กี่ปีมาแล้ว นับตั้งแต่สุดยอดฝีมือด่านต้าเฉิงปรากฏขึ้นในโลก!
ซึ่งความจริงการบรรลุด่านฝ่านซูดังเช่นทุกวันนี้ ไต้เทาก็พึงพอใจมาก
แล้ว มันสำนึกตัวดีว่าหากไม่มีวัดเสวียนคง ลำพังตัวมันเองคงไม่อาจบรรลุ
ถึงได้ ดังนั้นมันไม่เคยคิดหวังต่อด่านต้าเฉิงที่ยากเย็นดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์
18 ต้าเฉิงคำนี้แปลว่ามหายาน คนละคำกับต้าเฉิงที่แปลว่าเจ้าส้มใหญ่ของอสูรหัวส้ม
แต่มรดกวิชาเทพที่ปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหันนี้ บันดาลให้มันรู้สึก
ถึงความหวังสายหนึ่ง
วัดเสวียนคงได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพลังเทพมาเป็นเวลานาน ไต้เทา
เองเป็นหนึ่งในสุดยอดฝีมือที่ทรงพลังอำนาจที่สุดในสำนัก ย่อมมีส่วนร่วม
ในกระบวนการศึกษาค้นคว้านี้ด้วย แต่กระทั่งถึงยามนี้วัดเสวียนคงยังไม่
เคยมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันอันใด จนพลังเทพถูกมองว่าเป็นพลังที่เหนือ
ชั้นกว่าพลังปราณ
สำหรับซิวเจ่อทั่วไป เรื่องนี้อาจไม่สลักสำคัญนัก วิถีบำเพ็ญพลัง
ปราณเองก็กว้างใหญ่ไพศาลดุจห้วงสมุทร ไร้ที่สิ้นสุดประหนึ่งผืนฟ้าเบื้อง
บน ซิวเจ่อธรรมดาผู้หนึ่ง เกรงว่าชั่วชีวิตยังมิอาจศึกษาได้เจนจบครบถ้วน
แต่สำหรับซิวเจ่อระดับสุดยอดเช่นพวกมัน ที่แทบจะบรรลุถึง
จุดสูงสุดของวิถีบำเพ็ญแห่งซิวเจ่ออยู่รอมร่อ พลังเทพเป็นแรงดึงดูดที่ไม่
อาจต้านทานได้!
เงาร่างทั้งสองหายวับไปในบัดดล
หลายอึดใจให้หลัง เงาร่างสายหนึ่งค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากความว่าง
เปล่า ไม่ห่างจากตำแหน่งที่สองสุดยอดฝีมือยืนอยู่ในตอนแรกนัก เป็นหลัว
หลีเอง หลัวหลีมองตามทิศทางที่คนทั้งสองจากไป ดวงตาทอแววลี้ลับ
พิสดารวูบ
หลังจากนั้นอีกไม่เกินหนึ่งชั่วยาม
กองทัพของเซี่ยวม่อเกอเริ่มเคลื่อนทัพเร่งรุดไปเบื้องหน้าด้วย
ความเร็วเต็มพิกัด!
… …
“คราวนี้บอกข้ามาได้แล้ว พวกเราไฉนต้องมาทางนี้!” จั่วม่อถลึงตา
มองผูเยากับเว่ย “เฮอะเฮอะ เกอจึงไม่หลงกลพวกเจ้าง่าย ๆ! เจ้าพวกคน
ต่าช้า ไร้ยางอายและแสร้งเป็นลึกลับอย่างพวกเจ้าทั้งสอง อย่าได้คิดว่าจะ
สามารถกระทำสิ่งที่ยากจะกล่าวออกจากปากลับหลังข้าได้!”
จั่วม่อกล่าวเร็วปรื๋อ ทั้งร้อนรุ่มทั้งรัวเร็ว
อย่างไรก็ตาม สองโจรเฒ่าพันปีตรงหน้ามัน เห็นได้ชัดว่าไม่สะทก
สะท้านกับเพียงแค่วาจาระดับนี้
“นี่เป็นเรื่องดี” เว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มไม่มีพิษมีภัย
“คิดหลบหนีชนชั้นฝ่านซู หาใช่เรื่องง่ายดายไม่!”
ขู่กรรโชก! ผูเยากำลังจะเริ่มขู่กรโชกมันอย่างแน่นอน!
ทว่าเซี่ยวม่อเกอผู้มีผิวหน้าหนาเท่ากำแพงเมือง ทั้งยังใจดำอำมหิต
กับเพียงแค่ภัยคุกคามระดับนี้ มันมีภูมิต้านทานตั้งแต่แรกแล้ว พอฟังต้อง
แสยะยิ้มเย็นชา “ทุกคนล้วนลงเรือลำเดียวกัน ขู่ขวัญข้าทำอะไร? หากข้า
หนีไม่รอด หรือว่าพวกเจ้ามีปัญญาหนีรอดด้วย?”
“ครั้งนี้เป็นเรื่องดีจริง ๆ ข้ารับรองได้” เว่ยยังคงแย้มยิ้มเปี่ยมไมตรีจิต
จั่วม่อเหลือบมองผูเยา ในใจลอบประหลาดใจไม่น้อย เจ้าผู้นี้วันนี้ไฉน
ไม่โต้ตอบแม้สักครึ่งคำ นี่ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาแล้ว!
“เรื่องดีอันใด?” จั่วม่อซักไซ้ไม่เลิกรา
เว่ยลังเลชั่ววูบ แต่ยังคงกล่าวออกมา “ซึ่งความจริง เมื่อครั้งกระโน้น
เราทิ้งบางสิ่งไว้เบื้องหลัง”
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นดวงตาพลันทอประกายแวววาวราวกับแสง
ของจิงสือ “วาวาวา! จิงสือ? อ้อ หรือว่าเป็นม๋อเป้ย? หรือว่าขุมสมบัติพันปี
ในตำนาน? ในอดีตพวกเจ้ามิใช่ว่ามีขุมกำลังเข้มแข็งมากหรือ ความมั่งคั่ง
ที่พวกเจ้าสั่งสมเอาไว้… … โอ้โอ้โฮ้! ร่ารวย คราวนี้ร่ารวยแน่แล้ว! ฮ่าฮ่า…
…”
ในทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อกระโดดโลดเต้นอย่างลิงโลดยินดี
“ร่ารวย… …” เว่ยเหม่อมองด้วยสีหน้าโง่งม
“ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นเช่นนี้” ผูเยาสีหน้าไร้อารมณ์
แต่หลังจากทำเป็นใจเย็นได้ไม่กี่อึดใจ ผูเยาเห็นได้ชัดว่าเส้นเลือดที่
ขมับเต้นตุบ ๆ สีหน้าที่แสร้งเยือกเย็นกลายเป็นบิดเบี้ยว ในดวงตาสีโลหิต
คล้ายจะมีเปลวไฟโทสะลุกฮือโหม เสียงกัดฟันกรอด ๆ เหมือนโม่หิน
ทำงาน มองปราดเดียวก็ทราบ ว่าพิโรธโกรธกริ้วจนแทบระเบิดออกมาได้
ทุกเมื่อ
“ไม่ใช่ขุมสมบัติหรอกรึ?” จั่วม่อชะงักกึก บ่นพึมพำด้วยสีหน้าผิดหวัง
สุดระงับ “ที่แท้ไม่มีสมบัติอันใด นี่ทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ! อา เจ้าสองคนที่
เคยเลื่องลือระบือนามในอดีตกาล ที่แท้ยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ จุ๊จุ๊… …”
“หุบปากเสียที!” ผูเยาที่เพียรระงับเพลิงโทสะอย่างสุดความสามารถ
ในที่สุดก็อดรนทนไม่ได้อีกต่อไป แผดเสียงตวาดด้วยโทสะในบัดดล “ตัวโง่
งม! โง่เขลาเบาปัญญา! เจ้าคนปัญญาอ่อนที่รู้จักแต่เกียจคร้าน เอาแต่กิน
นอนและนั่งรอวันตาย! น่าขายหน้านัก! ข้าถึงกับมีลูกศิษย์เช่นเจ้า! ช่างน่า
อับอายขายหน้าแทบตายแล้ว! เจ้าเข้าใจอันใด? อ๋า! ใต้หล้า! เรากำลังต่อสู้
เพื่อช่วงชิงใต้หล้า! เพื่อครองอำนาจเหนือทั้งสิบทิศ! จิตปณิธานของเรา
ความปรารถนาของเรา เจ้าจะเข้าใจอันใด เจ้าสามารถล่วงรู้ก็แต่เงิน เงิน
เงิน สมบัติ สมบัติ สมบัติ… …”
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ ผูเยาที่เกรี้ยวโกรธล้อมรอบด้วยเปลว
ไฟลุกฮือโหม เปลวไฟสีแดงเข้มโถมท่วมแผ่นฟ้า ผูเยาไม่ต่างจากเทพ
พิโรธองค์หนึ่ง
จั่วม่อสีหน้าสับสนงุนงง มันเหม่อมองผูเยาบนท้องฟ้าที่กำลังชี้หน้า
ด่าทอมันอย่างเดือดดาล อดรำพึงออกมาไม่ได้ “นี่มันอะไรกัน… ….”
ถ้อยคำเบา ๆ นี้ทำให้เปลวไฟบนท้องฟ้าถึงกับชะงักงันอย่างสิ้นเชิง
เสียงร้องด่าของผูเยาขลุกขลักอยู่ในลำคอ
ผูเยาคล้ายลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม หดแฟบลงโดยไร้สุ้มเสียง เปลวไฟที่
ลุกโหมหายวับไปทันควัน
ผูเยากับเว่ยไม่แยแสนสนใจจั่วม่อที่ทำหน้างงงวย พากันปลีกตัว
ออกมาสุมหัวกระซิบกระซาบกัน
เว่ยเอ่ยปากอย่างสงบเยือกเย็น “ข้าเพียงทราบว่านี่จะเป็นโอกาสของ
พวกที่เหลือ… …”
ผูเยากระชากเสียงอย่างขุ่นเคือง “ทั้งหมดล้วนสูญเปล่า ต้องมาพบ
เจอกับจู่เหรินที่ไร้จิตปณิธานเช่นนี้ พวกมันช่างน่าเวทนาโดยแท้ น่าเวทนา
ที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว… …”
เว่ยพลันกล่าวตรงจุดในประโยคเดียว “จิตปณิธาน? เฮอะ นี่มิใช่ครั้ง
แรกที่มันเอาแต่กินนอนและนั่งรอวันตาย”
ผูเยาขุ่นเคืองขึ้นมาอีก “เรากระทำเรื่องราวตั้งมากมาย เพียงเพื่อจะ
เตรียมการไว้สำหรับเจ้าคนเช่นนี้… …”
เว่ยกลับเยือกเย็นกว่า “เราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”
ผูเยาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ประเสริฐยิ่ง… …ข้าคงต้องขุ่นแค้นจนอัดอก
ตาย! ไม่ได้! เฮอะ หากไม่ให้มันจ่ายค่าตอบแทนออกมาบ้าง จะยอมให้มัน
เอาแต่ประโยชน์ได้อย่างไรกัน… …”
เว่ยจ้องมองผูเยาที่ทำท่าจะผละออกไปเจรจากับจั่วม่ออีกครั้ง กล่าว
ขัดอย่างใจเย็นว่า “บางทีมันอาจไม่ได้ต้องการรับผลประโยชน์นี้”
ผูเยาชะงักกึก สีหน้าคล้ายครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางประการ จากนั้นหัว
ร่อฮี่ฮี่ออกมา “ฮ่า เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมัน”
เว่ยเอะใจทันที “เจ้าวางแผนจะทำอะไร?”
ผูเยาไม่ตอบ เพียงย้อนถามว่า “เจ้าคิดว่ามันเป็นคนเยี่ยงไร?”
เว่ยตอบอย่างไม่ลังเล “เกียจคร้าน เอาแต่กินนอนและนั่งรอวันตาย
ไม่ชอบทำงานหนัก ละโมบโลภมาก หนังหน้าหนา ทั้งยังใจดำอำมหิต”
ผูเยาถามอย่างครุ่นคิด “แล้วเมื่อใดที่มันจะเพียรพยายามกระทำ
เรื่องราวบางประการอย่างเอาจริงเอาจัง?”
เว่ยตอบทันควัน “เมื่อมันไม่มีทางเลือกอื่น มันก็ได้แต่ต้องสู้ตายถวาย
ชีวิต”
“อ้อ เช่นนั้นกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ หากพวกเราต้องการให้มันกระทำ
เรื่องราวบางประการ เรื่องที่ว่านี้ต้องไม่เว้นทางถอยไว้ให้แก่มัน ไม่มี
ทางเลือกอื่นให้มันหลบหนี ทำให้มันได้แต่ต้องสู้ตายถวายชีวิต” ผูเยาสรุป
ด้วยรอยยิ้มน่าขนพองสยองเกล้า
“ความหมายของเจ้าคือ… …”
ผูเยาดวงตาสีแดงเลือดสาดประกายลี้ลับชั่วร้าย “ฮี่ฮี่… …”
เว่ยผงกศีรษะ “เข้าใจแล้ว”
“แล้วเจ้าว่าอย่างไร?” ผูเยาชายตามองเว่ย
“ตามนั้น” เว่ยตอบทันควัน
“นี่มิใช่การค้าที่เจ้าคุ้นเคยกระมัง?”
“คุ้นชินมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว”
“ช่างชวนให้ผู้คนโลหิตเดือดพล่านโดยแท้!”
“อา”
จั่วม่อที่ยืนครุ่นคิดอยู่ไม่ไกลออกไปนัก พลันรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
ขึ้นมาในทันใด
จากนั้นมันค่อยเห็นผูเยากับเว่ยที่ลอบไปกระซิบกระซาบกัน พากัน
หันมามองมันเป็นตาเดียว ทั้งยังแย้มยิ้มอย่างลี้ลับ
จั่วม่อตัวสั่นสะท้าน
โจรเฒ่าสองคนนี้ใช่วางแผนร้ายอันใดอีกแล้วหรือไม่?
จั่วม่อครุ่นคิดอย่างหนักใจ สองโจรเฒ่าทำทีเป็นหันไปทางอื่น คล้าย
ไม่คิดแยแสสนใจมันอีก จั่วม่อสะกดกลั้นแรงกระตุ้นให้เข้าไปซักถาม รีบ
ออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกไป
มันทราบดีว่าต่อให้เค้นถามอย่างไร มันก็จะไม่ได้รับคำตอบอันใด
ดังนั้นหลบออกไปให้ห่างไกลจากสองโจรเฒ่าสมควรปลอดภัยกว่า
แน่นอนว่าจุดสำคัญที่สุด คือไม่มีขุมสมบัติเสียหน่อย!
หลังจากได้ยินว่าไม่มีความร่ารวย จั่วม่อก็หมดความสนใจในสิ่งที่ผู
เยากล่าวออกมาทันที คราครั้งนี้มันไขว่คว้าความมั่งคั่งร่ารวยมาได้ไม่น้อย
กรงเล็บพิฆาตมังกร สายใยสามพันอาวรณ์ ของวิเศษสองอย่างนี้เป็น
สมบัติล้าค่าแห่งฟ้าดิน มิหนำซ้าหลังจากได้ชัยเหนือกองกำลังของอวี่ไสว้
มันยังได้รับสมบัติล้าค่าอีกมากมาย
เหรียญวิเศษใจอำมหิต กระบี่ลิ้นปลาหลีเขียว ไม่ว่าจะชิ้นใดก็เป็น
ยอดศาสตรามารนามกระเดื่อง
ทั้งมีวัตถุดิบอีกมากมายมหาศาล รวมถึงทักษะปิศาจที่ล้วนแล้วแต่
เป็นทักษะปิศาจชั้นยอดอีกหลายสิบวิชา
ดังนั้นจั่วม่อจึงไม่ใคร่สนใจในมรดกที่ผูเยากับเว่ยเอ่ยถึงมากนัก ยิ่งไป
กว่านั้น มันยังทราบกระจ่างแก่ใจ สิ่งที่สองโจรเฒ่าเสนอออกมาล้วนไม่เคย
มีสิ่งใดสะดวกดาย
ยามนี้มันเพียงต้องการไปให้ถึงอาณาจักรน้าพุปรโลก เพื่อที่จะได้ใช้
หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณสืบค้นชาติกำเนิดของมัน และเพื่อชำระหนี้
แค้นของมัน หลังจากสิ้นเรื่องสิ้นราวทั้งหมด มันจะกลับไปเสริมสร้าง
พัฒนาดินแดนของตน ทำกำไรจิงสือ และมีชีวิตอย่างสุขสำราญใจ
ในเมื่อยามนี้มันครอบครองดินแดนใหญ่โต เพียงพอให้พี่น้อง
ทั้งหลายมีคืนวันที่ดี เท่ากับไม่ผิดต่อบรรดาพี่น้องที่ติดตามมันแล้ว จั่วม่อ
ขบคิดอย่างเบิกบานใจ
แต่จั่วม่อรีบฉุดรั้งจิตใจออกจากภาพอนาคตอันสุขสม ฟื้นคืนความ
สงบเยือกเย็นในทันที
การศึกครั้งนี้จะตัดสินชะตาชีวิตของพวกมันโดยตรง พวกมันหากได้
ชัย จะทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งหนึ่งในกองทัพที่เข้มแข็งที่สุดในใต้หล้า จะไม่มี
ใครกล้าเปิดศึกข่มเหงรังแกพวกมันง่าย ๆ อีก พวกมันจะเปิดเส้นทางอัน
ปลอดโปร่งสายหนึ่ง เพื่อถล่มวัดเสวียนคงไปจนถึงจุดที่ไม่อาจพลิกฟื้นได้
อีกเป็นครั้งที่สอง
แต่หากพวกมันพ่ายแพ้… …
ไม่ พวกมันไม่อาจพ่ายแพ้เป็นอันขาด!
สำหรับวัดเสวียนคง การศึกครั้งนี้พวกมันไม่อาจพ่ายแพ้ได้ฉันใด
สำหรับพวกจั่วม่อ นี่ก็เป็นการศึกที่พวกมันไม่อาจพ่ายแพ้ได้ฉันนั้น!
การศึกครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายล้วนไม่อาจล่าถอย และไม่อาจหลีกเลี่ยง!
จั่วม่อกลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เริ่มครุ่นคิดทบทวนว่าแผนการของ
มันใช่มีช่องว่างรอยโหว่ที่ใดหรือไม่
จั่วม่อในเวลานี้ตกลงใจสู้ตายถวายชีวิต สมาธิจิตใจจดจ่อรวมรั้ง
ครุ่นคิดไม่หยุดยั้ง จิตวิญญาณลุกโชนไม่มีที่สิ้นสุด!
ในอกอัดแน่นไปด้วยความคิดต่อสู้ แม้ฟ้าถล่มลงมายังไม่ยินยอมสยบ
มันจะต้องทำให้วัดเสวียนคงกินไม่ได้นอนไม่หลับให้จงได้!