สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 666 สะท้านโลก
“ไม่ถูกต้อง ซิวเจ่ออันใดกล้าเย่อหยิ่งจองหองถึงเพียงนี้? ถึงกับกล้า
มาอวดโอ่โอหังถึงแดนปิศาจเราเชียวหรือ?”
“เป็นเรื่องจริง มันเป็นเซียนกระบี่ผู้หนึ่ง คนดุร้ายที่เข่นฆ่าปิศาจยอด
ฝีมือไปแล้วหนึ่งพันกว่าคน!”
“หนึ่งพันกว่าคน? พวกมันสร้างเรื่องเกินจริงมากไปแล้ว เจ้าเข้าใจว่า
ฆ่ายอดฝีมือเผ่าปิศาจเราเป็นเช่นการฆ่าไก่หรือ?””
“เจ้าไม่เข้าใจ สำหรับยอดยุทธ์ ฆ่าคนยังง่ายดายเสียยิ่งกว่าฆ่าไก่เสีย
อีก!”
“เฮอะ กระทั่งยอดยุทธ์ที่ร้ายกาจที่สุด เมื่ออยู่ต่อหน้ากองทัพก็ไม่
นับเป็นอะไรได้”
“นั่นก็ถูกของเจ้า แต่เจ้าลองคิดดู เซียนกระบี่ผู้หนึ่งพกพากระบี่เล่ม
เดียว ยังกล้ามาถึงแดนปิศาจเรา หากพวกเราเผ่าปิศาจเพียงเพื่อจัดการ
กับเซียนกระบี่ที่มาเพียงลำพัง ต้องถึงกับต้องระดมกองทัพขนานใหญ่ เผ่า
ปิศาจเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด เจ้าลองบอกมาฟังดู?”
“อา นี่น่าอับอายอยู่บ้างจริง ๆ แล้วเหล่ายอดยุทธ์ของเผ่าปิศาจเรา
เล่า? พวกมันพากันไปตายที่ใดหมด? พวกมันไหนเลยปล่อยให้ซิวเจ่ออวด
โอ่โอหังอยู่ในแดนปิศาจเราได้?”
“ยังจะทำอันใดได้มากไปกว่านี้อีกเล่า พวกมันกระทั่งคำสั่งล่าสังหาร
ยังงัดเอาออกมาใช้ แต่ช่างเป็นโศกนาฏกรรมของผู้ครองอาณาจักรอย่าง
แท้จริง พวกมันล้อมสังหารเซียนกระบี่ผู้นั้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ท้ายที่สุด
คนผู้นั้นยังหลบหนีออกจากแหฟ้าตาข่ายดินได้อย่างหมดจด ซ้าร้ายไปกว่า
นั้น เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเจี้ยจู่นั้นยังสังเวยชีวิตใต้คมกระบี่แทบหมด
สิ้น เจี้ยจู่ผู้นั้นยามนี้กลายเป็นตัวตลกใหญ่ที่คนทั่วหล้าพากันหัวร่อเยาะ!”
“ฮ่าฮ่า! มันโอบล้อมศัตรูไว้ได้ถึงขนาดนั้น แต่ยังปล่อยให้ปลาเล็ด
ลอดจากร่างแหไปได้? ไยไม่น่าหัวร่อเล่า? นี่ช่างน่าขายหน้าโดยแท้! ฮ่า!
เซียนกระบี่ที่บ้าคลั่งนั่น ขออย่าได้มาทางนี้จะดีที่สุด มิเช่นนั้นละก็… …”
ปิศาจที่กำลังพล่ามวาจาทันใดนั้นชะงักกึกโดยพลัน มันถลึงตาจ้อง
ตรงไปเบื้องหน้า ยืนนิ่งขึงตะลึงลานไป
“มีเรื่องอันใด?” คู่หูของมันงุนงงเล็กน้อย หันมองไปตามสายตาของ
สหายตามสัญชาตญาณ แล้วสะอึกอึ้งไปทันที
เห็นเงาร่างโดดเดี่ยวสายหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า ถือกระบี่เดินเข้าหา
พวกมันอย่างช้า ๆ
เหวยเสิ้งเงยหน้ามองเมืองใหญ่ที่เบื้องหน้า กระชับกระบี่ดำในมือ บน
ใบหน้าไม่มีเค้าหวั่นเกรง เมินเฉยต่อสายตาเป็นปฏิปักษ์ที่เต็มไปด้วยความ
ชิงชัง เดินตรงเข้าไปยังประตูเมืองโดยไม่แยแสสนใจสิ่งใด
… …
… …
“เจ้ารู้แล้วหรือไม่? เซียนกระบี่ผู้นั้นมาถึงที่นี่แล้ว! มันประกาศว่าขอ
ท้าประลองยอดยุทธ์ทั่วอาณาจักร เพื่อแสวงหาความพ่ายแพ้สักครา! จุ๊จุ๊ ดู
ความโอหังบังอาจของมันเอาเถอะ คิดแสวงหาความพ่ายแพ้สักครา!”
“เจ้าผู้นี้เสียสติไปแล้ว!”
“เสียสติ? เกรงว่าจะมิใช่! มันชาญฉลาดมากต่างหาก มันที่ก่อกวน
เรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ ก็เพียงเพื่อบีบบังคับให้ผู้คนต่อสู้กับมันอย่าง
เปิดเผย เป็นไร? พวกเจ้าไม่กล้าต่อสู้กับข้าอย่างซึ่งหน้าหรือ? เช่นนั้นเผ่า
ปิศาจก็มีเพียงแค่เท่านี้เอง มันหยามหยันทุกผู้คนด้วยพฤติการณ์เช่นนี้
และเมื่อถูกมันหยามหยันซึ่งหน้า ยังจะมีผู้ใดกล้ากลืนโทสะได้? แต่หาก
พวกมันไม่สามารถเอาชัยเจ้าตัวประหลาดนี้ในการประลองอย่างเปิดเผย
ได้ พวกมันยังจะยังเชิดหน้าชูตาอยู่ได้อย่างไร มิหนำซ้าเมื่อเรื่องราวมาถึง
ขั้นนี้ ผู้ใดลอบเล่นลวดลาย ลงมือต่อมันจากเงามืด จะยิ่งอับอายขายหน้า
เป็นที่สุด เท่ากับยอมรับว่าเผ่าปิศาจเราก็มีเพียงเท่านี้เองจริง ๆ แต่ใน
ขณะเดียวกัน เซียนกระบี่นั้นก็ไม่อาจหลบหนีอีกต่อไป มันได้แต่ต้องชนะ
ต่อไปเรื่อย ๆ ทันทีที่มันพ่ายแพ้ มันจะไม่มีชีวิตรอดจากไป! ลำพังความ
หาญกล้าบ้าบิ่นที่บีบคั้นตัวเองขึ้นสู่ปากเหวเช่นนี้ ก็น่ายกย่องสรรเสริญ
นัก!”
“จุ๊จุ๊ เรื่องนี้ยิ่งมายิ่งสนุกสนานน่าสนใจแล้ว คิดไม่ถึงว่าซิวเจ่อจะมี
วีรบุรุษผู้กล้าเช่นนี้อยู่ด้วย!”
เรื่องที่ว่าเซียนกระบี่ผู้หนึ่งขอท้าสู้ยอดยุทธ์ทั่วแดนปิศาจ แพร่สะพัด
ไปอย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง
ผู้ที่เพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกแทบไม่กล้าเชื่อหูตัวเอง
ประวัติศาสตร์ความเคียดแค้นชิงชังระหว่างซิวเจ่อกับเผ่าปิศาจ ต่อให้บอก
เล่าสิบวันสิบคืนยังไม่จบสิ้น บัดนี้กลับมีเซียนกระบี่ที่บ้าคลั่งผู้หนึ่งแล่น
มาถึงแดนปิศาจ ประกาศท้าทายยอดยุทธ์เผ่าปิศาจอย่างเปิดเผย
นี่มิใช่ว่าซิวเจ่อไม่เคยลอบเข้ามาในแดนปิศาจ แต่ไม่ว่าผู้ใดที่ผ่านเข้า
มา ไม่ว่าจะเพื่อจุดมุ่งหมายใด ล้วนต้องปลอมตัวให้เป็นเยี่ยงปิศาจผู้หนึ่ง
อย่างแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยเกรงว่าจะถูกเปิดเผยจนต้องเผชิญ
กับอันตราย
เซียนกระบี่ผู้หนึ่งพกพากระบี่เพียงเล่มเดียว บุกเข้ามาในแดนปิศาจ
อย่างเปิดเผย ทั้งยังร่าร้องท้าทายยอดยุทธ์เผ่าปิศาจทั่วหล้า ไหนเลยจะ
เคยมีเรื่องบ้าระห่าสุดขีดเช่นนี้มาก่อน?
บ้าระห่า ยโสโอหัง ไม่ประมาณตน… …
สารพัดคำวิพากษ์วิจารณ์ สารพัดคำก่นด่าสาปแช่งร้ายกาจที่สุดพรั่ง
พรูออกมาจากปากผู้คนไม่ขาดสาย คล้ายมีแต่ทำเช่นนี้จึงพอจะบรรเทา
ความตื่นตะลึงในใจพวกมันได้ ทุกผู้คนเฝ้าคอยที่จะเยาะเย้ยถากถางมัน
แต่ละคนถ่างตารอชมดูยอดยุทธ์เผ่าปิศาจ ฉีกร่างเซียนกระบี่ที่น่าตายนี้
ออกเป็นหมื่น ๆ ชิ้น!
แต่แล้วในการประลองรอบแรก เซียนกระบี่ได้ชัย!
เหล่าปิศาจที่ชมดูตะลึงลานอยู่บ้าง
การประลองรอบที่สอง เซียนกระบี่ยังคงเอาชนะอย่างหมดจด!
บรรดาปิศาจแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ในการประลองรอบที่สาม เซียนกระบี่ได้ชัย!
ชาวปิศาจเริ่มเงียบกริบลง
ในไม่ช้าการประลองก็ผ่านไปสิบรอบ โดยไม่พ่ายแพ้ เหวยเสิ้งยืน
ตระหง่านอยู่กลางลานประลอง มือถือกระบี่ สายตาทระนงถือดีกวาดมอง
ลงไปยังเบื้องล่าง บรรดาปิศาจที่อยู่ด้านล่างล้วนใบหน้าเขียวคล้า บัดนี้
เงียบสงัดดุจป่าช้า ไม่มีปิศาจตนใดกล้าเดินขึ้นไปบนเวทีประลองอีก
เหวยเสิ้งโด่งดังคับฟ้าในบัดดล!
เพียงวันที่สอง ผลของการต่อสู้นี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมของ
ดินแดนร้อยเถื่อนราวกับติดปีกบิน
ดินแดนร้อยเถื่อนตกอยู่ในความโกลาหลอลหม่านในทันที
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเผ่าปิศาจ พวกมันไม่เคยต้องตกอยู่
ในสภาพน่ากระอักกระอ่วนถึงเพียงนี้มาก่อน
ท่ามกลางสายตาเป็นปฏิปักษ์นับหมื่นคู่รอบด้าน ใจกระบี่ของเหวย
เสิ้งไม่ไหวสะเทือนแม้สักวูบ มันทราบว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยิ่ง
เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตเท่าใด ยอดยุทธ์ที่มาถึงก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มันในที่สุดก็หลุดพ้นจากการไล่ล่าสังหารอย่างไม่รู้จัก
จบสิ้นของศัตรู มันขบคิดใคร่ครวญมาเป็นเวลานาน ก่อนจะตกลงใจ
ดำเนินแผนการนี้ มีแต่ก่อกวนเรื่องราวให้เอิกเกริกเช่นนี้ ดึงดูดความสนใจ
จากทั่วหล้าเช่นนี้ มันจึงจะหลุดรอดจากการล้อมสังหารโดยไม่สนใจ
ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกมาได้ เหวยเสิ้งแม้ไม่กลอกกลิ้งเท่าจั่วม่อ แต่มัน
มิใช่ตัวโง่งม มันย่อมทราบกระจ่างแก่ใจว่าพฤติการณ์ทระนงโอหังของมัน
จะจุดประกายเปลวไฟแห่งความพิโรธของเหล่าปิศาจทั่วแดนร้อยเถื่อน
แต่นี่ก็เป็นจุดมุ่งหมายของมันด้วย
เมื่อทุกสายตาในแดนร้อยเถื่อนหันมาจับจ้องมองดูมันเป็นตาเดียว
สารพัดเล่ห์กลอันชั่วร้ายก็ไม่อาจใช้ออกได้อีก ชาวปิศาจทั่วหล้านั่นเองที่
จะไม่ยอมรับวิธีการอันสกปรกโสมมเหล่านั้น เพื่อที่จะกู้หน้าพวกมันเหล่า
ปิศาจ มีเพียงวิธีการเดียว นั่นย่อมมิใช่การเข่นฆ่ามันโดยไม่เลือกวิธีการ
แต่เป็นการพิชิตมันอย่างเปิดเผยเที่ยงธรรมในการประลองยุทธ์ต่อหน้า
สาธารณะชน
เรื่องนี้ยิ่งส่งอิทธิพลมากเท่าใด มันก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น แต่ใน
เวลาเดียวกัน คู่ต่อสู้ของมันยิ่งมาจะยิ่งเก่งกาจขึ้นเรื่อย ๆ มันก็จะตกอยู่ใน
ห้วงคับขันอันตรายมากขึ้นทุกขณะ
แต่ทว่ามันหาได้ครั่นคร้ามยำเกรงแม้แต่น้อยไม่ ในความเห็นของมัน
คู่ต่อสู้ยิ่งเก่งกาจเท่าใด มันก็ยิ่งขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ของมันได้มากเท่า
นัน้
มันจะค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว ทีละก้าว เหยียบย่าซากศพยอดยุทธ์เผ่า
ปิศาจไปพลาง ขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ของมันไปพลาง จวบจนกระทั่งไป
สมทบกับศิษย์น้องที่อาณาจักรน้าพุปรโลก
ไม่ว่ามันจะย่างก้าวไปไกลสักเท่าใด ตลอดเวลาไม่ต่างจากมันยืนหัน
หลังติดริมหน้าผาสูงลิบลิ่ว
เป็นสถานการณ์ที่ไม่มีความหวังแม้แต่เส้นสายใยเดียว!
แต่มันจะต้องหลุดรอดไปพบหน้าศิษย์น้องอีกครั้งให้จงได้!
เหวยเสิ้งอาศัยความตั้งมั่นเด็ดเดี่ยวเช่นนี้เอง เข้าท้าทายยอดยุทธ์เผ่า
ปิศาจทั่วหล้า!
ใต้หล้าไหนเลยจะไม่สั่นสะเทือนได้?
จั่วม่อ อากุ่ยและเขิงเหลียนเอ๋อร์หลบซ่อนตัวอย่างระมัดระวัง
ในเรื่องที่ต้องประชันขันแข่งกันด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบายเช่นนี้ ผูเยามีมือ
อย่างแท้จริง มันมอบสารพัดวิธีสำหรับปกปิดซ่อนเร้นและลบร่องรอยของ
พวกมันออกมา ระหว่างทาง บ่อยครั้งที่มันมักจะคอยชี้แนะให้จั่วม่อเห็นว่า
ต้องระมัดระวังตรงที่ใด ภูมิความรู้อันไพศาลของผูเยาสำแดงออกมาอย่าง
เต็มที่ จั่วม่อถึงกับลอบสงสัยใจ เจ้าผู้นี้ในอดีตจะต้องลอบกระทำเรื่องราว
ที่ไม่อาจพบหน้าผู้คนอยู่บ่อยครั้งเป็นแน่
จั่วม่อกับพวกทั้งสามเปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอดเวลา บางครั้งจงใจทิ้ง
ร่องรอยไว้เบื้องหลัง ล่อลวงให้ผู้ไล่ตามเกิดคว่ทสับสนงุนงงไปตลอดทาง
ไต้เทากับจี้เจิงที่น่าสมเพช ต้องรับมือกับความยากลำบากนานัปการ
พวกมันทั้งสองแม้มีพลังฝีมือสูงส่งสุดยอด แต่ไม่มีความรู้ความชำนาญใน
การสะกดรอยไล่ล่าผู้คน เมื่อใดกันที่ชนชั้นพวกมันต้องสะกดรอยไล่ล่า
ผู้คน? ไต้เทาแม้ถือกำเนิดจากการเป็นเซียนสัญจรผู้หนึ่ง แต่มันมีโชค
วาสนายิ่งใหญ่ ได้เข้าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของวัดเสวียนคงตั้งแต่แรกเริ่ม มัน
ปกติหากไม่บำเพ็ญเพียร ก็สั่งสอนวิชาความรู้ให้แก่บรรดาศิษย์ ส่วนจี้เจิ้ง
ยังย่าแย่ยิ่งกว่า ประสบการณ์ทางด้านนี้ของมันแทบเป็นศูนย์ จำนวนครั้ง
ที่มันก้าวออกจากวัดเสวียนคงน้อยนิดจนแทบนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว
เกือบจะไม่มีประสบการณ์ทางโลกแม้สักส่วนเสี้ยว
หลังจากจั่วม่อชักนำพวกมันวงอ้อมเป็นวงอยู่สามวันสามคืนเต็ม สอง
สุดยอดฝีมือค่อยเข้าใจว่าด้วยพลังบำเพ็ญเพียรอันสูงล้าสุดยอดของพวก
มัน ก็มิใช่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องราว
ทั้งสองส่งข่าวกลับไปยังสำนักในบัดดล แต่จนถึงบัดนี้ พวกมันยังไม่
ค้นพบว่าจั่วม่อล่วงรู้การคงอยู่ของพวกมันแต่แรก พฤติการณ์ของจั่วม่อ
แม้ดูน่ากังขาเป็นอย่างยิ่ง แต่อาจหมายถึงว่าพวกมันมีเป้าหมายในทางลับ
บางประกาi หากมิใช่ว่าพวกมันมีจุดมุ่งหมายเร้นลับ ไฉนในเวลาเช่นนี้
พวกจั่วม่อต้องลอบออกจากกองทัพหลักด้วยเล่า
ข่าวการมาของพวกมันปกปิดเป็นความลับสุดยอด มีผู้คนล่วงรู้เพียง
ไม่กี่คน ในความเห็นของพวกมันเป็นไปไม่ได้ที่เรื่องนี้จะรั่วไหล
วัดเสวียนคงเมื่อได้รับแจ้ง ก็ปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้าบุรุษวัยกลางกลางคนร่างต่าเตี้ย วางสีหน้าท่าทีเป็นผู้น้อย ก็
มายืนนอบน้อมอยู่เบื้องหน้าพวกมัน มันกระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบาย
ออกโดยแรง ด้านหลังชายร่างเล็กวัยกลางคนเป็นศิษย์หนุ่มสาวอีกห้าคน
แต่เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ดูตื่นเต้นตึงเครียดอยู่บ้าง สองผู้อาวุโสเบื้องหน้าพวก
มัน ในวัดเสวียนมีศักดิ์ฐานะอยู่ในระดับบรรพชน หากพวกมันรับใช้ท่าน
ทั้งสองได้เป็นอย่างดี ผู้อาวุโสทั้งสองยามเบิกบานใจ อาจประทานบางสิ่ง
ให้แก่พวกมันเป็นการตอบแทน ซึ่งจะเพียงพอให้พวกมันอยู่สุขสบายไป
ชั่วชีวิต
โชควาสนาเช่นนี้ อาจไม่ได้มีโอกาสพบพานอีกเป็นครั้งที่สอง!
“เจ้าเรียกว่าอะไร? มีความสามารถในทางสะกดรอยกระมัง?” ไต้เทา
เอ่ยปากถาม
“ผู้น้อยเรียกว่าฮุยเป่า ล่วงรู้เวทวิชาสะกดรอยอยู่บ้าง” คนร่างเตี้ย
เล็กกล่าวอย่างตึงเครียดเล็กน้อย
ไต้เทาเห็นความตึงเครียดกังวลของฮุยเป่า ผงกศีรษะพลางกล่าว
“เจ้าล่วงรู้หน้าที่ของเจ้าในครั้งนี้หรือไม่?”
“ผู้น้อยไม่ล่วงรู้อันใด ทางสำนักเพียงกล่าวว่าให้ผู้น้อยฟังคำสั่งจาก
ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง” ฮุยเป่าตอบอย่างระมัดระวัง
“อา เรากำลังไล่ล่าอาชญากรคนสำคัญของสำนัก แต่ทว่าคนผู้นี้
กลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์นัก หน้าที่ของเจ้าคือหามันให้พบ” ไต้เทากล่าวอย่าง
รวบรัดชัดเจน
“ทราบแล้วขอรับ!” ฮุยเป่ารีบรับคำอย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ
“ตรงตำแหน่งนั้นมีร่องรอยที่มันทิ้งเอาไว้ เริ่มจากตรงนั้นเถอะ”
กล่าวจบคำ ไต้เทาก็เดินไปทางหนึ่ง หาที่นั่งลงหลับตาเข้าฌาณสมาธิ
ฮุยเป่าทรุดกายนอนพังพาบบนพื้นดิน มันสูดดมไปทั่ว จากนั้น
หลับตาลง มือขวาของมันพลันเปล่งแสงเจิดจ้า ประกายแสงกวาดสำรวจ
ไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว มันล้วงฝุ่นแป้งหยิบมือหนึ่งออกมาจากถุงร้อย
สมบัติของตน สะบัดมือซัดโปรยไปทั่วบริเวณ ชั่วครู่ให้หลัง ผงแป้งสลาย
หายไปในอากาศธาตุ บนพื้นดินที่ก่อนหน้านี้ไม่มีสิ่งใด พลันปรากฏ
รอยเท้าขึ้นสามคู่
ไต้เทาประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ขัดจังหวะมัน ฮุยเป่าผู้ซึ่งก่อนหน้า
นี้อ่อนน้อมเชื่อฟังเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน สีหน้าทั้ง
สงบเยือกเย็น ทั้งเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น
ฮุยเป่าตรวจดูรอยเท้าเหล่านั้นอย่างละเอียดรอบคอบ หลังจากนั้นชั่ว
อึดใจก็ได้ข้อสรุป “เป็นผู้คนสามคน หนึ่งบุรุษ อีกสองคนเป็นสตรี”
ไต้เทาหวนคิดทบทวนอยู่ชั่วอึดใจ นึกถึงรายงานลับที่ทางสำนักได้ให้
พวกมันดูก่อนที่จะออกเดินทาง พลันคาดเดาได้ทันทีว่าสตรีสองนางนี้เป็น
ผู้ใด
เซี่ยวม่อเกอมักมีสตรีสองนางอยู่ข้างกาย หนึ่งรูปโฉมอัปลักษณ์ขัดตา
อีกหนึ่งสะคราญสุดฟ้าสุดดิน สตรีอัปลักษณ์ความเป็นมาลี้ลับ แต่สตรีที่
งดงามเป็นบุตรีของเจี้ยจู่ผู้หนึ่ง ปกครองอาณาจักรเล็ก ๆ ที่ห่างไกล
ไต้เทาพยักหน้า ฮุยเป่าผู้นี้มีฝีมืออยู่หลายท่าดังที่คาดเอาไว้
“เจ้าล่วงรู้ทิศทางที่พวกมันไปหรือไม่?” ไต้เทาถามอย่างอดรนทน
ไม่ได้
“ต้าเหรินโปรดรอสักครู่” ฮุยเป่าหันไปผงกศีรษะให้สัญญาณศิษย์ผู้
หนึ่ง ศิษย์นั้นรีบก้าวออกมา ประคองป้ายบงการสัตว์ร้ายชิ้นหนึ่งส่งให้แก่
ฮุยเป่า
ป้ายบงการสัตว์ร้ายนี้มีขนาดเพียงครึ่งฝ่ามือ สลักไว้ด้วยรูปสัตว์เล็ก
ๆ ตัวหนึ่ง
ชั่วครู่ต่อมา เห็นสัตว์ร้ายหน้าตาประหลาดตัวหนึ่งปรากฏขึ้น ขนฟู
ฟ่องปุกปุย สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตามากที่สุด ก็คือดวงตาแวววาวดุจกระจก
แก้วที่ทอแสงสุกสว่างผิดธรรมดาคู่นั้น
ไต้เทาดวงตาเป็นประกาย “สุนัขเนตรกระจก?”
สุนัขเนตรกระจกเป็นเพียงสัตว์ปราณะดับสี่ แต่คิดเลี้ยงดูมันขึ้นมาสัก
ตัวกลับมิใช่เรื่องง่ายดาย สิ่งที่พิเศษเฉพาะที่สุดของสุนัขเนตรกระจกคือ
ดวงตาที่ทรงพลังอำนาจอย่างประหลาดคู่นั้น สามารถมองเห็นหลายสิ่งที่
คนทั่วไปมองไม่เห็น นอกจากนี้ยังฉลาดเฉลียวเกินสัตว์ปราณทั่วไป เป็นที่
ชื่นชอบของบรรดานายพรานที่ถนัดด้านสะกดรอย ไต้เทาเคยอ่านดูม้วน
บันทึกที่กล่าวถึงสัตว์ร้ายชนิดนี้ ดังนั้นเพียงมองปราดเดียวก็จดจำออก
“ต้าเหรินปราดเปรื่องนัก!” ฮุยเป่ารีบประจบสอพลอคราหนึ่ง
สุนัขเนตรกระจกดิ้นหลุดออกจากอ้อมแขนของฮุยเป่า ดวงตาที่
เหมือนกระจกแก้วพลันเปล่งแสงเจิดจ้า มันกวาดตามองรอบด้านแวบหนึ่ง
ทันใดนั้นพุ่งตรงดิ่งไปยังทิศทางหนึ่ง
“ต้าเหริน ไปทางด้านนั้น!” ฮุยเป่ารีบร้องบอก พร้อมกันนั้นมันก็ไล่
ตามสุนัขเนตรกระจกไปทันที
ไต้เทายินดียิ่ง ตามติดไปอย่างกระชั้นชิด
จี้เจิ้งไล่ตามไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก แต่ท่าร่างของมันมิได้เชื่องช้า
แม้แต่น้อย
ในใจทั้งสองยามนี้มีเพียงความคิดเดียว นั่นคือการครอบครองมรดก
วิชาเทพ!
แม้ว่าทั้งคู่ไม่ได้กล่าววาจาต่อกันแม้สักครึ่งคำ แต่พวกมันล้วนตกลง
ใจแน่วแน่ จะไม่ยินยอมให้มรดกวิชาเทพตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้อื่นเป็นอัน
ขาด!
ในเวลานี้เอง เหตุเปลี่ยนแปลงพลันอุบัติขึ้นอย่างกะทันหัน