สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 667 ร้อยเล่ห์
สุนัขเนตรกระจกที่วิ่งนำไปเบื้องหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ จู่ ๆ ก็กรีดร้อง
โหยหวน วิ่งโซซัดโซเซ แล้วสะดุดล้มคว่าลงบนพื้น
ฮุยเป่าตะลึงงันไปชั่ววูบ จากนั้นรีบวิ่งเข้าไปคุกเข่าตรวจดูสุนัขเนตร
กระจก
สุนัขเนตรกระจกนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ไม่หลงเหลือกลิ่นอายชีวิต ฮุย
เป่าใบหน้าขาวซีด ถ้อยคำหนึ่งผุดพลุ่งขึ้นในใจ …หลุมพรางกับดัก!
ฝ่ายตรงข้ามถึงกับขุดหลุมพรางวางกับดักไว้ตามทางด้วย!
ฮุยเป่าพลันรู้สึกว่าคราครั้งนี้ประสบความยุ่งยากอยู่บ้าง คนทั่วไป
เวลาที่เร่งรีบหลบหนีหรือมีจุดมุ่งหมายเบื้องหน้า แทบจะไม่มีผู้ใดยินยอม
เสียเวลาขุดหลุมพรางวางกับดัก มีเพียงมือเก่าอันเผ็ดร้อน กลอกกลิ้งและ
ร้ายกาจเท่านั้น ที่จะระมัดระวังตัวและเจ้าเล่ห์แสนกลจนน่าสะพรึงกลัวถึง
ระดับนี้
ยอดฝีมือ!
ฮุยเป่าไม่ปริปาก แต่ยืดตัวตรง จิตวิญญาณการต่อสู้อันเข้มข้น
แผ่ซ่านออกมาจากร่างเตี้ยเล็กของมัน
แม้ว่าศักดิ์ฐานะในสำนักของมันไม่ได้สูงส่งอันใด แต่มันยังคงถือดีใน
ฝีมือของตน หลายปีมานี้มันไม่เคยทำงานผิดพลาดมาก่อน ยอดฝีมือที่
เหนือล้าเช่นนี้กลับสะกิดถูกความทระนงถือดีของมันเข้า
“เป็นเรื่องราวใด?” ไต้เทามองดูสุนัขเนตรกระจกที่ทอดร่างเป็น
ซากศพ เอ่ยปากถามอย่างสนใจ
“ผู้อื่นวางกับดักเอาไว้” ฮุยเป่ากล่าวเสียงหนักอึ้ง ในดวงตาทอแวว
ปวดร้าววูบ การฟูมฟักเลี้ยงดูสุนัขเนตรกระจกไม่ใช่เรื่องง่ายดาย และนี่
เป็นเพียงตัวเดียวที่มันมี
“กับดัก?” ไต้เทาตกตะลึง “หรือว่าพวกมันล่วงรู้แล้วว่ามีคนติดตาม
พวกมันมา?”
“เรื่องนี้ผู้น้อยไม่แน่ใจ” ฮุยเป่าสั่นศีรษะ “กับดักเหล่านี้ไม่ค่อยมีพลัง
มากนัก ส่วนมากจะใช้กับสัตว์ปราณสะกดรอยที่ไม่ค่อยแข็งแรง สำหรับ
ยอดฝีมือที่ช่าชองชำนาญ ไม่ว่าไปยังที่ใดก็มักจะติดนิสัยวางกับดัก
เช่นเดียวกันนี้ไว้เบื้องหลังเสมอ หากคนเหล่านี้เตรียมการรับมือการไล่ล่า
ติดตามจริง สมควรใช้กับดักที่มีพลังมากกว่านี้”
ไต้เทาเข้าใจความหมายในใจของมัน สิ่งที่ฮุยเป่ากล่าวมานับว่า
สมเหตุสมผล
แต่สิ่งที่พวกมันไม่ทราบก็คือ จั่วม่อรู้ดีว่าผู้ไล่ล่ามันคือชนชั้นฝ่านซู
กับดักอันใดจึงจะสะกิดผิวฝ่านซูได้กันเล่า? ความคิดที่ไม่ตรงกับความจริง
นั้นถูกมันโยนทิ้งไปแต่แรก เปลี่ยนเป็นมุ่งเป้ามายังเหล่าสัตว์ปราณที่ใช้
สะกดรอยแทน นี่เป็นคำชี้แนะของผูเยาจอมร้อยเล่ห์
ฮุยเป่าสีหน้ากลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง หันไปกวักมือเรียกศิษย์อีกผู้
หนึ่ง “มอบ ‘แผ่นจานหมื่นพานพบ’ ให้แก่ข้า”
ศิษย์ผู้นั้นเสนอแผ่นจานให้แก่ฮุยเป่าอย่างระมัดระวัง ผ่านจานนั้นสี
ดำสนิท สลักขึ้นจากศิลาดำที่ไม่ทราบว่าเป็นวัตถุใด ปกคลุมไปด้วย
ลวดลายยันต์อันแปลกประหลาด
ฮุยเป่ารับแผ่นจานมาถือไว้ แตะดรรชนีลงไปเบาๆ ลากไปตาม
ลวดลายยันต์บนพื้นผิวของแผ่นจาน สีหน้าเคร่งเครียด ปากบริกรรมถ้อย
คาถาอย่างรวดเร็ว
เข็มที่นิ่งสนิทบนแผ่นจาน เริ่มเคลื่อนไหวอย่างแช่มช้า ชั่วอึดใจให้
หลังค่อยหยุดนิ่งลง ชี้ตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
เป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง!
เป็นยอดฝีมือดังที่คาดไว้!
ฮุยเป่าดวงตายิ่งสว่างจ้ากว่าเดิม
เซี่ยวม่อเกอกับเจียงเจ๋อยอดแม่ทัพเลื่องชื่อแห่งวัดเสวียนคง กำลังจะ
เปิดศึกเดิมพันชีวิต!
ข่าวอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกนี้ ก่อเกิดคลื่นลมมหึมา กวาดผ่านทั่ว
แดนร้อยเถื่อนในบัดดล
อย่าได้เห็นว่าเจียงเจ๋อไม่ได้แกร่งกล้าเกรียงไกรเท่ากู่เหลียงเตา แต่
มันเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกคนแรกที่สามารถปราบพิชิตอาณาจักรปิศาจ
ได้สำเร็จ ส่วนเซี่ยวม่อเกอ ระยะหลังมานี้ชื่อเสียงของมันดีดทะยานขึ้นไม่
หยุดยั้ง ทั้งพิชิตกองโจรตระกูลหมิง ทำลายล้างกององครักษ์หยาดพิรุณ
ประวัติการสู้รบของมันเจิดจรัสดุจอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
นี่เป็นการศึกระหว่างเทพเซียนประลองกำลังกัน
หลังจากภัยพิบัตินภาสลาย ฝ่ายซิวเจ่อประสบชัยอย่างต่อเนื่อง ให้
กำเนิดแม่ทัพบัญชาการศึกผู้มีนามเกริกไกรหลายต่อหลายคน ในทาง
กลับกัน ฝ่ายปิศาจกลับไม่สามารถตอบโต้อย่างสมน้าสมเนื้อ ขุมกำลังใหญ่
ๆ ของฝ่ายปิศาจพากันสงบนิ่ง แน่นอนว่าพวกมันย่อมมีข้อห่วงกังวลของ
ตน แต่สำหรับชาวปิศาจทั้งหลาย พวกมันรู้สึกเสื่อมเสียหน้ายิ่งนัก แต่ไม่ว่า
จะอย่างไร พวกมันก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงเบื้องหน้านี้ได้
การศึกระหว่างเซี่ยวม่อเกอกับเจียงเจ๋อที่กำลังจะปะทุขึ้น ดึงดูด
สายตาทุกคู่ทั่วทั้งดินแดนร้อยเถื่อนให้หันมาจับจ้องมองดูเป็นตาเดียว
เซี่ยวม่อเกอมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นทุกขณะ เห็นได้ว่ามันกลายเป็น
แบบอย่างของเหล่าแม่ทัพบัญชาการศึกรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ในสายตา
ของคนทั่วไป มันยังขาดชัยชนะอันยิ่งใหญ่สักหนหนึ่ง!
แม้ว่าการมีชัยเหนือกองโจรตระกูลและอวี่ไสว้ จะเพียงพอให้มันโด่ง
ดังสะท้านแดนปิศาจ แต่ในสายตาของชาวปิศาจทั้งมวล ชัยชนะที่มีต่อ
ศัตรูจากภายนอกจึงจะควรค่าแก่การยกย่องชื่นชมยิ่งกว่า
ความพ่ายแพ้อันยาวนานและการล่าถอยอย่างต่อเนื่อง บันดาลให้ฝูง
ชนชาวปิศาจกระหายต่อชัยชนะอย่างสุดจิตสุดใจ!
เกือบทั้งร้อยเถื่อนแดนทมิฬล้วนปรารถนาให้เซี่ยวม่อเกอมีชัยเหนือ
เจียงเจ๋อ
ชัยชนะ มีเพียงชัยชนะเท่านั้นที่คู่ควรให้ยอมรับนับถือ!
ทุกสายตาในร้อยเถื่อนแดนทมิฬล้วนจับจ้องอยู่ที่กองทัพของเซี่ยว
ม่อเกอ
เมื่อข่าวคราวแพร่กระจายออกไปดุจไฟลามทุ่ง ตลอดเส้นทางที่
กองทัพเซี่ยวม่อเกอต้องเคลื่อนผ่าน กลับกลายเป็นปลอดโปร่งสะดวกดาย
ปราศจากอุปสรรคสิ่งกีดขวางใดอีก ขุมกำลังใหญ่ตามเส้นทางพากัน
เปิดทางให้โดยไม่มีเงื่อนไข มิหนำซ้ายังคึกคักกระตือรือร้น พากันเสนอ
ความช่วยเหลือทุกประเภทเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเสบียงศึกและอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ รวมถึงทรัพยากรนานัปการ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการ
รับสมัครไพร่พลเพิ่มเติม… …
การศึกครั้งนี้ยิ่งเล่าลือออกไป ยิ่งถูกบอกเล่าจนใหญ่โตเกินจริง ไป
จนถึงจุดที่ทำให้ในความคิดของหลายคน กลับกลายเป็นการศึกแห่งความ
เป็นความตายที่สามารถตัดสินชะตาของเผ่าปิศาจและชาวซิวเจ่อ
หลังจากความปราชัยซ้าแล้วซ้าเล่า ความกระหายต่อชัยชนะของชาว
ปิศาจที่เก็บกักมานานปี เมื่อถูกกระตุ้นด้วยประกายไฟที่จั่วม่อโยนออกไป
พลันลุกฮือโหมอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้อีก
เผ่าปิศาจชมชอบการต่อสู้แต่กำเนิด ความกระหายต่อการต่อสู้ของ
พวกมัน เป็นสิ่งที่ซิวเจ่อพบว่ายากจะเข้าใจมาโดยตลอด
ปิศาจนักรบจำนวนมหาศาลไหลบ่ามาจากทุกทิศทุกทาง ล้วนพกพา
ความหวังว่าพวกมันสามารถเข้าร่วมการศึกครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้ จำนวน
ผู้คนที่รวมกันในครั้งนี้ ถึงกับมากกว่าระลอกที่แล้วนับสิบเท่า
จอมปิศาจด่านไสว้หลายตนแสดงตนว่าให้การสนับสนุนเซี่ยวม่อเกอ
อย่างเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารทุกประเภทไหลมารวมกันในมือของกงซุนชา
กับเปี๋ยหานอย่างล้นเหลือ ในขณะเดียวกันเจียงเจ๋อผู้สู้อุตส่าห์ช่วงชิงเวลา
มาได้ ต้องการมุ่งเน้นไปยังการเตรียมพร้อมสำหรับการทำศึก กลับพบว่า
จำนวนสายสืบในละแวกใกล้เคียงจู่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มิหนำซ้า
ยังเกิดการปะทะเล็ก ๆ บ่อยครั้งขึ้นด้วย
นี่เป็นเพราะชาวปิศาจในบริเวณใกล้เคียง มองเห็นโอกาสในการ
ก่อกวนวัดเสวียนคง แม้ไม่อาจส่งผลกระทบมากนัก แต่พวกมันยังคงสร้าง
ความลำบากให้แก่กองพันเจียงจื้อ พวกเราแม้ไม่มีปัญญาเอาชนะเจ้า แต่
สามารถฉุดลากก่อกวนพวกเจ้า ถ่วงแข้งถ่วงขาเจ้า ไม่ปล่อยให้เจียงเจ๋อได้
มีเวลาเตรียมการอย่างสบายใจดั่งที่เคยคิด
ขุมกำลังเล็ก ๆ หลายกลุ่มผนึกกำลังกัน คอยจู่โจมก่อกวนกองกำลัง
ของเจียงเจ๋อไม่เว้นแต่ละวัน หลายคนเริ่มรื้อฟื้นถึงเรื่องราวที่เหล่าซิวเจ่อ
ชมชอบล่าปิศาจพิฆาตอสูรในมหานครนภาโลหิต พวกมันเรียกร้องให้
เหล่าปิศาจออกมาทำการล่าสังหารซิวเจ่อบ้าง ปิศาจบางตนถึงกับร้อง
เรียกเผ่าอสูรผู้เป็นพันธมิตรมาร่วมต่อสู้กับซิวเจ่อจากวัดเสวียนคงด้วย
ร้อยเถื่อนแดนทมิฬเดือดพล่านขึ้นมาในบัดดล
ในชั่วพริบตาเดียว สถานการณ์การศึกพลันลุกลามไปทั่วดุจไฟลาม
ทุ่ง
แรงกดดันที่มีต่อวัดเสวียนคงทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อ อากุ่ยและเขิงเหลียนเอ๋อร์เดินส่ายอาด ๆ ไปตามท้องถนน
พวกมันเปลี่ยนแปลงรูปโฉมอย่างสิ้นเชิง แม้ปรากฏตัวอย่างเปิดเผย ก็ไม่มี
ผู้ใดสามารถจำแนกแยกแยะพวกมันออกได้
ภาพมายาที่บันทึกการต่อสู้ระหว่างเซี่ยวม่อเกอกับอวี่ไสว้ กระจาย
ออกไปทั่วร้อยเถื่อนแดนทมิฬแต่แรก หากพวกมันถูกผู้คนจดจำออกจะ
เกิดปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้น
แต่ในเวลานี้ จั่วม่อกำลังรู้สึกลำพองใจไม่น้อย
ในฐานะผู้บงการหลังฉากของเหตุการณ์ที่ปะทุตามกันมาเป็นชุด
สถานการณ์เมื่อกลายเป็นผลดีต่อพวกมันมากมายเช่นนี้ มันย่อมต้อง
ภาคภูมิลำพองอย่างสุดระงับ ข่าวการทำสงครามพิสูจน์เป็นตายระหว่าง
เซี่ยวม่อเกอกับเจียงเจ๋อที่ลุกลามใหญ่โตถึงเพียงนี้ มันคือผู้เผยแพร่ข่าว
คราวออกไปเอง ซ้ายังคอยกระพือโหมอยู่เบื้องหลังอีกด้วย
เพียงแต่มันไม่เคยคาดคิด ว่าชาวเผ่าปิศาจจะตอบสนองอย่างดุเดือด
รุนแรงถึงเพียงนี้ ปฏิกิริยาตอบโต้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเหนือความคาดหมาย
ของมันไปมาก
มันเดิมทีเพียงคิดสร้างความยุ่งยากให้แก่วัดเสวียนคงสักเล็กน้อย
เท่านั้น
สถานการณ์ในยามนี้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อพวกกงซุนชา
ยามนี้พวกมันนับว่าบรรลุชัยภูมิดินและประชากรหนุน สมรภูมิครั้งนี้เป็น
แดนปิศาจซึ่งพวกมันเป็นฝ่ายได้เปรียบ ได้รับการสนับสนุนจากชนชาว
ปิศาจ ศึกคราวนี้ดึงดูดความสนใจจากชาวปิศาจทั้งมวล ไม่มีผู้ใดกล้า
ขวางทางกระแสน้าที่เชี่ยวกรากสายนี้ ด้วยเกรงจะตอแยโทสะของทั่วทั้ง
แดนปิศาจ
เซี่ยวม่อเกอได้รับการสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเพียงใด เรื่องนี้
สามารถเห็นได้จากการแสดงออกต่อหน้าสาธารณะของหาวไสว้ มันเป็น
คนแรกที่ประกาศสนับสนุนเซี่ยวม่อเกออย่างเปิดเผย!
ไม่ว่าจะเป็นแผนที่อาณาจักรที่มีรายละเอียดมากกว่าและถูกต้อง
แม่นยำยิ่งกว่า เหล่าผู้นำทางที่ปรารถนาจะมีส่วนช่วยในการศึก เหล่านี้
ล้วนแล้วแต่ช่วยให้กงซุนชามีข้อได้เปรียบมากขึ้น บรรดาอาณาจักรปิศาจ
ที่ถูกกองกำลังของเจียงเจ๋อยึดครองเอาไว้ เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็พากันลอบ
กระด้างกระเดื่อง ทั้งหมดทั้งมวลนี้แม้ไม่อาจโค่นเจียงเจ๋อลงได้ แต่ก็บั่น
ทอนเรี่ยวแรงกำลังของมันไปส่วนหนึ่ง
ข้อได้เปรียบของฝ่ายจั่วม่อถูกสร้างขึ้นอย่างช้า ๆ เช่นนี้เอง
ถึงตอนนี้ไม่มีผู้ใดกังขาในตัวตนของเซี่ยวม่อเกออีก นี่เป็นเรื่องชวน
หัวอันใดกัน? หากเซี่ยวม่อเกอเป็นซิวเจ่อ มันจะทำศึกเดิมพันชีวิตกับเจียง
เจ๋อไปเพื่ออะไร?
แน่นอนว่ามันเป็นปิศาจ บุรุษเลือดปิศาจชาติอาชาไนย! มีเพียงบุรุษ
เลือดปิศาจชาติอาชาไนยจึงจะอาจหาญทะยานฟ้าเช่นนี้!
เป็นไร? มันล่วงรู้ศาสตร์อสูร? มันจึงสมควรเป็นอสูร?
เจ้ากล้าล่วงเกินเซี่ยวเหยีย (นายท่านเซี่ยว) ต่อหน้าเราหรือ?
ใช่รำคาญในการมีชีวิตแล้วหรือไม่?
รับฟังถ้อยคำประดานี้ จั่วม่อแย้มยิ้มอย่างอิ่มอกอิ่มใจ จากนั้นถามผู
เยา “สองโจรหัวโล้นเฒ่าจะพลาดร่องรอยของเราหรือไม่?”
นึกถึงสิ่งที่พวกมันจัดตั้งเอาไว้ตลอดทาง กระทั่งมันเองยังหวั่นใจ เจ้า
เล่ห์ เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!
กลอุบายที่คล้ายไม่รู้จักหมดสิ้นของผูเยา ช่วยเปิดหูเปิดตาให้แก่มัน
อย่างแท้จริง
มันยามนี้ถึงกับเป็นห่วงว่าสองโจรหัวโล้นเฒ่าจะคลาดจากร่องรอย
ของพวกมัน แล้วจะย้อนกลับไปสร้างปัญหาให้แก่พวกกงซุนชา นั่นจะไม่ดี
แล้ว หนึ่งในกุญแจสำคัญในสงครามครั้งนี้ คือการที่มันจะต้องฉุดลากสอง
โจรหัวโล้นเฒ่าคู่นี้ให้อยู่ห่างจากสนามรบ
“อย่าได้ประเมินวัดเสวียนคงต่าเกินไป” ผูเยาแค่นเสียงตอบคำถาม
ของจั่วม่อ
ฮุยเป่าใบหน้าขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นดิน สีหน้าย่าแย่ยิ่ง
จนกระทั่งถึงยามนี้ มันสูญเสียสัตว์ปราณไปแล้วถึงหกตัว! ตลอดห้าปี
ที่ผ่านมา มันยังไม่เคยสูญเสียสัตว์ปราณเป็นจำนวนมากเท่ากับที่สูญเสีย
ไปในหนึ่งวันนี้เลย กระบวนท่าของอีกฝ่ายไม่ได้ยึดถือตามกรอบธรรม
เนียม แตกต่างจากแนวทางในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเล่ห์
กลที่เก่าแก่และกลอกกลิ้งร้ายกาจบางอย่าง ซึ่งมันไม่มีปัญญาป้องกันได้
ทำให้มันต้องเพลี่ยงพล้าอย่างต่อเนื่อง
หากมิใช่ว่ามันช่าชองชำนาญ และมีความรู้สึกเฉียบไวเหนือธรรมดา
เกรงว่ามันคงคลาดจากร่องรอยของฝ่ายตรงข้ามไปเสียนานแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ยามนี้มันไม่มีความเชื่อมั่นแม้แต่น้อย
ฝ่ายตรงข้ามมีประสบการณ์โชกโชนกว่ามันเป็นแน่แท้ ที่สำคัญไป
กว่านั้น อีกฝ่ายยังกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์กว่ามันมาก! ผู้อื่นใช้หลุมพรางกับดัก
อันพิสดารออกมาไม่ขาดสาย เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ หนึ่งสิ้นสุดอีกหนึ่ง
ก่อเกิด ทั้งยังแตกต่างออกไปทุกครั้ง
หากฝ่ายตรงข้ามมุ่งเป้ามายังการสังหารคน ตัวมันเองคงทอดร่างเป็น
ซากศพไปแต่แรก
ในการรับมือหลุมพรางกับดัก สิ่งที่ผู้คนห้าหั่นกันไม่ใช่เพียงแค่ฝีมือ
หรือเคล็ดลับ แต่ยังรวมถึงพลังใจและความเข้มแข็งของจิตใจอีกด้วย ฮุย
เป่าทราบดีว่าทางด้านนี้ มันเป็นฝ่ายปราชัยอย่างยับเยิน
ความเชื่อมั่นเพียงหนึ่งเดียวที่มันยังหลงเหลืออยู่ คือด้านข้างมันยังมี
สองผู้อาวุโสสุดยอดฝีมืออยู่ด้วย ทั้งสองท่านแน่นอนว่าต้องไม่เบิกตา
มองดูมันถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา
ไต้เทาสีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน มันเห็นสภาพน่าอเนจอนาถของฮุยเป่าอยู่
ตรงหน้า ยอดฝีมือด้านสะกดรอยของสำนักเช่นฮุยเป่า ถึงกับถูกเด็กหนุ่มผู้
หนึ่งเล่นงานจนหวาดผวาถึงเพียงนี้ จะให้ไต้เทามีอารมณ์ดีอย่างไรไหว แต่
ในทางตรงกันข้าม ตั้งแต่ต้นจนจบ จี้เจิ้งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่แวบ
เดียว ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดต่อมัน
ฮุยเป่าทันใดนั้นสูดหายใจเฮือก สายตาของมันจับจ้องไปยังตัวเมืองที่
เห็นอยู่แต่ไกล
“เป็นที่นี่?” ไต้เทาถามทันควัน
“ใช่ขอรับ! ต้าเหริน!” ฮุยเป่ากล่าวอย่างนอบน้อม “พวกมันอยู่ภายใน
เมืองแน่ เพียงแต่… …”
“แต่อะไร?”
“ในเมืองเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ยากจะระบุตัวพวกมันได้… …” ฮุย
เป่าชะงักวาจาลงกลางคัน
“อ้อ ไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้น” ไต้เทาแย้มยิ้ม กล่าวจบคำค่อยหันไป
ทางจี้เจิ้ง “รบกวนศิษย์พี่บีบบังคับให้พวกมันออกมาด้วย”
จี้เจิ้งผงกศีรษะด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทันใดนั้นเหินร่างขึ้นไปบน
ท้องฟ้า
มันก้มลงมองจากบนฟากฟ้า เห็นผู้คนมีขนาดเล็กไม่ต่างจากมด
ปลวก
จี้เจิ้งประนมมือ ตวาดเสียงดังสดใส “อยู่!””
ชั่วพริบตานั้น อากาศธาตุในรัศมีหลายร้อยลี้พลันผนึกแข็งตัว พลัง
สภาวะอันน่าสะพรึงกลัวกดทับลงใส่ตัวเมืองด้านล่าง
ชั่วขณะจิตนั้น ทั่วทั้งเมืองคล้ายหยุดนิ่งลงอย่างฉับพลัน ผู้คนแหงน
เงยขึ้นมองเงาร่างกลางเวหาตามสัญชาตญาณ ความหวาดกลัวที่อยู่เหนือ
การควบคุมแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย มือเท้าเย็นเฉียบ สมองขาวว่าง
เปล่าอย่างสิ้นเชิง
ประแสงแห่งเซนกวาดผ่านทั่วเมืองราวกับระลอกคลื่น
รอจนประกายแสงแห่งเซนสว่างไสวขึ้น จั่วม่อพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน
เป็นปั้นยาก
บัดซบ!
มันคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่แยแสนสนใจสิ่งใด ลงมือท้าทายทั้งเมือง
โดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี!
ประกายแสงแห่งเซนทำให้มันบังเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างบอก
ไม่ถูก