สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 668 จี้เจิ้ง
ประกายแสงพุทธรรมประหนึ่งระลอกคลื่น กวาดผ่านไปทั่วทุก
ทิศทางอย่างสงบเงียบ ปราศจากสุ้มเสียงสำเนียงใด
จั่วม่อสังหรณ์อันตรายกรีดร้องระงม รีบร้องตวาดสุดเสียง “แยกย้าย
กันไป!”
กล่าวจบคำมันก็ดีดร่างทะยานขึ้นฟ้าอย่างเร่งร้อน รีบหลบหนีออก
จากเมือง เขิงเหลียนเอ๋อร์เข้าใจความหมายของมัน เหินลิ่วไปอีกทางหนึ่ง
ในบัดดล
จั่วม่อรู้สึกเอะใจ หันกลับไปมอง ปรากฏว่าเห็นอากุ่ยติดตามหลังมัน
มาอย่างกระชั้นชิด ต้องแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ “อากุ่ย พวกเราต้องแยก
ย้ายหลบหนีไปคนละทาง!”
อากุ่ยคล้ายไม่ได้ได้ยิน ยังคงติดตามมันมาไม่ยอมห่าง
จั่วม่อทั้งตื้นตันใจ ทั้งอกสั่นขวัญหาย หากพวกมันแยกย้ายกันไป สอง
โจรเฒ่าหัวโล้นย่อมต้องไล่ล่ามันผู้เดียว อากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์จะมี
โอกาสหนีรอดไปได้ แต่มันไม่เคยคิดว่าอากุ่ยจะดื้อดึงถึงเพียงนี้ ยามคับขัน
อันตรายเช่นนี้กลับไม่รับฟังวาจาของมัน นี่ทำให้แผนการของมันล้มเหลว
อย่างสิ้นเชิง
จากนั้นมันเหลือบเห็นริ้วสีแดงฉานสายหนึ่งผ่านแวบเข้ามาทางหาง
ตา เป็นเขิงเหลียนเอ๋อร์ไปแล้วย้อนกลับมา
เขิงเหลียนเอ๋อร์กำลังย้อนกลับมาเช่นกัน!
มารดามันเถอะ!
จั่วม่อทั้งตื่นตระหนกทั้งเดือดดาล สตรีสองนางนี้ไฉนทำหูทวนลมนัก!
แต่คุณธรรมน้ามิตรของพวกนางยังบันดาลให้มันตื้นตันใจอยู่บ้าง สำหรับ
อากุ่ยที่ติดตามมันมา จั่วม่อไม่ได้แปลกใจมากนัก นับตั้งแต่พบหน้ากันเมื่อ
ครั้งกระโน้น นางก็แทบจะติดตามมันเป็นเงาตามตัวมาโดยตลอด แต่มัน
ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่เขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ย้อนกลับมาด้วย ควรทราบว่า
ศัตรูมุ่งเป้ามาที่มัน เขิงเหลียนเอ๋อร์กลับละทิ้งโอกาสอันดีงามที่สุดที่จะหนี
รอดไปได้ แม้คู่มือจะเป็นสองยอดยุทธ์ด่านฝ่านซู นางยังคงเลือกที่จะต่อสู้
เคียงข้างมัน นี่ต้องใช้กำลังขวัญสักปานใดกัน
“เช่นนั้นก็แลกชีวิตกับพวกมันเถอะ!”
ในเวลาเช่นนี้ วาจาอื่นใดล้วนเกินความจำเป็น
จั่วม่อจิตวิญญาณการต่อสู้พลุ่งพล่านขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ชั่วพริบตานั้น
มันก้มลงคว้าขาของตน เปลี่ยนเป็นลูกกลมมนุษย์ ม้วนตัวตีลังกากลาง
อากาศ จากนั้นสองเท้าถีบใส่อากาศธาตุอย่างเกรี้ยวกราด
ปัง!
ราวกับเตะถูกกำแพงเหล็กกล้าที่มองไม่เห็นกลางอากาศ กระแสลมที่
เกิดจากการปะทะกระโชกวูบ เสียงระเบิดหนักทึบดังสดใส
จั่วม่อใบหน้าทอแววเจ็บปวดวูบหนึ่ง แม้ว่าสังขารปิศาจของมันจะ
แข็งแกร่งขึ้นมาก ถึงกับไม่สามารถทนรับแรงกระแทกด้วยความเร็วสูงนี้ได้
มันถูกดีดกลับมาด้วยพลังมหาศาล จั่วม่ออาศัยแรงปะทะนี้เร่ง
ความเร็วของตน ร่างพุ่งลิ่วกลับมายังทิศทางตรงกันข้ามด้วยระดับ
ความเร็วที่รวดเร็วยิ่งกว่าขามา ตรงดิ่งเข้าหาจี้เจิ้งที่กลางเวหา!
สายตาของมันจับจ้องอยู่ที่ศีรษะล้านเลี่ยนเป็นประกายบาดตาของจี้
เจิ้ง
โจรหัวโล้นเหล่านี้ คือกลุ่มคนที่มันไม่ชมชอบมากที่สุด!
จั่วม่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปจนหมด แสงสีทองส่องประกาย
ออกมาจากทั่วร่าง พลังเทพโคจรไปทั่วร่างอย่างกราดเกรี้ยว
ร่างของอากุ่ยหายวับไปดุจเงาภูตพราย แล้วพลันปรากฏขึ้นกลาง
อากาศ เคียงข้างไปกับจั่วม่อที่กำลังโถมโจมตีสุดแรงกำลัง
เขิงเหลียนเอ๋อร์ประดุจหมอกควันสีแดงสายหนึ่ง ร่างพร่าเลือนไม่
แน่นอน ทิ้งเงาร่างเลือนรางหลายสายไว้เบื้องหลัง
คนทั้งสามจู่โจมเข้าหาจี้เจิ้งอย่างพร้อมเพรียง!
ช่วงเวลาระหว่างที่พวกมันตกลงใจหลบหนี แล้วตัดสินใจหวนกลับมา
จู่โจม เป็นช่วงเวลาเพียงชั่ววูบเท่านั้น
ในความเห็นของไต้เทากับพวก การที่พวกจั่วม่อรีบหลบหนีไปทัน
ควัน นับเป็นปฏิกิริยาตามปกติธรรมชาติ พวกมันไม่เห็นว่าน่าแปลกอันใด
แต่รอจนคนทั้งสามจู่ ๆ หันกลับมาจู่โจมตอบโต้อย่างฉับพลันทันใด พวก
มันถึงกับตะลึงงันไปชั่วอึดใจ
ซิวเจ่อด่านฝ่านซูอยู่ในสำนักมีศักดิ์ฐานะสูงส่งเทียมฟ้า พวกมันหาก
ไม่ท่องเที่ยวไปทั่วหล้า เสาะหาสมบัติล้าค่าและของหายาก พวกมันก็
มักจะปิดด่านฝึกตน มุ่งแสวงหาวิถีในระดับชั้นที่เหนือล้าขึ้นไป หากมิใช่ว่า
สถานการณ์บังคับถึงขั้นวิกฤติการณ์แห่งความล่มสลาย ทางสำนักจะไม่
รบกวนขุมพลังอันยิ่งใหญ่ชั้นฝ่านซูเป็นอันขาด อย่าว่าแต่วัดเสวียนคงซึ่ง
เต็มไปด้วยยอดยุทธ์มากมาย ย่อมไม่เคยมีความจำเป็นต้องเชื้อเชิญพวก
มันออกหน้ามาก่อน
ครั้งสุดท้ายที่สองมหาสมณะได้ประมือกับผู้คน ก็เป็นเวลาหลายสิบปี
ล่วงมาแล้ว
ดังนั้นเอง การที่คนทั้งสามซึ่งสมควรหลบลี้หนีหน้า จู่ ๆ หันกลับมาจู่
โจม สองยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูจึงไม่ได้เตรียมใจไว้แม้แต่น้อย
หากนี่เป็นช่วงเวลาปกติ ต่อหน้าพลังอำนาจที่ห่างชั้นกันสุดกู่ การไม่
ทันเตรียมใจเล็กน้อยเพียงเท่านี้ หาได้ส่งผลกระทบใดไม่
จิตอันเข้มแข็งของชนชั้นฝ่านซูทั้งสอง ย่อมไม่ได้รับผลกระทบจาก
เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ จิตของพวกมันแกร่งกล้ามั่นคง ความเชื่อมั่นที่มีต่อ
พลังของตนสลักลึกอยู่ในกระดูกของพวกมัน
เห็นพวกจั่วม่อหันกลับมาจู่โจม พวกมันแทนที่จะตื่นตระหนก กลับปิ
ติยินดีเสียมากกว่า หากจั่วม่อกับสตรีทั้งสองแยกย้ายกันหลบหนีจริง ๆ
พวกมันได้แต่ต้องเลือกไล่ตามจั่วม่อ มีโอกาสสูงที่จะปล่อยให้สตรีทั้งสอง
หลุดรอดไปได้ ยามนี้เมื่อคนทั้งสามตกลงใจเข้าปะทะซึ่งหน้า ในสายตา
ของสองสุดยอดยุทธ์ นี่ไม่ต่างจากแมงเม่าบินเข้ากองไฟ!
จี้เจิ้งแค่นเสียงอย่างเย็นชา ประนมมือเข้าหากันด้วยท่วงท่าสรรเสริญ
พระพุทธคุณ
มันสาธยายพระสูตรด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
เห็นดอกบัวทองดอกหนึ่งเบ่งบานขึ้นใต้ฝ่าเท้าของมัน กลีบดอกบัว
นับไม่ถ้วนร่วงหล่นปลิดโปรย กลิ่นอายสงบสันติชนิดหนึ่งแผ่ซ่านออกมา
สามารถชำแรกลึกเข้าไปในจิตใจผู้คน เสียงสวดมนต์คล้ายกระซิบอยู่ริมหู
เจาะทะลวงเข้าไปในจิตใจ รบกวนสมาธิจิตใจ กัดกร่อนปณิธานของผู้คน
จั่วม่อรู้สึกว่าพลังเทพที่โคจรอย่างเกรี้ยวกราดของมันพลันหยุดชะงัก
ลง โดยไม่ทันรู้ตัว กระทั่งจิตวิญญาณการต่อสู้ของมันยังเสื่อมถอยลงอย่าง
รวดเร็ว
มันพลันหวาดผวาสุดระงับ โจรเฒ่าหัวโล้นไม่รวบรัดธรรมดา กลับมี
ฝีมือที่สามารถสยบผู้คนโดยไม่ต้องต่อสู้!
หากเป็นในกาลก่อน อาศัยเสียงสวดมนต์แห่งพุทธคุณเพียงเท่านี้ ก็
เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อจั่วม่ออย่างรุนแรง ทว่านับตั้งแต่ที่มันบรรลุ
ความเข้าใจในเคล็ดความบนหลักศิลา การควบคุมบังคับใช้พลังเทพของ
มันก็ก้าวหน้ากว่าเดิมมาก
จั่วม่อรีบปิดกั้นจิตใจ พลังเทพอันพิสุทธ์และร้อนแรงดุจดวงตะวัน
โคจรไปทั่วร่างอย่างดุเดือด รอจนกลีบบัวทองโปรยปรายเข้าใกล้มัน ล้วน
แตกระเบิดเป็นผุยผง!
ในเวลาเดียวกัน แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นซึ่งหลับใหลอยู่ภายในกาย
จั่วม่อพลันหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน จั่วม่อจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบาย
จิตใจปลอดโปร่งขึ้นมา
กระทั่งมันเองยังนึกไม่ถึง ว่าแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นจะมีพลังเช่นนี้
ด้วย!
จั่วม่อลิงโลดยินดี จิตวิญญาณการต่อสู้พลุ่งพล่านขึ้นทันที!
ในสายตาของมันเห็นโจรหัวโล้นนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จั่วม่ออดกู่
คำรามอย่างฮึกเหิมไม่ได้ สองแขนอ้าออกกว้าง ยื่นไปข้างหน้า ทำท่าราว
กับจะโอบกอดศีรษะมันวาวนั้น แสงสีทองมากมายสุดคนานับส่องประกาย
อยู่ในอากาศ ไหลบ่าออกจากสองมือของมันไม่ขาดสาย
ชั่วพริบตานั้นเอง เสาสีทองสูงใหญ่หนาหนักต้นหนึ่ง พลันก่อตัวขึ้น
ในวงแขนของจั่วม่อ ด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
บนต้นเสาสีทองอร่ามเรือง เห็นฝูงอีกาทองที่คล้ายมีชีวิตจริง พวกมัน
ทำท่าราวกับจะกางกรงเล็บ กระพือปีก เตรียมโถมเข้าประหัตถ์ประหาร
เหยื่อ
วู่บ!
ริ้วแสงสีแดงเข้มหมุนคว้างเป็นเกลียวไล่ไปตามต้นเสาสีทอง
เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำ!
ในเวลาเดียวกัน จันทร์เสี้ยวอันเยือกเย็นดวงหนึ่งก่อตัวขึ้นด้านหลัง
ของเขิงเหลียนเอ๋อร์ เมื่อเทียบกับในศึกครั้งก่อนที่ยังคงเป็นจันทร์เสี้ยวดวง
เล็ก ๆ ดวงจันทร์ในคราวนี้ใหญ่โตมโหฬารกว่ามาก
จันทร์ฟาดฟันตรงเข้าหาจี้เจิ้ง ราวกับดาบวงพระจันทร์ขนาดยักษ์
เล่มหนึ่ง
“เยวี่ยเอ๋อร์เอย เยวี่ยเอ๋อร์ พิฆาต!”
อากุ่ยดวงตาสาดประกายสีม่วงเจิดจรัส ร่างเลือนหายไปในอากาศ
ธาตุอย่างลี้ลับพิสดาร
จี้เจิ้งสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กระบวนท่าจู่โจมของคนทั้งสามเหนือ
ความคาดหมายของมันไปมาก กระทั่งจิตแห่งเซนอันสงบนิ่งมั่นคงดุจบ่อ
น้าโบราณของมัน ยังต้องไหวกระเพื่อมด้วยสังหรณ์อันตรายที่ก่อตัวขึ้น
แต่จิตแห่งเซนที่บังเกิดระลอก พลันสงบราบคาบลงในบัดดล
จี้เจิ้งก้มลงมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย สังวัธยายมนตราอย่างต่อเนื่อง!
แสงสีทองบาดตาระเบิดวาบออกมาจากร่างของมัน ชั่วขณะนั้นมัน
ราวกับพระโพธิสัตว์ผู้น่าครั่นคร้ามยำเกรง ปกคลุมด้วยรัศมีสีทองเรืองรอง
สังขารเซน มหาโพธิสัตว์วัชรปาณี!
ในเวลาเดียวกัน อักขระพระสูตรบนกาสาวพัสตร์คล้ายกลับกลายเป็น
มีชีวิต เสียงสวดมนต์นับไม่ถ้วนล่องลอยออกมาจากกาสาวพัสตร์ ประสาน
รวมกับเป็นคลื่นเสียงสังวัธยายมนตราอันไพศาลดุจห้วงสมุทร อักขระพระ
สูตรไหลหลั่งออกมาจากร่างของจี้เจิ้ง ก่อตัวเป็นทะเลอักขระผืนมหึมา!
อาวุธเวทระดับแปดแห่งวัดเสวียนคง… กาสาวพัสตร์ทะเลพระสูตร!
จั่วม่อรู้สึกในสายตาพร่าเลือนวูบ อักขระพระสูตรรอบกายจี้เจิ้ง
แปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง
แต่จั่วม่อกรำศึกมาอย่างโชกโชน มันแม้แตกตื่นแต่ไม่ลนลาน เสา
กระทุ้งเมืองอีกาทองคำไม่ปัดเฉแม้แต่น้อย ยังคงพกพาพลังมหาศาลพุ่งดิ่ง
เข้าหาทะเลตัวอักษรสีทองอย่างหักโหม!
เขิงเหลียนเอ๋อร์เข้าใจจิตเจตนาของจั่วม่อในบัดดล นางบังคับจันทร์
เสี้ยวติดตามหลังเสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำอย่างแยบคาย อาศัยรัศมี
ร้อนแรงของเสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำเป็นเครื่องกำบัง ฟาดฟันออกมา
จากตำแหน่งแง่มุมอันพิสดาร!
รอจนเสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำชนใส่ทะเลอักขระพระสูตรอย่าง
ถนัดถนี่ เปลวเพลิงร้อนแรงที่หมุนเป็นเกลียวอยู่รอบต้นเสาพลันแตก
ระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เปลวเพลิงไม่ว่าม้วนกวาดไปยังที่ใด ตัวอักษรพระ
สูตรจะเริ่มลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าพวกมันสร้างขึ้นมาจาก
แผ่นกระดาษก็มิปาน
เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำเมื่อบุกทะลวงผ่านแรงต้านทานเข้าไปได้
ก็หวดฟาดใส่มหาสมณะบนฟากฟ้าอย่างสุดกำลัง!
ตง!
สุ้มเสียงหนัก ๆ ระเบิดขึ้นในใจผู้คน ทุกผู้คนภายในรัศมีร้อยลี้ล้วนใจ
สั่นสะท้าน ผู้ที่อ่อนแออยู่บ้างถึงกับถูกกระแทกสะท้อนจนเลือดลม
ปั่นป่วน แทบกระอักโลหิตออกมา
เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำของจั่วม่อประหนึ่งขุนเขามหึมาลูกหนึ่ง
กระแทกใส่ทะเลอักขระพระสูตรอย่างดุดัน!
ในเวลานี้เอง จี้เจิ้งเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตาที่หลุบต่าพลัน
เปิดขึ้น ประหนึ่งพระโพธิสัตว์เบิกพระเนตรทอดมองดูส่าสัตว์ในโลกหล้า
ไม่สุขสันต์ ไม่โศกเศร้า รัศมีของผู้มีบารมีแผ่กระจาย ยิ่งใหญ่ไพศาลดุจ
ห้วงสมุทร สองมือแยกออกจากกันอย่างแช่มช้า จากนั้นตบฟาดใส่เสา
กระทุ้งเมืองอีกาทองคำที่พุ่งตรงดิ่งเข้ามา
แต่ฝ่ามือที่ดูคล้ายสามัญธรรมดานี้ กลับหยุดยั้งเสากระทุ้งเมืองอีกา
ทองคำอันแกร่งกร้าวสุดเปรียบปานเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ!
ฝ่ามือที่คล้ายชุบสร้างจากทองคำหลอมเหลว หยุดยั้งเสากระทุ้งเมือง
อีกาทองคำต้นมหึมาอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวแม้บอกเล่ายืดยาว แท้ที่จริงล้วนบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว
ไต้เทาแม้คาดคิดไม่ถึงว่าคนทั้งสามจะผนึกกำลังจู่โจมใส่จี้เจิ้งอย่างพร้อม
เพรียง แต่มันหาได้แตกตื่นลนลานไม่ เนื่องเพราะมันมีความเชื่อมั่นอย่าง
เปี่ยมล้นในพลังฝีมือของจี้เจิ้ง ศิษย์พี่จี้เจิ้งปกติมักปิดด่านฝึกตน ในใจมี
เพียงมุ่งมั่นอยู่กับวิถีเซนเท่านั้น แม้คนภายนอกไม่ล่วงรู้ แต่ในฐานะหนึ่งใน
ยอดคนด่านฝ่านซูแห่งวัดเสวียนคง ไต้เทาย่อมทราบกระจ่างดี พลังฝีมือ
ของศิษย์พี่จี้เจิ้งเหนือล้ากว่าคนอื่น ๆ
แม้ว่าจะเป็นฝ่านซูเช่นเดียวกัน แต่ศิษย์พี่จี้เจิ้งมีพลังฝีมือเหนือล้า
กว่ามันอีก!
ศิษย์พี่จี้เจิ้งถูกวัดเสวียนคงฟูมฟักเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย นับตั้งแต่
เริ่มฝึกฝีมือก็มีพื้นฐานพลังฝีมือที่หนักแน่นมั่นคง การสั่งสมพลังในแต่ละ
ด่านเพียบพร้อมสมบูรณ์กว่าตัวมันเองมาก จนกระทั่งบรรลุถึงด่านฝ่านซู
ข้อได้เปรียบนี้ยิ่งเห็นได้ถนัดชัดเจน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไต้เทายังต้องอิจฉาเลื่อมใสมาโดยตลอด
มองดูเซี่ยวม่อเกอกับพวกทั้งสามผนึกกำลังจู่โจมศิษย์พี่จี้เจิ้ง มัน
แทนที่จะตื่นตระหนก กลับลอบแย้มยิ้มเย็นเยียบ คนเหล่านี้ไยมิใช่แส่หาที่
ตาย!
“พลังเทพ! มีเพียงเท่านี้เอง?” จี้เจิ้งดวงตาทอแววผิดหวังวูบหนึ่ง
เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำแม้ทรงพลานุภาพ แต่ยังห่างไกลจากพลัง
อำนาจที่มันคาดหวังเอาไว้มาก หรือว่าแท้ที่จริงแล้วพลังเทพก็ไม่ได้มีพลัง
มากมายอันใด?
หากมีเพียงเท่านี้ เช่นนั้นพลังเทพก็หาได้ร้ายกาจดังคำล่าลือไม่… …
ความคิดนี้พอบังเกิดขึ้นในใจของจี้เจิ้ง ดวงตาพลันสาดประกายวาบ
เห็นประกายแสงเย็นเยือกสายหนึ่งแล่นวาบมาตามต้นเสาของเสากระทุ้ง
เมืองอีกาทองคำอย่างแยบคาย แทงใส่ใบหน้ามันอย่างเหนือความ
คาดหมาย
ลำแสงสายนี้ตามติดเบื้องหลังเสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำอย่าง
กระชั้นชิด ถูกอำพรางอยู่ภายใต้แสงสีทองเจิดจ้าบาดตา ซ่อนเร้นจาก
สายตาของมันอย่างสมบูรณ์
ทว่าจิตแห่งเซนของจี้เจิ้งหนักแน่นไม่แปรผัน ความคิดพอบังเกิด มัน
ก็สามารถตอบโต้ในบัดดล
หมอกสีเทากลุ่มหนึ่งพลันพวยพุ่งออกมาจากลูกประคำที่แขวนห้อย
อยู่ตรงทรวงอก เข้าสกัดกั้นประกายจันทร์เสี้ยวอย่างทันท่วงที แสงจันทร์
เย็นเยือกเมื่อฟาดฟันใส่กลุ่มหมอกเทา พลันหยุดกึกลงอย่างกะทันหัน
ท่ามกลางกลุ่มหมอกเทารางเลือน แก่นแท้จันทร์เสี้ยวอันเย็นเยียบกลับ
กลายเป็นสงบนิ่งไร้พิษสง
อาวุธเวทระดับแปด… ลูกประคำกิเลสโลกิยะ!
ลูกประคำพวงนี้หลอมสร้างขึ้นจากกิเลสปุถุชนที่มันตัดออกจากใจ
ระหว่างที่บำเพ็ญจิตแห่งเซน อาวุธเวทชิ้นนี้เชื่อมโยงกับจิตใจของมัน
อานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาล หลายสิบปีมานี้ ระหว่างที่มันนั่งสวดมนต์ทำวัตร
ในทุก ๆ วัน มันจะนับลูกประคำเหล่านี้ เพื่อยืนยันถึงหัวใจแห่งเซนอันแน่ว
แน่ไม่แปรผันของตน
ไต้เทาชมดูการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างสนอกสนใจ แต่ไม่มีทีท่า
ว่าจะเข้าร่วมการต่อสู้ จนกระทั่งถึงตอนนี้ ศิษย์พี่จี้เจิ้งยังคงรับมืออย่าง
ปลอดโปร่ง ฝ่ายศัตรูไม่ส่งผลคุกคามต่อมันแม้แต่น้อย
ศิษย์พี่จี้เจิ้งปกติทระนงตนนัก ยามนี้กำลังสนอกสนใจกับการต่อสู้ที่
ไม่ได้สัมผัสมานานหลายสิบปี หากไต้เทาสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวเกรงว่าจะ
ล่วงเกินศิษย์พี่จี้เจิ้งแล้ว
ทันใดนั้นเอง เสากระทุ้งเมืองอีกาทองคำที่นิ่งสนิท พลันเริ่มแตก
กระจัดกระจาย
อีกาดำกระพือปีกอย่างเกรี้ยวกราด แล้วโผพุ่งออกมาจากเสากระทุ้ง
เมืองอีกาทองคำ
อีกาเหล่านี้ดำสนิทไปทั้งร่าง บนเท้าทั้งสามมีเปลวไฟกลุ่มหนึ่งลุกโชน
ดวงตาของพวกมันเป็นสีแดงเข้ม บนหน้าผากเห็นขนนกสีทองเรียวบาง
สามเส้น กำลังสั่นไหวเบา ๆ
พวกมันสองปีกกางแผ่กว้าง ดวงตาสีแดงฉานจับนิ่งอยู่บนร่างของจี้
เจิ้ง
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จี้เจิ้งจู่ ๆ รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง
ความสนใจทั้งหมดของมันถูกดึงดูดไว้ที่อีกาดำอันน่าขนพองสยอง
เกล้าเหล่านี้ ไม่ทันสังเกตเห็นจั่วม่อที่กำลังร่ายรำด้วยท่วงท่าอันแปลก
พิสดารอยู่ในยามนี้
มองจากตำแหน่งของไต้เทา สามารถเห็นท่วงท่าอันแปลกประหลาด
ของจั่อม่อได้ชัดตา สองแขนของมันสั่นพลิ้วดุจอสรพิษร่ายรำ ร่างกายโยก
ไกวไปตามจังหวะจะโคนอันพิสดารล้า ท่วงท่าเหล่านี้ดูเหลวไหลไร้สาระ
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด ไต้เทารู้สึกความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจาก
ปลายเท้า
มันสีหน้าแปรเปลี่ยน ร้องโพล่งออกมาเสียงดังฟังชัด
“ศิษย์พี่ระวัง!”