สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 669 เทพวิชา
เทพวิชา!
ถ้อยคำเก่าแก่โบราณซึ่งผู้คนแทบจะลืมเลือนไปแล้วนี้ จู่ ๆ ก็แล่นวาบ
เข้ามาในใจของไต้เทา ใบหน้าของมันกลายเป็นขาวเผือดทันที
อีกาดำดวงตาสีแดงเข้มสาดประกายน่าขนพองสยองเกล้า พวกมัน
คล้ายทอดตามองโลกหล้าที่ต่าเตี้ยกว่าพวกมันจากเบื้องสูงเหนือชั้นฟ้า สี
หน้าเฉยเมยเย็นชา ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก ประหนึ่งว่าสิ่งที่พวกมัน
มองดูเป็นเพียงมดปลวกก็มิปาน
ชั่วพริบตาที่สบตากับเหล่าอีกาดำ ไต้เทาสมองขาวว่างเปล่าอย่าง
สิ้นเชิง
พลังสภาวะที่เต็มไปด้วยความกว้างใหญ่ไพศาล เย็นยะเยือกและรก
ร้างว่างเปล่าถาโถมเข้าหามัน ถึงกับกลืนกินสติสัมปชัญญะของมันไป
ชั่วขณะจิต
จั่วม่อสีหน้าจรดจดจ่อ ดวงตาปราศจากอารมณ์ความรู้สึกอย่าง
สิ้นเชิง นี่เป็นครั้งแรกที่มันใช้เทพวิชา แทบจะสูบกลืนพลังเทพทั่วร่างของ
มันไปจนหมดสิ้น
นับตั้งแต่เริ่มแรก มันก็ทราบดีว่าต่อหน้ายอดคนด่านฝ่านซู เขตแดน
สวรรค์สิบอีกาไม่อาจเป็นภัยคุกคามพวกมันได้มากนัก
มันได้แต่ต้องพึ่งพาเทพวิชาที่ไม่เคยฝึกปรือสำเร็จมาก่อน
เทพวิชาที่สาบสูญไปตามสายธารแห่งกาลเวลาทรงพลานุภาพอย่าง
น่าอัศจรรย์ เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาอันละเอียดซับซ้อนของสามวิถีบำเพ็ญ
เพียรหลักแห่งยุคปัจจุบัน เทพวิชาอาจเรียกได้ว่าเรียบง่ายนัก เพียงแต่คำ
ว่าเรียบง่ายนี้ เพียงใช้สำหรับจั่วม่อผู้เพิ่งจะก้าวล่วงเข้าสู่ธรณีประตูแห่ง
พลังเทพอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น ควรทราบว่าก่อนหน้าที่มันจะเข้าใจ
เคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจมหาสันติ ยังไม่เคยฝึกปรือเทพวิชา
สำเร็จมาก่อน
แต่เมื่อบรรลุเคล็ดความบนหลักศิลาต้นสุดท้าย การควบคุมบังคับใช้
พลังเทพของมันก็กลับกลายเป็นเรื่องเรียบง่าย บังเกิดขึ้นตามธรรมชาติดุจ
ลมหายใจเข้าออก
เทพวิชาแห่งยุคโบราณแม้ทั้งเรียบง่ายและเก่าแก่ แต่ถือครองพลานุ
ภาพอันยิ่งใหญ่ไพศาล กระทั่งในยุคสมัยที่วิถีบำเพ็ญเพียรได้รับการ
พัฒนารุดหน้าไปมากเช่นนี้ ยังเพียงพอให้เหล่าซิวเจ่อชั้นสูงส่งสุดยอดยัง
ต้องริษยา
พลังอำนาจของเทพวิชาย่อมก่อเกิดจากพลังเทพ
จั่วม่อครอบครองมรดกวิชาเทพอยู่สองชิ้น หนึ่งคือมรดกของเผ่า
เถาวัลย์เขียว ซึ่งพี่ใหญ่ชิงหลินมอบให้แก่มันก่อนตาย ส่วนอีกหนึ่งคือ
มรดกวิชาเทพแห่งชนเผ่าเทพสุริยัน ที่จั่วม่อฝึกปรือเป็นมรดกวิชาเทพ
ของชนเผ่าเทพสุริยันนี่เอง
เขตแดนสวรรค์สิบอีกาสามารถใช้ร่วมกับพลังเทพสุริยัน หลังจากการ
ศึกกับอวี่ไสว้ จั่วม่อทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมาย พยายามหลอมรวมพลัง
เทพสุริยันเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเขตแดนสวรรค์สิบอีกาของตน
อาศัยพลังเทพปริมาณน้อยนิดที่มันมีอยู่ในตอนนี้ ย่อมไม่อาจเลียน
เยี่ยงนักรบสัญลักษณ์ในยุคโบราณ มันไม่สามารถใช้พลังเทพต่อสู้ได้ตลอด
รอดฝั่ง
กระทั่งใช้เทพวิชาขั้นพื้นฐานที่สุด พลังเทพภายในกายมันยังจะถูก
ผลาญไปอย่างรวดเร็วจนน่าตระหนก
สำหรับจั่วม่อในตอนนี้ เทพวิชาเป็นสุดยอดไพ่ตายที่สามารถใช้ออก
ได้เพียงครั้งเดียว!
จี้เจิ้งผู้ร้างราจากการประมือกับผู้คนมานานนับสิบ ๆ ปี ไหนเลยจะ
คาดคิดว่าจั่วม่อพอลงมือ กลับทุ่มเทใช้ท่าไม้ตายสุดยอดออกมาโดยพลัน
เนื่องเพราะไม่ว่าผู้ใดหากมองดูการต่อสู้เบื้องหน้า ล้วนต้องเข้าใจว่าจี้
เจิ้งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่สำหรับจั่วม่อผู้เคยต่อสู้เดิมพันชีวิตกับอวี่
ไสว้มาแล้วรอบหนึ่ง มันทราบกระจ่างแก่ใจเป็นอย่างดี ว่าความห่างชั้น
ระหว่างมันกับยอดคนด่านฝ่านซูหรือจอมปิศาจด่านไสว้นั้นกว้างใหญ่
ไพศาลถึงเพียงไหน
ในการศึกครั้งก่อน หากมิใช่ว่ากรงเล็บพิฆาตมังกรกับเมล็ดผลึกสุริยัน
วิวาทต่อยตีกัน มันไหนเลยจะมีคุณสมบัติเป็นคู่มือของอวี่ไสว้ได้ แม้ว่า
หลังจากนั้นมันจะมีพลังฝีมือรุดหน้าไม่หยุดยั้ง แต่ระหว่างมันกับชนชั้น
ฝ่านซู ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ยากจะข้ามผ่านไปได้ อย่าว่าแต่ฝ่านซู
เช่นจี้เจิ้งผู้บรรลุถึงด่านฝ่านซูมานานหลายสิบปีแล้ว
ตั้งแต่แรกเริ่ม จั่วม่อก็ได้ประเมินความสามารถของตนไว้อย่าง
ถูกต้องครบถ้วน
กลยุทธ์ของมันจึงได้ผลดีเยี่ยม!
เทพวิชาแห่งชนเผ่าเทพสุริยัน… เนตรอีกาทมิฬ!
ตามตำนานเล่าขานเกี่ยวกับชนเผ่าเทพสุริยัน สัตว์ร้ายที่พวกมัน
ชมชอบเลี้ยงดูคืออีกาเพลิงทมิฬซึ่งมีดวงตาสีแดงฉาน อีกาเพลิงเหล่านี้ดุ
ร้ายและมีนิสัยระแวงภัย พวกมันพอเหินทะยาน จะพุ่งลิ่วดุจลูกศรอัน
เกรี้ยวกราด ยามที่ปีกของพวกมันกรีดฝ่าอากาศ จะบังเกิดสุ้มเสียงแหลม
สูงบาดหู เสียงนี้เองทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ชนเผ่าเทพสุริยัน
สิบอีกาทมิฬกลางเวหาสะบัดแผ่กว้างในบัดดล ดวงตาสีแดงเข้มสาด
ประกายเจิดจ้า สุ้มเสียงระคายหูสุดขีดเจาะเข้าไปในโสตประสาท ทะลวง
จิตใจของผู้คน
ภายใต้สุ้มเสียงพิสดารที่คล้ายสามารถเจาะทะลวงสรรพสิ่ง ชั่ววูบนั้น
พลังปราณในกายของจี้เจิ้งผนึกแข็งตัวอย่างเหนือการควบคุม!
สีหน้าที่คล้ายหลอมสร้างขึ้นจากทองคำหลอมเหลวของจี้เจิ้ง ในที่สุด
ก็แปรเปลี่ยนไป
นับตั้งแต่เข้าสู่ด่านฝ่านซู พลังปราณภายในร่างมันก็หลอมเหลวเข้า
เป็นหนึ่งเดียวกับมันอย่างสมบูรณ์ จากนั้นมันยังกำจัดอารมณ์ความรู้สึก
เยี่ยงมนุษย์ปุถุชน จิตแห่งเซนของมันกระจ่างแจ้งและเปิดกว้าง ปราศจาก
ฝุ่นธุลีแปดเปื้อน มันแทบจะบรรลุถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีเซน ต่อให้มันต้อง
ผจญกับหมื่นภูตผี ย่างเข้าสู่ห้วงสังสารวัฏแห่งการเวียนว่ายตายเกิด พลัง
ปราณภายในกายมันจะไม่แยกจากมันอีก จะยังคงหลอมรวมกับดวง
วิญญาณของมันไปสู่สังขารร่างกายใหม่ด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ พลังปราณของมันไหนเลยจะอยู่เหนือการควบคุมได้?
จี้เจิ้งยามตะลึงงัน สิบอีกาทมิฬบนฟากฟ้าพลันสะบัดปีกพรึบ พุ่งดิ่ง
ลงมาราวกับลูกศรนิลกาฬสิบดอก
วู้มวู้มวู้ม!
ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีแดงเข้มกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นรอบเท้าของพวก
มัน แล้วลุกลามห่อหุ้มไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว ขนนกสีทองเรียวบางสาม
เส้นบนหน้าผากของพวกมันหลุดร่วงลงมา ล่องลอยอยู่รอบกายพวกมัน
ลำแสงสีแดงเข้มสิบสายประหนึ่งหัวธนูสิบดอก ยิงตรงเข้าหาจี้เจิ้ง
อย่างพร้อมเพรียง
เทพวิชา!
จี้เจิ้งม่านตาหดแคบลงในบัดดล กว่าที่มันจะฉุกใจคิดว่าสิ่งที่กำลัง
เผชิญคือเทพวิชา ลำแสงสีแดงเข้มทั้งสิบสายก็แทบจะทิ่มแทงใส่ร่างของ
มันอยู่รอมร่อ!
อีกาทมิฬดวงตาทอประกายแดงฉานน่าพรั่นพรึง คล้ายสามารถ
ครอบงำความคิดจิตใจผู้คน ก่อเกิดความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้น
บึ้งหัวใจพวกมัน
ความรู้สึกอันตรายสุดขีดซึ่งแทบจะกลืนกินมันลงไป ทำให้พลังปราณ
ทุกหยาดหยดภายในร่างของจี้เจิ้งบังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่ตั้งใจ
ชั่วเสี้ยวพริบตาแห่งความเป็นตาย พลังอำนาจของชนชั้นฝ่านซูใน
ที่สุดสำแดงออกมาในยามนี้!
ลูกประคำกิเลสโลกิยะที่จี้เจิ้งสวมใส่ไว้รอบคอพลันแตกระเบิดเป็น
ผุยผง หมอกสีเทาฟุ้งกระจายออกมา ตรงเข้ารับหน้าลำแสงเพลิงสีแดง
เข้มทั้งสิบที่กำลังทะลวงเข้ามา
ชั่วเสี้ยวพริบตาแห่งความเป็นความตาย จี้เจิ้งสละสมบัติวิเศษที่มัน
เพียรหลอมสร้างมาหลายสิบปีโดยไม่ลังเล!
รอจนลำแสงเพลิงอีกาทมิฬสายแรกทะลวงเข้ามาในม่านหมอก พลัน
พร่าเลือนวูบ มันคลับคล้ายจมลงไปในบึงโคลน ความเร็วลดฮวบฮาบลงอ
ย่างเห็นได้ชัด
เช้งเช้งเช้ง!
สิบอีกาพากันทะลวงเข้าสู่หมอกสีเทาแทบจะพร้อมเพรียงกัน
หมอกสีเทาพอกระทบถูกเปลวไฟจากร่างอีกาทมิฬ ประหนึ่งราดน้า
เย็นลงไปในน้ามันเดือด แตกระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว!
เพียะเพียะเพียะ!
แรงปะทะอันเกรี้ยวกราดแตกปะทุไม่ขาดหู กวาดซัดไปทั่ว เพียงชั่ว
วูบก็กวาดผ่านผู้คนแทบทั้งเมือง บันดาลให้พวกมันแทบหยุดหายใจ
หมอกสีเทาสลายหายไปกับตา
จี้เจิ้งสีหน้าหนักอึ้งเคร่งขรึม ทว่าปราศจากร่องรอยเจ็บปวดแต่อย่าง
ใด สองมือผนึกท่าปางมือไม่หยุดยั้ง ดวงตาเป็นประกายสดใส มันคล้าย
เปลี่ยนจากพระวัชรปาณีที่ถลึงมองด้วยความพิโรธ กลายเป็นอรหันต์คีบ
บุปผาผู้น่าสักการะบูชา!
หว่างคิ้วของมันละมุนละไม รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนดุจสายลมใบไม้
ผลิ กลิ่นอายฆ่าฟันสลายหายไปโดยไร้ร่องรอย
ดอกบัวในมือทั้งอ่อนละมุนและสวยสดงดงาม
กลีบดอกบัวพลันร่วงโรยโปรยปราย ล่องลอยเข้าหาเหล่าอีกาทมิฬที่
ประชิดเข้ามาแทบถึงตัว
แต่กลีบบัวที่ดูคล้ายเชื่องช้าเหล่านี้ กลับสามารถหยุดยั้งฝูงอีกาทมิฬ
ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทว่าในเวลานี้เอง หัวใจแห่งจันทราอันเย็นเยียบของเขิงเหลียนเอ๋อร์
ซึ่งถูกหมอกเทาสะกดข่มจนนิ่งงันไปตั้งแต่แรก ราวกับว่าเฝ้ารอคอยอยู่
ตลอดเวลา ยามนี้พลันทะลวงผ่านหมอกเทาที่แทบสลายไปโดยไม่มีเค้า
ลางล่วงหน้า ฟาดฟันใส่จี้เจิ้งอย่างหักโหม
การจู่โจมนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเพียงชั่วเสี้ยวพริบตา!
ทะเลอักขระพระสูตรที่โคจรอยู่รอบกายจี้เจิ้ง พลันก่อเกิดระลอก
คลื่นตัวอักษรพระสูตร ตรงเข้าหยุดยั้งเจตจำนงจันทร์ยะเยือกอย่าง
ทันท่วงที
แทบจะในเวลาเดียวกัน เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาคู่งามทอประกายวูบ
ภายใต้เงื้อมเงาแห่งจันทร์เสี้ยว แขนเสื้อยาวสีแดงสดของนางสะบัด
พลิ้วเป็นท่วงทำนอง!
เพียะ เจตจำนงจันทราซึ่งถูกทะเลอักขระพระสูตรล้อมกักเอาไว้ พลัน
แตกระเบิดโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า!
เจตจำนงจันทรายะเยือกเริ่มต้นจากภายในทะเลพระสูตร พลังเย็น
แผ่ลามไปด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ!
เพียงชั่วพริบตาเดียว ทะเลอักขระพระสูตรกลายเป็นถูกปกคลุมด้วย
น้าแข็ง!
‘หัวใจจันทร์น้าแข็ง!’
เทพวิชา!
อีกหนึ่งเทพวิชา!
จี้เจิ้งใจสั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง
จะเป็นไปได้อย่างไร?
นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!
เมื่อจั่วม่อใช้เทพวิชาจู่โจมมัน จี้เจิ้งแม้ตื่นตะลึง แต่เรียกได้ว่าสามารถ
เผชิญหน้าได้อย่างสงบเยือกเย็น แต่ยามนี้เมื่อพบว่าแม้แต่เขิงเหลียนเอ๋อร์
ก็สามารถใช้เทพวิชาอีกวิชาหนึ่งด้วย กระทั่งยอดคนด่านฝ่านซูอย่างจี้เจิ้ง
ยังต้องนิ่งขึงตะลึงงันไป
นี่เป็นไปไม่ได้!
ในขณะที่สี่มหาสำนักเพียรพยายามรื้อฟื้นพลังเทพมาโดยตลอด แต่
ยังไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อน ในที่นี้กลับมีคนสองคน
ใช้เทพวิชาฉบับสมบูรณ์ออกมา!
สิ่งที่มันไม่ทราบก็คือ มรดกวิชาเทพของเขิงเหลียนเอ๋อร์ยังสมบูรณ์
พร้อมยิ่งกว่าของจั่วม่อเสียอีก หลังจากได้รับความเข้าใจจากการต่อสู้
หลายต่อหลายรอบ รวมถึงเคล็ดความบนป้ายศิลาที่จั่วม่อบอกเล่าต่อนาง
นางก็สามารถฟื้นฟูส่วนที่สำคัญที่สุดในมรดกวิชาเทพของนางได้สำเร็จ
พลังเทพจันทราของเขิงเหลียนเอ๋อร์กลายเป็นเพียบพร้อมสมบูรณ์
นางในที่สุดก็ฝึกปรือเทพวิชาสำเร็จ!
จี้เจิ้งเมื่อจิตใจสั่นไหวเป็นครั้งแรก มันก็เริ่มเผยช่องว่างรอยโหว่ที่ไม่
พึงมีออกมา!
เกล็ดน้าแข็งประหนึ่งพิษร้ายโรคระบาด แผ่ลามไปตามอักขระพระ
สูตรอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วเวลาไม่นานอักขระพระสูตทั้งมวลล้วนถูก
ทำลายสิ้น กลับกลายเป็นพลังจันทรายะเยือกมากมายสุดคนานับ
กาสาวพัสตร์ทะเลพระสูตรซึ่งสวมอยู่บนร่างของจี้เจิ้งกลายเป็นหม่น
ประกายลงเช่นกัน ยามนี้เป็นสีเทาเหมือนใบไม้แห้งเฉา ค่อย ๆ กร่อนสลาย
ทีละน้อย
เพียงชั่วไม่กี่อึดใจ สองสมบัติระดับแปดล้วนพังพินาศ แต่จี้เจิ้งไม่มี
เวลากระทั่งจะสำนึกเสียใจ เจตจำนงจันทร์ยะเยือกจู่โจมเข้าถึงตัวมันแล้ว
ในช่วงเสี้ยววินาทีคับขันเป็นตายนี้เอง กงล้อวิเศษห้าสีวงหนึ่งพลัน
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจี้เจิ้ง ปิดสกัดจันทร์น้าแข็งได้ทันท่วงที แสงห้าสีโคจร
หมุนเวียนบนกงล้อวิเศษอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หยุดยั้งพลังจันทราน้าแข็ง
เอาไว้ นี่เป็นไต้เทาสอดมือเข้ามาช่วยเหลือทันเวลา
อาวุธเวทระดับแปด… กงล้อจำแลงห้าธาตุ!
อาวุธเวทชิ้นนี้เดิมทีหลอมสร้างขึ้นเมื่อครั้งที่ไต้เทายังคงเป็นเซียน
สัญจรผู้หนึ่ง หลังจากที่มันเข้าร่วมกับวัดเสวียนคง มันได้ศึกษาร่าเรียน
พระสูตร ค่อยหลอมสร้างกงล้อจำแลงธาตุขึ้นมาใหม่
กงล้อวิเศษมีห้าสีสัน แสดงถึงพลังของธาตุทั้งห้า ในแต่ละสีแฝงเร้น
ด้วยกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่ผิดแผกแตกต่างกัน
กงล้อจำแลงห้าธาตุปิดสกัดพลังเย็นของเจตจำนงจันทราอย่าง
สมบูรณ์ พลังห้าธาตุโคจรหมุนเวียนไม่หยุดยั้ง สลายพลังของจันทรา
น้าแข็งอย่างช้า ๆ
จี้เจิ้งคลายใจลงเล็กน้อย ขอเพียงพวกมันยืนหยัดต้านทานการจู่โจม
ของศัตรูระลอกนี้ได้ เชื่อว่าพวกมันสามารถช่วงชิงการเป็นฝ่ายกำหนด
กลับมาได้อย่างไม่ยากเย็น! มันที่พลาดท่าเสียที เพียงเพราะคาดไม่ถึงว่า
ฝ่ายตรงข้ามจะฝึกปรือเทพวิชา เมื่อไม่ทันระวังจึงเพลี่ยงพล้าหนหนึ่ง แต่
ยามนี้เนื้อความในบันทึกมากมายไหลผ่านในใจมันอย่างรวดเร็ว
เทพวิชาแม้แกร่งกร้าวเกรียงไกร แต่สิ้นเปลืองพลังเทพอย่างมหาศาล
ฝ่ายตรงข้ามต้องไม่อาจยืนหยัดได้นาน
รอประเดี๋ยว… …
ชั่วพริบตานั้น เงาร่างอันน่าขนลุกวาบผ่านในใจของจี้เจิ้ง มันถึงกับ
แตกตื่นสุดระงับ ยังมีอีกคนหนึ่ง… …
ผิดท่าแล้ว!
ทันใดนั้นเอง พลังประหลาดสายหนึ่งทะลวงผ่านเข้ามาในร่างมันโดย
ไร้เสียงจากทางแผ่นหลัง!
จี้เจิ้งสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
ไต้เทาเองก็หน้าเผือดสีเช่นกัน!
เห็นอากุ่ยปรากฏขึ้นเบื้องหลังจี้เจิ้งราวกับเงาผี ฝ่ามือทอประกาย
ด้วยพลังสีม่วง กดประทับลงบนแผ่นหลังของจี้เจิ้งโดยปราศจากสุ้มเสียง
นับตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ อากุ่ยเมื่อหายตัวไป นางก็ไม่เคยปรากฏขึ้นอีก
เลยจนถึงยามนี้ เพียงปรากฏกายขึ้นเพื่อส่งมอบฝ่ามือคร่าชีวิตคน
จี้เจิ้งร่างสั่นสะท้านขึ้นโดยแรง ประกายสีทองบนใบหน้าเลือนหายไป
ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
ในเวลานี้เอง กลีบดอกบัวที่หยุดยั้งอีกาทมิฬดำพลันลุกไหม้
เปลี่ยนเป็นขี้เถ้ากระจายไปตามสายลม
ยังคงหลงเหลืออีกาดำอีกสามตัว!
อีกาทมิฬทั้งสามดวงตาทอประกายแดงเจิดจ้า พวกมันเปลี่ยนเป็น
ลำแสงสามสาย ทะยานเข้าจู่โจมใส่จี้เจิ้งผู้สูญเสียการป้องกันของทะเล
พระสูตรอย่างถนัดถนี่
จี้เจิ้งร่างเริ่มปะทุด้วยเปลวไฟลุกโหม ไม่มีผู้ใดทันได้สังเกตเห็นขนนก
สีทองเรียวยาวเก้าเส้นที่โคจรรอบกายอีกาดำทั้งสาม ยามนี้ทิ่มแทงเข้าไป
ในร่างของจี้เจิ้งราวกับเข็ม
“ศิษย์พี่!” ไต้เทาร้องตะโกนอย่างขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง
หลังจากจู่โจมสำเร็จ จั่วม่อก็ไม่รีรอเสียเวลา พลันร้องตวาดสุดเสียง
“รีบไป!”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ มือข้างหนึ่งปรากฏขึ้นที่หลังคอของมัน อากุ่ย
ปรากฏขึ้นทางด้านหลังดุจเงาภูตพราย คว้าต้นคอของมันเอาไว้มั่น
มันรู้สึกในสายตาพร่าเลือนวูบ จากนั้นเห็นคนผู้หนึ่งอยู่ด้านข้างมัน
เป็นเขิงเหลียนเอ๋อร์ซึ่งถูกอากุ่ยหิ้วคอมาด้วยมืออีกข้างหนึ่ง
เขิงเหลียนเอ๋อร์ใบหน้าขาวซีดอยู่บ้าง การใช้กระบวนท่าเทพวิชาสูบ
กลืนพลังเทพของนางไปหมดสิ้น
ทั้งสองหันมาแย้มยิ้มให้แก่กัน
เห็นรอยยิ้มจริงใจของจั่วม่อ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ในอดีตมันไม่เคยมี
ให้แก่นาง เขิงเหลียนเอ๋อร์เบิกบานใจยิ่ง
ตูม!
พลังปราณอันน่าขนพองสยองเกล้า สะท้านฟ้าสะเทือนดินมาจาก
ทางเบื้องหลังพวกมัน
จั่วม่อตะลึงลาน หันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ
เห็นเงาร่างพระโพธิสัตว์สูงหลายร้อยจั้ง ยืนตระหง่านง้าอยู่ตรง
ตำแหน่งที่พวกมันเพิ่งจากมา
มหาโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมล้นด้วยตบะบารมี เรืองรองด้วยรัศมีแสงสีทอง
อำไพ แรงสั่นสะเทือนของพลังปราณอันไพศาล บันดาลให้จั่วม่อสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
เงาร่างพระโพธิสัตว์ทอดตามองมายังจั่วม่อด้วยสายตาเฉยเมย
จั่วม่อรู้สึกหัวใจคล้ายถูกบีบแน่น ทันใดนั้นอากุ่ยเร่งความเร็วอย่างไม่
คิดชีวิต พลังสีม่วงสาดประกายวูบ จั่วม่อในที่สุดค่อยรู้สึกว่าแรงกดดัน
คลายลง
เห็นจี้เจิ้งถูกห่อหุ้มด้วยเงาร่างพระโพธิสัตว์ ขนนกสีทองที่ทะลวงเข้า
ไปในร่างมันถูกพลังปราณผลักดันออกมา แล้วบดขยี้เป็นผุยผง จากนั้นเงา
ร่างพระโพธิสัตว์ก็เลือนหายไปด้วย จี้เจิ้งสีหน้าเผือดขาวราวกระดาษ
เหม่อมองดูก้อนหินเล็ก ๆ ที่แตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สูญเสียประกาย
อย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้แม้สูญเสียอาวุธเวทระดับแปดไปหลายชิ้น มัน
ยังคงไม่แยแสสนใจ แต่ยามนี้เมื่อก้อนหินนั้นแตกกระจาย มันในที่สุดค่อย
เผยให้เห็นร่องรอยเจ็บปวดใจเป็นครั้งแรก
หนึ่งในของวิเศษที่ล้าค่าที่สุดของวัดเสวียนคง สรีระธาตุพุทธองค์
เป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตมันเอาไว้ในครั้งนี้
ทันใดนั้นมันเงยหน้าขึ้น เรียกรั้งไต้เทาอย่างเหนือความคาดหมาย
“อย่าได้ไล่ตามไป”
ไต้เทาพอฟังต้องตะลึงลาน ศิษย์พี่จี้เจิ้งแม้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แต่
ศัตรูก็สูญเสียขีดความสามารถที่จะต่อสู้อีก แม้ว่าจะมีเพียงตัวมันผู้เดียว
เชื่อว่ายังสามารถคร่ากุมคนทั้งสามได้โดยไม่มีปัญหา
จี้เจิ้งกล่าวเสียงเย็นเยียบ “พลังเทพของสตรีคนสุดท้ายนั้นเป็นที่คุ้น
ตานัก”