สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 670 ยี่สิบหกปีก่อน
ท่าร่างของอากุ่ยรวดเร็วยิ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจ คือสองโจรเฒ่าหัวโล้นกลับไม่ได้ไล่
ติดตามพวกมันมา การโจมตีครั้งสุดท้ายด้วยการสำแดงร่างพระโพธิสัตว์ ขู่
ขวัญเสี่ยวม่อเกอจนหัวใจน้อย ๆ แทบจะหยุดเต้น ทั้งยังทำลายเศษเสี้ยว
ความหวังเล็ก ๆ ที่มันเคยมีจนสิ้นซาก
หากพวกมันสามารถสังหารหัวโล้นเฒ่าผู้นั้นได้ จากนั้นการหลบหนี
ของพวกมันจะสะดวกดายกว่านี้มาก
ต่อให้มาย้อนคิดดูในยามนี้ จั่วม่อยังมั่นใจว่าการบุกจู่โจมของพวกมัน
เมื่อครู่หมดจดไร้ที่ติดุจดั่งภูษิตฟ้าไร้ตะเข็บ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงฝีมือ
ของแต่ละคน หรือการผนึกกำลังประสานงาน ล้วนแล้วแต่เพียบพร้อม
สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พวกมันสามารถกระทำได้ แต่โจรเฒ่าหัวโล้นใบหน้าเย็น
ชาผู้นั้น กลับทรงพลังอำนาจถึงขั้นแทบจะหลุดพ้นไปจากจินตนาการของ
มัน ถึงกับยากจะรับมือยิ่งกว่าอวี่ไสว้เสียอีก
ควรทราบว่าเมื่อเทียบกับเมื่อครั้งที่ต่อกรกับอวี่ไสว้ พวกมันทั้งสามยัง
เข้มแข็งแกร่งกร้าวกว่าในครั้งนั้นมาก ทั้งมันกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ยังทุ่มเทใช้
เทพวิชาอันเป็นไม้ตายก้นหีบออกมา การลอบจู่โจมของอากุ่ยก็เรียกได้ว่า
อัศจรรย์พันลึก แต่ถึงกระนั้นพวกมันทั้งสามผนึกกำลังจู่โจมอย่างไม่คิด
ชีวิตถึงปานนี้ กลับไม่สามารถประหารฆ่าโจรหัวโล้นเฒ่าหน้าเย็นได้สำเร็จ
เหล่ายอดอาวุธเวทที่โจรหัวโล้นเฒ่าถือครอง ทรงพลังอำนาจกว่า
ของอวี่ไสว้มาก
จากเรื่องนี้สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าวัดเสวียนคงมั่งคั่งบริบูรณ์
ถึงเพียงไหน
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่จั่วม่อกลายเป็นคุ้นเคยกับการที่พลังอำนาจอันแกร่ง
กร้าวเกรียงไกรจะสามารถปราบพิชิตไปทั้งสิบทิศ แต่การต่อสู้ครั้งนี้ สะกิด
เตือนให้มันฉุกคิดถึงความสำคัญของอาวุธวิเศษอีกครั้ง
นึกถึงการไล่ล่าอันไม่รู้จักจบสิ้นที่กำลังจะอุบัติขึ้น จั่วม่อตัดสินใจ
เด็ดขาด นี่ไยมิใช่ประชันขันแข่งกันด้วยความมั่งคั่งเท่านั้นเองหรือ? พวก
เราแม้ไม่ร่ารวยเท่าวัดเสวียนคงเจ้า แต่ก็มิได้ยากจน!
มันเริ่มขุดคุ้ยในแหวนมิติอย่างขมักเขม้น
หลักจากขุดคุ้ยออกมา จั่วม่ออาจเรียกได้ว่าเก็บสะสมของดี ๆ ไว้มาก
หลาย
ลูกธนูหักจากชนเผ่าเทพเกาทัณฑ์ ชิ้นส่วนสมบัติวิเศษของชนเผ่าวารี
ตะวันออก ชุดระฆังสดับฟ้าจากเทียนหวน แก่นหัวใจภูตปรภพจากชนเผ่า
ภูตปรภพ ใบไม้ทองคำ ต้นตะขอหยก ไข่มุกหยินหยางไร้จำกัด ไผ่ทะเลศพ
หยดน้าตามนุษย์หมอก เหรียญวิเศษใจอำมหิต กระบี่ลิ้นปลาหลีเขียว… …
จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข ความเชื่อมั่นเพิ่มพูนขึ้นมาก มันรู้สึกอยากเชิด
หน้ายืดอกขึ้นมาทันที
ลมชุนเทียนพัดโบก เสียงกลองศึกโหมกระหน่า ผู้ใดเกรงกลัวอาวุธ
เวทของเจ้าด้วย?
หลังจากเสาะพบสถานที่ปลอดภัย อากุ่ยก็ชะงักเท้าลง ปล่อยพวกมัน
ทั้งสองลงกองกับพื้น จั่วม่อรีบก่อตั้งค่ายกลอาคมหวงห้ามอย่างรอบคอบ
ระมัดระวัง คนทั้งสามไม่พูดพล่ามทำเพลง ตั้งหน้าตั้งตาฟื้นฟูพลังภายใน
ร่างของพวกมันเป็นลำดับแรก สองชั่วยามให้หลัง จั่วม่อฟื้นตัวอย่าง
สมบูรณ์เป็นคนแรก มือขวาของมันสามารถก่อเกิดพลังเทพที่มีปริมาณคง
ตัว ในเวลาเช่นนี้ แม้จะเป็นเพียงพลังเทพปริมาณเล็กน้อย ยังสามารถช่วย
ฟื้นฟูพลังเทพของมันได้รวดเร็วขึ้นมาก
หลังจากนั้นไม่นาน อากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ทยอยลืมตาขึ้นเช่นกัน
จั่วม่อนำวัตถุดิบทุกชนิดออกมาวางเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว ทั้ง
อาวุธเวทและศาสตรามาร รวมถึงเศษชิ้นส่วนสมบัติจากยุคบรรพกาล
“ลองดูสิ่งที่เจ้าสามารถใช้งานได้ เลือกไปเท่าที่ต้องการ”
ใบหน้างามเพริศของเขิงเหลียนเอ๋อร์ทอแววตื่นตะลึง เห็นบนพื้น
กลาดเกลื่อนไปด้วยมวลวัตถุดิบ อาวุธเวทและศาสตรามาร ประชันแสง
หลากสีสันละลานตา กระทั่งผนังถ้าอันทึบด้านยังถึงกับสะท้อนประกาย
เป็นแสงสีรุ้งพร่าพราย
อากุ่ยคว้าแก่นหัวใจภูตปรภพกับไผ่ทะเลศพไปทันควัน จั่วม่อประ
หลาดใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าอากุ่ยจะเลือกของสองชิ้นนี้ สำหรับแก่นหัวใจ
ภูตปรภพอันลี้ลับชั่วร้ายกระทั่งพี่ใหญ่ชิงหลินยังไม่ล่วงรู้วิธีใช้งาน ส่วนไผ่
ทะเลศพก็เป็นอาวุธเวทที่อัปมงคลยิ่ง
เขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่เกรงอกเกรงใจ ฉวยกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวกับ
ไข่มุกโลหิตอัสนีบาตจำนวนหนึ่ง ไข่มุกโลหิตอัสนีบาตเหล่านี้หยิบฉวยมา
จากสมบัติส่วนตัวของอู่อวี้ มีอยู่ทั้งสิ้นสิบหกเม็ด
ไม่เหมือนกับพวกซิวเจ่อซึ่งชมชอบเก็บสะสมอาวุธเวทสารพัดชนิด
ชนชาวปิศาจมักจะมุ่งเน้นกับศาสตรามารเพียงหนึ่งหรือสองชนิดเท่านั้น
แต่จั่วม่อพอเห็นไข่มุกโลหิตอัสนีบาตเหล่านั้น ต้องตาลุกวาบทันที รีบยื่น
มือออกมา “ขอไข่มุกโลหิตอัสนีบาตให้ข้าชมดูสักเม็ดเถอะ”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ยื่นไข่มุกโลหิตอัสนีบาตส่งให้แก่มันอย่างไม่เกี่ยงงอน
ไข่มุกโลหิตอัสนีบาตมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ สีแดงเหมือนเหล้าองุ่น
ชั้นดี ผิวหน้าสะท้อนแสงเป็นประกาย แต่โปร่งใสกระจ่าง บนพื้นผิวไข่มุก
ปรากฏเส้นสีเงินสายหนึ่งไหลเวียนช้า ๆ ราวกับมีชีวิต ชวนให้ผู้คนรู้สึกถึง
ความลี้ลับชั่วร้ายสุดขั้วชนิดหนึ่ง
สัมผัสไข่มุกโลหิตอัสนีบาตอยู่ในมือ จั่วม่อสามารถประเมินวิธีการ
หลอมสร้างไข่มุกเม็ดนี้ได้โดยคร่าว ๆ ในบ่อโลหิตสุดหยิน ปลูกฝังประจุ
สายฟ้าลงไป ห้าปีให้หลังไข่มุกโลหิตอัสนีบาตจะก่อเกิดขึ้นมาอย่าง
สมบูรณ์ ไข่มุกโลหิตอัสนีบาตมิใช่สามารถครอบครองได้ง่ายดายนัก ดังนั้น
พวกมันล้าค่ามาก กระทั่งปิศาจด่านเจียงยังแทบต้องกระทำทุกวิถีทางเพื่อ
หามาครอบครองสักสองสามเม็ด ถือเป็นสมบัติที่ใช้สำหรับรักษาชีวิตชั้น
เลิศ
ชั่วขณะนี้ เคล็ดความบางประการในตำรามุกหยินประลัยกัลป์พลัน
ผุดขึ้นในใจจั่วม่อ ความคิดพอบังเกิด มือก็ตวัดพลิกหงาย เห็นใจกลางฝ่า
มือของมันปรากฏเปลวไฟสายหนึ่ง
เพลิงเทพสุริยันตรงเข้าห่อหุ้มไข่มุกโลหิตอัสนีบาตในบัดดล
จั่วม่อสองมือผนึกท่ามุทราไม่หยุดยั้ง เวทวิชาสารพัดชนิดพุ่งเข้าไป
ในเปลวไฟไม่ขาดสาย
ชั่วหลายอึดใจให้หลัง ไข่มุกโลหิตอัสนีบาตใหม่ก็ลอยเข้าไปอยู่ในมือ
ของจั่วม่อ ไข่มุกที่หลอมสร้างใหม่ขนาดย่อมลงกว่าเดิมเล็กน้อย เส้นสีเงิน
สว่างสุกใสกว่าเดิม ทั้งยังมีจุดพลังงานสีทองอีกจุดหนึ่งปรากฏขึ้นใหม่บน
เม็ดไข่มุก
“เรียกว่าไข่มุกดาวทองด้ายเงินเถอะ” จั่วม่อโยนไข่มุกกลับไปให้แก่
เขิงเหลียนเอ๋อร์ จากนั้นหันไปเพ่งสมาธิหลอมสร้างไข่มุกโลหิตอัสนีบาต
อีกสิบห้าเม็ดที่เหลือ
ตำรามุกหยินประลัยกัลป์เป็นเคล็ดวิชาที่จั่วม่อได้รับจากผูเยาเมื่อ
นานมาแล้ว กับเคล็ดวิชาเหล่านั้น มันช่าชองชำนาญเป็นที่สุด ในฐานะซิว
เจ่อ ฝีมือทางหลอมสร้างของมันโดดเด่นเลิศล้า และหลังจากช่วงเวลาใน
คุกสิบนิ้ว มันก็กลายเป็นมีฝีมือทางศาสตร์อสูรด้วย ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์
สวรรค์สิบอีกาอันเพียบพร้อมสมบูรณ์ เพียงพอจะเป็นเครื่องยืนยันว่าฝีมือ
ในทางสังขารปิศาจของมันก็เด่นล้าเหนือผู้ใด มันยังเชี่ยวชาญแผนผัง
ปิศาจและค่ายกล โดยไม่ทันรู้ตัว จั่วม่อสามารถเรียกได้ว่า ‘ศึกษาเจนจบ
ในเคล็ดวิชาของทั้งสามดินแดน’
ถึงแม้ว่าฝีมือของมันทั้งสามด้านจะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นระดับสุด
ยอดในแต่ละวิถี แต่ในแง่ของการเรียนรู้หลากหลาย จั่วม่อแน่นอนว่า
นับเป็นตัวประหลาดตัวหนึ่ง
พฤติการณ์ของจั่วม่อ หากเป็นสำนักใหญ่จะไม่ยินยอมให้กระทำเป็น
แน่ ผู้คนมีขีดความสามารถและเวลาจำกัด ดังนั้นหากร่าเรียนหลากหลาย
วิชาและไม่ได้มุ่งเน้นแต่ละวิชา ต่อไปก็ยากจะมีความสำเร็จอันใดได้ เนื่อง
เพราะเหตุนี้ ศิษย์สำนักใหญ่หลังจากผ่านการทดสอบที่จำเป็นในครั้งแรก
แล้ว ทางสำนักจะส่งผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์โชกโชนมาชี้แนะพวกมัน
อรรถาธิบายในแต่ละด้านที่สมควรมุ่งเน้น หลังจากนั้นศิษย์ที่ได้รับ
คำแนะนำจะเริ่มมุ่งเน้นในด้านที่ตนถนัดจัดเจนที่สุดเพียงสิ่งเดียว
จั่วม่อร่าเรียนสารพัดวิชาเหล่านี้ได้อย่างไร? ไยมิใช่เพราะผีเฒ่าไม่
ยอมตายสองตัวภายในร่างมัน ซึ่งคอยตั้งหน้าตั้งตาล่อลวงมันเข้าไปยังค่าย
ฝั่งตน
หากมิใช่ว่ามันประสบพบเจอเข้ากับพลังเทพ ไม่แน่ว่าจั่วม่อในยามนี้
อาจหมดปัญญาจะผสานเคล็ดวิชาทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างสิ้นเชิง สาม
ระบบการฝึกปรือหลักมีเส้นทางเฉพาะตัวของตน ประกอบไปด้วยพันวิถี
หมื่นแสนวิชา แต่ละวิชาล้วนแล้วแต่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว
แต่จั่วม่อกลับได้รับสืบทอดมรดกวิชาเทพ จนบรรลุพลังเทพในที่สุด
สามพลังต่างวิถีเริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่ง ท้ายที่สุดก่อเกิดเป็นพลังเทพใหม่!
ระบบวิชาฝีมือชนิดใหม่ก่อเกิดขึ้นเช่นนี้เอง
สิ่งนี้ทำให้จั่วม่อสามารถมองลงมาจากมุมมองที่เหนือล้าขึ้นไป เมื่อ
มองไปยังเคล็ดความอันแตกต่างและซับซ้อนเหล่านี้ ก็สามารถผสาน
รวมเข้าเป็นระบบเดียวกันได้
ดังนั้นจั่วม่อพอเห็นไข่มุกโลหิตอัสนีบาต ก็ฉุกคิดถึงตำรามุกหยิน
ประลัยกัลป์ขึ้นมาทันที หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น พวกมันอาจต้องขบคิด
ใคร่ครวญเป็นเวลานาน เพื่อหาวิธีใช้วิชาหลอมสร้างสายอสูรปิศาจเพื่อ
หลอมสร้างไข่มุกปิศาจเหล่านี้ แต่จั่วม่อไม่หยุดชะงักและไม่ลังเลใจแม้แต่
น้อย มันรู้สึกว่าการกระทำของมันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีสะดุดติดขัดที่
ใด ราวกับว่าสมควรเป็นเช่นนี้แต่แรก
นับตั้งแต่แรกเริ่ม ความเข้าใจในวิถีบำเพ็ญเพียรของมันก็หลุดออก
จากแนวทางอันเที่ยงธรรมไปแล้ว
ตำราไข่มุกหยินประลัยกัลป์ เมื่อเป็นที่เลื่องลือมาตลอดหลายพันปี
ย่อมมีสิ่งที่พิเศษเฉพาะของตน ก่อนหน้านี้มุกหยินประลัยกัลป์ที่จั่วม่อเคย
หลอมสร้าง กลายเป็นไพ่ตายที่มันชมชอบซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อ แต่ภายใต้
ภูมิความรู้และเคล็ดวิชาที่หลุดออกจากกรอบดั้งเดิมของจั่วม่อในปัจจุบัน
ยอดวิชาที่สืบทอดกันมานานนับพัน ๆ ปี บัดนี้เปลี่ยนแปลงไปจากของเดิม
อย่างสมบูรณ์
หากยอดคนผู้คิดค้นตำรามุกหยินประลัยกัลป์ ทราบว่ายอดวิชาของ
มันแปรเปลี่ยนเป็นวิชาที่แปลกประหลาดเช่นนี้ไป เกรงว่ามันคงตีอกชกหัว
กระโจนออกมาจากหลุมศพ เข้าเสี่ยงชีวิตกับจั่วม่อเสียเป็นแน่แท้
สำหรับผู้ที่ยึดถือแต่ผลประโยชน์และความเป็นจริงเยี่ยงจั่วม่อ
ขนบประเพณีอันใดหาใช่เรื่องสำคัญไม่
ขอเพียงไข่มุกดาวทองด้ายเงินมีพลานุภาพมากพอ เท่านั้นก็เพียงพอ
แล้ว!
หลังจากหลอมสร้างไข่มุกดาวทองด้ายเงินอีกสิบห้าเม็ดจนเสร็จสิ้น
จั่วม่อก็หันมากวาดตามองไล่ไปตามเหล่าอาวุธเวทศาสตรามารที่กอง
เกลื่อนอยู่บนพื้น อากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ต่างเลือกสิ่งที่เหมาะมือไปคน
ละชิ้นสองชิ้น แล้วมันเล่า? มันสมควรเลือกสิ่งใดดี?
เศษลูกธนูหักแห่งชนเผ่าเทพเกาทัณฑ์? นี่เป็นสินค้าที่ดี ชนเผ่าเทพ
เกาทัณฑ์เป็นหนึ่งในชนเผ่าอันทรงพลังอำนาจ ซึ่งสามารถคุกคามชนเผ่า
เทพสุริยันอันไร้ผู้ต้านได้ ลูกธนูหักดอกนี้แน่นอนว่ามิใช่สิ่งของธรรมดา
สามัญ
ในใบไม้ทองคำยังบันทึกวิธีการใช้พลังเทพหลอมสร้างสิ่งของ แต่
หลังจากศึกษาใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ จั่วม่อต้องละทิ้งความคิดนี้ไป เหตุผล
รวบรัดยิ่ง มันไม่มีพลังเทพมากพอ
อาศัยพลังเทพปริมาณน้อยนิดจนน่าเวทนาของมัน หากเข้าใจว่ามัน
จะสามารถหลอมสร้างสมบัติวิเศษเช่นลูกธนูหักดอกนี้ได้ ไยมิใช่เพ้อฝัน
เกินไป
สิ่งของอื่นที่มีปัญหาไม่แพ้กันก็คือสายใยสามพันอาวรณ์ เมื่อครั้งที่
จั่วม่อดูดกลืนพวกมันเข้าไปในร่าง อาจกล่าวได้ว่าพวกมันฟังคำสั่งของ
จั่วม่อ แต่ในยามนี้จั่วม่อกลับไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้เลย นับตั้งแต่ที่กรง
เล็บพิฆาตมังกรกลายเป็นกำไรข้อมือ สายใยสามพันอาวรณ์ก็คล้ายเข้าสู่
ห้วงนิทราอันลึกล้าไปด้วย ไม่ว่าจั่วม่อจะเรียกหามันเท่าใด มันก็ไม่เคย
ตอบสนองอีก
เสี่ยวม่อเกอได้แต่ลอบคร่าครวญอย่างหวนโหย หลังจากต่อสู้กันมา
นานหลายร้อยปี พวกเจ้าใช่ตกหลุมรักกันหรือไม่?
ต้นตะขอหยกเป็นวัตถุดิบระดับหก จำต้องใช้เวลาฟูมฟักเลี้ยงดูอีกสัก
ระยะหนึ่ง เพื่อให้สามารถพัฒนาเป็นต้นตะขอหยกเขียวสวรรค์ หากเป็น
สถานการณ์ทั่วไป วัตถุดิบระดับหกแน่นอนว่าเป็นสินค้าชั้นเลิศ แต่เมื่อ
คู่มือของมันในครานี้เป็นยอดคนด่านฝ่านซู สิ่งของเพียงเท่านี้ก็ไม่เพียงพอ
แล้ว ส่วนไข่มุกหยินหยางไร้จำกัดมีข้อบกพร่องอันใหญ่หลวง คือนำพา
ผู้ใช้ให้ตกตายตามไปด้วย เป็นไพ่ตายลับที่จะใช้ก็ต่อเมื่อต้องการให้ศัตรู
เป็นเพื่อนลงสู่ปรภพ
หลังจากเพ่งพินิจอยู่นาน สายตาของจั่วม่อในที่สุดก็ไปตกลงที่เหรียญ
วิเศษใจอำมหิต
เหรียญวิเศษใจอำมหิต หนึ่งในร้อยแปดศาสตรามารชั้นปฐพี เหรียญ
ทั้งเจ็ดสามารถสร้างเขตแดนของตน ซึ่งเป็นมิติที่หยินหยางกลับตาลปัตร
ห้าธาตุผสมปนเปอย่างฝืนหลักเกณฑ์ธรรมชาติ
สำหรับบุคคลอื่น นี่เป็นศาสตรามารชั้นสุดยอด!
แต่สำหรับจั่วม่อผู้ครอบครองกรงเล็บพิฆาตมังกรและเมล็ดผลึก
สุริยัน มันย่อมไม่พึงพอใจในพลังของเหรียญวิเศษใจอำมหิตเท่าที่มี
ในตอนนี้
ความคิดนี้พอบังเกิด ก็ไม่อาจลบเลือนออกจากใจได้อีก ชั่วพริบตานี้
จั่วม่อตกลงใจแน่วแน่ ลงมือเถอะ! แม้ว่าอาวุธที่ต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานนี้
อาจถูกทำลายไปก็ไม่เป็นไร! เซี่ยวม่อเกอผู้มั่งคั่งร่ารวยทรุดนั่งขัดสมาธิ
เริ่มบรรเลงไปตามใจปรารถนา
วัดเสวียนคง
ใบหน้าเมตตาปราณีของเจ้าอาวาสมืดทะมึน ทั่วทั้งโถงใหญ่อัดแน่น
ไปด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด เหล่าผู้อาวุโสมองตากันไปมา ทราบว่าเห็นที
จะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นเป็นแน่แท้
“ในเรื่องการต่อสู้กับเซี่ยวม่อเกอ ท่านทั้งหลายสมควรล่วงรู้กันดีอยู่
แล้ว” เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงอารัมภบทอย่างเนิบช้า
เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้าพลางสงบปากสงบคำ ผู้ที่มีความคิด
ประเปรียวลอบสะดุ้งใจ หรือว่าเจียงเจ๋อพ่ายแพ้แล้ว?
“การศึกที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เราได้ร้องขอให้ผู้
อาวุโสจี้เจิ้งกับผู้อาวุโสไต้เทาออกหน้า ไปยังแดนปิศาจเพื่อนำศีรษะของ
เซี่ยวม่อเกอกลับมา”
วาจาเหล่านี้เมื่อกล่าวออกมา เหล่าผู้อาวุโสล้วนมีสีหน้าตะลึงลาน
พวกมันนึกไม่ถึงว่าทางสำนักจะหนักมือถึงเพียงนี้ สองผู้อาวุโสด่านฝ่านซู
ศึกคราวนี้ไยมิใช่เท่ากับจบสิ้นลงแล้ว!
หลังจากตื่นตะลึง พวกมันใบหน้าล้วนทอแววยินดี
เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงสีหน้ากลับเป็นสงบราบเรียบดังเดิม มองดูเค้า
ความปิติยินดีบนใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโส มันกล่าวเสียงเย็นชา “ผลก็คือ
ในการประมือกับเซี่ยวม่อเกอรอบหนึ่ง ผู้อาสุโสจี้เจิ้งได้รับบาดเจ็บไม่
น้อย”
ประโยคนี้ดุจสายฟ้าฟาดในวันที่ฟ้าสดใส ทั่วทั้งห้องเงียบกริบดุจป่า
ช้า ทุกผู้คนนิ่งขึงตะลึงลานกันไปหมด
ผู้อาวุโสจี้เจิ้ง… …ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับศัตรู?
“มีผู้ใดยังจดจำเหตุการณ์เมื่อยี่สิบหกปีก่อนได้หรือไม่?” เจ้าอาวาส
จู่ๆ กล่าวถึงเรื่องที่คล้ายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างสิ้นเชิง
“ยี่สิบหกปีก่อน… …”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสหลายท่านสีหน้าแปรเปลี่ยน
“ผู้ที่ทำร้ายผู้อาวุโสจี้เจิ้งได้รับบาดเจ็บ เป็นดรุณีน้อยจากเมื่อครั้ง
กระโน้นเอง” เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงกล่าวอย่างเฉื่อยชา
ประโยคนี้สะกิดเตือนความทรงจำของอีกหลายคน เหล่าผู้อาวุโส
จำนวนมากสีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
“นางฝึกปรือสำเร็จจริง ๆ … …” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งอดถามออกมาไม่ได้
ใบหน้าทอแววพรั่นพรึงอยู่บ้าง
“นางทำร้ายผู้อาวุโสจี้เจิ้งบาดเจ็บไม่น้อย” เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงย้า
คำอย่างเย็นชา
เหล่าผู้อาวุโสพากันเงียบลงอีกครั้ง ความหวาดเกรงบนใบหน้าของ
พวกมันยิ่งมายิ่งเพิ่มมากขึ้น
“ผู้อาวุโสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นศึกครั้งนี้ หรือการต่อสู้กับดรุณีน้อยผู้
นั้น เราก็มิอาจพ่ายแพ้ได้” ดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืมของเจ้าอาวาสสาด
ประกายเจิดจ้า เค้าหน้าเมตตาปราณีกลายเป็นบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด “ปลา
น้อยที่เล็ดลอดออกจากร่างแหของเราเมื่อครั้งกระโน้น คราวนี้เราต้องจับ
มันกลับมาให้จงได้!”
ทุกผู้คนหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีต สีหน้าพรั่นพรึงของพวกมัน
พลันเปลี่ยนเป็นคึกคักฮึกเหิม
“ไม่ว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยสิ่งใด คราครั้งนี้เราก็มิอาจพ่าย
แพ้! เราจะไม่ให้ผู้ใดได้มีโอกาสสอดมือเข้ามาอีก!” เจ้าอาวาสวัดเสวียนคง
ผุดลุกขึ้นด้วยดวงตาร้อนเร่า
“สำเร็จหรือล้มเหลว ทุกอย่างจะตัดสินกันที่ศึกนี้!”
เหล่าผู้อาวุโสสีหน้าฮึกหาญทะยานฟ้า สายตาทั้งเร่าร้อนทั้งกระหาย
อยาก พวกมันผุดลุกขึ้นรับคำอย่างพร้อมเพรียง “ตามแต่ท่านเจ้าอาวาส
จะบัญชา!””
ทั่วทั้งวัดเสวียนคงแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน