สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 671 สร้างอาวุธวิเศษ
เปี๋ยหานดวงตาแห้งผาก ทว่าร้อนแรงดุจเพลิงผลาญ
พวกมันเร่งรุดเดินทางด้วยความเร็วขีดสุดติดต่อกันเป็นเวลาถึงสิบวัน
เต็ม!
ระหว่างการเดินทางทั้งไม่ดื่มกินและไม่หยุดพัก ในแต่ละวันจะหยุด
พักผ่อนเพียงสองชั่วยาม ร่างกายของมันถูกเคี่ยวกรำไปจนถึงขีดจำกัด แต่
จิตใจคึกคักฮึกเหิมอย่างเหลือเชื่อ
การลงมือสะเปะสะปะของจั่วม่อกลับบังเกิดผลลัพธ์อย่างคาดไม่ถึง
เหล่าปิศาจพาหันแห่มาขอเข้าร่วมกับพวกมันไม่ขาดสาย ด้วยหวังว่าจะได้
ร่วมศึกห้าหั่นกับซิวเจ่อ แต่ผู้ที่มีประโยชน์ต่อกงซุนชากับเปี๋ยหานมาก
ที่สุด คือเหล่าปิศาจที่คุ้นเคยกับอาณาจักรขุนเขายะเยือกอันเป็นฐานทัพ
หลักของเจียงเจ๋อ ปิศาจเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่มาหลายชั่วอายุคน คุ้นเคย
กับสภาพภูมิประเทศดุจฝ่ามือของตน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำทางที่ติดตามมากับกองทัพของมันในคราวนี้
เป็นผู้ที่บอกเรื่องเส้นทางลับอันซ่อนเร้นให้แก่พวกมันเอง
เส้นทางที่ว่านี้มุดผ่านเข้าไปในถ้าใต้ดิน ซ่อนอยู่ลึกกว่าสิบลี้ใต้พื้นผิว
ดิน เต็มไปด้วยโถงถ้าน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนทอดยาวนับหมื่นลี้ ตัดไขว้
เชื่อมต่อกันเหมือนใยแมงมุม ถ้าใต้ดินเหล่านี้เต็มไปด้วยพลังเย็นเยือกอันลี้
ลับ เพลิงพิภพ สัตว์ร้ายนานาชนิด รวมถึงภยันตรายร้ายกาจสุดคาดคิดอีก
มากมาย หากมิใช่ผู้ที่คุ้นเคยกับโถงถ้าใต้ดินเหล่านี้ แต่หาญกล้าล่วงผ่าน
เข้าไป ส่วนมากไม่เคยมีผู้ใดได้หวนกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง คาดว่าล้วน
กลายเป็นผีเฝ้าถ้าอยู่ภายในเส้นทางอันสลับซับซ้อนนั้นเอง
แต่ที่พวกมันยินยอมเสี่ยงภัยในคราวนี้ก็นับว่าคุ้มค่า สิ่งที่ซ่อนลึกเข้า
ไปในโถงถ้าที่ผู้นำทางชักนำพวกมันมาถึง เป็นรอยแยกแห่งความโกลาหล
ที่มีคนรู้จักไม่มากนักแห่งหนึ่ง และเป็นรอยแยกแห่งความโกลาหลที่เชื่อม
ต่อไปยังถ้าใต้ดินแห่งหนึ่งในอาณาจักรขุนเขายะเยือก
เส้นทางลับสายนี้มีคุณค่าเพียงใด ไม่มีผู้ใดเข้าใจดีไปกว่าเปี๋ยหานกับ
กงซุนชาอีกแล้ว พวกมันอดไม่ได้ต้องชื่นชมจั่วม่อจากก้นบึ้งของหัวใจ สิ่งที่
จั่วม่อกระทำไป ดูผิวเผินคล้ายเป็นเพียงปล่อยข่าวสะเปะสะปะ ปราศจาก
ลวดลายหรือกุศโลบายสูงส่งอันใด แต่กลับช่วยให้โอกาสได้ชัยของพวกมัน
เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาณาจักรขุนเขายะเยือก เป็นอาณาจักรปิศาจแห่งแรกที่เจียงเจ๋อเข้า
ยึดครอง ยามนี้ทำหน้าที่เป็นค่ายทัพหลักในการรุกคืบยึดครองแดนปิศาจ
ของวัดเสวียนคง เต็มไปด้วยเสบียงทัพทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่สั่งสม
เอาไว้ที่นั่น แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด คือรอยแยกแห่งความโกลาหล
ที่นำไปยังวัดเสวียนคง
ยกตัวอย่างเช่นกงเหยี่ยเสี่ยวหรง ชะตากรรมของมันเปลี่ยนไปทันที
ที่มู่ซีเข้ายึดครองรอยแยกแห่งความโกลาหลซึ่งนำไปยังเทียนหวน ปล่อย
ให้กงเหยี่ยเสี่ยวหรงมีสภาพดุจสุนัขจรจัดตัวหนึ่งจนถึงทุกวันนี้
รอยแยกแห่งความโกลาหลมีความสำคัญสูงสุด!
โดยเฉพาะผู้ที่บุกลึกเข้ามาในแดนปิศาข หากสูญเสียรอยแยกแห่ง
ความโกลาหล ก็เท่ากับพวกมันสูญเสียหนทางกลับบ้าน
แต่เมื่อเทียบกับพฤติการณ์เย่อหยิ่งถือดีของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง เจียง
เจ๋อกลับรอบคอบระมัดระวังกว่ามาก มันไหนเลยจะละเลยชัยภูมิสำคัญ
เช่นนั้นได้? เจียงเจ๋อก่อตั้งค่ายกลยันต์หลายต่อหลายชั้นไว้รอบ ๆ แม่น้า
อาณาจักรที่นำเข้าสู่อาณาจักรขุนเขายะเยือก สร้างให้อาณาจักรขุนเขายะ
เยือกกลายเป็นป้อมปราการที่ไม่อาจบุกทะลวงได้
ก่อนที่จะได้ล่วงรู้ถึงเส้นทางลับจากปากของผู้นำทางซึ่งเป็นปิศาจ
ท้องถิ่น กงซุนชากับเปี๋ยหานไม่เคยคิดถึงการบุกจู่โจมอาณาจักรขุนเขายะ
เยือกแม้แต่ครั้งเดียว
เนื่องเพราะมันเป็นไปไม่ได้
อาศัยกองทัพขนาดย่อมของพวกมัน กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่ดีที่สุดคือ
เดินไปพลาง ค้นหาช่องว่างรอยโหว่ไปพลาง คิดบุกจู่โจมป้อมปราการที่มี
การป้องกันดีเยี่ยมที่สุดของศัตรู ไยมิเท่ากับแส่หาที่ตาย
ยกตัวอย่างเช่นกงเหยี่ยเสี่ยวหรง มันแม้มีกองทัพขนาดใหญ่ที่
เพียบพร้อมไปด้วยไพร่พลชั้นยอด แต่เมื่อเผชิญกับม้าฝานผู้เอาแต่เฝ้า
รักษาป้อมปราการ ไม่ยอมก้าวออกจากค่ายทัพแม้สักก้าวเดียว กระทั่ง
ยอดแม่ทัพเช่นกงเหยี่ยเสี่ยวหรงยังจนปัญญา ได้แต่ต้องกล้ากลืนรับความ
ปราชัยแต่โดยดี ต่อหน้าป้อมปราการที่ตั้งมั่นอย่างเข้มแข็ง และ
เพียบพร้อมไปด้วยการปกป้องจากค่ายกลยันต์จำนวนมหาศาล ไม่ว่า
กองทัพใดก็ไม่มีหนทางที่ดีไปกว่าเข้าปะทะด้วยกำลังอย่างซึ่งหน้า
เมื่อโอกาสที่ดีงามถึงเพียงนี้เสนอส่งมาถึงเบื้องหน้า หากพวกมันไม่
กระโจนเข้าตะครุบเอาไว้ กงซุนชาก็ไม่ใช่กงซุนชา เปี๋ยหานก็ไม่ใช่เปี๋ยหาน
แล้ว!
แรกเริ่มเดิมที พวกมันวางแผนการเอาไว้ว่าให้เปี๋ยหานดึงดูดความ
สนใจของเจียงเจ๋อ ส่วนกงซุนชาจะอาศัยเส้นทางลับ ลอบบุกเข้าไปใน
อาณาจักรขุนเขายะเยือก แต่หลังจากถกเถียงหารือกันอยู่เป็นเวลานาน
ค่อยได้ข้อสรุปว่าหากเป็นเปี๋ยหานเป็นผู้ลอบเข้าไป จะสร้างความเสียหาย
แก่ศัตรูได้หนักหน่วงรุนแรงยิ่งกว่า เหตุผลประการแรกก็เนื่องมาจาก
ความแค้นระหว่างเปี๋ยหานกับวัดเสวียนคง ส่วนอีกประการหนึ่ง ก็คือเปี๋ย
หานรู้จักมักคุ้นกับบรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกของวัดเสวียนคงมากกว่ากง
ซุนชาหลายขุม
เปี๋ยหานทราบความร้ายกาจของเจียงเจ๋อเป็นอย่างดี มันเตือนกงซุน
ชาว่าพวกมันไม่อาจเปลี่ยนความเร็วในการเดินทัพ เจียงเจ๋อรอบคอบ
ปราดเปรื่องเป็นที่สุด หากกงซุนชาถ่วงเวลาการเดินทัพแม้เพียงเล็กน้อย
เจียงเจ๋อแน่นอนว่าจะตรวจพบในทันที
กงซุนชาปฏิบัติตามคำแนะนำของเปี๋ยหาน รักษาจังหวะการเดินทัพ
อย่างแนบเนียนตลอดทาง
ส่วนในด้านของเปี๋ยหาน พวกมันเร่งรุดเดินทางด้วยความเร็วเต็ม
พิกัด
หลังจากโหมเร่งเดินทางอย่างบ้าคลั่งติดต่อกันเป็นเวลายาวนานถึง
เพียงนี้ กระทั่งเปี๋ยหานยังเหน็ดเหนื่อยจนกระดูกแทบหักสลาย แต่เมื่อ
หวนนึกถึงความทุกข์ยากลำบากที่มันต้องกล้ากลืนฝืนทนตลอดเวลาหลาย
ปีที่อยู่ภายใต้กรงขังของวัดเสวียนคง นึกถึงสภาพไร้ความรู้สึกดุจหุ่นไม้
ของเหล่าสมาชิกกองพันบาปเคราะห์ ร่างกายที่เหนื่อยล้าของมันกลับ
กลายเป็นมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าประหลาด ความคิดและ
ความแค้นหนุนส่งให้มันยังคงก้าวต่อไป
“เป็นถ้านี้เอง!” ผู้นำทางชาวเผ่าปิศาจร้องออกมาอย่างปิติยินดี มัน
ลิงโลดยิ่ง เพียงคิดว่ามันจะได้มีส่วนร่วมในศึกครั้งนี้ ทั้งยังจะเป็นการจู่โจม
ที่อาจจะปลิดชีพฝ่ายตรงข้าม มันรู้สึกร่างสั่นระริกไปทั้งสรรพางค์กาย
“ไปกันเถอะ!” เปี๋ยหานร้องบอกด้วยสีหน้าร้อนระอุ
ผู้นำทางเผ่าปิศาจมองดูเปี๋ยหานด้วยความเคารพเทิดทูน เพื่อที่จะได้
ไม่สะดุดตาผู้คน คราครั้งนี้พวกมันไม่ได้ใช้พาหนะปิศาจแม้แต่ตัวเดียว
หลังจากโหมเดินทางสุดหฤโหดได้เพียงสองสามวัน มันก็ไม่สามารถ
ทนทานได้อีกต่อไป จากนั้นก็เป็นกองพันบาปเคราะห์นี้เองที่หอบหิ้วมันมา
ด้วยตลอดทาง
กองทัพที่คล้ายขบวนหุ่นเชิดปิศาจ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ช่าง
น่าประหวั่นพรั่นพรึงนัก!
แต่เมื่อมันนึกถึงการต่อสู้ที่กำลังจะบังเกิด อดพลุ่งพล่านใจไม่ได้
มันนำเปี๋ยหานกับกองพันบาปเคราะห์ลดเลี้ยวซ้ายขวาอย่างชำนิ
ชำนาญ ในไม่ช้าก็หายลับไปในช่องเขาราวกับไม่เคยมีผู้ใดมาเยือนที่นี่มา
ก่อน
… …
… …
คมมีดทะลวงฝ่าอากาศ!
ไม่ว่าผู้ใดหากได้เห็นกองทัพของเซี่ยวม่อเกอ จะบังเกิดความคิด
เช่นเดียวกันนี้ ขบวนทัพที่เป็นระเบียบเคร่งครัดเปี่ยมพลัง รังสีฆ่าฟันอัน
หนักข้นจนแทบจับต้องได้ ล้วนทิ้งความประทับใจให้แก่ผู้คนอย่างลึกล้า
โดยเฉพาะในยามที่กองทัพนี้เร่งรุดไปด้วยความเร็วถึงขีดสุด เสียงฝ่า
อากาศดังกระหึ่มก้องในยามที่พวกมันพุ่งผ่านไป บันดาลให้ผู้คนหนังศีรษะ
ชาซ่าน
รอจนกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวนี้เริ่มเร่งความเร็วขึ้นอีก สุ้มเสียงดัง
สนั่นกวาดซัดไปทั่ว คล้ายบอกเตือนผู้คนให้ล่วงรู้ในทันที การศึกครั้ง
ประวัติศาสตร์ที่ใต้หล้าล้วนเฝ้าจับตามองกำลังจะเปิดฉากขึ้นได้ทุกขณะ
จิต
ขุมกำลังในระหว่างทางไม่มีผู้ใดลากถ่วงพวกมัน ทุกผู้คนเพียงเฝ้า
มองอย่างเงียบงัน รอคอยให้การศึกครั้งนี้เปิดฉากขึ้น
เจียงเจ๋อเพ่งมองรายงานข่าวที่ส่งมาจากสายสืบของฝ่ายมัน อดถอน
ใจเบา ๆ ไม่ได้ “พวกมันมาเร็วยิ่ง!”
ในความเห็นของเจียงเจ๋อ นี่สมควรเกิดจากการที่เปี๋ยหานคาดเดาจิต
เจตนาของมันออก ว่ามันจงใจลากถ่วงพวกมันเอาไว้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามเร่ง
รุดมาด้วยความเร็วถึงขีดสุด หมายความว่าจะไม่ปล่อยให้เจียงเจ๋อได้มี
เวลาเตรียมการมากพออีกต่อไป แต่เจียงเจ๋อหาได้วิตกกังวลไม่ การ
เตรียมการของมันเสร็จสิ้นไปแล้ว
ส่วนการเตรียมการเพิ่มเติมที่เหลือ เป็นเพียงการเพิ่มโอกาสในการ
เอาชัยต่อเปี๋ยหานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่เมื่อคู่มือเป็นเปี๋ยหาน ย่อมมีปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้มากมาย
เกินไป การเตรียมพร้อมเหล่านี้อาจใช้การไม่ได้แม้สักอย่างเดียว เจียงเจ๋อ
เพียงแค่อุดช่องโหว่ในการป้องกันของพวกมันเท่านั้น ควรทราบว่าพวกมัน
ยึดครองอาณาจักรปิศาจจำนวนมาก เปี๋ยหานมีเป้าหมายให้เลือกจู่โจมรัง
ควานได้หลายต่อหลายแห่ง
มันทราบว่าเหล่าศิษย์ร่วมสำนักของมันที่เฝ้ารักษาแต่ละอาณาจักร
ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นคู่มือของเปี๋ยหาน ในแนวป้องกันทั้งหมด มีเพียงแค่
มันผู้เดียวที่สามารถหยุดยั้งเปี๋ยหาน
นี่ยังเป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์ที่มันใช้ในศึกครั้งนี้อีกด้วย มันจะต่อกร
กับเปี๋ยหานด้วยตัวเอง ปล่อยให้แม่ทัพอื่น ๆ ในสำนักรับมือกงซุนชา หาก
มันสามารถหยุดยั้งและพัวพันเปี๋ยหานเอาไว้ได้ ก็เพียงแค่รอให้แม่ทัพอื่น
ๆ ผนึกกำลังกันโค่นกงซุนชาลง จากนั้นค่อยหันกลับมากระหนาบจู่โจม
กองพันบาปเคราะห์จากทุกทิศทาง
เจียงเจ๋อล่วงรู้นิสัยใจคอของอดีตคู่แข่งร่วมสำนักผู้นี้เป็นอย่างดี เปี๋ย
หานจะไม่ยินยอมพลาดโอกาสเผชิญหน้ากับมันอย่างแน่นอน!
ทันใดนั้นเอง นกกระเรียนกระดาษทองคำตัวหนึ่งร่อนลงในมือของ
มัน
เจียงเจ๋อหัวใจกระตุกวูบ นกกระเรียนกระดาษสีทองบ่งบอกถึงคำสั่ง
เร่งด่วนที่สุดของสำนัก หรือว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นในสำนัก?
มันรีบคลีนกกระเรียนกระดาษ อ่านตัวอักษรทีอยู่ภายใน จากนันต้อง
ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
รอจนมันพบเห็นนามของท่านบรรพชนจี้เจิ้ง กระทั่งเจียงเจ๋อยัง
แตกตื่นสุดระงับ ราวกับว่าในใจมันบังเกิดคลื่นยักษ์ซัดโหม! สองสุดยอด
ยุทธ์ด่านฝ่านซู และคราวนี้ยังจะมียอดฝีมืออีกจำนวนหนึ่งติดตามมาอีก
ทั้งยังอยู่ห่างจากอาณาจักรขุนเขายะเยือกไม่ไกล!
ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
ขณะเดียวกันเจียงเจ๋อยังบังเกิดความไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่
ว่าสำนักใด การส่งกองกำลังยอดฝีมือกลุ่มใหญ่ออกจากสำนักยังคงเป็น
เรื่องสุ่มเสี่ยงอันตรายยิ่ง เนื่องเพราะการป้องกันในสำนักใหญ่จะลดน้อย
ถอยลงไปมาก
แม้ว่ามันไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดกล้าลงมือต่อสำนักของมัน แต่มันย่อม
คัดค้านพฤติการณ์ที่สุ่มเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้ ซึ่งคล้ายไม่เว้นทางถอย
ให้แก่ตัวเองแม้แต่น้อย
แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่เจ้าอาวาสวัดเสวียนคง!
เจียงเจ๋อฝืนยิ้มอย่างอับจนปัญญา พยายามปลุกปลอบใจตนเอง หาก
มิใช่เรื่องสำคัญสุดยอดจริง ๆ ท่านเจ้าอาวาสคงไม่ตัดสินใจอย่างบ้าระห่า
ถึงเพียงนี้แน่!
เพียงแต่ว่า… …
… …
… …
จั่วม่อสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง เหรียญวิเศษใจอำมหิตในมือของมัน
เปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง บนเหรียญวิเศษใจอำมหิตปรากฏช่องรูป
สี่เหลี่ยมที่ดูคล้ายอัดแน่นไปด้วยโลหิต บัดนี้สมควรเรียกพวกมันว่าเหรียญ
วิเศษหัวใจโลหิตจะถูกต้องเหมาะสมกว่า
เหรียญวิเศษหัวใจโลหิตกระจายตัวอยู่บนกระดองเต่าประหลาด
จั่วม่อเดิมทีไม่ได้นึกถึงกระดองเต่าที่ถูกโยนทิ้งไว้ตรงซอกมุมหนึ่งของ
แหวนมิติแม้แต่น้อย เมื่อมันคิดหลอมสร้างเหรียญวิเศษใจอำมหิตเสียใหม่
มันมีความรู้สึกว่าศาสตรามารชิ้นนี้แม้มีพลังอัศจรรย์พันลึก แต่กลับไม่มี
พลังสังหารมากพอที่จะจู่โจมปลิดชีพศัตรู
ข้อบกพร่องของเหรียญวิเศษใจอำมหิต ทำให้จั่วม่อดูแคลนศาสตรา
มารชั้นปฐพีชิ้นนี้ ในเมื่อมันคิดจะหลอมสร้างของวิเศษที่ต่ากว่ามาตรฐาน
ชิ้นนี้เสียใหม่ มันก็ย่อมต้องฉวยโอกาสค้นหาวัตถุดิบที่เหมาะสมในแหวน
มิติของมัน เพื่อช่วยหนุนเสริมเหรียญวิเศษใจอำมหิตอีกแรงหนึ่ง
รอจนสายตาของมันกวาดไปพบกระดองเต่า พลันตาเป็นประกาย
กระดองเต่าประหลาดนี้แผ่ซ่านแรงสั่นสะเทือนของพลังเทพที่อ่อน
จางยิ่งออกมา ในกาลก่อนนี่เป็นสิ่งที่จั่วม่อยากจะค้นพบได้ แต่จั่วม่อใน
ยามนี้สามารถสัมผัสถึงลักษณะพิเศษตามธรรมชาติของกระดองเต่าได้
ในทันที พลังเทพสายนี้อ่อนจางยิ่ง แต่ก็บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก
หลังจากคิดทบทวนอยู่ชั่วครู่ มันค่อยจดจำได้ว่ากระดองเต่านี้ มันได้
รับมาเมื่อครั้งที่ปล้นสะดมวิหารเทพสุริยัน มันรีบพลิกดูในใบไม้ทองคำ
เพื่อสืบค้นความเป็นมาของกระดองเต่าชิ้นนี้ แล้วต้องบังเกิดความครั่น
คร้ามยำเกรงขึ้นมา นี่เป็นกระดองที่ชนเผ่าเทพสุริยันใช้ในการทำนายใน
ระหว่างพิธีสักการะ มันเป็นกระดองเต่าที่มีต้นกำเนิดจากสัญลักษณ์ศึก
ของชนเผ่าเต่าทะเล หลังจากชนเผ่าเทพสุริยันทำลายล้างชนเผ่าเต่าทะเล
และสังหารสัญลักษณ์ศึกของฝ่ายตรงข้าม กระดองเต่าวิเศษที่เป็นสิน
สงครามนี้ก็ถูกมอบต่อให้แก่วิหารเทพสุริยันแห่งนั้น
ร่องรอยเสียหายเพียงหนึ่งเดียวที่บังเกิดขึ้นบนกระดองเต่า มีเพียง
รอยไหม้ที่เกิดจากเพลิงเทพแห่งแท่นเซ่นสรวง แม้ว่าล่วงผ่านไปหลาย
หมื่นปี กระดองเต่านี้ก็ปราศจากความเสียหายอื่นใดอื่น ชนเผ่าเต่าทะเล
ฝึกปรือพลังเทพสายธาตุน้า และหลังจากผ่านการหลอมสร้างในเพลิงเทพ
มานานนับปีไม่ถ้วน พลังเทพสุริยันก็แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของกระดองเต่า
วิเศษนี้
น้าและไฟผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์ ในรูปแบบที่ลี้ลับพิสดารไม่มี
ผู้ใดเสมอเหมือน
หากมันสามารถแยกแยะวิธีการที่น้าและไฟหลอมรวมเข้าด้วยกัน
อย่างพิสดารนี้ เพลงกระบี่เพลิงธาราของจั่วม่อ อาจรุดหน้าก้าวไกลขึ้นไป
อีกหลายระดับชั้น!
เหรียญวิเศษแต่ละเหรียญในยามนี้ ในสีแดงซ่อนสีฟ้า ในสีฟ้าแฝงเร้น
ด้วยสีแดง แต่ละเหรียญเรียงตัวปกคลุมอยู่บนกระดองเต่าด้วยรูปแบบ
ลวดลายอันแปลกประหลาด คล้ายแฝงไว้ด้วยความนัยแห่งฟ้าดินชนิด
หนึ่ง ตรงกันข้ามกับรอยไหม้บนกระดองเต่าที่เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง
กระดองเต่ากลับกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหยกขาวเนื้อดี ไม่มีข้อ
ตำหนิแม้แต่น้อย
ภายในกระดองเต่าเป็นแอ่งน้าเล็ก ๆ ที่กระจ่างใสเหมือนแผ่นกระจก
น้าตามนุษย์หมอกถูกใช้ไปที่ตำแหน่งนี้เอง
สิ่งที่พิเศษเฉพาะ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือนมากที่สุด คือรอบนอก
ของเหรียญวิเศษแต่ละเหรียญ ล้วนมีวงแหวนประกายวงหนึ่งโคจรอยู่รอบ
ๆ พวกมันดูคล้ายเป็นกงล้อดาราจักรฉบับย่อส่วน
เหรียญวิเศษเจ็ดเหรียญ มีวงแหวนประกายเจ็ดวงหมุนคว้างอยู่รอบ
ๆ เปล่งประกายอยู่บนผิวหน้าของกระดองเต่า งดงามอัศจรรย์จนยากจะ
บ่งบอกบรรยาย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่เป็นสุดยอดอาวุธเวทอันดับแรกเท่าที่จั่วม่อเคย
ครอบครองมาทั้งหมด!
แต่คิดจัดอันดับของอาวุธเวทชิ้นนี้ หากใช้ระบบการจัดอันดับทั่วไป
เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก ด้วยยอดศาสตรามารชั้นปฐพีเป็นจุดเริ่มต้น สิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าโบราณเป็นรากฐาน แต่งเติมประดับประดาด้วย
ศาสตร์อสูร น้าตามนุษย์หมอกเป็นทะเลสาบ และหลอมสร้างขึ้นด้วย
ศาสตร์วิชาหลอมสร้างของซิวเจ่อ สุดยอดอาวุธเวทเช่นนี้ เกรงว่าจะเหนือ
ล้ากว่าทุกสิ่งที่จั่วม่อล่วงรู้ไปแล้ว
ชั่วพริบตาที่อาวุธเวทถือกำเนิด จั่วม่อปลาบปลื้มยินดีจนแทบหลั่ง
น้าตา
ในเวลานี้เอง หมู่เมฆดำรวมตัวกันบนฟากฟ้า อัสนีบาตวาบประกาย
อยู่ท่ามกลางเมฆทะมึน
ทันใดนั้นสายฟ้าฟาดทลายลงมาอย่างเกรี้ยวกราด ภูเขาที่เหนือขึ้นไป
จากจั่วม่อแตกระเบิดเป็นผุยผง
สายฟ้าอีกสายหนึ่งฟาดลงมายังจั่วม่อ ทันใดนั้นเหรียญวิเศษเหรียญ
หนึ่งพุ่งขึ้นจากแอ่งน้า ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะจั่วม่อในบัดดล หลุมรูป
สี่เหลี่ยมสีแดงบังเกิดพลังดูดรั้งอันรุนแรงขุมหนึ่ง
สายฟ้าอันเกรี้ยวกราดถูกดูดหายเข้าไปในหลุมรูปสี่เหลี่ยมในชั่ววูบ
เดียว
เหรียญเต่าวิเศษไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับว่าสายฟ้าซึ่งเป็น
ทัณฑ์สวรรค์เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาภาพหนึ่ง
หมู่เมฆดำเบื้องบนคล้ายพิโรธโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่ง สายฟ้าคำราม
สนั่นหวั่นไหว แล้วฟาดใส่เหรียญเต่าวิเศษเหนือศีรษะของจั่วม่อเป็นคำรบ
สอง
ท่ามกลางเสียงอัสนีบาตคำรามกระชั้นเร่งร้อน เห็นลวดลายบน
กระดองเต่าค่อย ๆ กลายเป็นสีเงินอย่างช้า ๆ
พวกมันกำลังดูดกลืนพลังสายฟ้า!