สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 672 ย้อนกลับไปเชือด
จี้เจิ้งลืมตาขึ้นช้า ๆ ใบหน้าซีดขาวของมันในที่สุดฟื้นคืนสีสันขึ้นส่วน
หนึ่ง พลังของโอสถปราณไหลเวียนไปทั่วร่าง สองสามวันมานี้มันไม่ได้
สิ้นเปลืองเวลาไปกับการพักผ่อนแม้แต่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม มันทราบดี
ว่าอาการบาดเจ็บของมันจะไม่ทุเลาหายดีในระยะเวลาอันสั้น อำนาจ
ทำลายล้างของพลังเทพเหนือความคาดหมายของมันเกินไปมาก กระทั่ง
มาย้อนคิดดูในยามนี้ยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่คลาย หากมิใช่ว่าสรีระธาตุ
ศักดิ์สิทธิ์ช่วยชีวิตเอาไว้ เกรงว่าวันนั้นของปีหน้าจะเป็นวันครบรอบการ
ตายของมันแล้ว
พลังเทพ สมแล้วที่เป็นพลังเทพ!
เหตุการณ์ในอดีตพลันผุดขึ้นในใจมัน อดทอดถอนใจเบา ๆ ไม่ได้
แต่จิตแห่งพุทธะของมันแน่วแน่แกร่งกร้าว ทราบดีถึงความสำคัญ
ของการรายงานเรื่องนี้กลับไปยังสำนัก ดังนั้นปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่าน
วุ่นวายไปหมดสิ้น
จากนั้นจี้เจิ้งหันไปถามฮุยเป่า “ติดตามร่องรอยของพวกมันพบ
หรือไม่?”
ฮุยเป่ากล่าวอย่างระมัดระวัง “ผู้น้อยจะพยายาม!”
การต่อสู้เมื่อสิบวันก่อนขู่ขวัญมันแทบตาย มันนึกไม่ถึงว่ากระทั่งยอด
คนด่านฝ่านซูยังได้รับบาดเจ็บได้ พลังของศัตรูเหนือกว่าความเข้าใจของ
มันไปแล้ว มันไม่อาจเข้าใจได้ว่ายอดยุทธ์ที่ร้ายกาจถึงเพียงนั้น ไฉนยังคง
เปลืองเรี่ยวแรงและเวลาไปเรียนรู้ความสามารถชั้นต่าเช่นการปกปิดซ่อน
เร้นและการหลบหนีด้วย
จี้เจิ้งมองดูก็ทราบว่าฮุยเป่าไม่เข้าใจเรื่องราวอย่างถ่องแท้ แต่ไม่ได้
เสียเวลาอธิบายให้ฟัง เพียงผงกศีรษะพลางกล่าว “ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน”
แค่รอจนเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักเดินทางมาสมทบ ต่อให้เซี่ยวม่อ
เกอสามารถหลบหนีไปถึงสุดขอบโลก ยังไม่มีทางหนีพ้นไปจากพวกมันได้
ในเวลานี้เอง เห็นหมู่เมฆดำกว้างไพศาลรวมตัวกันอยู่ในที่ห่างไกล
ดึงดูดความสนใจของพวกมันทันควัน
“หรือว่ามีคนหลอมสร้างอาวุธเวท?” ไต้เทามองดูหมู่เมฆสีหมึกใน
ระยะไกล รวมถึงประกายสายฟ้าที่แลบลั่นจากภายในด้วยความประหลาด
ใจ เมื่อกอรปด้วยพลังสภาวะสะท้านฟ้าสะเทือนดินเช่นนี้ หมายความว่า
อาวุธเวทที่กำลังถือกำเนิดขึ้นจะต้องเป็นของวิเศษในแดนดินชิ้นหนึ่ง
จี้เจิ้งเงยหน้าขึ้นมอง แล้วโพล่งออกมาอย่างฉับพลัน “เป็นพวกมัน!”
เมื่อเคยประมือกับจั่วม่อมารอบหนึ่ง จี้เจิ้งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสภาวะ
อันคุ้นเคยในบัดดล
มิหนำซ้าทิศทางที่มวลเมฆกำลังก่อตัว ดูเหมือนจะเป็นทางเดียวกัน
กับที่เซี่ยวม่อเกอกับพวกหลบหนีไป
“เจ้าเด็กผู้นี้ขวัญกล้าบังอาจนัก!” ไต้เทาบันดาลโทสะขึ้นมา มันนึก
ไม่ถึงว่าเซี่ยวม่อเกอไม่เพียงไม่ฉวยโอกาสหลบหนีไปให้ไกลสุดหล้าฟ้า
เขียว แต่ถึงกับมีอารมณ์หลอมสร้างอาวุธเวทอยู่ไม่ไกลจากพวกมันนัก!
บังอาจ!
ช่างบังอาจนัก!
ไต้เทาพิโรธโกรธกริ้วจนหนวดกระดิก บุรุษหนุ่มที่โอหังถือดีถึงเพียงนี้
มันเพิ่งจะเคยพบพานเป็นครั้งแรก ถูกสองฝ่านซูไล่เข่นฆ่าเอาชีวิต มัน
แทนที่จะพยายามหลบหลีไปให้ไกลแสนไกล กลับหยุดพักหลอมสร้าง
อาวุธเวทอย่างเปิดเผยอยู่ไม่ไกลออกไปนัก
อาวุธเวท?
ภายใต้แรงกดดันของพลังที่เหนือชั้นกว่าอย่างสิ้นเชิง ต่อให้เป็นยอด
อาวุธเวทยังไม่มีประโยชน์อันใด อย่าว่าแต่อาวุธเวทที่หลอมสร้างอย่าง
ฉุกละหุกเช่นนี้ ในความเห็นของมัน นี่เป็นเพียงเซี่ยวม่อเกอบังเกิด
ความคิดหยามดูแคลนพวกมันเท่านั้น!
ไต้เทาหันไปมองจี้เจิ้งแวบหนึ่ง
จี้เจิ้งสามารถสังเกตเห็นโทสะของไต้เทาได้ชัดเจน แต่สีหน้าของมัน
ยังคงไม่สะทกสะท้านดั่งหินผา “ลองไปดูกัน”
ไต้เทาไม่กล่าวคำที่สอง โถมทะยานออกไปเป็นคนแรก
จี้เจิ้งไม่ปริปาก เพียงติดตามไปอย่างกระชั้นชิด ยอดยุทธ์ทั้งสองแม้
ระมัดระวังฝ่ายศัตรูอันแปลกพิสดาร แต่หาได้หวาดกลัวไม่ ในความเห็น
ของพวกมัน เซี่ยวม่อเกอกับพวกทั้งสามที่สามารถทำร้ายจี้เจิ้งบาดเจ็บได้
เป็นเพียงเพราะพวกมันทั้งสองไม่ทันระวังเท่านั้น
หากพวกมันตั้งอกตั้งใจสักหน่อย พวกเซี่ยวม่อเกอจะไม่หลงเหลือ
โอกาสอีกต่อไป!
เกี่ยวกับเรื่องที่จี้เจิ้งขอกำลังหนุนจากสำนัก ไต้เทาออกจะไม่เห็นด้วย
อยู่บ้าง ซ้ายังดูแคลนอยู่บ้าง มันไม่คิดว่าเซี่ยวม่อเกอจะสามารถหลุดรอด
ไปจากเงื้อมมือของมันได้ แม้ว่าจี้เจิ้งจะได้รับบาดเจ็บไม่เบา แต่สำหรับไต้
เทาที่เข้าใจว่ามันได้เห็นฝีมือของพวกเซี่ยวม่อเกอชัดเจนแล้ว มันไม่หวั่น
เกรงแม้แต่น้อย
หากมิใช่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด… …
ซึ่งความจริงไต้เทาไม่คิดล้าหน้ามากเกินไป มันแม้เป็นผู้อาวุโสด่าน
ฝ่านซู แต่ท้ายที่สุดก็มิได้ถือกำเนิดจากวัดเสวียนคง ผู้อื่นในวัดอาจมี
ข้อคิดเห็นของตนเกี่ยวกับตัวมัน แต่ท่าทีหยามดูแคลนของเซี่ยวม่อเกอ
กระทบถูกความภูมิใจของมัน ทำให้มันบันดาลโทสะสุดจะระงับได้
หากเสี่ยวม่อเกอล่วงรู้ความคิดของไต้เทาในเวลานี้ มันคงต้องร่าร้อง
ว่าถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างไม่เป็นธรรม
รอจนสายฟ้าเส้นสุดท้ายถูกกลืนหายเข้าไปในเหรียญเต่าวิเศษ หมู่
เมฆบนท้องฟ้าสลายหายไปในบัดดล เห็นท้องนภาสีครามใสกระจ่างสบาย
ตา ไม่หลงเหลือกลิ่นอายฆ่าฟันอันดุดันอำมหิตเช่นเมื่อครู่แม้แต่น้อย
เหรียญเต่าวิเศษหมุนคว้างกลับไปยังบ่อน้าเล็ก ๆ ในกระดองเต่า
เหรียญเต่าวิเศษทั้งเจ็ดล่องลอยขึ้น เคลื่อนไปมาอยู่บนผิวน้า เปล่ง
ประกายเรืองรองออกมาเป็นระยะ
เขิงเหลียนเอ๋อร์เฝ้ามองกระบวนการหลอมสร้างอันอัศจรรย์พันลึก
ตั้งแต่ต้นจนจบ ยามนี้เพ่งมองอาวุธเวทเหรียญเต่าวิเศษในมือของจั่วม่อ
อย่างอยากรู้อยากเห็น อดออกปากถามไม่ได้ “นี่เป็นอาวุธวิเศษอันใด?”
จั่วม่อค่อยนึกได้ว่ายังไม่ได้ตั้งชื่อของวิเศษนี้ หลังจากขบคิดอยู่ชั่วครู่
จึงตกลงใจตอบว่า “อ้อ นี่เรียกว่า ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ!”
ชื่ออันเรียบง่ายปานกำปั้นทุบดินเช่นนี้ มันแทบไม่ต้องใช้แรงกาย
แรงใจอันใดมาครุ่นคิด มิหนำซ้ายังทำท่าภาคภูมิใจเล็ก ๆ อีกด้วย
พอได้ยินชื่อนี้เข้า ความอัศจรรย์ใจและคาดหวังของเขิงเหลียนเอ๋อร์
สลายวับไปทันควัน
แต่ในยามนี้ไม่ว่าจะเป็นจั่วม่อหรือเขิงเหลียนเอ๋อร์ ล้วนไม่มีผู้ใดทราบ
ว่าถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อชิ้นนี้จะก่อเกิดปาฏิหาริย์สะท้านฟ้าสะเทือนดิน
เพียงใดในอนาคตอันไกลโพ้นข้างหน้า ทว่าน่าเสียดายที่มีคนเพียงไม่กี่คน
เท่านั้นที่รู้จักนามแท้จริงของของวิเศษชิ้นนี้ นามแท้จริงที่ถูกขนานนามว่า
‘ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ’
จั่วม่อที่เบิกบานสำราญใจ ไม่มีทางล่วงรู้เลยว่านามที่มันตั้งให้ของ
วิเศษชิ้นนี้ ในอนาคตข้างหน้าจะถูกผู้คนเปลี่ยนเป็นนามอื่น นามที่สะท้าน
ไปทั้งใต้หล้า
ในยามนี้มันเต็มไปด้วยความยินดีและความเชื่อมั่น แม้ในยามนี้ยัง
ไม่ได้ทดสอบพลังของถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ มันยังสัมผัสได้ว่าของวิเศษนี้
ไม่ธรรมดาสามัญ เพียงแต่ความรู้สึกเชื่อมโยงกับถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ
เป็นเหตุให้มันคิดถึงเจดีย์น้อยกับเหล่าเจ้าตัวเล็ก อดอารมณ์หม่นหมองอยู่
บ้างไม่ได้
แต่ไม่นานมันก็ปลุกปลอบขวัญกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง
“กลับไปเชือดพวกมันกันเถอะ!” จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมองสองสตรีข้าง
กาย กล่าววาจาที่ขู่ขวัญผู้คนแทบตาย
อากุ่ยย่อมไม่คัดค้าน แต่ที่คาดไม่ถึงคือกระทั่งเขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่
เห็นค้านด้วย
เสี่ยวม่อเกอที่เจ้าเล่ห์แสนกลย่อมไม่พาตัวเองไปหาที่ตายเป็นแน่ มัน
มีแผนการในใจของตน แม้ในวันนั้นมันจะไม่ได้เห็นผลการต่อสู้กับตา แต่ดู
จากที่หลายวันมานี้ศัตรูไม่มีการเคลื่อนไหวใด จั่วม่อตระหนักได้ทันทีว่าจี้
เจิ้งได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังมิใช่อาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
มิเช่นนั้น สิบวันมานี้พวกมันคงไม่ได้เงียบสงบถึงเพียงนี้แน่
อาการบาดเจ็บของจี้เจิ้งทำให้จั่วม่อบังเกิดความคิดเสี่ยงอันตราย
ฝ่ายมันทั้งสามฟื้นฟูเรี่ยวแรงอย่างสมบูรณ์ ทั้งแต่ละคนยังติดอาวุธ
พรักพร้อม หลอมสร้างอาวุธเวทอันทรงพลังสำเร็จ เรียกได้ว่ายามนี้เป็น
ช่วงเวลาที่พวกมันแข็งแกร่งเพียบพร้อมที่สุด ส่วนฝ่ายศัตรูกลับอยู่ในช่วง
ที่อ่อนแอที่สุด นับเป็นโอกาสอันดีงามที่หาไม่ได้อีกแล้ว
และหากการต่อสู้เมื่อสิบวันก่อน ทำให้ฝ่ายศัตรูประเมินพลังฝีมือของ
พวกมันต่าเกินไป นั่นยิ่งจะทำให้พวกมันมีโอกาสมากกว่าเดิม
จั่วม่อทราบกระจ่างแก่ใจว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไป รอจนจี้เจิ้ง
ทุเลาหายดี สถานการณ์ของฝ่ายมันจะกลับเป็นเลวร้ายลงแล้ว!
หากพวกมันชิงลงมือเสียตั้งแต่ตอนนี้ แม้ว่าจะสุ่มเสี่ยงอันตรายอยู่
บ้าง แต่ยังคงมีโอกาสให้ฉกฉวย!
อากุ่ยเชื่อฟังจั่วม่ออยู่แล้ว เขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่คัดค้าน ดังนั้นทั้งสาม
หันกลับไปหาหนทางเชือดจี้เจิ้งทิ้งเสียแต่เนิ่นๆ
แต่เพียงเหินร่างย้อนกลับไปได้ไม่นาน พวกมันก็เผชิญกับพวกไต้เทา
ที่สวนทางมาพอดี
ไต้เทาดวงตาแหลมคม มันพอมองเห็นสามสหาย ทีแรกชะงักกึก
จากนั้นพิโรธโกรธกริ้วทันที หากมันเคยรู้สึกว่าเซี่ยวม่อเกอจงใจไม่เห็นหัว
พวกมัน ด้วยการแทนที่จะหลบหนีกลับหยุดพักหลอมสร้างอาวุธเวท
หน้าตาเฉย คราวนี้เมื่อเห็นเซี่ยวม่อเกอย้อนกลับมา ไต้เทาถึงกับเดือดดาล
จนแค่นหัวร่อออกมา!
ชนชั้นฝ่านซูอย่างพวกมัน เคยถูกหยามดูแคลนถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด
กัน?
โดยไม่กล่าวคำที่สอง ไต้เทาทุ่มเทท่าร่าง โถมทะยานเข้าหาสามสหาย
ในบัดดล มันจะต้องให้ตัวบัดซบทั้งสามนี้ได้รู้สำนึกเสียบ้าง ว่าโทสะของ
ฝ่านซูสามารถเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง!
กงล้อจำแลงห้าธาตุพุ่งวาบออกไปในบัดดล!
“วัดเสวียนคงยังคงเป็นเช่นเดิม เพียงเรื่องเล็กน้อยมักจะเอะอะมะ
เทิ่งใหญ่โต” สุ้มเสียงของเสวียตงติดจะเย้ยหยันอยู่บ้าง วัดเสวียนคงใน
ยามนี้ดึงดูดสายตาของภพเซียนทั้งหมด การศึกระหว่างเจียงเจ๋อกับเซี่ยว
ม่อเกอเป็นสิ่งที่ทุกผู้คนล้วนตั้งตารอคอยชม
เพียงแต่สิ่งที่เสวียตงกำลังเอ่ยถึง กลับมิใช่เรื่องที่ล่วงรู้กันไปทั่วนั้น
สายลับของคุนหลุนรั้งตำแหน่งสูงส่งไม่น้อย มิหนำซ้าวัดเสวียนคงไม่
มีเจตนาจะปกปิดอำพราง ดังนั้นคุนหลุนได้รับข่าวสารอย่างรวดเร็ว
“เรื่องนี้ข้าล่วงรู้เล็กน้อย” หลินเชียนรู้สึกหนักใจอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้
มันทำตามคำสั่งเจ้าสำนักคุนหลุน ทำการตรวจสอบเหตุการณ์ไล่ล่าสังหาร
ผู้สืบเชื้อสายของชนเผ่าโบราณในช่วงหลายร้อยปีให้หลัง ดังนั้นล่วงรู้
มากกว่าเสวียตงหลายส่วน
เสวียตงพอฟัง เริ่มสนอกสนใจขึ้นมา หลินเชียนกำลังจะอธิบายให้ฟัง
แต่กลับมีศิษย์ผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างกะทันหัน “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเจ้าสำนัก
เรียกหาท่าน!”
เสวียตงพลันตระหนักในบัดดล เรื่องนี้เห็นทีจะไม่รวบรัดธรรมดา
อย่างที่มันเข้าใจ
หลินเชียนหันไปพยักหน้าให้เสวียตงคราหนึ่ง ก่อนจะติดตามศิษย์ผู้
นั้นไป
รอจนมันก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ กระทั่งชนชั้นหลินเชียนยังรู้สึกแทบ
ลืมหายใจ ภายในห้องโถงใหญ่ เห็นบรรดาผู้อาวุโสเกือบทั้งหมดในสำนัก
อยู่กันพร้อมหน้า กระทั่งผู้อาวุโสที่ไม่ได้เผยโฉมมาหลายปี ยังมากันอย่าง
พร้อมเพรียง
ชั่วชีวิตของหลินเชียน นี่เป็นครั้งแรกที่มันเห็นภาพอันยิ่งใหญ่นี้
ขณะที่หลินเชียนก้าวผ่านเข้าไป สายตาของเหล่าผู้อาวุโสหันมามอง
มันเป็นตาเดียว หลายท่านยังแย้มยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย หลินเชียน
อ่อนน้อมถ่อมตน มากพรสวรรค์ ทั้งยังเพียบพร้อมจริยวัตรอันสูงส่ง เป็นที่
ชื่นชอบของเหล่าผู้อาวุโส ทุกผู้คนล้วนทราบดีแก่ใจ เจ้าสำนักคุนหลุนคน
ต่อไปจะต้องเป็นหลินเชียนผู้นี้อย่างแน่นอน
เหล่าผู้อาวุโสแม้มีศักดิ์ฐานะยิ่งใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือ
บรรดาศิษย์ของพวกมัน ล้วนต้องพึ่งพาการดูแลจากหลินเชียน ไม่มีผู้ใด
ยินดีมีข้อขัดแย้งกับหลินเชียน
เจ้าสำนักคุนหลุนแม้ดวงตาปิดสนิท แต่คล้ายรับรู้ว่าหลินเชียนมาถึง
แล้ว คิ้วหนาราวกระบี่เลิกขึ้น ลืมตามองหลินเชียน พลางกล่าวเนิบช้า
“ท่านทั้งหลายสมควรทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว ข้าเรียกพวกท่านมาใน
วันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับท่าทีของคุนหลุนต่อเรื่องที่เกิดขึ้น”
ในคุนหลุน อำนาจบารมีของเจ้าสำนักเป็นสิ่งที่ไม่อาจต่อต้านแข็งขืน
เบื้องหน้าเจ้าสำนักคุนหลุน กระทั่งผู้อาวุโสที่เย่อหยิ่งถือดียังไม่กล้า
หายใจแรง
หลายอึดใจให้หลัง ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเริ่มเสนอความเห็น “ในปีนั้นคุน
หลุนเราก็เสื่อมเสียชื่อเสียงไปไม่น้อย แต่ไม่ได้รับสิ่งใดกลับมาเลย
กระบวนการค้นคว้าพลังเทพของเรากำลังเป็นไปได้ด้วยดี หากใช้เวลา
มากกว่านี้ พวกเราจะต้องไขปริศนาความลี้ลับของพลังเทพได้อย่าง
แน่นอน… …”
ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งเอ่ยปากค้านทันควัน “พลังเทพของเราแม้กำลัง
พัฒนา แต่มิใช่สิ่งที่สามารถสำเร็จลุล่วงในวันสองวัน ตอนนี้เราคล้ายคลำ
ทางในความมืด และมีตัวอย่างจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น หากสามารถได้รับมา
ใหม่… …”
วาจาของสองผู้อาวุโสประดุจประกายไฟที่โยนลงไปในถังดินระเบิด
ทั่วทั้งห้องโถงเดือดพล่านขึ้นทันที
เจ้าสำนักคุนหลุนหลุบตาลง กลายเป็นครึ่งหลับครึ่งลืม ปล่อยให้ทุก
ผู้คนโต้เถียงอย่างดุเดือดราวกับว่ามันจู่ๆ ก็หลับใหลไป
อย่างช้า ๆ เหล่าผู้อาวุโสเริ่มแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ผู้อาวุโสส่วนใหญ่
สนับสนุนให้คุนหลุนแทรกแซงเรื่องของวัดเสวียนคงในครั้งนี้
เมื่อท่าทีชัดแจ้งปรากฏออกมา พวกมันค่อย ๆ สงบปากสงบคำลง ทั่ว
ทั้งห้องโถงใหญ่ตกลงสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
เมื่อฝูงชนเลิกถกเถียงกัน เจ้าสำนักคุนหลุนก็คล้ายจะตื่นขึ้น ลืมตา
มองทุกผู้คน พลางกล่าวเสียงเย็นยะเยือก “ในเมื่อล้วนเห็นพ้องต้องกัน
เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ เพียงแต่พวกเรามิอาจเลียนเยี่ยงวัดเสวียนคง เราจะ
ส่งไปเพียงผู้อาวุโสด่านฝ่านซูหนึ่งคนและผู้อาวุโสด่านหยวนอิงอีกห้าคน
ให้นำเหล่าศิษย์ร่วมทางไปมากหน่อยจะดีที่สุด เหล่าคนหนุ่มสาวหากไม่ได้
แสวงหาประสบการณ์เสียบ้าง พวกมันก็ไม่อาจมีความสำเร็จใด”
“ตามแต่ท่านเจ้าสำนักจะบัญชา!” เหล่าผู้อาวุโสน้อมรับคำอย่าง
พร้อมเพรียง
กลวิธีที่ท่านเจ้าสำนักจัดการกับการหารือ รวมถึงการตัดสินใจในครั้ง
นี้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้แก่หลินเชียนไม่น้อย ท่านเจ้าสำนักสุดท้ายแล้วเพียง
กล่าววาจาสองประโยค แต่ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านได้
หลินเชียนคล้ายไขว่คว้าได้ความเข้าใจในเรื่องราวบางประการ
หลังจากการประชุมจบสิ้นลง ท่านเจ้าสำนักไม่ได้เรียกหาหลินเชียน
เพื่อสนทนาเป็นการส่วนตัว คราครั้งนี้มันคล้ายถูกเรียกมาฟังการประชุม
เพียงเล็กน้อย แต่หลินเชียนกลับได้เรียนรู้มากมาย เจ้าสำนักจะต้อง
สามารถรวมใจผู้คนให้เป็นน้าหนึ่งอันเดียวกัน มิใช่ใช้ศักดิ์ฐานะของตนบีบ
บังคับผู้อื่น
เมื่อเดินออกจากห้องโถงใหญ่ หลินเชียนเห็นคนผู้หนึ่งเร่งรุดเข้าหา
มัน
หลินเชียนชะงักเท้า ผู้มาเป็นหัวหน้าหอฟังเสียงลม จงเป่า คนผู้นี้เมื่อ
มาหามันเป็นการด่วน แน่นอนว่าต้องมีข่าวสำคัญ หอฟังเสียงลมเป็น
หน่วยงานสืบข่าวของคุนหลุน มีชื่อเสียงและศักดิ์ฐานะกระเดื่องดังไปทั่ว
ภพเซียน ในฐานะหนึ่งในหน่วยสืบข่าวที่เลิศล้าที่สุด จำนวนสายสืบของ
พวกมันที่แฝงตัวอยู่ในทั้งสามภพ เหนือล้ากว่าจินตนาการของผู้คนไปมาก
“มีเรื่องใด?” หลินเชียนถามทันที
จงเป่าค้อมกายคารวะ แล้วรายงานอย่างนอบน้อม “เป็นเรื่อง
เกี่ยวกับเหวยเสิ้ง”
“เหวยเสิ้ง!” หลินเชียนดวงตาทอประกายวูบ เงาร่างอันเด็ดเดี่ยวแน่ว
แน่ดุจกระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในใจมัน ประกายตาของมันยิ่งเจิดจ้าดุจ
สายฟ้า!