สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 673 เกล็ดย้อนที่ห้ามแตะต้อง
เผชิญกับกงล้อจำแลงห้าธาตุที่พุ่งวาบเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด เขิง
เหลียนเอ๋อร์ทะยานเข้ารับหน้าเป็นคนแรก
นางสะบัดมือวูบ ซัดไข่มุกดาวทองด้ายเงินสามเม็ดออกไปในรวด
เดียว!
ทันทีที่ไข่มุกดาวทองด้ายเงินขนาดเท่าหัวแม่มือหลุดออกจากมือของ
นาง พลันแปรเปลี่ยนเป็นหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่ง กลุ่มโลหิตอันข้นเหนียวบิด
เป็นเกลียวกลางอากาศ กลิ่นเลือดฉุนกึกฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณในทันใด
ภายในหมอกเลือดแต่ละหลุ่ม เห็นประกายสายฟ้าสีเลือดแลบลั่นไม่ขาด
สาย ทั้งหากเพ่งมองดูให้ดี จะเห็นดอกบัวเพลิงสีทองเล็ก ๆ ลอยละล่องไป
มา
ไต้เทาแค่นเสียงอย่างเย็นชา ดวงตายิ่งทอประกายอำมหิตกว่าเดิม
ในสายตาของมัน คิดรับมือไข่มุกโลหิตอัสนีบาตสองสามเม็ด แทบไม่
ต้องเปลืองเรี่ยวแรงอันใด
เวทวิชาสายพุทธเป็นดาวข่มตามธรรมชาติของทักษะปิศาจรูปแบบ
โลหิตอยู่แล้ว ไต้เทาแม้มิใช่ศิษย์วัดเสวียนคงแต่กำเนิด แต่มันเมื่อเข้า
ร่วมกับวัดเสวียนคงเป็นเวลานานถึงเพียงนี้ เคล็ดวิชาหรือพระคัมภีร์แทบ
ทุกเล่มในวิหารล้วนเปิดกว้างสำหรับมัน มันไหนเลยจะไม่ล่วงรู้เวทวิชา
แนวทางพุทธได้?
ไต้เทาสังวัธยายมนตร์อย่างเคร่งขรึมจริงจัง สองหัตถ์ผนึกท่ามุทรา
โคจรพลังเวทวิชาแนวทางพุทธ
เงาร่างของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งพุ่งออกมาจากกงล้อจำแลงห้าธาตุ
ก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจน นางสวมชุดขาวบริสุทธิ์ หว่างคิ้วแต้มจุดแดงจุด
หนึ่ง ในมือถือกิ่งหลิว ย่างเท้าเดินบนดอกบัวขาว นางแย้มยิ้มอย่างเมตตา
ยกกิ่งหลิวในมือขึ้นสะบัดเบา ๆ หยดน้าค้างหลายหยดลอยละล่องออกจาก
กิ่งหลิว ตรงเข้ารับหน้ากลุ่มหมอกโลหิตของเขิงเหลียนเอ๋อร์
กลุ่มหมอกโลหิตม้วนตลบอย่างดุเดือด ประหนึ่งสัตว์ร้ายพิโรธสามตัว
ยังคงโถมทะยานไปเบื้องหน้าด้วยพลังที่ไม่อ่อนแรงลงเลย
ไต้เทาตกตะลึงอยู่บ้าง ไฉนไม่ได้ผล?
พระโพธิสัตว์สีขาวยกกิ่งหลิวในมือสะบัดเป็นคำรบสอง หยดน้า
มากมายกว่าเดิมไหลลู่ลงไปตามกิ่งหลิวอันอ่อนละมุน พุ่งเข้าหากลุ่มหมอก
โลหิตอีกครั้ง
บึมบึมบึม!
กลุ่มหมอกโลหิตกลับไม่สลายไปดังเช่นที่ไต้เทาคาดหวัง ตรงกันข้าม
กลุ่มหมอกโลหิตทั้งสามพลันแตกระเบิดกลางอากาศอย่างพร้อมเพรียง!
ไต้เทาไม่ทันระวัง ถูกกลืนลงไปในม่านหมอกโลหิตทันที
บึมบึมบึม!
กลุ่มประกายสายฟ้าที่ล่องลอยอยู่ภายในคลื่นหมอกดุจฉลามกระสา
กลิ่นเลือด โผพุ่งเข้าหาไต้เทาอย่างกระหายเลือด กลุ่มสายฟ้าแตกระเบิด
ติดต่อตามกันในอากาศ ก่อตัวเป็นร่างแหสายฟ้าปากหนึ่งครอบคลุมใส่ไต้
เทาจากทุกทิศทาง ส่วนเหล่าเปลวไฟสีทองที่ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตา หลบ
ซ่อนอำพรางตัวอยู่ภายใต้แสงเจิดจ้าบาดตาของร่างแหสายฟ้า
ภายในกลุ่มหมอกโลหิต สุ้มเสียงกระชั้นเร่งร้อนของสายฟ้าฟาดดังรัว
เร็วเหมือนเสียงประทัดวันตรุษ
ไต้เทามีสารรูปทุลักทุเลยิ่ง
แต่สายฟ้าระดับนี้ไหนเลยจะทำอันตรายมันได้ ทว่าปริมาณประจุ
สายฟ้าอันล้นปรี่ทำให้มันต้องประหลาดใจ ไต้เทารีบตวัดมือ กงล้อจำแลง
ห้าธาตุลอยออกมา ปลดปล่อยลำแสงห่อหุ้มร่างของมันไว้สายฟ้าแม้โหม
กระหน่าฟาดจนเกราะแสงสะเทือนวูบ แต่ไม่อาจระคายผิวของมันแม้แต่
น้อย
ทว่า…สารรูปของมันน่าอับอายยิ่ง!
ไต้เทาใบหน้าแดงก่า ชนชั้นฝ่านซูอย่างมันถึงกับถูกปิศาจด่านเจียงผู้
หนึ่งบีบคั้นจนต้องตกอยู่ในสภาพน่าอับอายขายหน้าเช่นนี้! มิหนำซ้าอีก
ฝ่ายยังไม่ทันได้ใช้พลังเทพออกมาเสียด้วยซ้า!
ไฟโทสะของไต้เทาชักนำพระโพธิสัตว์ชุดขาวปัดป่ายประกายสายฟ้า
อย่างเกรี้ยวกราด
แก้แค้น! มันจะต้องแก้แค้นให้สาสม!
มันตัดสินใจเด็ดขาด จะไม่ออมรั้งยั้งมืออีกต่อไป ใช้ท่าสังหารออกมา
ทันที ไม่ปล่อยให้ตัวบัดซบเหล่านี้ได้มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง!
ทว่าไต้เทายามพิโรธโกรธกริ้ว กลับไม่ทันสังเกตเห็นดอกบัวเพลิงดอก
น้อย ๆ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่างแหสายฟ้า จนกระทั่งดอกบัวน้อย ๆ
เหล่านั้นเผาผลาญผ่านเข้าไปในม่านแสงที่ก่อตัวขึ้นจากพลังของกงล้อ
จำแลงห้าธาตุ!
ไต้เทาพอรู้สึกตัว ถึงกับนิ่งขึงตะลึงงัน
จะเป็นไปได้อย่างไร?
ควรทราบว่ากงล้อจำแลงห้าธาตุเป็นอาวุธเวทระดับแปด! นี่มันเปลว
ไฟผีสางอันใดกัน?
ไต้เทาขบกรามแน่น กงล้อจำแลงห้าธาตุเหนือศีรษะหมุนคว้างอีกครั้ง
เงาร่างอันสง่างามของพระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่งปรากฏขึ้น คราวนี้พระ
โพธิสัตว์นั่งอยู่บนดอกบัวแดง พระโพธิสัตว์ดอกบัวแดงพอปรากฏกายก็
พลันจี้ดรรชนีไปทางเปลวไฟ เปลวเพลิงสีทองทั้งหมดพุ่งลิ่วเข้าหาดอกบัว
แดงภายใต้องค์พระโพธิสัตว์ ราวกับวิหคหวนคืนรังก็มิปาน
ภายในชั่วพริบตา ดอกบัวแดงก็ท่วมไปด้วยเปลวไฟสีทอง
เปลวเพลิงอันร้ายกาจนัก!
ไต้เทาตระหนักในบัดดล เปลวเพลิงสีทองเหล่านี้ยากจะดูดกลืนลงไป
ได้ ซึ่งความจริงพระโพธิสัตว์ดอกบัวแดงของมันมีความสามารถในการ
ดูดกลืนเปลวเพลิงทุกชนิด แต่ครั้งนี้กลับไปสามารถดูดกลืนเปลวไฟสีทอง
อันแปลกประหลาดเหล่านี้ได้
หรือว่านี่จะเป็น… …เพลิงเทพ?
ความคิดนี้พอบังเกิดขึ้นในใจ ไต้เทาม่านตาหดแคบลง ไม่ผิดแล้ว
เปลวไฟสีทองที่ไร้สุ้มเสียงนี้ สมควรเป็นเพลิงเทพไม่ผิดแน่!
ไต้เทารู้สึกราวกับว่ามันเกือบจะคลุ้มคลั่งอยู่รอมร่อ!
มันถึงกับอัญเชิญพระโพธิสัตว์สององค์จากกงล้อจำแลงห้าธาตุ แต่
กระทั่งเพียงแค่ไข่มุกโลหิตอัสนีบาตของฝ่ายตรงข้าม กลับยังไม่มีปัญญา
เอาชนะได้
ศัตรูตึงมือกว่าที่มันคิดเอาไว้มาก เมื่อเผชิญกับความเพลี่ยงพล้าโดย
ไม่คาดหมาย กลับเป็นเหตุให้ไต้เทาสงบใจลง ดูท่าการที่ศิษย์พี่จี้เจิ้งได้รับ
บาดเจ็บจะไม่ใช่เพียงแค่เหตุบังเอิญเสียแล้ว ศัตรูทั้งสามนี้ร้ายกาจกว่าที่
มันประเมินไว้ หากมันไม่ระมัดระวังอาจพลาดท่าเสียทีจริง ๆ แล้ว
มันยื่นมือออกมา
กงล้อจำแลงห้าธาตุหมุนคว้างอย่างแช่มช้า ภายใต้ประกายแสงห้าสี
เปลวเพลิงกับลำแสงสายฟ้าหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ลำแสงห้าสีโคจร
หมุนเวียน เปลวไฟและสายฟ้าถูกแบ่งแยกออกทันที จากหนึ่งเป็นสอง
จากสองเป็นสี่… …
ยิ่งถูกแบ่งแยกยิ่งเล็กลง เล็กลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งกระจายออกเป็นชิ้น
เล็กชิ้นน้อย แล้วสลายหายไป
พวกจั่วม่อย่อมไม่คาดหวังว่าเพียงอาศัยไข่มุกดาวทองด้ายเงินสาม
เม็ด จะสามารถปราบพิชิตชนชั้นฝ่านซูอย่างไต้เทาได้อยู่แล้ว ขณะที่ไต้
เทายังคงสาละวนรับมือเพลิงเทพสุริยันอย่างทุลักทุเล การโจมตีระลอกที่
สองของคนทั้งสามก็ติดตามมาถึง!
ผู้ที่ลงมือเป็นคนที่สองเป็นอากุ่ย ดวงตานางสาดประกายสีม่วงเจิดจ้า
นางกระแทกฝ่ามือไปทางไต้เทาแต่ไกล
ฉับพลันนั้น ลำแสงห้าสีจากกงล้อจำแลงห้าธาตุแผ่ออกปกคลุมไต้
เทาอย่างแน่นหนา
ลำแสงห้าสีไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ท่าสังหารของอากุ่ยซึ่งไม่เคย
พลาดเป้ามาก่อน ถึงกับถูกปัดเฉออกไป พุ่งเฉียดผ่านเสาลำแสงห้าธาตุ
ทะลวงหายเข้าไปในพื้นดินด้านล่างของไต้เทา ก่อเกิดหลุมใหญ่สิบจั้งโดย
ไร้สุ้มเสียง
ไต้เทาแม้สีหน้าสงบราบคาบ แต่ภายในใจลอบตื่นตะลึงไม่น้อย การ
โจมตีของอากุ่ยแม้ถูกปัดออกไป แต่เขตแดนจำแลงห้าธาตุของมันถึงกับ
ยังคงไหวสะท้านอยู่เบา ๆ
ในยามนี้มันไม่กล้าประมาทเลินเล่อแม้แต่น้อย กงล้อจำแลงห้าธาตุ
ถูกเร่งเร้าพลังไปถึงขอบเขตสูงสุด ภายในเสาลำแสงทั้งห้าสี เห็นพระ
โพธิสัตว์ห้าองค์ที่มีสีสันแตกต่างกันค่อย ๆ ปรากฏกายขึ้นช้า ๆ แต่ละองค์
คล้ายกรีดวาดหัตถ์อยู่ภายในเสาลำแสง
สามสหายพลันรู้สึกว่ามีแรงดึงดูดอันกล้าแข็งมาจากทางกงล้อจำแลง
ห้าธาตุ พลังอันหยุ่นเหนียวสายหนึ่งฉุดกระชากพวกมันอย่างดุเดือด หมาย
ลากพวกมันไปยังลำแสงห้าสีสุดอันตรายเหล่านั้น
อากาศคล้ายผนึกแข็งตัว คนทั้งสามประหนึ่งจมอยู่ในบึงโคลนก็มิ
ปาน
เมื่อชนชั้นฝ่านซูจู่โจมเต็มกำลัง สามสหายพลันรู้สึกกดดันเป็นทวีคูณ
แรงกดดันโหมซัดมาจากทุกทิศทาง ไม่อาจสกัดกั้นได้
คราวก่อนเมื่อครั้งที่พวกมันต่อสู้กับจี้เจิ้ง จี้เจิ้งตกเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่
ตลอดเวลา ถูกคนทั้งสามสะกดตรึงเอาไว้ ทำให้จี้เจิ้งต้องคอยสาละวนต้าน
รับการจู่โจมของพวกมันจนไม่เป็นอันทำอะไร
แต่ไต้เทาเมื่อระงับไฟโทสะลงทันควัน พลันโหมจู่โจมอย่างสุดกำลัง
ทำให้คนทั้งสามได้รับรู้ถึงความแตกต่าง ต้องรับมืออย่างลำบากกินแรง
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวถาโถมมาจากทุกทิศทาง บันดาลให้พวก
มันรู้สึกราวกับว่าไม่มีที่ให้หลบหลีก
พลังอำนาจอันเหนือชั้นนัก!
จั่วม่อตั้งสติได้ทันควัน ทราบดีว่ามิอาจปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป
กระแสพลังในอากาศรอบกายพวกมันมีแต่เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ หากยามนี้
พวกมันยังไม่ลงมือ ท้ายที่สุดแล้วลำพังกระแสพลังเหล่านี้บิดกระชากเบา
ๆ ก็เพียงพอจะฉีกร่างพวกมันออกเป็นชิ้น ๆ!
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก ล้วงถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อออกมาในบัดดล
มันสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ชั่วพริบตาที่มันเร่งเร้าพลังเพื่อกระตุ้นการ
ทำงานของถ้วยวิเศษ พลังเทพในกายมันพลันหลุดออกจากการควบคุม
ไหลบ่าไปยังถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่ออย่างบ้าคลั่ง จั่วม่อคล้ายสติดับวูบ
สมองขาวว่างเปล่าในบัดดล
ติง!
เหรียญเต่าวิเศษบนกระดองเต่าทอแสงเจิดจรัสอย่างฉับพลัน
เหรียญเต่าวิเศษกระโจนออกจากผิวน้า เปลี่ยนเป็นลำแสงสีเงินสาย
หนึ่ง พวยพุ่งเข้าหาร่างของไต้เทาที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายในเสาลำแสงห้าสี
อย่างซึ่งหน้า
“กระบวนท่าอันประเสริฐ!” ไต้เทาจู่ ๆ ขนหัวลุกเกรียว มันกระทั่งคิด
ยังไม่คิด เปล่งเสียงตวาดอย่างดุดัน เร่งเร้าพลังปราณในร่างไปถึงขีดสุด
กงล้อจำแลงห้าธาตุเหนือศีรษะของมันพลันหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน
พื้นที่ในรัศมีสิบลี้เริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่าอัศจรรย์!
เหล่าพระโพธิสัตว์ภายในเสาลำแสงพากันสวดมนต์อย่างพร้อม
เพรียง แต่ละคงมีสีหน้าท่าทีแตกต่างกัน บ้างถลึงมองอย่างเกรี้ยวโกรธ
บ้างแย้มยิ้มเมตตาปราณี บ้างสงบนิ่งสูงสง่า บ้างเคร่งขรึมสำรวม… …
เห็นอักขระพระสูตรจำนวนมหาศาล ผุดขึ้นบนพื้นผิวของเสาลำแสง
แต่ละต้น
เหรียญเต่าวิเศษที่เปลี่ยนเป็นลำแสงสีเงิน คล้ายลูกธนูสีเงินอันเกรี้ยว
กราดดอกหนึ่ง
ธนูเงินคล้ายไม่ได้รับผลกระทบจากการบิดเบี้ยวของห้วงมิติ ชั่ว
พริบตาที่กระทบถูกพื้นผิวของเสาลำแสง ตัวอักษรพระสูตรทั้งหมดพลัน
สาดประกายวาบ ห้าพระโพธิสัตว์ลงมืออย่างพร้อมเพรียง เสียงสวดมนต์
กึกก้องกังวานไปทั่วบริเวณ!
แต่ลำแสงสีเงินนี้คล้ายยิงถูกกระจกแก้วบานหนึ่ง
กิ๊ง!
สุ้มเสียงสดใสบาดหูเมื่อประสานกับเสียงสวดมนต์ของพระโพธิสัตว์
กลับฟังระคายหูเป็นพิเศษ
เสียงสวดมนต์ชะงักขาดหายไปในบัดดล
แสงสีเงินที่ทะลวงเข้าไปในเสาลำแสงดูคล้ายผ่านเข้าไปในเมือก
เหนียวหนึบ ความเร็วชะลอช้าลงอย่างมาก
ไต้เทาในที่สุดค่อยเห็นชัดตา ลำแสงสีเงินสายนี้เป็นเหรียญวิเศษชิ้น
หนึ่ง ภายนอกกลมภายในเป็นรูรูปสี่เหลี่ยม หุ้มด้วยประกายเงิน
ประกายไฟดุจดาราจักรพวยพุ่งออกมาจากเหรียญวิเศษ จากนั้นมอด
ดับลงภายในเสาลำแสงห้าธาตุ
น่าแปลก!
ไต้เทาสีหน้าแปรเปลี่ยน ประกายไฟแม้ถูกทำลาย แต่เสาลำแสงของ
กงล้อจำแลงห้าธาตุเองก็หม่นแสงลงไม่น้อยเช่นกัน ในเวลานี้เอง บ่อน้า
เล็ก ๆ อันใสกระจ่างภายในถ้วยวิเศษบนมือของจั่วม่อ พลันกระเพื่อมเบา
ๆ บังเกิดระลอกเล็ก ๆ ที่คล้ายไม่มีสิ่งใดพิสดาร
แต่ระลอกคลื่นเหล่านี้กลับกระเพื่อมผ่านอากาศ เป็นเหตุให้เสา
ลำแสงห้าสีสั่นกระเพื่อมตามไปด้วย ราวกับว่าทุกอย่างเป็นบึงน้าแห่งหนึ่ง
เหล่าพระโพธิสัตว์ที่อยู่ภายในเสาลำแสงสั่นไหวโอนเอน เริ่มเผยเค้าลาง
ของความไม่มั่นคง
ไต้เทาใจหายวาบ!
เพียงชั่วพริบตาเดียว อาศัยเพียงแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ กลับพลิก
สถานการณ์ให้กลับตาลปัตร
นี่มันอาวุธเวทผีสางอันใด?
ไต้เทาดวงตาทอแววหวาดเกรงเป็นครั้งแรก
จี้เจิ้งที่อยู่ด้านหลังสีหน้าแปรเปลี่ยนทันควัน ผิดท่าแล้ว!
หากความหวาดกลัวในใจไต้เทาลุกลามออกไป จะสั่นคลอนจิตพุทธะ
ของมัน และจะเปิดเผยช่องโหว่ในเสาลำแสงห้าธาตุ จี้เจิ้งเองก็นึกไม่ถึงว่า
พลังฝีมือของคนทั้งสามจะรุดหน้าก้าวไกลในช่วงเวลาเพียงสิบวัน มันใน
ที่สุดค่อยเข้าใจ ว่าถึงที่สุดแล้วพวกมันก็ยังคงประเมินคนทั้งสามต่าทราม
เกินไปอยู่ดี!
จี้เจิ้งไม่แยแสสนใจอาการบาดเจ็บภายในของตน ใบหน้าเปล่งแสงสี
ทองอำไพ ดรรชนีตวัดวูบ จี้ใส่เหรียญเต่าวิเศษภายในเสาลำแสงอย่างแยบ
คาย
บึม!
เพียงท่วงท่าอันเรียบง่าย กลับบังเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวดุจ
สายฟ้าคำรน!
ดรรชนีวัชระสำเนียงพุทธ!
ทว่า… ชั่วพริบตาที่ในจิตใจของไต้เทาบังเกิดจุดอ่อนขึ้น เหรียญเต่า
วิเศษในเสาลำแสงพลันหายวับไปในบัดดล
จากนั้นแขนขวาของไต้เทาพลันระเบิดอย่างรุนแรง
ประกายสายฟ้าเจิดจรัสกลืนกินไต้เทาลงไปอย่างฉับพลัน
แทบจะในเวลาเดียวกัน พลังอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกที่เฉียดผ่าน
แขนขวาของไต้เทา พลันพุ่งเข้ากระแทกใส่ยอดเขาในละแวกใกล้เคียง
ยอดเขาเล็ก ๆ นั้นระเบิดเป็นจุณต่อหน้าต่อตา
จั่วม่อสะดุ้งตื่นจากอาการมึนงง พลังเทพภายในร่างของมันถูกใช้ไป
จนเกลี้ยงฉาด ทันใดนั้นมันฉุกคิดถึงของชิ้นหนึ่ง รีบล้วงเมล็ดพันธุ์ดวง
ตะวันยัดใส่ปากทันที ชั่วพริบตานั้นพลังเทพอันร้อนแรงและบริสุทธิ์
เปลี่ยนเป็นกระแสพลังโคจรไปทั่วร่างของมัน
จั่วม่อยินดียิ่ง เมล็ดพันธุ์ดวงตะวันทรงอานุภาพดังที่คาด!
มันกำลังจะใช้พลังของถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อเป็นครั้งที่สอง แต่แล้ว
พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ร้องตวาดสุดเสียง “หนีเร็ว!”
คนทั้งสามรู้ใจกันเป็นอย่างดี เสียงร้องเตือนยังไม่ทันจะสิ้นสุด อากุ่ย
กับเขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ถอยห่างออกไปหลายสิบจั้งแล้ว
“ข้าจะฆ่าเจ้า! ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด!”
ไต้เทาตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง สิ่งที่ติดตามมาเบื้องหลังพวกจั่วม่อ เป็น
แรงสั่นสะเทือนของพลังปราณอันน่าพรั่นพรึงประดุจคลื่นยักษ์โหมซัด!
ก้อนหินใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน รวมถึงแม่น้าลอยขึ้นกลางเวหา หลุดพ้น
จากแรงดึงดูดของโลก ละทิ้งพื้นดินไว้เบื้องหลัง
จั่วม่อทุ่มเทท่าร่างเร่งความเร็วสุดชีวิต แต่ยังไม่วายเหลียวมอง
ย้อนกลับมา เห็นไต้เทาทั่วร่างถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม ควันดำลอยฟุ้ง
ขึ้นมาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มันผมเผ้าหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง ไหล่ขวา
กลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือน แต่ในเวลานี้ ดวงตาของมันอัดแน่นไปด้วย
ความคิดฆ่าฟันอันบ้าคลั่ง!
ไต้เทายกมือซ้ายขึ้น พลังปราณอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกผนึกรวมรั้ง
ในมือซ้ายของมันอย่างไม่หยุดยั้ง!
แรงสั่นสะเทือนอันเกรี้ยวกราดของพลังปราณไม่ต่างจากกำแพงลม
มหึมา พลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่ชวนให้ผู้คนสิ้นหวัง ยังคงเพิ่มพูนขึ้น
อย่างต่อเนื่อง
จั่วม่อหนังศีรษะชาซ่าน ยามนี้มันแค้นตัวเองที่ไม่ได้มีขาอีกสองข้าง
พลังทุกชนิดที่มันมี รวมถึงพลังปราณ ล้วนถูกเร่งเร้าไปถึงขีดสุด ใช้เพื่อ
หลบหนีเอาชีวิตรอด!
อากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ก็สัมผัสได้ถึงอันตรายเช่นกัน ต่างคนต่างเร่ง
หลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต!
จั่วม่อเกร็งกำลังเร่งความเร็วอย่างสุดชีวิต จนกระทั่งใบหน้าบิดเบี้ยว
เส้นเอ็นโป่งพอง สารรูปน่ากลัวยิ่ง
เกล็ดย้อน19ของฝ่านซูไม่บังควรแตะต้อง! ไม่สมควรแตะต้องด้วย
ประการทั้งปวง!
19 อ้างอิงจากเรื่องในตำนานที่ว่า มังกรจะมีเกล็ดชิ้นหนึ่งที่ย้อนทวนกับเกล็ดทั้งหมด หากถูกแตะต้องจะพิโรธ
และบ้าคลั่ง