สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 674 ขอสาบานต่อกระบี่
“ศิษย์น้อง!” เสียงตวาดของจี้เจิ้งประดุจฟ้าผ่ากลางแจ้ง เปล่งออกมา
ด้วยวิชาลับของวัดเสวียนคง ‘เสียงคำรามแห่งนิพพาน’ จี้เจิ้งพบเห็น
บางอย่างผิดท่า ไต้เทามิได้ถือกำเนิดจากวัดเสวียนคง หากเทียบกับจี้เจิ้ง
แล้วพื้นฐานของมันนับว่ายังคงอ่อนแอกว่ามาก จิตพุทธะของมันไม่มั่นคง
มากพอ หากจี้เจิ้งปล่อยให้มันเตลิดไปมากกว่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อ
จิตใจของมันอย่างรุนแรง ซึ่งแน่นอนว่าจะก่อเกิดเป็นจุดอ่อนในจิตพุทธะ
ตลอดไป อาจเป็นเหตุให้ในภายภาคหน้าไต้เทายากจะก้าวหน้าในวิถี
บำเพ็ญเพียรอีก
ร่างพิโรธโกรธกริ้วของไต้เทาหยุดชะงักในบัดดล ดวงตาแดงฉานของ
มันฟื้นคืนสติสัมปชัญญะ
ชั่วอึดใจให้หลัง ไต้เทาสงบใจลงอย่างสมบูรณ์ สีเลือดในดวงตาเลือน
หายไปสิ้น
“ขอบคุณศิษย์พี่ช่วยเหลือ!” ไต้เทากล่าวอย่างสำนึกขอบคุณ หากมัน
บังเกิดจิตมารเข้าแทรก ต่อไปจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
จี้เจิ้งสั่นศีรษะน้อย ๆ “เราเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก อย่าได้
เกรงอกเกรงใจไป”
มันหันเหสายตามองไปในทิศทางที่คนทั้งสามหนีหายไป สุ้มเสียง
เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “สามคนนี้ฝีมือร้ายกาจยิ่ง พวกมันแต่
ละคนแทบจะเทียบชั้นได้กับฝ่านซู ลงมือประสานกันได้อย่างแนบเนียนไร้
ที่ติ กลอกกลิ้งประเปรียว ทั้งยังมีของวิเศษชั้นเลิศ คิดรับมือพวกมันไม่ง่าย
เลย”
ไต้เทารู้สึกหวาดหวั่นไม่คลาย “อาวุธวิเศษของเซี่ยวม่อเกอทรง
อานุภาพเป็นอย่างยิ่ง! กงล้อจำแลงห้าธาตุของข้าไม่อาจหยุดยั้งมันได้
เลย!”
เหรียญเต่าวิเศษที่ทะลวงผ่านไหล่ขวาของมันไประเบิดทลายภูเขา
ด้านหลัง หลังจากนั้นก็หายวับไป กลับคืนสู่ถ้วยวิเศษที่อยู่ห่างไกลด้วย
ตัวเอง
ซึ่งความจริงไต้เทาครั้งนี้นับว่าประสบเคราะห์หามยามร้ายอย่าง
แท้จริง ด้วยความที่มันถือกำเนิดจากเซียนสัญจร กงล้อจำแลงห้าธาตุของ
มันจึงมีพื้นฐานจากพลังห้าธาตุ หากเผชิญพบอาวุธวิเศษชิ้นอื่น ๆ คงไม่
สิ้นท่าถึงเพียงนี้ โชคร้ายที่เหรียญเต่าวิเศษทั้งเจ็ดหลอมสร้างขึ้นจาก
เหรียญวิเศษใจอำมหิต ซึ่งแต่เดิมก็มีความสามารถในการทำให้หยินหยาง
กลับตาลปัตร ธาตุทั้งห้าปั่นป่วนวุ่นวาย ถือเป็นดาวข่มตามธรรมชาติของ
กงล้อจำแลงห้าธาตุโดยแท้
จี้เจิ้งผงกศีรษะ “นับเป็นสมบัติวิเศษอันล้าเลิศอย่างแท้จริง”
ไต้เทาฝืนยิ้มขื่น “คราครั้งนี้พวกเราเรือล่มในน้าตื้นเสียแล้ว ถึงกับถูก
เหล่าเด็กน้อยเยาว์วัยสามคนเล่นงานจนมีสภาพเช่นนี้”
จี้เจิ้งกลับไม่สะทกสะท้าน เพียงกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “นี่เป็นเพียง
เพราะอานุภาพแห่งพลังเทพเท่านั้น แต่หลังจากประมือกันสองรอบ ข้า
เริ่มมีความเข้าใจในพลังเทพอยู่บ้าง”
ไต้เทาชะงักงัน จากนั้นหวนคิดทบทวน ค่อยกล่าวว่า “ศิษย์พี่พอ
กล่าวเช่นนี้ ข้าพลันรู้สึกว่าพลังเทพมิใช่ว่าไม่อาจเข้าใจได้ดั่งเช่นที่ผ่านมา
อีก แต่ยังคงขาดส่วนสำคัญในอีกหลาย ๆ แห่ง หากสามารถไขว่คว้าจับ
ต้องส่วนสำคัญเหล่านั้น ส่วนที่เหลือต่อไปย่อมจะเข้าใจได้เอง”
ไต้เทาสุ้มเสียงคึกคักขึ้นเล็กน้อย การต่อสู้ในหลายวันมานี้ทำให้มันได้
สัมผัสกับพลานุภาพของพลังเทพโดยตรง พลังในตำนานนี้แข็งแกร่งกว่า
พลังปราณมากจริง ๆ
ผู้ที่สามารถบรรลุถึงด่านฝ่านซู ล้วนแต่เป็นบุคคลอันปราดเปรื่อง
เหนือผู้อื่น สี่มหาสำนักลอบศึกษาพลังเทพมานานนับพัน ๆ ปี ภูมิปัญญา
ความรู้ที่สั่งสมเอาไว้มีมากมายมหาศาลเกินกว่าที่ศิษย์สำนักสามัญจะ
จินตนาการได้
หลังจากประมือกับพวกจั่วม่อมาหลายครั้ง สองยอดคนด่านฝ่านซู
เริ่มบังเกิดความเข้าใจในบางสิ่ง
อารมณ์หม่นหมองของพวกมันสลายคลายไปทันที คนทั้งสองคึกคัก
ขึ้นอักโข หากพวกมันสามารถบรรลุความเข้าใจในพลังเทพได้จริง ไม่ว่า
ต้องจ่ายค่าตอบแทนใดก็คุ้มค่า พวกมันติดอยู่ในด่านฝ่านซูเป็นเวลานาน
มากแล้ว การรุดหน้าแต่ละก้าวช่างยากเย็นแสนเข็ญ หากพวกมันบรรลุ
พลังเทพ พลังฝีมือของพวกมันจะรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
ไม่มีสิ่งใดดึงดูดความสนใจของพวกมันไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“แต่อย่าลืมว่าพวกเราทั้งคู่ล้วนได้รับบาดเจ็บ ไม่อาจใช้พลังได้
เต็มที่” จี้เจิ้งกล่าวเสียงราบเรียบ
ไต้เทาขบกรามแน่น “คนเหล่านี้เจ้าเล่ห์นัก! แต่รอจนเหล่าผู้อาวุโส
จากสำนักเดินทางมาสมทบ พวกมันจะไม่มีทางหนีรอดได้อีกต่อไป!”
“อาจไม่มีเวลามากพอ” จี้เจิ้งดวงตาทอแววกังวลจาง ๆ
“ศิษย์พี่ไฉนกล่าวเช่นนี้?” ไต้เทางงงันวูบ
“เรื่องเมื่อครั้งกระโน้นส่งผลกระทบมากเกินไป อีกสามสำนักแน่นอน
ว่าจะไม่ยอมนิ่งเฉยต่อโอกาสตรงหน้านี้” จี้เจิ้งกล่าวเสียงเครียด “เกรงว่า
คนของพวกมันกำลังมุ่งหน้ามายังที่นี่แล้ว”
“เช่นนั้น… …” ไต้เทาเริ่มหวาดวิตก หากอีกสามสำนักยื่นกรงเล็บเข้า
มาแทรกแซง เรื่องราวจะกลายเป็นซับซ้อนมากแล้ว
“พวกเรามิอาจรอคอยจนเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักมาสมทบ” จี้เจิ้ง
ตัดสินใจอย่างเฉียบขาด “แม้ว่าอาจกระทบถูกพื้นฐานพลังบำเพ็ญเพียร
ของเรา แต่ไม่อาจปล่อยให้คนทั้งสามหลุดรอดไปได้”
ไต้เทาขบคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นพลันกล่าวว่า “ข้ามีความคิดประการ
หนึ่ง”
เห็นจี้เจิ้งกวาดตามองมายังมัน ไต้เทารีบกล่าวว่า “คนทั้งสามแม้
รับมือยากอยู่บ้าง แต่หากพวกเราระมัดระวังให้มาก ฝ่ายมันเองก็ไม่อาจทำ
ร้ายพวกเราได้”
วาจาของไต้เทาไม่ผิดพลาด จี้เจิ้งล่วงรู้ว่ามันยังมีเรื่องคิดกล่าว จึงไม่
เอ่ยปากสอดคำ เพียงเฝ้ารอประโยคถัดไป
“สิ่งที่พวกเราต้องการคือสิ่งใดกันเล่า? ก็เพียงแค่กลวิธีฝึกปรือพลัง
เทพเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ พวกเราไฉนไม่ท้าสู้พวกมัน?” ไต้เทาแจกแจง
สิ่งที่คิด
“ท้าสู้?” จี้เจิ้งงงงันวูบ
“ทุก ๆ วัน พวกเราก็ไปท้าพวกมันต่อสู้ ไม่มีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์แพ้
ชนะ เพียงอาศัยการต่อสู้กับพวกมันเพื่อเรียนรู้พลังเทพ ทำความเข้าใจกับ
พลังเทพก่อนที่สำนักอื่นจะมาถึง ด้วยวิธีนี้แม้ว่าท้ายที่สุดสำนักเราอาจ
ไม่ได้กุมชัยชนะขั้นสุดท้าย แต่พวกเรายังคงเข้าใจความลี้ลับของพลังเทพ
เรียบร้อยแล้ว” ไต้เทายิ่งกล่าวยิ่งตื่นเต้นเร้าใจ
เมื่อนึกถึงการบรรลุพลังเทพ หัวใจมันพลันร้อนวูบขึ้นมา
จี้เจิ้งเงียบงันไปอึดใจใหญ่ จากนั้นเงยหน้าขวับ “ความคิดอัน
ประเสริฐ!”
ข้อเสนอของไต้เทามีความเป็นไปได้สูงยิ่ง
คนทั้งสองมีความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง พวกมันไม่กังขาเลย
แม้แต่น้อย ว่าพวกมันจะสามารถเข้าใจพลังเทพได้จากการประมือกับพวก
จั่วม่อ
สองมหาสมณะสบตากันวูบ จากนั้นไล่ตามไปในทิศทางที่จั่วม่อกับ
พวกใช้หลบหนี
… …
… …
ชนชาวปิศาจแทบทั้งหมดในแดนปิศาจพากันเฝ้าจับตามองการศึก
ระหว่างเซียน-ปิศาจที่กำลังจะอุบัติขึ้น ความสนใจที่เหวยเสิ้งได้รับ หาก
เทียบกับที่ผ่านมานับว่าลดน้อยถอยลงไปมาก
อย่างไรก็ตาม เหวยเสิ้งคล้ายไม่เคยได้ยินข่าวคราวที่กำลังเป็นหัวข้อ
อันร้อนแรงทั่วแดนปิศาจ ทุกวี่วันมันยังคงฝึกปรืออย่างขยันขันแข็ง รอจน
มีเวลาว่าง ค่อยท้าประลองยอดยุทธ์เผ่าปิศาจอย่างต่อเนื่อง
ชาวปิศาจแม้ไม่ชมชอบเหวยเสิ้ง ทุกผู้คนล้วนภาวนาให้ยอดยุทธ์เผ่า
ปิศาจฉีกร่างมันออกเป็นแปดชิ้นวันละไม่รู้กี่ร้อยกี่พันหน แต่ในอีกทางหนึ่ง
กลับไม่มีผู้ใดใช้วิธีการอันต่าช้าลอบเล่นงานมันแต่อย่างใด
เหวยเสิ้งใช้กระบี่เล่มเดียว สร้างความนิยมยกย่องให้แก่ชนชาวปิศาจ
ทั้งมวล
ในสายตาของชนชาวปิศาจทั้งหลาย กับคู่ต่อสู้ที่มีเกียรติและน่ายก
ย่องเช่นนี้ มีเพียงชัยชนะอันหมดจดและทรงเกียรติเท่านั้น จึงจะนับเป็น
ชัยชนะที่แท้จริง
กิจการร้านค้าหลายแห่งยังมีความคิดประเปรียวกว่านั้น พวกมันยินดี
มอบห้องพักที่ดีที่สุดและข้าวปลาอาหารที่ล้าเลิศที่สุดแก่เหวยเสิ้ง ไม่ว่าที่
ใดที่เหวยเสิ้งเข้าพำนัก ล้วนกลายเป็นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว นี่ล้วน
แล้วแต่เกี่ยวข้องกับม๋อเป้ยจำนวนมหาศาล!
หากเสี่ยวม่อเกออยู่ที่นี่ มันจะต้องไม่ปล่อยโอกาสร่ารวยเช่นนี้ให้หลุด
มือไปอย่างแน่นอน คิดปรนนิบัติค้าชูศิษย์พี่ใหญ่ของข้าหรือ? ไหนเลยจะ
ง่ายดายถึงปานนั้น! สมควรต้องมีการประมูลกันสักหลายครั้ง เพื่อที่จะได้
ขูดรีดม๋อเป้ยออกมาจนชิ้นสุดท้าย!
แน่นอนว่าเหวยเสิ้งไม่มีความสามารถในการหากำไรเช่นนั้น ซึ่งความ
จริงหากมิใช่เพื่อสะดวกในการเสาะหาคู่มือ มันอาจจะอาศัยอยู่ในพื้นที่รก
ร้างหุบเขาว่างเปล่าเสียมากกว่า
รัตติกาลเริ่มเยือนกราย อีกสามวันให้หลังมันจะทำการประลองรอบ
หนึ่ง คู่มือของมันในคราวนี้เป็นยอดยุทธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของอาณาจักรนี้
เหวยเสิ้งนั่งขัดสมาธิท่าดอกบัว เข้าสู่ห้วงฌานอันล้าลึก กระบี่ดำวาง
พาดอยู่ข้างกาย ใบหน้าไม่สุขสันต์ไม่ทุกข์โศก มันแทบไม่เคยพักผ่อน
หย่อนใจมาก่อน เวลาทุกหยาดหยดเท่าที่มีล้วนทุ่มลงไปกบการฝึกฝีมือ
บำเพ็ญเพียร ทำราวกับว่ามันเป็นนักบวชนิกายพุทธผู้หนึ่งกระนั้น
ทันใดนั้นเอง เหวยเสิ้งลืมตากระจ่างจ้าท่ามกลางความมืดมน
“ท่านที่นับถือในเมื่อมาถึงแล้ว ไฉนไม่ปรากฏตัวออกมา?” เหวยเสิ้ง
กล่าวอย่างเย็นชา
“สมแล้วที่เป็นพี่เหวยเสิ้ง ผู้ซึ่งแม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ยังให้การยกย่อง!”
เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นจากระลอกกระเพื่อมของพื้นที่มิติ ต่อหน้าต่อตา
เหวยเสิ้ง
อาคันตุกะยามราตรีเป็นสตรีในชุดผ้าไหมและขนนกนางหนึ่ง ดวงตา
สุกใสดั่งดวงดาว ฟันขาวสะอาด นับเป็นโฉมสะคราญนางหนึ่ง แต่ดวงตา
ของเหวยเสิ้ง เพียงเพ่งมองเฉพาะกระบี่บินเล่มเล็กแถวหนึ่งที่นางคาดไว้ที่
เอว
เหวยเสิ้งดวงตาทอประกายวูบ “คุนหลุน!”
สตรีนั้นย่อกายอย่างชดช้อย “ต๋าหลิงฟ่งแห่งคุนหลุน คารวะพี่เหวย
เสิ้ง! พี่เหวยเสิ้งอาจหาญทะยานฟ้า เข้าสู่แดนปิศาจและพิชิตไปโดยไร้ผู้
ต้าน เสี่ยวหนีจื่อ20นับถือเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง”
เหวยเสิ้งสีหน้ากลับคืนเป็นปกติ “คุณหนูต๋าเสาะหาเราผู้แซ่เหวย มิ
ทราบมีกิจธุระใด?”
ต๋าหลิงฟ่งใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ “สำนักของท่านเกี่ยวพันกับ
การล่มสลายของอาณาจักรคลื่นเรืองรอง พี่เหวย โปรดตามข้ากลับไปยัง
สำนักเถิด จะได้สะสางความเข้าใจผิดนี้ให้ชัดเจน”
การล่มสลายของอาณาจักรคลื่นเรืองรอง!
เหวยเสิ้งหัวใจไหวสะท้าน แต่หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำด้วยการต่อสู้
ทั้งมวล ใจกระบี่ของมันแกร่งกร้าวมั่นคงกว่าเดิม ใบหน้าของมันไม่
แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย “อ้อ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนัก เจ้าควรเรียนต่อท่าน
เจ้าสำนัก แม่นางต๋าไฉนรอนแรมมาไกลถึงเพียงนี้เพื่อเสาะหาเราผู้แซ่
เหวย?”
วาจาพอกล่าวออกจากปาก เหวยเสิ้งพลันบังเกิดลางสังหรณ์อัปมงคล
ประการหนึ่ง ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ แหลมคมดุจกระบี่ จ้องมองต๋า
หลิงฟ่งตาเขม็ง “หรือว่าท่านเจ้าสำนักและเหล่าอาจารย์อาล้วนไม่อยู่
แล้ว?”
20 เสี่ยวหนีจื่อ คำเรียกแทนตัวเองเป็นเด็กหญิงเล็ก ๆ
ต๋าหลิงฟ่งสั่นศีรษะ “เรื่องนี้เสี่ยวหนีจื่อไม่อาจทราบได้ พี่เหวยขอ
เพียงติดตามข้ากลับไปยังสำนัก ย่อมจะได้ล่วงรู้ในไม่ช้า”
เหวยเสิ้งแม้ไม่กลอกกลิ้งเท่าจั่วม่อ แต่มันมิใช่ตัวโง่งม แม้ก่อนหน้านี้
มันไม่แน่ใจในชะตากรรมของสำนักกระบี่สุญตา แต่ภายในช่วงเวลาไม่กี่
อึดใจนี้ มันพลันเข้าใจทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์ การที่คุนหลุนยอมถ่อมาถึงแดน
ปิศาจเพื่อ ‘เชื้อเชิญ’ มันกลับไป มีความเป็นไปเพียงหนึ่งเดียว!
สำนักของมันกับคุนหลุนแตกหักกันแล้ว!
นึกถึงสิ่งที่ต๋าหลิงฟ่งเพิ่งจะกล่าวออกมา อาณาจักรคลื่นเรืองรองสิ้น
สูญไปแล้ว หรือว่า… …
ท่านเจ้าสำนัก อาจารย์ลุง อาจารย์อา… …พวกท่านเป็นไปได้ว่า… …
เหวยเสิ้งร่างสั่นสะท้าน คลื่นแห่งความโศกเศร้าทุกข์ระทมผุดพลุ่งขึ้น
ในใจ ดวงตาของมันกลายเป็นสีแดงฉานในบัดดล
สำนักของพวกมันจะรับผิดชอบอย่างไรกับการล่มสลายของ
อาณาจักรคลื่นเรืองรอง? วาจาเหล่านี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายปรักปรำให้ร้าย
อันฉุนกึก ความเป็นศัตรูของคุนหลุนสำแดงออกมาอย่างชัดแจ้ง! เหวยเสิ้ง
ตระหนักรู้ ต๋าหลิงฟ่งผู้นี้หาได้มาเชื้อเชิญมันไม่ แต่มาเพื่อคร่ากุมมัน
กลับไปต่างหาก
เหวยเสิ้งลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า ช้าราวกับว่าต้องทุ่มเทเรี่ยวแรง
ทั้งหมดสะกดกลั้นบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ ดวงตาสีแดงฉานของมันเพ่งมอง
ต๋าหลิงฟ่ง สุ้มเสียงแหบพร่ากล่าวเน้นทีละคำ
“หากผู้อาวุโสในสำนักข้าต้องประสบเคราะห์กรรมเพราะพวกเจ้า
คุนหลุน เช่นนั้นข้าเหวยเสิ้ง ขอสาบานต่อกระบี่… จะทำลายล้างคุนหลุน
ให้สิ้นซาก!”
ความโศกสลดอย่างแรงกล้าผสานรวมกับความเคียดแค้นชิงชัง
ประหนึ่งค้อนเหล็กมหึมา หวดฟาดใส่จิตใจของต๋าหลิงฟ่งอย่างดุดัน ทีท่า
ถือดีของศิษย์สตรีจากคุนหลุนหายวับไป นางใบหน้าขาวซีด ก้าวถอยหลัง
ไปตามสัญชาตญาณ
แต่นางตั้งสติได้ทันควัน ตวาดด้วยโทสะ “เหวยเสิ้ง เจ้ากล้าหรือ!
บังอาจล่วงเกินคุนหลุนของข้า! ดูเหมือนว่าเจ้าจะลอบสมคบคิดกับเผ่าอสูร
จริง ๆ!”
สมคบคิดกับอสูรปิศาจ!
ที่แท้นี่คือข้ออ้างที่คุนหลุนใช้… …
ความโศกเศร้าเสียใจของเหวยเสิ้งถาโถมประเดประดัง
ต๋าหลิงฟ่งดวงตาทอแววหยามเหยียด นางกล่าวอย่างทระนงถือดี
“คุนหลุนของข้าเป็นสำนักอันถูกต้องเที่ยงธรรม มิใช่สิ่งที่ชาวยุทธ์ชั้นต่า
อย่างเจ้าจะมาใส่ร้ายป้ายสีได้ เฮอะ! อย่าได้คิดว่าเพียงเพราะเจ้าได้อวด
ฝีมือเล็กน้อยในแดนปิศาจ แล้วจะสามารถท้าทายคุนหลุนของข้าได้ วันนี้
ข้าจะให้เจ้าได้เห็น ว่าไฉนคุนหลุนของข้า… …”
วาจาของต๋าหลิงฟ่งชะงักขาดห้วงอย่างกะทันหัน
เนื่องเพราะคมกระบี่ของเหวยเสิ้งแนบติดกับลำคอของนาง
นางเพียงเสียเวลากล่าววาจาไม่คำ เจตจำนงกระบี่สุญตาของเหวย
เสิ้งกลับท่วมท้นไปทั่วห้อง พื้นที่ทุกชุ่นล้วนแล้วแต่ตกอยู่ใต้อำนาจของ
เจตจำนงกระบี่สุญตาของเหวยเสิ้ง
ต๋าหลิงฟ่งตัวแข็งทื่อ ใบหน้าบัดเดี๋ยวขาวซีด บัดเดี๋ยวเขียวคล้า ในใจ
นางหลงเหลือเพียงความคิดเดียว… …
มันถึงกับลงมือต่อนาง!
มันกล้าลงมือต่อนางจริง ๆ!
มันกล้าเป็นปฏิปักษ์กับคุนหลุน!
กลิ่นอายเย็นยะเยียบและดุร้ายของกระบี่ดำ บันดาลให้นางขนหัวลุก
ชี้ชัน ไม่กล้าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว
“ปกติข้ามักไม่ชมชอบต่อสู้กับสตรี” สุ้มเสียงแหบลึกของเหวยเสิ้ง
กังวานไปทั่วห้อง
ต๋าหลิงฟ่งคลายใจลงเล็กน้อย มือขาวผ่องฉกวูบไปยังแถวกระบี่บิน
เล่มเล็กที่เอวอย่างฉับพลัน
“สตรีเยี่ยงเจ้าหากใช้กระบี่ นับเป็นความอัปยศอดสูของกระบี่”
กลิ่นอายเย็นเยียบเสียดกระดูกที่ลำคอของนางหายวับไป ต๋าหลิงฟ่ง
คลายใจลง แต่ก่อนที่นางจะได้กล่าววาจา กลับปรากฏเจตจำนงกระบี่ที่
เรียวบางยิ่งชำแรกเข้าสู่ร่างของนาง เจตจำนงกระบี่นี้พิสดารล้า ทันทีที่
เข้าไปในร่างของนาง พลันหายวับไปโดยไร้ร่องรอย
ใบหน้าสะคราญพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวคนตาย พลังปราณ
ภายในกายนางคล้ายจู่ ๆ ก็อันตรธานหายไปหมดสิ้น
ศิษย์สตรีจากคุนหลุนสมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
พลังฝึกปรือของนางถูกทำลาย!
“กลับไปบอกหลินเชียน วันหนึ่งข้าจะไปเสาะหามันเอง”
ในความมืดมนอนธกาล ต๋าหลิงฟ่งไม่อาจมองเห็นสีหน้าของเหวยเสิ้ง
ได้ แต่คำพูดของมันแต่ละคำชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่ในใจนาง ราวกับสลักลงไป
ด้วยคมกระบี่
ต๋าหลิงฟ่งกระเสือกกระสนจากไปในความมืด
ภายในห้อง หลงเหลือแต่เพียงเหวยเสิ้งผู้บีบด้ามกระบี่ดำแนบแน่น
แน่นเสียจนข้อนิ้วขาวซีด
น้าตาสองสายมิอาจระงับยับยั้งอีกต่อไป ไหลหลั่งลงมาโดยไร้เสียง