สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 675 ปั่นหัว
จั่วม่อรู้สึกว่าน่าประหลาด
สองโจรเฒ่าหัวโล้นมักมาท้าสู้อยู่เนือ งๆ … ไม่ใช่ นี่ไม่ถูกต้อง พวกมัน
ทั้งสองเป็นยอดยุทธ์ด่านฝ่านซู เจ้าไม่อาจใช้คำ ‘ท้าสู้’ ต่อปลาเล็กปลา
น้อยเช่นจั่วม่อได้
สองโจรเฒ่าหัวโล้นทำตัวประหนึ่งเมือกเหนียว เกาะติดแน่นกับพวก
จั่วม่ออยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้พวกมันได้พักผ่อน ทุกวันเป็นต้องประมือ
กันสามรอบห้ารอบ ราวกับว่าจั่วม่อติดหนี้ม๋อเป้ยพวกมันก็มิปาน!
จั่วม่อขบคิดไม่เข้าใจว่าสองโจรเฒ่าหัวโล้นมีเจตนาใด แต่เมื่อเป็น
เช่นนี้ก็นับว่าตรงตามความตั้งใจของมันด้วย จุดมุ่งหมายของมันคือล่อสอง
โจรเฒ่าหัวโล้นออกมาให้ไกล เพื่อเปิดโอกาสให้กงซุนชากับเปี๋ยหาน จั่วม่อ
เดิมทียังเฝ้ากังวลว่าสองโจรเฒ่าหัวโล้นนี้จะล้มเลิกความตั้งใจ จนหวน
กลับไปช่วยเจียงเจ๋อจัดการกับกองทัพของพวกมัน
ในเมื่อพวกเจ้าต้องการต่อสู้ ข้าก็พร้อมจะน้อมสนองให้สมใจ!
แต่ยิ่งประมือกันมากครั้งเท่าใด ความรู้สึกประหลาดในใจจั่วม่อยิ่ง
เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ รอจนมันสบโอกาส มีเวลาว่างช่วงสั้น ๆ จั่วม่อรีบเข้า
ไปสอบถามความเห็นของผูเยาในทะเลแห่งจิตสำนึกทันที
“พวกมันคิดใช้เจ้าเป็นบันไดเพื่อบรรลุความเข้าใจในพลังเทพ” ผูเยา
กลอกกลิ้งถึงเพียงไหน เพียงมองปราดเดียวก็ทราบจิตเจตนาแท้จริงของ
สองยอดยุทธ์จากวัดเสวียนคง
จั่วม่อในที่สุดค่อยเข้าใจ ต้องแค่นหัวร่อเย็นเยียบ
ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง จะดูแคลนกันเกินไปแล้ว เสี่ยวม่อเกอมิได้ใช้เป็น
แต่พลังเทพเสียเมื่อไร ในบรรดาพวกมันทั้งสาม มีเพียงอากุ่ยเท่านั้นที่ถูก
จำกัดไว้กับการใช้พลังเทพ แต่จั่วม่อกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ล้วนล่วงรู้วิชา
ทักษะปิศาจ หากเป็นในเวลาอื่น พวกมันคงไม่อาจหาญพอที่จะใช้ทักษะ
ปิศาจเข้าเผชิญหน้ากับโจรหัวโล้นเฒ่าด่านฝ่านซูทั้งสอง ทว่าด้วย
สถานการณ์ในตอนนี้ ศัตรูทั้งสองได้รับบาดเจ็บไม่น้อย พลังฝีมือเสื่อมถอย
ลง ช่วยให้พวกมันสามารถรับมือได้อย่างคู่คี่ก้ากึ่ง
สำหรับคนละโมบโลภมากเช่นเสี่ยวม่อเกอ ผู้กระทั่งยามแร้นแค้นยัง
สามารถรีดเค้นเอาผลประโยชน์ออกมาได้ทุกหยาดหยด หากปล่อยให้ผู้คน
มาหลอกใช้ประโยชน์จากมัน โดยที่มันไม่ได้สูบเลือดขูดเนื้ออีกฝ่ายให้แห้ง
เหือด เสี่ยวม่อเกอก็ไม่ใช่เสี่ยวม่อเกอแล้ว!
สวรรค์เอ๋ย มันจะไปหาชนชั้นฝ่านซูเป็นคู่ประลองฝีมือจากที่ใดถึง
สองคน มิหนำซ้ายังไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่ม๋อเป้ยเดียว!
หากปล่อยให้โอกาสอันดีงามถึงเพียงนี้หลุดลอยไป มันคงต้องถูก
สวรรค์ลงทัณฑ์เป็นแน่!
ด้วยประการฉะนี้เอง จี้เจิ้งกับไต้เทาค้นพบอย่างรวดเร็ว เซี่ยวม่อ
เกอมาท้าพวกมันสู้บ่อยครั้งขึ้นกว่าเดิม
ทั้งสองย่อมสบใจยิ่ง ในบรรดาคนทั้งสาม พลังเทพของเซี่ยวม่อเกอ
ทั้งกล้าแข็งที่สุดและบริสุทธิ์ที่สุด ต้องการต่อสู้กันหรือ? พวกมันยินดีน้อม
สนองจนถึงที่สุด
แต่ในไม่ช้าพวกมันก็ได้พบว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ทั้งเซี่ยวม่อเกอและเขิงเหลียนเอ๋อร์ล้วนไม่
ยอมใช้พลังเทพ ซึ่งหากมีเพียงเท่านี้ยังพอทำเนา ผู้ที่สามารถบรรลุถึงด่าน
ฝ่านซู ย่อมไม่มีผู้ใดขาดความอดทนอดกลั้น
สองมหาสมณะจากวัดเสวียนคงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว เริ่ม
ลากถ่วงการต่อสู้ออกไป
รอจนพวกเจ้าใช้พลังปิศาจจนหมดสิ้น ข้าจึงไม่เชื่อว่าพวกเจ้าจะไม่
ใช้พลังเทพ!
ด้วยเหตุฉะนี้เอง ชะตากรรมอันน่าอนาถของพวกมันจึงได้เริ่มต้นขึ้น
หลังจากต่อสู้กันนานกว่าครึ่งชั่วยาม เห็นอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาของเซี่ยว
ม่อเกอเริ่มแสดงอาการอ่อนแรงลง ทั้งสองแม้เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ก็เต็ม
ไปด้วยความปลาบปลื้มประโลมใจ
เจ้าเด็กน้อย! เจ้าจบสิ้นแล้ว! พลังเทพ ใช้ออกมาเสียดี ๆ!
จากนั้นเสี่ยวม่อเกอก็แสยะยิ้มยิงฟัน เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดสอง
แถวแทบครบทุกซี่
ศาสตร์อสูร!
เริ่มตั้งแต่ศาสตร์อสูรน้อย หัตถ์พันใบน้อย ไปจนถึงศาสตร์บำบวง
แดนร้างกาลสมัย มันคล้ายระดมยิงดอกไม้ไฟใส่สองยอดยุทธ์จนตาลาย
ละลานไปหมด กระทั่งศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้กับศาสตร์รอยแผลสี
เทาที่เรียนรู้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันยังงัดออกมาใช้ด้วย
สองมหาสมณะค่อยนึกขึ้นได้ว่าในรายละเอียดเกี่ยวกับเซี่ยวม่อเกอที่
ทางสำนักรวบรวมมา คล้ายจะบอกไว้ว่าเจ้าผู้นี้ล่วงรู้ศาสตร์อสูรอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม ด้วยฝีมือขนาดนี้ ยังจะเรียกได้ว่าล่วงรู้อยู่บ้างได้ด้วย
หรือ?
ทั้งสองยอดยุทธ์ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ ยามกะทันหันถึงกับมือ
ไม้ปั่นปั่วนอยู่บ้าง จั่วม่อฉวยโอกาสอันหาได้ยากนี้ สำแดงพลังออกมา
อย่างเหนือขีดจำกัดของตน มันโหมจู่โจมต่อเนื่องอยู่หลายชั่วยาม
จนกระทั่งใช้ศาสตร์อสูรที่มันล่วงรู้ไปแทบทั้งหมด ก่อนจะหยุดลงในที่สุด
คราวนี้แม้ว่าคนทั้งสองจะเป็นชนชั้นฝ่านซู ยังเริ่มรู้สึกแทบจะ
ทนทานไม่ไหวอยู่บ้าง!
ไต้เทาปาดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าวปนหอบหายใจว่า “รั้งมันเอาไว้ให้
ได้ พวกเราไม่อาจปล่อยให้มันหนีไปอีก มิเช่นนั้นที่ทำมาทั้งหมดล้วนสูญ
เปล่า!”
จี้เจิ้งหอบหายใจหนัก ๆ มันคิดพยักหน้ารับคำ แต่แล้วเซี่ยวม่อเกอ
กลับบุกจู่โจมเข้ามาอย่างเหนือความคาดหมายอีกครั้ง
ทั้งสองรีบปลุกปลอบสมาธิจิตใจให้ตื่นตัว ดวงเต็มไปด้วยความ
มุ่งหวังรอคอย!
พลังเทพ!
เริ่มเอาจริงกันได้เสียทีกระมัง?
แต่แล้วจั่วม่อกลับซัดมุกหยินประลัยกัลป์ออกมาเต็มกำมือ จากนั้น
เป็นหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้ารัวเร็วปานจักรผัน ตามมาด้วยเสียงเวทวิชา
สารพัดชนิดถล่มเข้าหาคนทั้งสองดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง
คนทั้งสองตกตะลึงจังงังอย่างสมบูรณ์!
จากนั้นเซี่ยวม่อเกอไม่ทราบดึงกระบี่บินเล่มหนึ่งมาจากที่ใด เริ่มกรีด
วาดเคล็ดวิชากระบี่อย่างสวยสดงดงาม ท่านย่ามันเถอะ มีกระทั่งเจตจำนง
กระบี่ด้วย!
จี้เจิ้งกับไต้เทาเหม่อมองอย่างโง่งม ดวงตาของพวกมันงงงวยจนแทบ
จะเลื่อนลอย
เซี่ยวม่อเกอล่วงรู้ศาสตร์อสูร นี่เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ ในใจของ
พวกมันเหล่าซิวเจ่อ อสูรปิศาจเป็นสิ่งเดียวกัน ปิศาจตนหนึ่งสามารถใช้
ศาสตร์อสูร มิใช่เรื่องแปลกประหลาดสักเท่าใด แต่ปิศาจร่าเรียนเวทวิชา
เซียนตั้งแต่เมื่อใดกัน? ตั้งแต่เพลงหมัดของเซียนวรยุทธ์ วิชาค่ายกลของ
เซียนยันต์ จนมาถึงเคล็ดกระบี่ของเซียนกระบี่ และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งไป
กว่านั้น มันถึงกับบรรลุเจตจำนงกระบี่!
เจตจำนงกระบี่เที่ยงแท้อันพิสุทธิ์!
เจ้าที่แท้เป็นสายลับจากคุนหลุนใช่หรือไม่?
ในตอนแรกเริ่ม จั่วม่อรู้สึกสะดุดติดขัดอยู่บ้าง นานมากแล้วที่มันไม่ได้
ใช้กระบี่บิน แต่ไม่ช้ามันก็เริ่มฟื้นคืนความคุ้นเคยแต่หนหลัง ยามนี้เคล็ด
วิชากระบี่ที่ห่างเหินไปนานผุดขึ้นในใจของมันไม่ขาดสาย
อาศัยประสบการณ์และภูมิความรู้ของจั่วม่อในปัจจุบัน แน่นอนว่า
เมื่อมองย้อนไปยังเคล็ดวิชาในอดีตเหล่านี้อีกครั้ง มันมองเห็นสิ่งที่แตกต่าง
ไปจากเดิมมากมาย
พลังของเคล็ดกระบี่เพลิงธาราทะยานขึ้นดุจติดปีกบิน ที่สภาพสูงสุด
สมบูรณ์พร้อม จั่วม่อหลงลืมตนอย่างสิ้นเชิง ในตอนแรกเริ่มมันยังคง
เคลื่อนไหวไปตามกระบวนท่ากระบี่ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มเคลื่อนไปดั่งใจ
ปรารถนา ไม่ถูกผูกติดอยู่ในกรอบของกระบวนท่าอีก
เคล็ดกระบี่เพลิงธารา เดิมเป็นเพียงเคล็ดวิชากระบี่ระดับสาม ไม่ว่า
จะอย่างไร ก็ไม่อาจส่งผลคุกคามต่อชนชั้นฝ่านซูได้ แต่เมื่อจั่วม่อฟาดฟัน
ตามใจปรารถนา ละทิ้งกรอบกระบวนท่าที่เคยมี ก็กลับกลายเป็นเหนือล้า
กว่าเคล็ดกระบี่เพลิงธาราไปไม่รู้ว่าเท่าใด เจตจำนงกระบี่ของมัน
แปรเปลี่ยนไป กลับกลายเป็นยิ่งมายิ่งลึกล้าขึ้นทุกขณะ
แต่แม้ว่าจั่วม่อจะพัฒนารุดหน้า แต่พลังฝึกปรือในเคล็ดวิชากระบี่
ของมันยังคงตื้นเขินเกินไป ไหนเลยจะสามารถรุดหน้าก้าวไกลภายในวัน
เดียวได้ อำนาจคุกคามที่มีต่อสองยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูก็นับว่ามีจำกัดยิ่ง
มันไม่อาจก่อเกิดอันตรายที่แท้จริงต่อจี้เจิ้งกับไต้เทาได้ แต่ใน
ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามทั้งสองก็ไม่สามารถคุกคามจั่วม่อได้เช่นกัน
สองยอดยุทธ์รู้สึกทรมาทรกรรมยิ่ง พวกมันแทบจะเฝ้านับเวลาแต่ละ
อึดใจให้ผ่านไปโดยไว พยายามปลุกปลอบใจตัวเองให้อดทนให้ได้
เมื่อพลังเวทวิชาของจั่วม่ออ่อนโทรมลง พลังปราณของมันเริ่มเผยให้
เห็นสัญญานของการหมดสิ้นอย่างชัดเจน คนทั้งสองแทบหลั่งน้าตาแห่ง
ความปลาบปลื้ม
ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำใดแก่กัน คนทั้งสองโถมไปข้างหน้า ตระเตรียม
พัวพันเซี่ยวม่อเกอไว้ที่นี่ รอดูไปเถอะ หากเจ้าไม่ใช้พลังเทพ แล้วยังจะใช้
สิ่งใดได้อีก?
แต่แล้วเซี่ยวม่อเกอแสยะยิ้มกว้าง เผยฟันขาวราวหิมะเป็นคำรบสอง
ในเวลาเดียวกัน มันโยนเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันเข้าปาก!
พลังเทพอันท่วมท้นโคจรไปทั่วร่างอย่างเร่งร้อน จากนั้นพลังเทพ
แปรเปลี่ยนเป็นพลังทั้งสามในชั่วพริบตาเดียว!
ก่อนหน้านี้คิดแปรเปลี่ยนพลังเทพเป็นพลังทั้งสาม จั่วม่อต้องใช้เวลา
ช่วงหนึ่ง แต่หลังจากที่ความเข้าใจในพลังเทพของมันลึกล้าขึ้น
กระบวนการนี้ก็กลายเป็นกระชั้นสั้นแทบจะทันทีทันใด
พลังทั้งสามของมันกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง!
เสี่ยวม่อเริ่มโหมโจมตีอีกระลอก
ระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด!
หลีเซียนเอ๋อร์อ่านเนื้อความในนกกระเรียนกระดาษที่ส่งมาจากสำนัก
อย่างถี่ถ้วน ในใจบังเกิดคลื่นลมปั่นป่วนอย่างรุนแรง
เรื่องราวในนกกระเรียนกระดาษมากหลายเป็นที่น่าตื่นตะลึง หลี
เซียนเอ๋อร์เรียกได้ว่ารอบรู้มากประสบการณ์ แต่เนื้อความในนกกระเรียน
กระดาษยังคงทำให้นางตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในตอนท้ายของจดหมาย
ท่านปู่ของนางยังกำชับกำชาอย่างเคร่งเครียดจริงจัง นางเป็นเพียงผู้เดียว
ที่อยู่ใกล้กับสถานที่นั้นมากที่สุด จะต้องรับผิดชอบคร่ากุมเซี่ยวม่อเกอกับ
พวกของมัน ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใดก็ตาม
นางย่อมมีกำลังคนมากพอ เพื่อปกป้องคุ้มครองนางในการเดินทาง
มาเยือนแดนปิศาจครั้งนี้ ท่านปู่เลือกเฟ้นยอดองครักษ์มาเป็นอย่างดี แม้
ไม่ถึงกับมีชนชั้นฝ่านซูมาด้วย แต่ยังมีหยวนอิงไม่น้อย
นางล่วงรู้ความสำคัญของเรื่องนี้ที่มีต่อเทียนหวน ดังนั้นตกลงใจใน
บัดดล
“เจ้าคิดไปแล้ว?” ซือตื่นตระหนกยิ่ง ใบหน้าเผยเค้าไม่ยินยอมอย่าง
ไม่ปิดบัง
“ใช่แล้ว เนื่องด้วยมีเรื่องรีบด่วนต้องไปจัดการ ต้องขออภัยด้วย!
โปรดอำลาตี๋ไสว้แทนข้าด้วย หลายวันมานี้ตี๋ไสว้ให้การต้อนรับอย่างดีเลิศ
ข้าซาบซึ้งใจนัก” หลีเซียนเอ๋อร์สีหน้าเต็มไปด้วยความจริงใจ “นอกจากนี้
ยังต้องขอบคุณท่าน พี่ใหญ่ซือ หากมิได้พี่ใหญ่ซือนำเสี่ยวเม่ยออกเที่ยว
เล่น เสี่ยวเม่ยคงไม่ได้ชื่นชมทัศนียภาพแปลกตามากมายถึงเพียงนี้ พี่ใหญ่
ซือ ต่อไปหากมีเวลาว่างอย่าลืมมาเยี่ยมเยือนเทียนหวนของข้า ให้เสี่ยว
เม่ยได้มีโอกาสเป็นเจ้าบ้านบ้าง”
ซือแม้ผิดหวัง แต่กลับเป็นปกติทันควัน ใบหน้าเผยรอยยิ้มอบอุ่น
อ่อนโยนดุจเดิม “อีกไม่นานข้าจะต้องไปตามคำเชิญอย่างแน่นอน เซียน
เอ๋อร์เม่ยเม่ย เจ้าจะกลับคืนไปยังเทียนหวนหรือ?”
หลีเซียนเอ๋อร์สั่นศีรษะ “เรื่องนี้อยู่ในแดนปิศาจ”
ซือดวงตาเป็นประกาย “อ้อ อยู่ในแดนปิศาจรึ? เช่นนั้นเราผู้พี่ก็ต้อง
รับผิดชอบ! แดนปิศาจในปัจจุบันสับสนวุ่นวาย ไม่มีความปลอดภัยอันใด
เซียนเอ๋อร์เม่ยเม่ย ให้เราผู้พี่ได้มีโอกาสสวมบทบาทเป็นองครักษ์พิทักษ์
บุปผาสักคราดีหรือไม่!”
สุ้มเสียงของซือกึ่งหยอกเย้ากึ่งเอาจริงเอาจัง
หลีเซียนเอ๋อร์ไหนเลยจะฟังไม่ออก นางขบคิดใคร่ครวญอยู่เป็นนาน
จากนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง “เช่นนั้นเสี่ยวเม่ยต้องขอบคุณพี่ใหญ่
ซือแล้ว ขอเพียงไม่กระทบต่อหน้าที่การงานหลักของพี่ใหญ่ซือ เสี่ยวเม่ยก็
ยินดียิ่ง!”
“ข้าไหนเลยจะมีหน้าที่การงานอันใด!” ซือกล่าวปนหัวร่อ
เห็นหลีเซียนเอ๋อร์กำลังร้อนใจ ซือก็ไม่เสียเวลามากความ เพียง
รายงานเรื่องราวต่อตี๋ไสว้ผู้เป็นบิดาคราหนึ่ง ตี๋ไสว้มิได้ห้ามปรามมัน
เช่นกัน เพียงเลือกเฟ้นยอดฝีมือจำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย ทำให้ซือปิติ
ยินดียิ่ง
“โง่เขลานัก!” หลินเชียนเผยความเดือดดาลที่ยากจะพบพาน ใบหน้า
ของมันดำทะมึน บรรดาศิษย์รอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ
“แทนที่จะรอคอยคำสั่งจากสำนัก เจ้าไฉนบุ่มบ่ามกระทำการด้วย
ตัวเอง?” หลินเชียนสุ้มเสียงเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน ดวงตาคมกล้าดุจ
กระบี่ทะลวงใจผู้คน “มิหนำซ้ายังใช้วิธีการอันโง่เขลาถึงเพียงนั้น! เจ้าใช่มี
หัวคิดหรือไม่? เจ้าแหวกหญ้าให้งูตื่น สะกิดให้มันตื่นตัว เข้าใจหรือไม่?
โง่เง่า!”
ศิษย์อื่น ๆ ตัวสั่นเทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ
เรื่องราวในแดนปิศาจ บัดนี้หน้าขาวเผือดดุจคนตาย นี่เป็นครั้งแรกที่พวก
มันเห็นศิษย์พี่ใหญ่บันดาลโทสะ ศิษย์พี่ใหญ่ผู้สุภาพอ่อนโยนแทบไม่เคย
พูดจารุนแรงกับผู้อื่น คราครั้งนี้ถึงกับเกรี้ยวโกรธถึงปานนี้!
ต๋าหลิงฟ่งใบหน้าขาวซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความ
สิ้นหวัง
นางเดิมทีคิดกลับมายังสำนัก ร่าไห้รำพันและร้องขอความช่วยเหลือ
แต่ผู้ใดจะทราบว่าเมื่อนางกลับมาถึงสำนัก ศิษย์พี่ใหญ่แทนที่จะ
ปลอบโยน กลับบริภาษนางอย่างรุนแรง นางเหม่อมองศิษย์พี่ใหญ่ที่นาง
เคารพรักอย่างมึนงง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
แววตาหวาดกลัวและสิ้นหวังของต๋าหลิงฟ่ง ไม่มีผลกระทบใดต่อหลิน
เชียน มันกล่าวอย่างเย็นชา “เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด ห้ามมิให้ปิดบัง
แม้แต่คำเดียว”
ต๋าหลิงฟ่งตัวสั่นสะท้าน รีบบอกเล่าทุกสิ่ง แม้กระทั่งวาจาที่เหวยเสิ้ง
ฝากบอกมายังหลินเชียน หลินเชียนซักถามรายละเอียดอีกเล็กน้อย แต่
นางไม่อาจตอบคำถามเหล่านั้น
หลังจากล่วงรู้รายละเอียดทั้งหมด หลินเชียนไม่กล่าวคำใด เพียงยื่น
มือแตะข้อมือของต๋าหลิงฟ่งเบา ๆ
ชั่วอึดใจให้หลัง มันค่อยลุกขึ้น ออกคำสั่งว่า “ส่งนางไปหาอาจารย์อา
หญิงหาน ขอให้อาจารย์อาหญิงหานลองดูว่ามีหนทางช่วยเหลือหรือไม่”
จนถึงตอนนี้เอง ต๋าหลิงฟ่งผู้แทบจะพังทลายอย่างสิ้นเชิงพลันเริ่มร่า
ไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ บรรดาศิษย์รอบข้างล้วนมีสีหน้าหม่นหมอง
ศิษย์สองคนรับคำสั่ง นำต๋าหลิงฟ่งจากไป หลินเชียนกวาดตามองไล่
ไปทีละคน กล่าวเสียงดังฟังชัด “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าบางคนอาจเข้าใจว่าข้า
แล้งน้าใจ แต่จงฟังให้ดี เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งของสำนักอย่างเคร่งครัด
ที่สุด ผู้ใดฝ่าฝืนหรือประมาทเลินเล่อเช่นนี้ ข้าจะติดตามไปจัดการกับมัน
ด้วยตัวข้าเอง!”
เหล่าศิษย์น้องสะท้านขึ้นทั้งร่าง “ทราบแล้ว!”
รอจนบรรดาศิษย์ทยอยจากไป เสวียตงอดไม่ได้ สั่นศีรษะพลางกล่าว
“โง่งมที่สุด! โง่เขลาแทบตายแล้ว! เจ้าพวกนี้คุ้นชินกับความหยิ่งยโสโอหัง
มากเกินไป อยู่ในคุนหลุนยังพอทำเนา แต่คิดไม่ถึงว่าพวกมันกระทั่ง
ออกไปยังโลกภายนอก กลับยังประพฤติตนเฉกเช่นเดียวกันอีก นางใช่
เข้าใจว่านางอยู่ในแดนคุนหลุนหรือ!”
หลินเชียนฝืนยิ้มขื่น “สงบสุขนานเกินไป ความยโสโอหังที่เพาะสร้าง
จากสำนักช่างเหนือคาดคิดจริง ๆ”
“นั่นก็ใช่แล้ว” เสวียตงเห็นได้ชัดว่าไม่สนใจจะสนทนาเรื่องนี้ในเชิง
ลึก พลันเปลี่ยนเป็นถามว่า “เจ้าดูเหมือนจะกริ่งเกรงเหวยเสิ้งไม่น้อย!”
“มิใช่ไม่น้อย แต่เป็นกริ่งเกรงเป็นอย่างยิ่ง!” หลินเชียนแก้คำด้วยสี
หน้าจริงจัง
เสวียตงประหลาดใจอยู่บ้าง “เซี่ยวม่อเกอกับเหวยเสิ้ง สองคนที่
กระทั่งเจ้ายังนับถือเลื่อมใส ข้าชักสนใจอยากพบหน้าพวกมันสักคราจริง
ๆ มีสองบุรุษที่กล้าแข็งถึงเพียงนี้ปรากฏตัวออกมา โลกนี้ยิ่งมายิ่ง
สนุกสนานน่าสนใจแล้ว!”
หลินเชียนสีหน้าเคร่งเครียดถมึงทึง “มิอาจปล่อยให้เหวยเสิ้งมีชีวิต
อยู่ได้!”
เสวียตงถึงกับแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ถามอย่างสงสัยใจ “เจ้าอย่าได้
ประโคมโอ่เกินจริงไป!”
“ข้ามีลางสังหรณ์ เหวยเสิ้งหากไม่ตายเสียโดยเร็ว มันจะกลายเป็นภัย
คุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อคุนหลุนของเรา” หลินเชียนดวงตาทอประกาย
อำมหิต กล่าวต่อไปว่า “ข้าไม่ต้องการทิ้งชนวนเหตุเภทภัยเอาไว้ใน
ภายหลัง”
เสวียตงจุ๊ปาก “ข้าอุตส่าห์มีสิ่งที่สนใจอยากเห็นเพิ่มขึ้นมา น่า
เสียดายที่ต้องลดน้อยลงไปเสียแล้ว โลกนี้เป็นเพราะคนอย่างพวกเจ้านี่เอง
มันถึงได้น่าเบื่อหน่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ”
“มีชีวิตที่เบื่อหน่าย ดีกว่าเจ้าไม่หลงเหลือชีวิตไว้ให้เบื่อหน่ายอีก”
หลินเชียนปรายตามองเสวียตง กล่าววาจาน่าตระหนก