สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 676 ท่าสังหารอันแยบคาย
กงซุนชามองดูกองทหารที่ตั้งทัพอยู่ในระยะไกล ยังคงแย้มยิ้มเป็น
ปกติ เหล่าแม่ทัพนายกองข้างกายมันจ้องมองฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็น
มิตร บนใบหน้าแฝงกลิ่นอายฆ่าฟัน
เจียงเจ๋อ!
นามนี้เลื่องลือระบือไกลไปทั่วหล้า หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ยามนี้คงรู้สึก
ตึงเครียดกดดันราวกับเผชิญศัตรูอันร้ายกาจ แต่กงซุนชาไม่ได้รู้สึกรู้สาอัน
ใดมากนัก เรื่องราวประการเดียวที่กงซุนชาพอจะนึกเชื่อมโยงไปยังเจียง
เจ๋อได้ ก็คือกองพันฟ่งเยวี่ย กองทัพหนึ่งของวัดเสวียนคงที่กลายเป็นผีเฝ้า
สนามรบภายใต้เงื้อมมือของมันเอง
ในความเห็นของมัน วัดเสวียนคงเป็นศัตรูของพวกมันมาตั้งแต่แรก
เผชิญหน้ากับฟ่งเยวี่ยหรือเผชิญหน้ากับเจียงเจ๋อ มีความแตกต่างกันไม่
มากนัก ไม่ว่าจะอย่างไรพวกมันล้วนเป็นผู้ที่กงซุนชาต้องโค่นลง แม้ว่ามัน
ทราบดีว่าศัตรูคราวนี้ยากจะโค่นลงได้โดยง่าย มันก็หาได้ตึงเครียดกังวล
แต่อย่างใด
เส้นทางการไต่เต้าขึ้นสู่ยอดแม่ทัพบัญชาการศึกของมันแตกต่างจาก
ศิษย์สำนักใหญ่เหล่านี้ เนื่องเพราะมันชุ่มโชกไปด้วยเลือด ผ่านการเข่นฆ่า
อย่างโหดร้ายทารุณ!
แม่นางน้อยผู้เข่นฆ่าเปิดทางออกมาจากกองซากศพ ภายใต้รูปโฉม
งดงามที่เต็มไปด้วยความประหม่าอาย ซุกซ่อนจิตใจอันกร้าวกระด้างดุจ
เหล็กกล้าเอาไว้
ยามนี้มันมีเพียงความตื่นเต้นฮึกเหิม
ความตื่นเต้นเร้าใจจากการได้พบพานคู่มือผู้ทัดเทียม แผ่ซ่านไปทั่ว
สรรพางค์กาย
ในการศึกครั้งนี้ คู่ต่อสู้ของมันจะสร้างความประหลาดใจอันใดให้แก่
มันบ้างหนอ?
ในดวงตาสุกใสเหมือนเด็กชายข้างบ้าน เปล่งประกายน่าขนพอง
สยองเกล้า ชนิดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความวิกลจริต
แนวป้องกันที่เจียงเจ๋อสร้างขึ้นแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แม้ว่า
บางอย่างดูคล้ายเร่งรีบไปบ้าง แต่แนวป้องกันโดยรวมก่อตั้งขึ้นอย่าง
เข้มแข็งมั่นคงแล้ว และแม้กระทั่งส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ แทนที่จะบอกว่า
เป็นช่องโหว่ของแนวป้องกัน กลับดูเหมือนจะเป็นหลุมพรางเสียมากกว่า
พวกมันไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพการณ์โดยรวมแม้แต่น้อย
แน่นอน ความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงไม่มีอยู่จริงในโลก
ทั้งเจียงเจ๋อและกงซุนชาต่างรู้แน่แก่ใจเท่า ๆ กัน
กงซุนชายังล่วงรู้ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของมันอย่างชัดเจน พวกมัน
มีกำลังคนน้อยกว่า แต่ความคล่องตัวย่อมสูงกว่ามาก มิหนำซ้าอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ของค่ายจูเชวี่ยมักจะเป็นสิ่งที่ล้าเลิศที่สุดภายใต้ร่มธงของ
จั่วม่อ
ส่วนเจียงเจ๋อมีกำลังพลมากกว่า มีแนวป้องกันอันเข้มแข็งมั่นคง แต่
แนวรบของมันใหญ่โตเกินไป นี่หมายความว่ากำลังคนของมันต้องกระจัด
กระจายออกไป ช่วยให้กงซุนชามีเป้าจู่โจมมากมายหลายแห่ง
เจียงเจ๋อแม้ฝีมือร้ายกาจ แต่แม่ทัพนายกองใต้บังคับบัญชาของมัน
หรือยังจะร้ายกาจเท่ากับมันด้วย? คนเหล่านี้จะสามารถกระทำตาม
แผนการของเจียงเจ๋อได้อย่างถูกต้องเคร่งครัดหรือไม่ ยังต้องลองทดสอบดู
มิหน้าซ้าเจียงเจ๋อยังมีข้อเสียเปรียบใหญ่หลวงอีกประการหนึ่ง อันว่า
หลักพิชัยยุทธ์มุ่งเน้นกาละฟ้า ชัยภูมิดิน ประชากรหนุน นอกจากช่วง
จังหวะเวลาเหมาะสมที่ยังมาไม่ถึงแล้ว เจียงเจ๋อทั้งเสียเปรียบที่ต้องรบใน
ดินแดนของข้าศึก ไม่คุ้นเคยกับชัยภูมิพื้นที่ เหล่าปิศาจยังเคียดแค้นชิงชัง
พวกมัน เฝ้ารอโอกาสโค่นล้มพวกมัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่เพียงพอ
ต่อการปลิดชีพพวกมัน
เส้นทางลับที่นำไปสู่อาณาจักรขุนยะเยือกซึ่งเปี๋ยหานกำลังนำทัพเร่ง
รุดไป เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น!
ฉวยโอกาสจากข้อได้เปรียบแบบเดิมซ้าสอง กงซุนชาก็ไม่ได้รังเกียจ
รังงอนอันใด
มันพอมาถึงก็ไม่ได้เร่งรีบบุกจู่โจม แต่เริ่มเสาะหาปิศาจพื้นที่ซึ่ง
คุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศท้องถิ่นเป็นอันดับแรก
เจียงเจ๋อรับฟังรายงานจากนายทัพใต้บังคับบัญชา สีหน้าไม่
เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่ที่ศัตรูลอบชักใยคลื่นการก่อกวนรังควานจากเงามืด เจียง
เจ๋อก็ทราบแล้วว่าการศึกครั้งนี้ยังยากลำบากกว่าที่มันคาดไว้มาก ผู้บงการ
เกาะกุมจุดอ่อนอันใหญ่หลวงที่สุดของมันแนบแน่น จุดอ่อนที่มันไม่มี
ปัญญาหลีกเลี่ยงได้
หากมีเวลาอีกสิบปี จุดอ่อนนี้จะไม่หลงเหลืออยู่อีก
แต่ในสงครามไม่มีคำว่า ‘หาก’
กับทัศนคติที่เต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ที่วัดเสวียนคงมีต่อเผ่า
ปิศาจ มันไม่เคยเห็นพ้องด้วยเลย การกระทำเช่นนี้รังแต่ก่อเกิดความ
วุ่นวายตามมา แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีอำนาจบารมีมากพอที่จะออก
ความเห็นในเรื่องนี้ได้ มันแม้มีศักดิ์ฐานะอยู่ในสำนัก แต่ด้วยศักดิ์ฐานะของ
มัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสำนักในเรื่องเช่นนี้
สิ่งที่มันสมควรทำ คือทำหน้าที่ของมันให้ดีที่สุด
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ทุกกองพันให้เฝ้ารักษาที่มั่นในตำแหน่งของตน
อย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้กระทำการนอกเหนือคำสั่งเป็นอันขาด” เจียงเจ๋อ
ออกคำสั่งอย่างไม่ลังเลใจ
โดยไม่คำนึงถึงข้อกังขาของผู้อื่น หรือต่อให้เกิดเรื่องใดขึ้นจริง ๆ เจียง
เจ๋อจะไม่หวั่นไหว เนื่องเพราะมันเชื่อมั่นในแนวป้องกันที่มันสร้างขึ้น
แรกเริ่มเดิมที เมื่อเจียงเจ๋อสร้างแนวป้องกันอย่างขันแข็ง ผู้คน
มากมายในวัดเสวียนคงล้วนเห็นค้าน จะให้พวกมันต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ
เรื่องนี้ยากจะยอมรับได้จริง ๆ วัดเสวียนคงผู้ยิ่งใหญ่เมื่อเผชิญหน้ากับ
กองทัพปิศาจขบวนเล็ก ๆ ถึงกับต้องเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างขันแข็งถึงเพียงนี้
ไยมิใช่เกินเลยไป? ฝ่ายตรงข้ามแม้มีเปี๋ยหานกับกองพันบาปเคราะห์ แต่
เจียงเจ๋อกับกองพันเจียงจื้อมิใช่มีแต่จะเข้มแข็งกว่าหรือ?
แต่เจียงเจ๋อยังคงยืนกราน เร่งสร้างแนวป้องกันโดยไม่ฟังเสียงผู้ใด
โชคดีที่เจียงเจ๋อสร้างชื่อกระเดื่องดัง ในสนามรบแนวหน้า ศักดิ์ฐานะ
ของมันไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้ ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนคำสั่งของมัน ทุกทัพแม้
ขอคิดไม่เข้าใจ แต่ยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของเจียงเจ๋ออย่างเคร่งครัด
การที่กงซุนชาป่าวประกาศหาผู้นำทางท้องถิ่นอย่างเปิดเผย ไม่ได้ทำ
ให้พวกมันตื่นตระหนกหรือเป็นกังวล
เมื่อวางแผนสร้างแนวป้องกัน พวกมันได้ทบทวนแผนการซ้าแล้วซ้า
เล่า สืบค้นทั่วทุกพื้นที่ซึ่งอาจมีปัญหา หรือเป็นที่ใช้ซ่องสุมกำลังพลได้
พวกมันแน่ใจว่าไม่ปล่อยสถานที่เร้นลับใดให้หลงหูหลงตาไปได้
พวกมันล้วนเชื่อว่าแนวป้องกันของพวกมันไม่มีช่องว่างรอยโหว่ใด
การศึกที่ทุกผู้คนพากันคาดหวังรอคอย กลับไม่ได้เปิดฉากขึ้นด้วยการ
ปะทะอย่างดุเดือดรุนแรงเช่นที่ผู้คนนึกภาพไว้ ถึงกับเงียบเหงาอยู่บ้าง
จั่วม่อเฝ้าหยอกเย้าปั่นหัวสองยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูซ้าแล้วซ้าเล่า มัน
ทั้งต่าช้า กลอกกลิ้ง ไร้ยางอายและไม่เกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อย
หลังจากเป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จี้เจิ้งกับไต้เทาค่อยตระหนักว่าผู้อื่น
ค้นพบจิตเจตนาของพวกมันแล้ว
ทั้งสองหารือกันเล็กน้อย จากนั้นยังคงไล่ติดตามคนทั้งสามอย่างไม่
ลดละ แต่พวกมันในที่สุดก็ล้มเลิกความคิดลอบเรียนรู้พลังเทพผ่าน
ทางการต่อสู้ เพียงถ่วงเวลาเฝ้ารอกำลังเสริมจากสำนักตามมาสมทบ
ทันทีที่เหล่ายอดยุทธ์จากสำนักมาถึง พวกมันจะมีขุมกำลังพอจะคร่า
กุมตัวบัดซบทั้งสามนี้ในคราวเดียว!
ทั้งสองเฝ้าหมายมาด รอจนตัวบัดซบทั้งสามนี้ตกอยู่ในกำมือพวกมัน
จะต้องตอบแทนความอัปยศอดสูนี้อย่างสาสม ต้องให้เหล่าตัวบัดซบนี้รับ
บาดเจ็บปางตาย เช่นเดียวกันกับที่พวกมันต้องทนทุกข์ทรมานในช่วง
หลายวันมานี้ โดยเฉพาะตัวบัดซบเซี่ยวม่อเกอที่สมควรตาย!
พวกมันไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่การท้าสู้อีก เมื่อรับมือกับการหยอก
ล้อเย้าแหย่ของเซี่ยวม่อเกอ ถึงกับเริ่มย่อหย่อน ไม่ค่อยจริงจังนัก
อย่างไรก็ตาม พวกมันไม่ทันรู้สึกตัวเลยว่าภายใต้ท่าทีคล้ายหยอกล้อ
ปั่นหัวพวกมันเล่น จั่วม่อกลับลอบวางแผนจัดการกับพวกมันไว้แล้ว
ชนชั้นฝ่านซูมีพลังน่าสะพรึงกลัวยิ่ง แต่ชนชั้นฝ่านซูที่บาดเจ็บหนัก
สองคน ในสายตาของคางคกเช่นจั่วม่อ พวกมันไม่ต่างอันใดกับหงส์ปีกหัก
สองตัว มันเฝ้ามองจนน้าลายไหลย้อยมานานแล้ว หลังจากคอยหยอกล้อ
ปั่นหัวพวกมันซ้า ๆ จั่วม่อมีความเข้าใจต่อคนทั้งสองโดยคร่าว ๆ
คางคกที่ไม่ต้องการกินเนื้อหงส์ไม่ใช่คางคกที่ดี ส่วนคางคกที่พบหงส์
ปีกหักสองตัวแต่ปล่อยให้หลุดรอดไปได้ นั่นไม่ใช่คางคกแล้ว แต่เป็นคน
ปัญญาอ่อน
จั่วม่อย่อมไม่ใช่คนปัญญาอ่อน ในใจลอบกำหนดแผนการอยู่
ตลอดเวลา
พวกมันหากสามารถสังหารฝ่ายได้คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งจะต้องหลบหนี
ไปอย่างแน่นอน ภัยร้ายจะเบาบางลงทันที มิหนำซ้าพอคิดถึงความมั่งคั่ง
ร่ารวยที่ชนชั้นฝ่านซูผู้หนึ่งจะพึงมี จั่วม่อถึงกับใจสั่นหวั่นไหวขึ้นมาทัน
ควัน
การหยอกล้อปั่นหัวของจั่วม่อเป็นความจงใจประการหนึ่ง มันราวกับ
นายพรานผู้โชกโชน กระทำการที่ไม่มีอันตรายซ้า ๆ ซาก ๆ เพื่อหลอกล่อ
ให้เหยื่อตายใจ
แผนการของมันจนถึงยามนี้ยังเป็นไปอย่างราบรื่น จี้เจิ้งกับไต้เทาเห็น
ได้ชัดว่าผ่อนคลายการระวังตัวลงกว่าเดิม
วันน็ก็เหมือนเช่นเคย จั่วม่อเริ่มลงมือหยอกล้อพวกมันอีกครั้ง
ผู้ที่รับมือกับจั่วม่อคือจี้เจิ้ง อย่างไรก็ตาม มหาสมณะผู้นี้ไม่ค่อยคึกคัก
กระตือรือร้นเหมือนเมื่อสองสามวันก่อนอีกแล้ว และเนื่องเพราะการต่อสู้
หักหาญอย่างไม่หยุดหย่อนติดต่อกันหลายวัน อาการบาดเจ็บของมันแม้
สะกดเอาไว้ได้ แต่ไม่ได้ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย
จี้เจิ้งรับมืออย่างไม่ลำบากกินแรง ขอเพียงเซี่ยวม่อเกอไม่ยอมใช้พลัง
เทพ พลังอื่นทั้งสามก็มิอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามอันใดต่อมันได้
แล้วเซี่ยวม่อเกอจะใช้พลังเทพต่อกรกับมันหรือไม่?
ไม่มีทาง!
เรื่องนี้จี้เจิ้งยอมถอดใจไปนานแล้ว
แต่แล้วพวกมันพอประมือกัน จี้เจิ้งพลันใจสั่นสะท้าน ดวงตาไร้
ประกายของมันพลันสว่างวาบ …พลังเทพ!
หลังจากรับการทรมาทรกรรมมาหลายวัน จี้เจิ้งแทบหลั่งน้าตาแห่ง
ความปลาบปลื้ม!
สวรรค์ยังมีตา!
ในความลิงโลดยินดี จี้เจิ้งสงบใจลงทันควัน มันไม่ออมรั้งยั้งมืออีก
เปลี่ยนจากท่าทางเฉื่อยชาเป็นบุกจู่โจมปานจักรผัน
เป็นพลังเทพดังที่คาด!
เซี่ยวม่อเกอคล้ายต่อสู้อย่างสุดกำลัง เร่งเร้าพลังเทพอันเปี่ยมล้นโดย
ไม่ออมรั้ง
จี้เจิ้งไม่เพียงไม่หวาดเกรง ทั้งยังปิติยินดีสุดระงับ มันเพียงเฝ้าระวัง
อาวุธวิเศษอันทรงอานุภาพของเซี่ยวม่อเกอก็พอ หากเซี่ยวม่อเกอนำอาวุธ
วิเศษอันร้ายกาจนั้นออกมา มันจะรีบถอยหลบไปให้ไกลในทันที
มันหวาดระแวงถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อในมือเซี่ยวม่อเกอ หากไม่มี
ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ เซี่ยวม่อเกอก็ไม่ต่างจากพยัคฆ์ร้ายที่ปราศจาก
เขี้ยวเล็บ ไม่เป็นภัยคุกคามอันใด
การต่อสู้ดุเดือดรุนแรงยิ่ง ต่างจากการหยอกล้อหยั่งเชิงในหลายวัน
มานี้เป็นคนละเรื่อง
ฝ่ายหนึ่งมีพลังฝึกปรือด่านฝ่านซู มันแม้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แต่ท่า
ร่างสภาวะยังคงเปี่ยมไปด้วยพลัง อีกฝ่ายหนึ่งถือครองพลังเทพอันแกร่ง
กร้าวเกรียงไกร แม้พลังฝึกปรือของมันอ่อนด้อยกว่าอีกฝ่าย แต่อาศัยพลัง
ดุจปาฏิหาริย์ของพลังเทพ กลับสามารถต่อสู้กับจี้เจิ้งได้อย่างคู่คี่ก้ากึ่ง
ไต้เทาทั้งประหลาดใจทั้งตื่นเต้นยินดี
มันประหลาดใจที่เซี่ยวม่อเกอจู่ ๆ เปลี่ยนพฤติการณ์อย่างกะทันหัน
หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น? แต่ความตื่นเต้นยินดีของมันยังมีมากกว่า เซี่ยว
ม่อเกอเมื่อในที่สุดก็ยินยอมใช้พลังเทพออกมา แผนเดิมของพวกมันอาจมี
ทางสำเร็จแล้ว!
แต่ก่อนที่มันจะได้ขบคิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน เงาร่างอันน่าประหวั่น
พรั่นพรึงสายหนึ่งปรากฏวูบ ไต้เทาแตกตื่นสุดระงับ รีบระวังป้องกัน
ในทันที
เป็นอากุ่ย!
ไต้เทาตระหนักถึงอันตราย สตรีอัปลักษณ์นางนี้มีพลังเทพอันแปลก
ประหลาด ทั้งยั้งเป็นเป้าหมายสำคัญของสำนัก ไต้เทาหวั่นไหวใจขึ้นมา
หากมันสามารถคร่ากุมนางได้… …
เซี่ยวม่อเกอยามนี้ถือครองอาวุธวิเศษอันทรงอานุภาพ ไต้เทารู้สึกไม่
มีหวังจะคร่ากุมตัวบัดซบนี้ได้ สตรีอัปลักษณ์นี้แม้มีพลังเทพแปลก
ประหลาด แต่นางไม่เคยสำแดงอาวุธวิเศษอันทรงพลังออกมา ไต้เทารู้สึก
ว่ามันมีโอกาสสำเร็จมากกว่า!
ความคิดพอบังเกิด มันก็โถมทะยานเข้าหาอากุ่ยโยไม่รีรอลังเล
คนทั้งสองเข้าสู่การต่อสู้หักหาญอย่างดุเดือดทันที
พลังเทพของอากุ่ยลี้ลับพิสดาร ยากจะหยั่งคำนวณ ไต้เทาที่ไม่คุ้นเคย
กับพลังนี้ แทบถูกบีบให้เพลี่ยงพล้าในการปะทะครั้งแรก แต่อาศัยกงล้อ
จำแลงห้าธาตุในมือ มันตั้งหลักมั่นอย่างรวดเร็ว มันค่อย ๆ คุ้นชินกับพลัง
เทพประหลาดนี้อยู่บ้าง กงล้อจำแลงห้าธาตุเริ่มสำแดงพลังตอบโต้อย่าง
รุนแรง
ไต้เทาเริ่มช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ
ทีแรกไต้เทายังคอยแบ่งปันความสนใจส่วนหนึ่งลอบจับตาดูเขิง
เหลียนเอ๋อร์ แต่รอจนการต่อสู้ยิ่งมายิ่งดุเดือดเลือดพล่าน มันได้แต่ต้อง
ทุ่มเทสมาธิจิตใจทั้งหมดไว้ที่การต่อสู้กับอากุ่ย มิเช่นนั้นหากมันพลั้งเผลอ
สักเล็กน้อย อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
พลังเทพของอากุ่ยแม้แปลกพิสดาร แต่มันยังคงได้รับความเข้าใจไม่
น้อย
จี้เจิ้งต่อสู้อย่างสาสมใจ ต่อสู้จนลืมตัวลืมตน หลังจากเฝ้าคาดหวังรอ
คอยมาหลายวัน มันในที่สุดก็ได้สัมผัสการต่อสู้อันเปี่ยมคุณค่าความหมาย
ความลิงโลดยินดีที่บังเกิดขึ้นย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ ความปรารถนาที่มี
ต่อพลังเทพของมันช่วยให้สมาธิจิตใจจดจ่อรวมรั้งถึงที่สุด
มันกระทั่งไม่ทันสังเกตว่าอากุ่ยกับไต้เทากำลังห้าหั่นกันอย่างดุเดือด
สมาธิจิตใจของมันจดจ่ออยู่กับทุกกระบวนท่าของจั่วม่อ
ทุกครั้งที่พลังเทพปะทะกับพลังของมัน จะช่วยเพิ่มพูนความเข้าใจที่
มันมีต่อพลังเทพ นานเท่าใดแล้วที่มันไม่ได้สัมผัสความเข้าใจใหม่ ๆ
นับตั้งแต่เข้าสู่ด่านฝ่านซูกระมัง?
มันเองก็จดจำไม่ได้แล้ว!
แต่ความรู้สึกอันบรรเจิดเลิศล้านี้ทำให้มันเคลิบเคลิ้มมึนเมา จนมันไม่
อยากให้สิ้นสุดลง จี้เจิ้งหลงลืมตัวอยู่ในความปลาบปลื้มยินดีไม่รู้จบ
มันไม่อยากให้การต่อสู้นี้สิ้นสุดลงเลยจริง ๆ
แต่แล้วในชั่วขณะนี้เอง สังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้าพลันกรีดร้อง
ระงม ชั่วพริบตานี้มันขนหัวลุกชี้ชัน!
ลำแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งวาบมาถึงตรงหน้าอย่างฉับพลัน มันไม่มี
ปัญญากระทั่งจะกระดิกตัวตอบโต้
มันสามารถรู้สึกได้อย่างชัดแจ้ง พลังสภาวะอันน่าขนพองสยองเกล้า
ของลำแสงสีเงินทิ่มแทงเข้าไปในใจมัน ราวกับปลายเข็มทะลวงใส่ใบหน้า
ก่อเกิดความเจ็บปวดมหาศาล!
ชั่วพริบตานั้นแสงสีเงินกลบกลืนทุกสิ่งในครรลองสายตาของมัน
เห็นบาดแผลบางเฉียบสายหนึ่ง ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของจี้เจิ้ง
จากนั้นประหนึ่งอัสนีบาตฟาดทลาย ระเบิดกัมปนาทท่วมทับใน
ศีรษะของมัน
นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่มันรู้สึก
ไม่ไกลออกไปนัก เห็นเขิงเหลียนเอ๋อร์ถือถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อด้วย
มืออันสั่นระริก นางใบหน้าขาวเผือด ร่างสั่นเทาน้อย ๆ พลังเทพของนาง
ถูกสูบกลืนไปจนเกลี้ยงฉาด